INEWHORIZON

ขอบฟ้าใหม่

การก่ออาชญากรรมสงครามของสหรัฐ

คอลัมน์ ช่วยกันคิด ช่วยกันทำ
ทหารประชาธิปไตย
www.INEWHORIZON.NET
การก่ออาชญากรรมสงครามของสหรัฐ

    ศาลอาชญากรรมระหว่างประเทศได้เริ่มรวบรวมหลักฐานการทำอาชญากรรมสงคราม และการก่ออาชญากรรมต่อมนุษยชาติที่ดำเนินการโดยสหรัฐฯ โดยศาลได้เริ่มกระบวนการตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2017 โดยนำเอาพฤติกรรมของสหรัฐฯในอาฟกานิสถาน ย้อนไปตั้งแต่ 1 พฤษภาคม 2003 งานนี้อยู่ในการดูแลของ Fatou Ben Sudaอัยการของศาลอาชญากรรมสงครามระหว่างประเทศ
    จากรายงานพบว่าทหารของตาลีบัน หน่วยงานของอาฟกานิสถาน และ บุคลากรของสหรัฐฯ ซึ่งส่วนใหญ่คือคนในกองทัพ และ CIA ได้สร้างอาชญากรรมจำนวนมากในช่วง 11 ปี
    ตั้งแต่เดือนธันวาคม 2002 ถึงมีนาคม 2008 เจ้าหน้าที่ CIA ได้จัดส่งนักโทษอย่างน้อย 27 คน ไปยังคุกลับ ทั้งในอาฟกานิสถาน โปแลนด์ โรมาเนีย และลิธัวเนีย และทำทัณฑ์ทรมานต่างๆรวมทั้งการปฏิบัติที่เลวร้ายต่อนักโทษอื่นๆ รวมถึงการดูหมิ่นเหยียดหยามและข่มขืน นอกจากนี้อัยการยังแถลงว่ามีหลักฐานชัดเจนที่แสดงว่ามีการเข่นฆ่าชาวอาฟกานิสถานที่มิได้อยู่ในการรบ โดยสมาชิก IS อาฟกานิสถาน ทั้งนี้ได้เริ่มมีการสืบพยานที่เป็นทหารอังกฤษ
    อย่างไรก็ตามสหรัฐฯไม่ยอมรับขอบเขตอำนาจของศาล และตอบโต้อย่างเผ็ดร้อนต่อการสืบสวนนี้ เข้าทำนองเรื่องของข้าใครอย่าแตะ อนึ่งสหรัฐฯยังกล่าวหาว่านี่เป็นการโฆษณาชวนเชื่อใดยนักวิจัยเพื่อจะทำลายภาพลักษณ์ของสหรัฐฯ
    แต่ศาลอาชญากรระหว่างประเทศก็ยังคงดำเนินการต่อไป และมีความเป็นไปได้ว่าในอนาคตอันใกล้จะมีการสอบสวนและสืบสวนสิ่งที่อเมริกัทำในซีเรียและอิรัก
    ในเดือนพฤศจิกายน 2017 ดามัสกัสได้ส่งหนังสือทางการไป 2 ฉบับถึงเลขาธิการองค์การสหประชาชาติ และคณะความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ ให้หาวิธีการยุติการกระทำอันเป็นอาชญากรรมสงครามอันเกิดจากน้ำมือของกองกำลังพันธมิตรที่นำโดยสหรัฐฯ พร้อมทั้งรายงานว่ามีคนหลายสิบคนรวมทั้งเด็กต้องเสียชีวิตทุกสัปดาห์ จากการโจมตีด้วยเครื่องบินรบและการระดมยิงปืนใหญ่ ทั้งนี้รัฐมนตรีต่างประเทศซีเรียได้เน้นย้ำว่ากองกำลังพันธมิตรต้องการสร้างภาวการณ์ที่จะขัดขวางการดำเนินการปราบปรามไอเอสของรัฐบาลซีเรียและพันธมิตร
    ก่อนหน้านี้ทูตถาวรประจำสหประชาชาติของซีเรียได้ส่งหนังสือกล่าวหาว่ากองกำลังพันธมิตรที่ต่อต้านรัฐบาล พยายามสร้างสถานการณ์เพื่อปกป้องการถอยของไอเอส ที่ถูกรุกไล่ในเมืองรัคกา และเดีย-อิส-ซอ ในระหว่างที่รัฐบาลทำการรุกรบเพื่อปลดปล่อยเมืองทั้งสองจากการยึดครองของ IS
    แท้จริงสหรัฐฯและกองกำลังนานาชาติที่เข้าไปปฏิบัติการอยู่ในซีเรียนั้น ละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศ และมิได้ทำตามมติขององค์การสหประชาชาติ หนำซ้ำยังไม่ได้มีการประสานงานหรือได้รับการเชื้อเชิญจากรัฐาบาลซีเรีย
    ในช่วงที่ย่างเข้าสู่ปีใหม่ 31 ธันวาคม 2017 กระทรวงกลาโหมสหรัฐฯได้เปิดเผยธาตุแท้ของการแอบจัดตั้งฐานในซีเรีย และรัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐฯ นายพลหมาบ้า James Mattisได้ออกมาเตือนว่าการโจมตีฐานของสหรัฐฯจะถูกตอบโต้และลงโทษ การเปิดเผยครั้งนี้จึงทำให้ชาวโลกตื่นตัวที่ได้พบความจริงว่าสหรัฐฯได้ไปซ่องสุมกำลังคนและอาวุธในซีเรียนานมาแล้ว ล่าสุดยังประกาศยอมรับว่าจะซ่องสุมและสนับสนุนกองกำลังถึง 3 หมื่นคนที่บริเวณชายแดนติดต่อกับตุรกี
    หน่วยสืบราชการลับของอีหร่านได้เปิดเผยข้อมูลว่ามีจำนวนฐานของสหรัฐฯ 14 ฐาน และอาจมากกว่า นอกจากนี้สื่อของตุรกียังรายงานว่ามีโกดังเก็บอาวุธของสหรัฐฯถึง 13 แห่งในพื้นที่ยึดครองของเคิร์ด ซึ่งก็อยู่ใกล้กับฐานของสหรัฐฯ
    ด้วยเหตุนี้ทางการตุรกีโดยประธานาธิบดีเออร์ ดู กอน จึงได้สั่งให้เคลื่อนกำลัง และโจมตรีทางอากาศต่อชาวเคิร์ดในซีเรีย ซึ่งตุรกีถือว่าเป็นภัยคุกคามตน อย่างไรก็ตามเรื่องนี้ทางการซีเรียได้แสดงท่าทีไม่เห็นด้วยเพราะถือว่าเป็นการละเมิดอธิปไตยของซีเรีย
    การปรากฏต่อสายตาโลกในเรื่องการมีสิ่งอำนวยความสะดวกทางทหารในดินแดนตอนเหนือของซีเรียเป็นเวลายาวนาน ได้บ่งบอกถึงวัตถุประสงค์ที่สหรัฐฯต้องการฐานที่มั่นโดยการสนับสนุนชาวเคิร์ดและให้การสนับสนุนเขตอิสระให้เคิร์ด ด้วยอาวุธยุทโธปกรณ์ทั้งหนักและเบา เป้าหมายนี้ก็เพื่อแบ่งแยกดินแดนของซีเรียออกมา เพื่อตั้งเป็นประเทศเคิร์ดิสถาน อันจะทำให้ซีเรียมีขนาดเล็กลง ขณะเดียวกันก็เป็นภัยคุกคามตุรกีด้วยตุรกีก็มีปัญหาการแบ่งแยกของเคิร์ด เหมือนๆกับอีหร่าน นี่ก็คือสงครามตัวแทนระลอก 2 หลังจากความพ่ายแพ้ของ IS ในอิรักและซีเรีย อนึ่งสหรัฐฯต้องการปิดล้อมอิหร่านในซีเรียและทะเลเมดิเตอร์เรเนียนตะวันออก ซึ่งอิหร่านเคยประกาศว่าจะตั้งฐานทัพเรือในซีเรีย
    ยิ่งไปกว่านั้นสหรัฐฯยังอำพรางการส่งกำลังบำรุงให้แก่กองกำลังและผู้ก่อการร้ายในรูปการช่วยเหลือทางมนุษยธรรม พร้อมๆกับส่งทีมหมวกขาว (WHITE HELMET)ซึ่งเป็น NGO ไปช่วยทำนองบรรเทาทุกข์ในขณะที่ออกข่าวผ่านสื่อสหรัฐฯ เช่น CNN เพื่อทำลายภาพลักษณ์ของรัฐบาลซีเรียมาโดยตลอด
    นอกจากนี้ยังมีพฤติกรรมที่น่าเคลือบแคลงเกิดขึ้นจากการโจมตีฐานทางทหารของรัสเซียในเขต KHMEIMIM และ เขต TORTOUS โดยการใช้โดรนที่มีเทคโนโลยีสูง ซึ่งอ้างว่ามาจากผู้ก่อการร้ายคำถามคือผู้ก่อการร้ายมีความสามารถถึงขนาดส่งโดรนไฮเทคและล็อกเป้าได้อย่างถูกต้องได้อย่างไร แค่การควบคุมโปรแกรม โดรนชนิด UAVs และอาวุธที่ติดมาด้วยพร้อมระบบ GPS มันต้องใช้วิศวกรที่มีความรู้มากพอจากประเทศพัฒนาแล้ว โดยเฉพาะการชี้เป้าที่แม่นยำจะต้องมีข้อมูล จากการสื่อสารดาวเทียมในห้วงอวกาศ ซึ่งผู้ก่อการร้ายทั่วๆไปทำไม่ได้
    ยิ่งไปกว่านั้นให้เป็นการบังเอิญเสียจริงที่ขณะมีการโจมตีฐานของรัสเซีย เหนือทะเลเมดิเตอร์เรเนียนของซีเรีย บนความสูง 7 พันเมตร เครื่องบินลาดตระเวณของเรือรบหลวงสหรัฐฯนามว่า US NAVY POSEIDON กำลังปฏิบัติการอยู่ระหว่าง TARTUS และ KHMEIMIM อันเป็นที่ตั้งของฐานรัสเซียพอดี
   
Regular United States’ War Crimes

The International Criminal Court in November 2017 began to collect materials on alleged crimes against humanity and war crimes committed in Afghanistan since May 1, 2003, as well as similar crimes related to the armed conflict in that country. The initiative of the investigation belongs to Fatou Ben-court, the prosecutor of the International Criminal Court.
The report of the International Criminal Court states that the Taliban militants, the Afghan authorities and foreign military personnel (primarily US Army and CIA personnel) committed mass crimes throughout the country for eleven years.
From December 2002 to March 2008. CIA officers subjected “at least 27 prisoners in secret prisons in Afghanistan, Poland, Romania and Lithuania to” torture, ill-treatment, insults to personal dignity and rape”. Fatu Bensuda also claims that there are also evidence of the killing of peaceful Afghans by members of other ISAF states. First of all, the British military are called.
However, the United States does not recognize this court. Moreover, the US has already been outraged by an investigation directed against “a great, infallible and exclusive America”. They believe that war is war! Moreover, the Pentagon will follow its “customs.” This is not propaganda and not the gloomy irony of analysts.
It is possible that in the near future, a new investigation should be initiated about American crimes in Syria and Iraq.
In November 2017, Damascus sent two letters to the Security Council and the UN Secretary General demanding to take measures to stop the “war crimes” of an international coalition led by the United States.
Dozens of civilians, including children, die every week from air and artillery strikes by the coalition. The Syrian Foreign Ministry emphasizes that the coalition’s actions are aimed at creating obstacles for the Syrian army and its allies in the fight against the IS.
Earlier, the country’s permanent mission to the UN sent similar letters accusing the coalition of covering the withdrawal of the IS militants from Rakki and Deir-ez-Zor during operations to liberate these cities.
The United States and the international forces led by them operate in Syria without the consent and coordination with the official Damascus, and without the UN Security Council resolution. In late October 2017, the coalition recognized the deaths of 786 civilians as a result of its attacks in Syria and Iraq since the start of the military operation against terrorists in August 2014.
On New Year’s Eve, December 31, the Pentagon once again played the intrigue around its military bases in Syria. US Secretary of Defense James Mattis warned that any attack on US bases will be repulsed, and attackers will be punished. This high-profile statement has woken up public opinion about the reality of the US logistics infrastructure in Syria.
Iranian intelligence provided information on the existence in Syria of 14 military bases. In addition, the Turkish media reported the existence of 13 warehouses of American weapons in Kurdish areas, which are located in close proximity to US bases.
The presence of US military infrastructure in northern Syria testifies that the Americans stabilize their positions there for a long time. The very geography of the location corresponds to the extended territory of the Syrian Kurdistan, whose autonomy the Pentagon provides, supplying the Kurds with weapons, light and heavy military equipment. The arming of Syrian Kurds with the separation of this territory from Damascus corresponds to a new plan for a proxy war to contain Iran in Syria and the eastern Mediterranean.
In addition, together with terrorists, the United States hinders the provision of assistance to the local population, the delivery of humanitarian supplies.
On the night of January 6, the Russian military facilities in Khmeimim and Tartous were attacked by drones sent by terrorists. All drons used in the attack were either destroyed, or taken under the control of the Russian military. However, the question arises where did the terrorists come from with new military technologies.
Only in order to program controllers of aircraft-type UAVs and ammunition disposal in the GPS system, it is necessary to have a decent engineering school of one of the developed countries. And to get exact coordinates on the basis of the data of space reconnaissance not everyone can.
Moreover, it is a strange coincidence that during the attack of UAV on Russian military facilities in Syria over the water area of the Mediterranean Sea for more than four hours at an altitude of 7 thousand meters, the reconnaissance aircraft of the US Navy Poseidon was barraging between Tartus and Khmeimim.

Facebook Comments

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *