INEWHORIZON

ขอบฟ้าใหม่

ความตายในทัศนะอิสลาม


ความตายในทัศนะอิสลาม

สุชาติ เศรษฐมาลินี
มหาวิทยาลัยพายัพ

ท่านศาสดามุฮัมหมัด (ซ.ล.) และบรรดาอัครสาวกของท่าน ต่างพูดถึงความตายบ่อยครั้งมาก และคำพูดที่มีชื่อเสียงได้แก่ “จงตายก่อนที่จะตาย” “บุคคลที่ฉลาดที่สุดคือ ผู้ที่รำลึกถึงความตายอยู่เสมอ (อย่างน้อยวันละ 20 ครั้ง) ทั้งในตอนกลางวันและกลางคืน” “ทุก ๆ ลมหายใจคือ ย่างก้าวสู่ความตาย” และ “เป็นที่น่าแปลกใจเสียจริง ๆ ว่า คนเราลืมนึกถึงความตายทั้ง ๆ ที่พวกเขาไปเยี่ยมหรือเห็นความตายของผู้อื่น”
ดังนั้น อิสลามจึงสอนว่าชีวิตมุสลิมนั้นจะต้องตายทุกวัน ดังคำศัพท์ภาษาอาหรับใช้คำว่า “การตาย” คือ การนอนหลับ โดยมุสลิมทุกคนจะกล่าวดุอาอ์ก่อนนอนที่มีความหมายว่า “โอ้ อัลลอฮ์ (ซ.บ.) ข้าพระองค์ตาย (นอนหลับ) และข้าพระองค์มีชีวิตขึ้นด้วยพระนามของพระองค์” และเมื่อตื่นนอนจะต้องกล่าวว่า “การสรรเสริญทั้งมวลเป็นของอัลลอฮ์ (ซ.บ.) ผู้ซึ่งให้เรามีชีวิตอยู่ หลังจากที่พระองค์ให้เราตายไป (นอนหลับ) และทุกชีวิตต้องกลับไปยังพระองค์”
      อิสลามได้สอนให้มุสลิมควรทำน้ำละหมาดก่อนนอน เพื่อให้เนื้อตัวร่างกายมีความสะอาด หลังจากนั้น ให้ทบทวนตรวจสอบตัวเองถึงการกระทำที่ผ่านไปทั้งวันทั้งสิ่งที่ดีและชั่ว เหมือนการถ่วงตราชั่งทางศีลธรรมเพื่อจะได้ปรับปรุงตัวเองในวันต่อไป การถ่วงตราชั่งด้วยตัวเราเองเป็นเรื่องสำคัญ ก่อนที่เราจะถูกตรวจสอบโดยพระผู้เป็นเจ้า และ เมื่อทุกคนเข้านอน เขาจะต้องตระหนักอยู่เสมอว่าเขาอาจจะไม่ได้ตื่นขึ้นมาอีกก็ได้ ดังนั้น เขาจะต้องเข้านอนด้วยสภาวะของการขัดเกลาทางจิตวิญญาณ รู้สึกสำนึกต่อความผิดบาปที่อาจไม่มีโอกาสจะกลับไปแก้ไขได้อีก
 
    ในทัศนะอิสลาม ความตายไม่ใช่การสิ้นสุด การสูญเสีย ด้านมืด ด้านลบ หรือความน่ากลัวของชีวิต แต่เป็นเพียงการเปลี่ยนผ่าน เป็นด้านบวก ชั่วขณะของความตายนั้น เป็นชั่วขณะของการเกิดใหม่เหมือนเด็กทารกที่ออกจากท้องแม่ (จุดที่อาจจะต่างคือ ตอนเด็กคลอดออกมา เด็กร้องไห้ แต่คนรอบข้างต่างยิ้มหัวเราะดีใจ แต่ตอนก่อนจะตาย เราจะยิ้มเพื่อจะได้กลับคืนสู่ความเมตตาของพระผู้เป็นเจ้า แต่คนรอบข้างกลับร้องไห้) อิหม่ามหะซัน อัล-มุจตะบะฮ์ ได้เปรียบเปรยความตายว่า “สำหรับฉันแล้ว ความตายนั้นหอมหวานยิ่งกว่าน้ำผึ้ง”
   
อัล-กุรอ่าน ได้พูดถึงความตายในสามลักษณะคือ
ก) เป็นการพบกับพระผู้เป็นเจ้า (ใครที่ปรารถนาจะพบกับพระผู้เป็นเจ้า พวกเขาจะต้องประพฤติปฏิบัติแต่กรรมดี, อัล-กุรอ่าน18:110)  
ข) เป็นการกลับคืนสู่พระผู้เป็นเจ้า (แท้จริงเราเป็นกรรมสิทธิ์ของอัลลอฮ (ซ.บ.) และแน่นอนเราจะต้องกลับคืนสู่พระองค์, อัล-กุรอ่าน 2:156)
ค) ความสวยงามอีกประการหนึ่งของการตีความหมายเกี่ยวกับความตายในอัล-กุรอ่าน คือ กล่าวถึงการมาเอาความตายของ อิสรออีล ว่าเป็นการจับถือเอาดวงวิญญาณออกจากร่าง เพื่อไปปล่อยวางสู่อาณาจักรของพระผู้เป็นเจ้า ไม่ใช่เป็นการทำลาย หรือดับสูญ (อัล-กุรอ่าน 32:11)

คำถามก็คือว่า แล้วทำไมคนเราจึงกลัวตายกันจัง?  สาเหตุอาจเป็นดังนี้
ก) ขาดความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับความตาย หรือมีทัศนคติในเชิงลบ คือ มองว่าความตายเป็นการสูญเสีย เป็นการจากไป หรือเป็นด้านมืดของชีวิต

ข) ความตายเป็นสิ่งใหม่และเป็นแนวทางที่เราไม่คุ้นเคย- เพราะไม่เคยมีคนที่เคยตายไปแล้วมาบอกว่าเราว่าหนทางแห่งนี้เป็นเช่นไร จึงทำให้เกิดความกังวล

ค) ขาดการเตรียมตัวให้พร้อมที่จะตาย หลายคนอาจจะมีทั้งสองข้อข้างต้น คือ รับรู้และเข้าในอย่างถูกต้องและเข้าใจเส้นทางใหม่หลังความตาย แต่ยังคงกลัวอยู่เพราะขาดการเตรียมพร้อม เพราะเรามัวแต่ชื่นชมสะสมความสุขแต่เพียงในโลกนี้ และทำลายต้นทุนและเสบียงที่จะนำสู่การมีชีวิตที่ดีสำหรับโลกหน้า”

    ดังนั้น เราจึงต้องเตรียมตัวให้พร้อมเสมอ เพราะความตายนั้นเกิดขึ้นได้ในทุก ๆ เวลาและทุก ๆ สถานที่
   
ขอให้เราลองลองนั่งหลับตาและจินตนาการว่า หากชีวิตเราเหลือเวลาเพียงหนึ่งวันที่จะต้องกลับไปพบกับอัลลอฮ (ซ.บ.) เราจะใช้เวลาที่เหลืออยู่อีกเพียง 24 ชั่วโมง ทำอะไรบ้าง? แล้วทำไมเราไม่ทำเสียตั้งแต่ตอนนี้?    
     
ขอจบด้วยบทกวีอันงดงามของท่านจัลลาลุดดิน รูมี นักปรัชญามุสลิมที่ยิ่งใหญ่สำหรับการกลับคืนสู่พระผู้เป็นเจ้าของ ดร.สุรินทร์ พิศสุวรรณ บุคลากรผู้ทรงคุณค่าของสังคมมุสลิม สังคมไทย และสังคมโลก เมื่อวันที่ 30 พฤศจิกายน 2560
หากเราจากกันชั่วนิรันดร์
อย่าได้กลั่นถ้อยคำแห่งการร่ำลา
สุสานนี้ก็เพียงม่านบังตา
แผ่วพริ้วอยู่เบื้องหน้าแดนสวรรค์

“When you leave me in the grave,
don’t say goodbye.
Remember, a grave is only a curtain
for the paradise behind.”

Facebook Comments

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *