INEWHORIZON

ขอบฟ้าใหม่

การซ้อมรบทางอากาศของสหรัฐฯในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิค เท่ากับเป็นการทำให้โอลิมปิกเกมส์อยู่ในหมอกควันของสงคราม

คอลัมน์ ช่วยกันคิด ช่วยกันทำ
ทหารประชาธิปไตย
www.INEWHORIZON.NET

การซ้อมรบทางอากาศของสหรัฐฯในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิค
เท่ากับเป็นการทำให้โอลิมปิกเกมส์อยู่ในหมอกควันของสงคราม

    โอลิมปิกในประวัติการณ์สมัยใหม่ แม้จะมีเรื่องการสมคบคิด การขัดแย้งทางการเมือง และโศกนาถกรรม แต่โอลิมปิกไม่เคยถูกยกเลิก ยกเว้นในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 1 และครั้งที่ 2
    แต่วันนี้หนังสือพิมพ์ที่ไม่ใช่สื่อกระแสหลักต่างพาดหัวว่า สงครามโลกครั้งที่ 3 มีโอกาสที่จะเกิดและมันจะนำไปสู่หายนะด้วยสงครามนิวเคลียร์ ซึ่งบรรดาผู้เชี่ยวชาญจำนวนมากต่างก็มีความเห็นสอดคล้องกันถึงความเป็นไปได้และจังหวะที่จะเกิดเหตุการณ์ความขัดแย้งที่จะเริ่มจากความขัดแย้งในคาบสมุทรเกาหลี ในช่วงที่เกาหลีเหนือได้เจรจากับเกาหลีใต้เพื่อหาหลักประกันในการส่งนักกีฬามาแข่งขันในกีฬาโอลิมปิกฤดูหนาวครั้งที่ 23 ซึ่งนับเป็นความเสี่ยงอย่างยิ่งหากเกิดอะไรขึ้นกับนักกีฬาจากเกาหลีเหนือ
    ในทางตรงข้ามหากการเข้าร่วมแข่งขันเป็นไปโดยราบรื่น ก็มีแนวโน้มว่าความสมานฉันท์ของเกาหลีจะคืบหน้าไปอีกระดับ ซึ่งทั่วโลกต่างก็จับตาดูสถานการณ์ที่คาบสมุทรเกาหลี แม้ว่าสงครามน้ำลายระหว่างวอชิงตันกับเปียงยางจะยังคงดำเนินต่อไป และอาจถึงขั้นที่มีการเร่งเร้าให้เกิดปัญหาทางการทูตระหว่างประเทศ ที่จะนำไปสู่สงครามอย่างเต็มรูปแบบ ซึ่งอาจหมายถึงการนำไปสู่สงครามนิวเคลียร์
    แต่แทนที่สหรัฐฯจะช่วยสร้างบรรยากาศแห่งสันติสุขด้วยจิตวิญญาณแห่งกีฬาโอลิมปิก เมื่อใกล้เวลาแห่งการเฉลิมฉลองพิธีเปิดในเกาหลีใต้ ซึ่งจะทำให้ความตึงเครียดที่ผ่านมาได้คลี่คลาลง สหรัฐฯกลับทำในทางตรงข้าม โดยจากเหตุการณ์ที่ผ่านมา อาทิ เหตุการณ์ที่ประมุขของเกาหลีเหนือ ได้ประกาศว่ามีความพร้อมที่จะยิงขีปนาวุธข้ามทวีปไปยังเขตแดนของสหรัฐฯและแสดงให้ชาวโลกได้เห็นว่าเกาหลีเหนือมีเทคโนโลยีเพียงพอ ด้วยการทดลองขีปนาวุธข้ามทวีป(ICBM)ฮวาซอน-15 เมื่อปลายเดือนพฤศจิกายนปีที่แล้ว และเปียงยางยังประกาศว่าขีปนาวุธของตนมีความพร้อมที่จะติดหัวรบนิวเคลียร์และสามารถยิงถล่มอเมริกาเหนือได้
    ในวันที่ 6 ธันวาคม 2017 รมต.ต่างประเทศของเกาหลีเหนือ แจ้งว่าคงหลีกเลี่ยงสงครามกับสหรัฐฯไม่ได้ เพราะถูกการท้าทายด้วยนโยบายก้าวร้าวของสหรัฐฯและเกาหลีใต้ ที่ทำการจัดซ้อมรบในคาบสมุทรเกาหลีโดยผู้เชี่ยวชาญทางทหารต่างมีความเห็นตรงกันว่าเป็นการเตรียมบุกเปียงยาง
    หัวหน้าคณะเสนาธิการของกองทัพอากาศสหรัฐฯ พลอากาศเอก DAVID GOLDFEIN ได้แถลงเมื่อเดือนตุลาคม 2017 ว่ามีการเตรียมความพร้อมยี่สิบสี่ชั่วโมงสำหรับหน้าที่ที่ไม่เปิดเผยของ B-52 ซึ่งเป็นเครื่องบินทิ้งระเบิดทางยุทธศาสตร์ และต่อมาในวันที่ 30 ตุลาคม 2017 ผู้บัญชาการกองกำลังผสมของสหรัฐฯก็ดำเนินการฝึกซ้อมรบสงครามนิวเคลียร์ที่ชื่อว่า GLOBAL THUNDER ทั้งนี้ผู้แทนของสหรัฐฯพลเรือตรี DANIEL FILLION ได้ออกมาแถลงว่าการซ้อมรบดังกล่าวเป็นไปอย่างจำกัดในพื้นที่แต่เป็นการเตรียมความพร้อมในการปฏิบัติการ
    อนึ่งการเคลื่อนไหวดังกล่าวสหรัฐฯมิได้แจ้งเตือนจีนแต่อย่างใด ทั้งๆที่การซ้อมรบดังกล่าวอยู่ใกล้กับจีนมาก หากจีนเกิดระแวงและโต้ตอบก็อาจเกิดสงครามใหญ่ได้ ทั้งนี้สหรัฐฯอ้างว่ามิได้มีสนธิสัญญาระหว่างกัน แต่การกระทำดังกล่าวยิ่งเพิ่มความตึงเครียดในย่านเอเชียแปซิฟิคมากขึ้น และทำให้จีนยิ่งต้องกระชับความสัมพันธ์กับเกาหลีเหนือ
    และนี่เป็นการต่อยอดสิ่งที่สหรัฐฯได้ดำเนินการไปแล้วในการซ้อมรบทางอากาศกับเกาหลีใต้ภายใต้ชื่อ “VIGILANT ACE” เมื่อวันที่4-8 ธันวาคม 2017 ด้วยการนำเอาเทคโนโลยีสมัยใหม่สุดของเครื่องบินรบ F-22 และ F-35 เข้ามาร่วมซ้อมรบในคาบสมุทรเกาหลี ซึ่ง F-35 คือเครื่องบินทั้งระเบิดล่องหนขนาดเบา
    ในการซ้อมรบครั้งนี้ซึ่งเปิดเผยโดยสื่อปรากฏว่าสหรัฐฯใช้เครื่องบินกว่า 200 ลำ ประกอบไปด้วย F-15c EAGLE และ F-16 FALCON BOEING EA-18 GROWLER และ B-IB LANCER เครื่องบินทิ้งระเบิดขนาดหนัก STRATEGIC BOMBER นอกจากนี้ยังมีกำลังพลมากกว่า 12,000 นาย ที่ร่วมปฏิบัติการในภาคพื้นดิน จากการเผยแพร่ของฝ่ายเกาหลีใต้ “KUQPAN ILBO” อ้างว่าเป็นการเตรียมบุกศัตรู ซึ่งก็ไม่มีการระบุว่าคือใคร
    สำนักข่าว Ryonghapได้อธิบายในเวลาต่อมาว่าวัตถุประสงค์ในการซ้อมรบนี้เป็นการกดดันเกาหลีเหนือ โดยมีเป้าหมายในการโจมตีทางอากาศต่อชีปนาวุธและนิวเคลียร์ของเกาหลีเหนือ ยิ่งไปกว่านั้นผู้เชี่ยวชาญบางท่านยังให้ความเห็นว่าสหรัฐฯเตรียมใช้อาวุธนิวเคลียร์ในการโจมตีด้วย
    ในภาพรวมของปี 2017 เพนตากอนได้มีการฝึกปฏิบัติการกว่า 10 ครั้ง และมีการเคลื่อนไหวทางทหารในพื้นที่อาเซีย-แปซิฟิค อย่างคึกคักนับเป็นการตอกย้ำถึงการเคลื่อนไหวทางทหารในย่านนี้ของสหรัฐฯ พร้อมกับการส่งสัญญาณแข็งกร้าวทั้งจากผู้นำทางการเมือง ผู้นำทางทหาร และฝ่ายบริหารของทำเนียบขาว ว่าต้องการกำจัดผู้นำของเปียงยาง
    การกระทำดังกล่าวก็เท่ากับเป็นการไปกระตุ้นอย่างเป็นระบบให้เกิดความตึงเครียดในคาบสมุทรเกาหลีอันจะนำไปสู่สงครามนิวเคลียร์ และเมื่อไม่นานมานี้ประธานาธิบดีทรัมป์ยังทวิตโอ้อวดว่าปุ่มนิวเคลียร์ของเขานั้นใหญ่กว่าปุ่มนิวเคลียร์ของคิมยองอึน
    การเดินการเมืองของสหรัฐฯต่อกรณีคาบสมุทรเกาหลีนี้ นอกจากจะสร้างความประหวั่นพรั่นพรึบให้กับประชาคมโลก ยังทำให้รัฐบาลโซลเองก็เกิดความไม่มั่นใจ ว่าสหรัฐฯตั้งใจจะรักษาสันติภาพหรือต้องการก่อสงคราม จนทำให้มีข่าวว่าเกาหลีใต้อาจจะขอให้เลื่อนการซ้อมรบร่วมในเดือนมีนาคม 2018 ซึ่งจะตรงกับการแข่งขัน PARALYMPIC นั่นคือการแข่งขันโอลิมปิกของผู้พิการ
    ไม่มีใครรู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นในช่วงของการแข่งขันกีฬาโอลิมปิก เพราะท่าทีของสองผู้นำทรัมป์ และคิมจองอึน ต่างก็ยากจะคาดเดาและความที่ไม่อาจคาดเดานี้อาจนำมาสู่มหันภัยของโลกได้

Unprecedented drills of the US Air Force in the Asia-Pacific Region.

Olympic Games in the “fog of war”

For much of modern history, the Olympic Games have been accompanied by scandals, political quarrels and tragedies. However, the competition was completely canceled only in the years of the First and Second World Wars.

Today, the tabloids are full of headlines about the threat of a third global conflict and a nuclear apocalypse, and experts are discussing possible scenarios and the timing of the start of hostilities on the Korean Peninsula. Meanwhile, in a few weeks in South Korean Pyeongchang should begin XXIII Winter Olympic Games.

Are the athletes ready to take risks? Will Seoul guarantee their safety?

Now, the entire world’s attention is focused on information briefings around the Korean peninsula. Despite first attempts to return to diplomatic dialogue, the war of threats, provocations and political demarches between Washington and Pyongyang risks at any time to develop into a full-scale armed conflict, during which the use of nuclear weapons can not be ruled out. Moreover, in spite of the peacemaking spirit of the Olympics, the tension between these countries raising up then closer the opening ceremony of the Games.

The North Korean leadership continues to declare its readiness to launch a missile strike on the territory of the United States and demonstrates to the world that it has the necessary technologies for this. At the end of November last year, Pyongyang announced the successful testing of the new intercontinental ballistic missile (ICBM) Hwaseon-15, which, according to the North Korean side, could be equipped with a nuclear warhead and capable of reaching any point of the North American continent.

December 6, 2017 the Foreign Ministry of North Korea reported the inevitability of a war with the United States. The country’s foreign policy department explains its militant rhetoric with the aggressive and provocative actions of Washington and Seoul. And we must admit that the number, scale and nature of the operational and combat training of the American and South Korean armed forces really look like preparations for a military operation.

Chief of Staff of the US Air Force David Goldfein in October 2017 reported on the possible resumption of round-the-clock alert duty of B-52 strategic bombers as a measure to build up military capabilities in the face of aggravation of the situation on the Korean peninsula. A week later, on October 30, the Joint Command of the US Armed Forces conducted a large-scale exercise of strategic nuclear forces called the Global Thunder. Commenting on the results of the event, the US representative, Rear Admiral Daniel Fillion stressed that the training took place not so much in the atmosphere of the exercises, but as the training of the operation.

Especially it should be noted that the Pentagon did not warn China’s military-political leadership about the neo-military, referring to the lack of a corresponding bilateral treaty between Washington and Beijing. This step of the US administration clearly does not contribute to the de-escalation of tensions in the Asia-Pacific, especially given the allied relations between China and the DPRK.

If these steps only indirectly indicate the readiness of the White House for a military solution to the North Korean nuclear issue, then the most ambitious joint exercise of the US Air Force and South Korea’s “Vigilant Ace” in the history is a frank provocation towards Pyongyang. As part of this event, which was held from December 4 to 8, 2017 the newest samples of the American aircraft industry were transferred to the territory of the peninsula: multi-purpose F-22 fighter aircraft and F-35 Lightning fighter-bombers.

According to media reports, more than 200 aircrafts were involved in the drills, including the F-15C Eagle and F-16 Fighting Falcon planes, the Boeing EA-18 Growler and the B-IB Lancer strategic bombers. In addition, more than 12,000 US personnel took part in the ground-based training phase, during which, as the publication of the defense ministry of South Korea “Kuqpan ilbo” informs, landing operations were carried out on the territory of the conventional enemy. Doubts about who this “conventional enemy” can be is practically non-existent.

Leading South Korean news agency “Ryonghap” described the purpose of the exercises as “putting pressure on North Korea” and reported on the development by the aviation of the two countries of actions aimed at inflicting sharp strikes on nuclear and missile targets in the territory of the DPRK. Some experts also argue that the US Air Force has studied the possibility of using nuclear weapons in the event of a conflict on the peninsula.

In total, it was only in 2017 that the Pentagon conducted more than 10 operational and combat training activities in Asia-Pacific, significantly strengthening its military presence in the region. Representatives of the US military and political leadership, including the administration of the White House, are making harsh statements to the DPRK, threatening to use military force and physically eliminating the leaders of the republic.

In other words, Washington is systematically provoking an escalation of tension on the Korean Peninsula and stirs up fears of the expert and journalistic community about the plans of the White House to conduct a military operation against North Korea.

American politics is beginning to cause doubts even for Seoul, which faces an extremely difficult task to ensure the safety of international competitions. It is reported that the South Korean military department may even appeal to the Pentagon with a proposal to postpone the joint exercises scheduled for March 2018, which will coincide with the Paralympic Games.

What exactly the actions on the eve and during the Games are pushed by the North Korean leadership Washington remains unknown, like the US plans for the DPRK in general. However, the unpredictability of Donald Trump and Kem Jong-un, at a minimum, turns the viewing of the Olympics into an exciting thriller.

ศ.พล.ท ดร.สมชาย วิรุฬหผล

Facebook Comments

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *