jos55 instaslot88 Pusat Togel Online กษัตริย์นักปราชญ์ - INEWHORIZON

INEWHORIZON

ขอบฟ้าใหม่

กษัตริย์นักปราชญ์

คอลัมน์ ช่วยกันคิด ช่วยกันทำ
ทหารประชาธิปไตย
www.INEWHORIZON.NET

กษัตริย์นักปราชญ์

    ทิศทางการเมืองไทยในอนาคตอันใกล้นี้ หากพิจารณาจากรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน มองอย่างไร พิจารณาอย่างไรก็ไม่อาจจะนับได้ว่าเป็นประชาธิปไตย แม้จะมีการเลือกตั้งก็ตาม แต่มันเป็นเพียงเปลือกกระพี้ที่ถูกกำหนดและกำกับทิศทางโดยรัฐธรรมนูญ เพื่อก่อให้เกิดการสืบทอดอำนาจจากผู้บริหารในปัจจุบัน ซึ่งโดยนัยนี้การปกครองอย่างนี้ก็ต้องเรียกว่าเป็นการปกครองแบบคณาธิปไตย หรืออภิชนาธิปไตย ขึ้นกับว่าจะปกครองให้เกิดความผาสุกกับประชาชนส่วนใหญ่ได้หรือไม่เพียงใด และการปกครองแบบนี้ก็มีทิศทางกระเดียดไปในทางที่เรียกว่า “เผด็จการ”
    ส่วนการเรียกร้องของประชาชนจำนวนไม่น้อยที่เรียกร้องให้มีการปกครองแบบประชาธิปไตยที่แท้จริงนั้น ก็ถูกบิดเบือนจากคนอีกบางกลุ่มให้เกิดภาพรังเกียจ “นักการเมือง” โดยไปสับสนปนเปกับ “นักเลือกตั้ง” ทั้งๆที่คำว่า “นักการเมือง” หมายถึงใครก็ตามที่มาทำหน้าที่บริหารบ้านเมือง ไม่ว่าจะมาจากเลือกตั้งหรือไม่ก็ตาม เช่น ตำแหน่งนายกรัฐมนตรีก็เป็นตำแหน่งทางการเมือง ไม่ว่าจะผ่านการเลือกตั้งหรือไม่
    เมื่อนักการเมืองถูกทำให้เกิดภาพที่เลวร้าย จากการประพฤติปฏิบัติของนักเลือกตั้งที่เข้ามาแสวงประโยชน์ ประชาชนบางส่วนก็เลยเบื่อหน่ายระบอบประชาธิปไตย เพราะคิดว่านั่นคือปรากฏการณ์ของระบอบประชาธิปไตย โดยเฉพาะหลายส่วนเชื่อกันว่า ประชาธิปไตยเป็นสาเหตุของการคอร์รัปชั่น แต่ความจริงแล้วถ้ามันเป็นประชาธิปไตยที่แท้จริง การคอร์ปชั่นจะถูกตรวจสอบถ่วงดุลจากระบบที่เป็นไปตามระบอบที่แท้จริง ส่วนระบอบเผด็จการนั้นจะตรวจสอบแตะต้องมิได้
    ด้วยเหตุดังกล่าวพิจารณาไปแล้ว การเกิดประชาธิปไตยที่แท้จริงคงเกิดได้ยากในประเทศไทย หากประชาชนไม่รวมกลุ่มกัน และร่วมมือกันปฏิวัติประชาธิปไตยแบบพลิกแผ่นดิน
    อย่างไรก็ตามนอกจากระบอบประชาธิปไตย และระบอบเผด็จการแล้ว ยังมีระบอบการปกครองอีกระบอบหนึ่ง ที่มีมาช้านานในโลกนั่นคือ ระบอบกษัตริย์ หรือ สมบูรณาญาสิทธิราชย์ ซึ่งยามใดที่ได้กษัตริย์ดีมีคุณธรรมอาณาประชาราษฎร์ ก็มีความผาสุก แต่ยามใดที่ได้กษัตริย์ที่เลวร้าย ประชาชนก็เดือดร้อนทุกหย่อมหญ้า จนผู้ปกครองได้รับสมญานามว่า ทรราช หรือระบอบทราชย์
    แนวคิดในเรื่องระบอบการปกครองโดยกษัตริย์ได้รับการนำมากล่าวถึงโดยนักปราชญ์ที่มีชื่อเสียงชาวกรีกยุคโบราณ คือ เพลโต ซึ่งบางท่านกล่าวว่าท่านได้เอาแนวคิดของโสเครติสปราชญ์รุ่นอาจารย์มาขยายความ ทั้งนี้เพลโตได้เขียนหนังสือชื่อสาธารณรัฐ และได้กล่าวถึงผู้นำหรือกษัตริย์ที่จะมาปกครองต้องมีคุณสมบัติ คือ เป็นคนที่ฉลาดหลักแหลม มีความรับผิดชอบ พึ่งพาได้ และมีความเป็นอยู่ที่เรียบง่ายไม่ฟุ้งเฟ้อเห่อเหิม และเพื่อจะทำให้ข้อเสนอของท่านคือเพลโต ได้รับการยอมรับมากขึ้น ท่านยังได้เสนอว่ากษัตริย์นักปราชญ์ที่จะปกครอง KALLIPOLIS (ชื่อรัฐในอุดมคติ) ควรจะมี 2 คน เพื่อเสริมอำนาจและคานอำนาจกัน
    อย่างไรก็ตามในยุคต่างๆมาก็มีบุคคลหลายท่านที่ได้รับการยอมรับว่าน่าจะมีคุณสมบัติใกล้เคียงกับกษัตริย์นักปราชญ์ของเพลโต (แม้จะไม่มีการปกครองเป็นคู่กษัตริย์ก็ตาม) เช่น DION แห่งซีราคิวส์ ที่ล้มจอมเผด็จการ DIONYSIUS II แห่งซีราคิวส์ ในยุคกรีกโบราณ ในยุคโรมันก็มี MARCUS AURELIUS และในยุค ค.ศ.1443-1490 กษัตริย์ของฮังการี และโครเอเชียชื่อ MATTHIAS CORVINUS และอายาตุลเลาะฮ์ โคมัยนี แห่งอิหร่านที่เชื่อว่า ชื่นชมแนวคิดของเพลโตในเรื่องกษัตริย์นักปราชญ์ และได้ผสมผสานกับรูปแบบการปกครองในยุคศาสดามูฮัมมัดและยุคหลังที่เรียกว่ายุคผู้นำที่ทรงธรรม 4 ท่าน อย่างไรก็ตามในความหมายและแนวคิดของโคมัยนี ก็คือผู้นำจะต้องมีคุณสมบัติอย่างน้อย 4 ประการ คือ มีความรอบรู้ มีความรับผิดชอบ มีความซื่อสัตย์และมีความเที่ยงตรง ทั้งนี้ผู้นำจะต้องประพฤติปฏิบัติตามหลักการในพระคัมภีร์กุรอ่าน และแบบอย่างของศาสนา จึงต้องมีความรู้ความเข้าใจในพระคัมภีร์อย่างลึกซึ้ง
    ผู้เขียนขอนำมาสู่อีกประเด็นที่เพลโต ได้ให้ข้อเสนอแนะไว้ว่าควรจะมีกษัตริย์นักปราชญ์ 2 พระองค์ปกครองร่วมกัน แต่ในโลกตะวันตกก็ยังไม่มีปรากฏการณ์ดังกล่าว หากมาเกิดปรากฏการณ์ขึ้นในตะวันออก ซึ่งอาจจะพิจารณาได้ว่าสอดรับกับแนวคิดของเพลโตก็คือ การปกครองในสมัยรัชกาลที่ 4 นั่นคือ การปกครองของสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว ซึ่งนอกจากเป็นที่รับรู้ของประชาชนชาวไทยแล้ว ชาวต่างชาติก็ยังรับรู้ว่าในยุคนั้นสยามประเทศปกครองโดยกษัตริย์ 2 พระองค์ สำหรับเหตุผลที่พอจะอธิบายได้ว่าทำไมถึงมีกษัตริย์ 2 พระองค์ปกครองสยามพอจะอนุมานได้ดังนี้
    1.เป็นเหตุผลทางโหราศาสตร์ เนื่องจากพระจอมเกล้าเจ้าฟ้ามงกุฎท่านทรงเชี่ยวชาญโหราศาสตร์ ได้ตรวจดวงชะตาแล้วเห็นว่าเจ้าฟ้ากรมขุนอิศเรศรังสรรค์ ทรงมีดวงที่แข็งกล้าเทียบเท่ากษัตริย์ จึงไม่อยากให้เกิดการแข่งขันกัน
    2.เหตุผลทางการเมือง เนื่องจากเจ้าฟ้ามงกุฎทรงผนวชอยู่นานในช่วงที่รัชกาลที่ 3 ครองราชย์ ฐานอำนาจจึงไม่มั่นคง โดยเฉพาะทางทหาร ในขณะที่พระปิ่นเกล้าเป็นผบ.ทร. และมีอำนาจทางทหารค่อนข้างมาก มีกองกำลังส่วนพระองค์ นอกจากนี้ยังทรงสนพระทัยวิทยาการจากต่างประเทศ และทรงพูดภาษาอังกฤษได้คล่องแคล่ว ทำให้เป็นที่ยอมรับจากต่างชาติมาก
    3.เหตุผลส่วนพระองค์ คือ เจ้าฟ้ามงกุฎทรงสนิทสนมกับพระอนุชาอย่างยิ่ง ดังนั้นพระจอมเกล้าจึงทรงยกพระปิ่นเกล้าขึ้นเป็นกษัตริย์เสมอพระองค์ เพื่อเสริมอำนาจและป้องกันการแย่งชิงบัลลังก์ นอกจากนี้ยังต้องการคานอำนาจกับเหล่าขุนนางที่มีอำนาจมากในขณะนั้น
    แม้ว่าพระปิ่นเกล้าจะเป็นกษัตริย์ร่วมทางนิตินัยแต่ในทางพฤตินัยนั้น อำนาจการปกครองส่วนใหญ่อยู่ในมือของพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว จึงไม่ค่อยปรากฏในทางประวัติศาสตร์นัก แต่ก็เป็นหลักฐานที่จะอ้างอิงและเทียบเคียงได้กับกษัตริย์นักปราชญ์ 2 พระองค์ของเพลโต เพราะพระจอมเกล้านั้นโดยคุณสมบัติก็มีความเป็นปราชญ์อันสูงส่งอยู่แล้ว
    ลุมาถึงปัจจุบันในงานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ในวันที่ 26 ต.ค.2560 นั้น สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์(ป.อ.ปยุตฺโต) ได้เขียนหนังสือชื่อธรรมของพระราชา เพื่อแจกในวันดังกล่าว โดยผู้เขียนมองว่าท่านได้ขยายขอบเขตของการเป็นกษัตริย์นักปราชญ์ หรือคุณสมบัติของกษัตริย์ที่ยิ่งใหญ่ไว้ด้วยธรรมสำหรับมหากษัตริย์ 4 หมวดสำคัญคือ
    1.จักรวรรดิวัตร 12 คือการมีธรรมเป็นใหญ่
    2.ราชสังคหวัตถุ 4 ธรรมในการสังคมสงเคราะห์
    3.ขัตติยพละ 5 คือพลังในการครองตน
    4.ราชธรรม 10 (ทศพิธราชธรรม)
    ซึ่งผู้เขียนจะขอนำมาอธิบายขยายความตามที่ท่านได้เขียนไว้ดังนี้
    ในหมวดแรกก็คือการครองตนให้มีธรรมเป็นใหญ่ ส่วนราชสังคหวัตถุ 4 นั้น ได้แก่ 1.สัสสเมธัง ปรีชาสามารถในการบำรุงพืชพันธุ์ ธัญญาหาร ส่งเสริมการเกษตร 2.ปุริสเมธัง ปรีชาสามารถในการบำรุงข้าราชการทั้งทหารและพลเรือน 3.สัมมาปาสัง ปรีชาสามารถผูกใจประชาชนเหมือนเอาบ่วงคล้องไว้ และ 4.วาชไปยังมีวาจาดูดดื่มใจ ทรงปรีชาสามารถในการเจรจาปราศรัยเข้าถึงประชาชน
    ส่วนขัตติยพละ 5 นั้นขยายความได้ดังนี้
    1.พาหาพลัง คือ มีพลังกายที่แข็งแรง
    2.โภคพลัง คือ มีทุนทรัพย์ มีท้องพระคลังใหญ่โต
    3.อมัจจพลัง คือ มีกำลังอำมาตย์และข้าราชการทั้งทหารและพลเรือนสนับสนุน
    4.อภิชัจจพลัง  คือมีกำเนิดในตระกูลสูง
    5.ปัญญาพลัง คือ มีสติปัญญาเฉลียวฉลาด วินิจฉัยได้รอบด้าน
    สุดท้ายคือ ทศพิธราชธรรม (ธรรม 10 ประการ) มีดังนี้
    1.ทาน คือ การให้พระราชทานทรัพย์ส่วนพระองค์เพื่อประชาชน
    2.ศีล คือ ระงับยับยั้งจากความชั่ว
    3.ปริจาคะ คือ เสียสละความสุขสำราญ
    4.อาชวะ คือ มีใจซื่อตรง
    5.มัททวะ คือ มีความอ่อนโยน
    6.ตปะ คือ ข่มกิเลศได้
    7.อักโกธะ คือ ไม่เกรี้ยวโกรธ
    8.อวิหิงสา คือ ไม่กดขี่ข่มเหง
    9.ขันติ คือ อดทน
    10.อวิโรธนะ คือ วางตน หนักแน่นในธรรม
    คุณสมบัติที่สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์บรรยายมานี้ หากผู้เขียนเข้าใจไม่ผิดพลาดก็คงสรุปได้ว่า คือคุณสมบัติของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 กษัตริย์นักปราชญ์นั่นเอง

Facebook Comments

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *