INEWHORIZON

ขอบฟ้าใหม่

ความรักและสันติภาพในอิสลาม

ความรักและสันติภาพในอิสลาม

ดร.ประเสริฐ  สุขศาสน์กวิน
ศูนย์อิสลามศึกษา วิทยาลัยเทคโนโลยีสยาม
อิสลาม คือ ศาสนาแห่งสันติภาพและเรียกร้องไปสู่ความเป็นหนึ่งเดียว เรียกร้องไปสู่ความเป็นเอกภาพและความสมานฉันท์ และต่อต้านการก่อการร้ายทุกรูปแบบและอิสลามเป็นศาสนาที่สร้างความสมดุลภาพทั้งทางเอกบุคคลและทางสังคม
อิสลามเรียกร้องมนุษยชาติสู่การยอมจำนนต่อความเป็นเอกะของพระผู้เป็นเจ้า เอกอองค์อัลลอฮ ซ.บ. เพราะว่าพระองค์อัลลอฮ คือ ปฐมเหตุแรก เป็นผู้สร้าง เป็นผู้ปกครอง และเป็นผู้ปกป้อง และเป้าหมายการยอมรับอิสลาม คือการนำมาซึ่งความผาสุก ความสงบสุขของชีวิต ทั้งโลกนี้ และชีวิตโลกหน้า
การบัญญัติทางศาสนาทุกประการและทุกเรื่อง ไม่ว่าหลักปฎิบัติที่เป็นเรื่องเล็กสุด จนไปถึงสิ่งใหญ่สุดได้รับการบัญชาใช้หรือบัญชาห้ามมาจากเอกองค์อัลลอฮซ.บ. และปรัชญาของการบัญญัติหลักปฎิบัติเหล่านั้น ทั้งหมดคือความโปรดปรานจากพระองค์อัลลอฮซ.บ. โดยที่ประโยชน์ของการยึดปฎิบัติตามคำสั่งใช้หรือละเว้นจากคำสั่งห้ามนั้น เป็นของมนุษย์โดยแท้ และบางบทบัญญัติมีประโยชน์ในมิติทางปัจเจกบุคคล และบางบทบัญญัติมีมิติทางสังคม
หลักปรัชญาและทฤษฎีทางเทววิทยาได้กล่าวไว้ว่า แท้จริงพระเจ้าอยู่ในฐานะของผู้ทรงวิทยปัญญาขั้นสูง (ทรงฮะกีม) อันหมายความว่าทุกสิ่งทุกอย่างที่พระผู้เป็นเจ้าทรงกระทำหรือพระองค์ทรงบัญชา สิ่งนั้นย่อมเป็นสิ่งที่ทรงคุณค่าและมีประโยชน์ และประโยชน์นั้นจะยังถึงผู้ปฏิบัติและผู้กระทำ ดังนั้นหลักการเรื่องหนึ่งและข้อบัญญัติหนึ่งของมุสลิม คือการสร้างความสมานฉันท์ระหว่างมุสลิมด้วยกันและจะต้องมีปฎิสัมพันธ์ที่ดีกับเพื่อนบ้าน รวมไปถึงคนต่างศาสนิก ดังที่อิมามอะลี(อ)ได้กล่าวกับท่านมาลิก อัชตัร ว่า..
“ จงนำคำขวัญเป็นคติต่อตัวเองเสมอว่า ต้องมีความเมตตาและความรักในการปกครองพวกเขานั้น และจะต้องมีความโอบอ้อมอารี และอย่าได้เป็นดั่งสัตว์ดุร้าย ที่คอยจะกัดกินพวกเขา  เพราะว่าประชาชนนั้น มีสองกลุ่ม หนึ่งพวกเขานั้นเป็นพี่น้องร่วมศาสนากับเจ้า หรือถ้าไม่เป็นเช่นนั้น พวกเขาก็เป็นมนุษย์เหมือนกับเจ้า”
และอัลกุรอานได้กล่าวถึงเรื่องหลักเอกภาพและการสร้างความสมานฉันท์ไว้ว่า
                “และพวกเจ้าจงยึดสายเชือกของอัลลอฮฺโดยพร้อมเพรียงกันทั้งหมด และจงอย่าแตกแยกกัน และจงรำลึกถึงความเมตตาของอัลลอฮฺที่มีแด่พวกเจ้า ขณะที่พวกเจ้าเป็นศัตรูกัน แล้วพระองค์ได้ทรงทำให้สนิทสนมกันระหว่าหัวใจของพวกเจ้าแล้วพวกเจ้าก็กลายเป็นพี่น้องกันด้วยความเมตตาของพระองค์” <อาลิ อิมรอน : 103>
               
ข.อิสลามยอมรับในความต่างและความหลากหลายทางวัฒนธรรม

     ศาสนาอิสลามเป็นศาสนาที่สอนให้รักสันติและเรียกร้องไปสู่สันติภาพ ดังนั้นเมื่อโลกใบนี้มีวัฒนธรรมที่หลากหลาย  ดังนั้นจะต้องยอมรับสิ่งสำคัญลำดับต่อมาคือ การศึกษาเรื่องความหลากหลายของวัฒนธรรม ชีวิตความเป็นอยู่ความแตกต่างและหลากทางวัฒนธรรมที่อยู่ในแต่ละประเทศต้องเรียนรู้วัฒนธรรมของกลุ่มชนที่ต่างกัน นอกจากจะสร้างความรัก ความผูกผัน ทำความรู้จักต่อกันแล้ว ยังก่อให้เกิดการเรียนรู้ ตระหนักและพัฒนาความเป็น ชาติ ศาสนา ท้องถิ่นและชุมชน รวมทั้งยังสามารถเกิดการพัฒนาในระดับบุคคล คือ การพัฒนา ความรู้ สติปัญญา ทั้งร่างกายและจิตใจ รวมทั้งการหล่อหลอมให้เกิดการใช้ความรู้ คุณธรรม จริยธรรม เพื่อ “เข้าใจผู้อื่น” เข้าใจความเป็นอยู่ของคนในที่ต่างกัน ทั้งที่อยู่ห่างไกลและอยู่ใกล้ชุมชนรอบตัว รวมทั้งรู้ “วิธีการ” ที่เราจะอยู่ร่วมกับผู้อื่นได้อย่างมีความสุข การเรียนรู้และเข้าใจวัฒนธรรมของผู้อื่น/กลุ่มชน ศาสนิกอื่น มีประโยชน์และกำไรสำหรับผู้ที่รู้ เป็นผู้รู้กาละเทศะ การปรับตัวเพื่อการเข้าใจกันสามารถลดความขัดแย้ง สร้างสันติสุขในการอยูร่วมกัน นอกจากนั้นการรู้วัฒนธรรม ยังทำให้เรารู้อีกว่า อะไรที่ควรทำหรืออะไรที่ไม่ควรทำ เรื่องใดที่เขายึดถือ เคารพ ห้ามละเมิดและยอมได้หรือยอมไม่ได้ ในบางเรื่องผู้ที่เป็นเจ้าของวัฒนธรรมจะเป็นคนบอกเองว่า อะไร ที่เป็นข้อผ่อนปรนได้ อะไรที่ผ่อนปรนไม่ได้ อะไรคือเรื่องหลัก อะไรคือเรื่องรอง และที่สำคัญไปกว่านั้นก็คือการเข้าถึงปรัชญาการสร้างมนุษย์บนความหลากหลาย ซึ่งเป้าหมายเพื่อให้มนุษย์เรียนรู้กันและกันและให้เกียรติต่อกัน ไม่ละเมิดสิทธิกันและกัน(อ้างจากบทความการจัดการทางวัฒนธรรม : ความหลากหลายทางวัฒนธรรม ในเชียตะวันออกเฉียงใต้)

 การเสวนาทางวัฒนธรรม

    การสานเสวนาเป็นกระบวนการที่เปิดโอกาสให้บุคคลหรือกลุ่มต่างๆ ที่มีความคิด ความเชื่อ จุดยืนต่างกัน มีโอกาสพบปะพูดคุยแสดงความรู้สึก ฟังเงื่อนไขปัจจัยของกันและกันอย่างลึกซึ้งเพื่อเข้าใจกันอย่างเห็นอกเห็นใจ มากขึ้น โดยที่สองหรือหลายฝ่ายยังมีจุดยืนที่ต่างกันได้ แต่การฟังเพื่อเห็นอกเห็นใจและเข้าใจกันนั้น ต้องมองข้าม เพื่อเปิดโอกาสให้เกิดการเรียนรู้ พัฒนาความเห็นอกเห็นใจและเข้าใจสถานการณ์ ของเพื่อนที่เชื่อต่างจากตน กระทั่งอาจเปลี่ยนแปลงความเข้าใจผิด ความขัดแย้งไปเป็นความเข้าใจและเห็นใจ กันมากขึ้นด้วยตระหนักถึงความสำคัญของการสานเสวนาที่จะเป็นทางเลือกหนึ่งของการเสริมสร้างความเข้าใจ ป้องกันและลดปัญหาความขัดแย้ง และจากกรอบแนวคิดที่ได้กล่าวมานั้น แน่นอนอัลกุรอานและบทรายงานจากวจนะของศาสดามุฮัมมัด(ศ)และทายาทของศาสดา(อ)รวมไปถึงบรรดาสาวกอันทรงธรรมทั้งหลายต่างก็ได้ใช้หลักการและแนวทางในการอยู่ร่วมกันบนความหลากหลายทางวัฒนธรรมมาก่อนแล้ว ซึ่งนั่นคือแบบอย่างที่ถือว่าเป็นวัฒนธรรมของมุสลิม
        ดังที่อัลกุรอานได้กล่าวถึงเรื่องนี้ไว้ว่า..
“จงกล่าวเถิด(โอ้มุฮัมมัด) ว่า โอ้บรรดาผู้ได้รับคัมภีร์ จงมายังถ้อยคำหนึ่งซึ่งเท่าเทียมกัน ระหว่างเราและพวกท่าน คือว่าเราจะไม่เคารพสักการะสิ่งใด นอกจากพระองค์เท่านั้น และเราจะไม่ให้สิ่งหนึ่งสิ่งใดเป็นภาคีกับพระองค์ และพวกเราบางคนก็จะไม่ยึดถืออีกบางคนเป็นพระเจ้าอื่นจากอัลลอฮ แล้วหากพวกเขาผินหลังให้ ก็จงกล่าวเถิดว่า พวกท่านจงเป็นพยานด้วยว่า แท้จริงพวกเราเป็นผู้น้อมตาม”(อาลิอิมรอน/๖๔)

          ศาสดามุฮัมมัด(ศ็อลฯ)กับบุคลิกภาพแห่งความรัก
ดร.ประเสริฐ  สุขศาสน์กวิน
ศูนย์อิสลามศึกษา วิทยาลัยเทคโนโลยีสยาม
ปัจจุบันเป็นช่วงสมัยที่จำเป็นต่อหลักธรรมคำสอนทางศาสนาเป็นอย่างมาก เพราะว่านอกจากศาสนาเป็นสิ่งที่มีอยู่เสมอหรือเป็นสิ่งสากลแล้ว โดยพื้นฐานคุณสมบัติเฉพาะอันหนึ่งสำหรับมนุษย์ที่ถูกสร้างมาพร้อมกับเขานั้นก็คือ การเรียนแบบ การยอมรับเป็นแบบอย่าง จะเห็นได้ว่าทุกความพยายามของมนุษย์ในรูปแบบใดรูปแบบหนึ่งต้องพึ่งพาสู่การปฏิบัติตามแบบฉบับที่ดีกว่าและสมบูรณ์กว่าตามมุมมองของตนเอง และนำสิ่งเหล่านั้นมาตกแต่งในวิถีการดำเนินชีวิตของตน หรือนำหลักธรรมคำสอนของท่านผู้นั้นมาชี้นำปรับใช้กับชีวิตของตัวเอง ด้วยเหตุนี้เอง เหตุผลสำคัญอันหนึ่งที่ทำให้สำนักคิดต่างๆ ยังคงอยู่อย่างตลอดกาลคือ การนำเสนอแบบฉบับที่เป็นจริงอย่างชัดเจนทั้งเชิงทฤษฎีและภาคปฏิบัติ ดังนั้นในขั้นตอนนี้บทบาทของวีรบุรุษผู้ยิ่งใหญ่ ผู้นำลัทธิ ศาสดา และนักปรัชญาจึงมีบทบาทที่สำคัญอย่างมาก
เรื่องราวทางประวัติศาสตร์อันทรงคุณค่าที่สุดที่หน้าประวัติศาสตร์ทั้งหลายได้บันทึกการดำเนินชีวิตของเหล่าวีรบุรุษผู้ยิ่งใหญ่การดำเนินชีวิตของพวกเขาได้สร้างคลื่นชีวิตแบบพิเศษมหัศจรรย์และถูกจารึกเป็นเรื่องราวในรูปแบบต่างๆ
พวกเขาเป็นผู้ยิ่งใหญ่ สิ่งที่เกี่ยวพันกับพวกเขา อย่างเช่นชีวประวัติของพวกเขาก็ยิ่งใหญ่และทรงพลัง เจิดจรัสสว่างไสวเสียจนเราต้องเรียนรู้ ศึกษาค้นคว้าในสิ่งลี้ลับของบทเรียนชีวิตอันทรงคุณค่านั้น การดำเนินชีวิตของพวกเขาเป็นสุดยอดแห่งประวัติศาสตร์ซึ่งได้ถูกจารึกเป็นขบวนการต่างๆอันทรงคุณค่าแห่งการสร้างสรรค์
ในหมู่วีรบุรุษผู้ยิ่งใหญ่แห่งหน้าประวัติศาสตร์เหล่านี้ ผู้ที่มีการดำเนินชีวิตที่ทรงพลังเต็มเปี่ยมไปด้วยเรื่องราวและเหตุการณ์ที่สร้างการเปลี่ยนแปลงได้อย่างมากมายคือ “มูฮัมมัด” ศาสดาแห่งอิสลาม(ศ็อลฯ)
คำนิยามของคำว่า ศาสดา
นิยามคำว่า  ศาสดา ตามพจนานุกรม concise oxford English dictionary   ศาสดา คือ ครูหรือผู้สั่งสอนที่ได้รับแรงดลใจ เป็นผู้เปิดเผยหรือผู้ตีความตามเจตนารมณ์ของพระผู้เป็นเจ้า ตามความหมายของศาสนสอิสลาม ส่วนพุทธศาสนาคือคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า
คำนิยาม คำว่า เผยแพร่
ความหมายเชิงภาษา การเผยแพร่ หมายถึง การทำให้ถึง การติดต่อ  การประกาศความเชื่อทางศาสนาหรืออื่นๆให้ถึงผู้รับโดยใช้เครื่องมือที่เป็นไปได้
ความหมายเชิงวิชาการ  การเผยแพร่ คือ ความพยายามประเภทหนึ่งจะมากหรือน้อยก็ตาม ด้วยความมีระเบียบและครอบคลุม เพื่อให้ความเชื่อ แนวคิด หรือว่าการปฏิบัติแก่ผู้อื่นโดยการช่วยเหลือจากสัญลักษณ์ต่างๆ อาทิเช่น คำพูด การแสดงสัญลักษณ์ เพลง และภาพยนตร์ เป็นต้น  หรือสรุปคือ การเผยแพร่คือ การประกาศสาน์สโดยการใช้เครื่องมือที่เหมาะสม
คุณค่าของการเผยแพร่หลักธรรมคำสอน
มีบางเรื่องที่เราเข้าใจถึงสิทธิแห่งคุณค่าของมัน เพราะเรารู้ดีถึงคุณค่าระดับของมัน เรารู้จักปัญหาต่างๆของมันอย่างแท้จริง ตัวอย่างเช่น การออกคำสั่งพิพากษาและการพิพากษาตัดสิน  ถือได้ว่าเป็นงานที่ละเอียดอ่อนและเป็นงานที่ต้องอาศัยความชำนาญการเฉพาะด้านในระดับที่สูงมาก มิใช่ว่า ทุกคนกล้าที่จะรับปฏิบัติงานนี้ และมิใช่ว่า ใครก็ตามที่มีความรักในงานนี้จะมาอ้างเช่นนี้แล้วกลไกทางสังคมจะยอมรับเขาโดยทันที สังคมมีความรู้สึกว่าระดับของงานนี้อยู่ในขั้นที่สูง แต่ว่า เรื่องของการเชิญชวนประชาชาติสู่สัจธรรม , เรื่องการเผยแพร่หลักธรรมคำสอนแก่ประชาชาติ , เรื่องการชี้นำประชาชาติ , เรื่องการทำให้ประชาชาติขับเคลื่อนไปสู่พระผู้เป็นเจ้า ระดับขั้นของมันนั้นยังไม่เป็นที่รู้จัก  กล่าวคือ การเชิญชวนมนุษย์ให้มีการขับเคลื่อน แต่ไปยังสถานที่ใด? ไปยังที่ไหน?  มีกลุ่มชนมากมายหรือสำนักคิดหลายสำนักที่เชิญชวนให้มนุษย์มีการขับเคลื่อน พวกเขาก็ดำเนินการกันได้ด้วยดี แต่ว่าเคลื่อนไปสู่ยังสถานที่ใด? ไปยังสู่เรื่องของปากท้อง ไปยังผลประโยชน์ของเขาเอง เราจะพูดให้มีความศักดิ์สิทธิ์ขึ้นมาอีกหน่อยก็คือ ขับเคลื่อนไปสู่สิทธิอันชอบธรรมของเขา ซึ่งสุดท้ายผลประโยชน์ของเขาก็อยู่ในสิทธิเหล่านั้นนั่นเอง  ทว่า บรรดาศาสดาก็ได้เชิญชวนให้ประชาชาติของพวกเขาขับเคลื่อนไปสู่สิทธิอันชอบธรรม แต่สิ่งนี้เป็นเพียงแค่ส่วนเล็กน้อยสำหรับภารกิจของพวกเขา  เพราะเป็นการขับเคลื่อนที่อยู่บนพื้นฐานของผลประโยชน์และเป็นเรื่องที่จิตใต้สำนึกโดยธรรมชาติของมนุษย์เองก็ได้เน้นย้ำไว้ ( ผู้ที่ถูกริดรอนสิทธิและถูกกดขี่ทั้งหลายจงพร้อมใจกันไปเอาสิทธิของท่านคืนมาจากผู้ที่ยึดมันไปครอบครองเถิด)  การขับเคลื่อนที่ยิ่งใหญ่ที่บรรดาศาสดาได้เรียกร้องเชิญชวน คือ การขับเคลื่อนที่นำพามนุษย์จากต่ำแน่งแห่งตัวตนไปสู่พระผู้เป็นเจ้า
 มนุษย์ได้ตัดขาดหรือละวางจากความเป็นตัวตนและจาริกไปสู่พระผู้เป็นเจ้า กล่าวคือ มนุษย์ได้ลุกขึ้นปฏิวัติต่ออาตมันของตนจากมิติด้านในของเขาเอง เพราะว่าการปฏิวัติมิใช่เพียงว่า ผู้ถูกกดขี่ลุกขึ้นปฏิวัติและเรียกร้องสิทธิอันชอบธรรมจากอีกคนอันเป็นผู้อธรรมและกดขี่เท่านั้น บางครั้งตัวตนที่เป็นผู้กดขี่ลุกขึ้นปฏิวัติหรือต่อต้านตัวเองอันเป็นผู้ที่อธรรมต่อตนเอง ซึ่งใช้ชื่อเรียกว่า การสำนึกผิด  การกลับตัวกลับใจ  การขับเคลื่อนมนุษยชาติจากตัวตนของตัวเอง จากความเห็นแก่ตัว  จากการบูชาตัวกูของกู การบูชาผลประโยชน์ ไปสู่การเคารพบูชาพระผู้เป็นเจ้าและสูญสลายตัวตนสู่ภาวะความจริงอันเที่ยงแท้ เป็นภารกิจที่แสนจะยุ่งยากลำบากอย่างมาก ดังนั้นนี้อาจจะเป็นเหตุผลหนึ่งที่ผู้เป็นตัวแทนของพระผู้ทรงอำนาจสูงสุดนั้นต้องได้รับการเลือกสรรมาจากพระองค์เอง
ในขณะที่อัลกุรอานได้นำเสนอเรื่องนี้ไว้ในฐานะเป็นเรื่องที่อยู่ในระดับขั้นสูงมาก  พระผู้เป็นเจ้าทรงตรัสกับท่านศาสดาโดยเฉพาะเท่านั้น ว่า
“แท้จริงเราจะประทานวจนะ (วะฮีย์) อันหนักหน่วงแก่เจ้า”    
และ     “เรามิได้เปิดหัวอกของเจ้าแก่เจ้าดอกหรือ?” 
ทั้งสองโองการเหล่านี้ได้สอนให้แก่ประชาชาติว่า ทำไมพระผู้เป็นเจ้าถึงได้กล่าวข้อเท็จจริงอันนี้เฉพาะศาสนทูตของท่านแต่ในขณะเดียวกันพระองค์ได้อนุมัติให้ประชาชาติของพระองค์รู้ด้วย? เพราะมีเรื่องราวมากมายระหว่างพระผู้เป็นเจ้าและท่านศาสนทูตที่มิได้เกี่ยวกับเรื่องของส่วนรวมจึงมิได้ถูกนำมาอธิบายอย่างเปิดเผยให้มนุษย์ผู้อื่นรับรู้นอกจากพระผู้เป็นเจ้ากับท่านศาสนทูตเท่านั้น เมื่อเรื่องหนึ่งได้ถูกนำมาอธิบายเป็นเครื่องหมายที่แสดงว่าเราจะต้องศึกษาเรื่องนั้น 

ท่านศาสดามุฮัมมัด(ศ็อลฯ)กับหลักสันติวิธีในการเผยแพร่

โดย  ดร.ประเสริฐ  สุขศาสน์กวิน
ศูนย์อิสลามศึกษา วิทยาลัยเทคโนโลยีสยาม

การจัดแบ่งเบื้องต้นแนวทางการเผยแพร่หลักธรรมคำสั่งสอนของท่านศาสดา(ศ็อลฯ)แบ่งเป็นสองประเภท คือ การเผยแพร่โดยตรงหรือเชิงทฤษฎี (วาจา) และการเผยแพร่ทางอ้อมหรือเชิงปฏิบัติ ข้าพเจ้าคิดว่าเพื่อที่จะให้เห็นภาพลักษณ์โดยรวมที่ชัดเจนและเป็นระเบียบในการที่เข้าใจในระดับเบื้องต้นจะกล่าวถึงงานด้านเผยแพร่ของท่านศาสดามูฮัมมัด(ศ็อลฯ)จากพื้นฐานของสองประการข้างต้นนี้โดยสังเขปตามความเหมาะสมของหน้ากระดาษของรายงานเชิงวิชาการชิ้นนี้จะอำนวยให้
การเผยแพร่เชิงทฤษฎี(วาจา)
เมื่อพิจารนาถึงสาระสำคัญแห่งสาส์นของท่านศาสดามูฮัมมัด(ศ็อลฯ)หรือรวมทั้งบรรดาศาสดาที่ถูกส่งมาก่อนหน้าท่านในแง่มุมของมาตรการความสอดคล้องต่อองค์ประกอบสากลที่มีอยู่ในธรรมชาติของมนุษย์ เราจะพบคุณสมบัติอันชัดเจนของสาส์นในเชิงทฤษฎีพวกเขาเหล่านั้นดังนี้
ลักษณะการสื่อไปยังปัญญา
การสื่อสารถึงความรู้สึกได้ส่งถึงระบบผัสสะ ถ้าท่านต้องการที่จะสื่อสารข่าวหนึ่ง ถ้าหน้าที่ของคุณมีเพียงส่งถึงแค่ความรู้สึก , การมองเห็นหรือการได้ยินนั้นไม่ใช่ปัญหาแต่อย่างใด สามารถที่จะส่งคำถึงหูหรือตาของประชาชนได้ แต่ว่าศาสดาที่เป็นผู้ส่งสาส์นที่สูงส่งกว่าการสื่อสารถึงความรู้สึกและการสื่อสารถึงตาหรือหู คือ การสื่อสารไปยังปัญญาและความคิด การอธิบายเรื่องหนึ่งเพื่อที่จะให้มีอิทธิพลเหนือสติปัญญานั้น แค่การส่งถึงตานั้นไม่เพียงพอที่สติปัญญาจะยอมรับได้ สิ่งที่ถึงหูของประชาชนก็ไม่เป็นการเพียงพอที่สติปัญญาจะยอมรับได้ เครื่องมือที่จะส่งให้ถึงสติปัญญานั้นเป็นแค่เสียงหรือรูปหรือหนังสือของท่านก็ไม่เป็นการเพียงพอ ต้องเป็นสิ่งอื่น สติปัญญาได้ปิดกั้นประตูของตน และจะไม่ยอมรับนอกจากส่วนที่เป็นเครื่องมือและพาหนะของเหตุผล และการอรรถาธิบายสาส์น(วิทยปัญญา)ของอัลกุรอาน รวมทั้งศาสดาทั้งหลายต้องการที่จะสื่อสารคำพูดของท่านให้อยู่ในขั้นแรกของสติปัญญาของพวกเขา ถ้าท่านเห็นว่าบางศาสนาจากกลุ่มศาสนาที่มาจากฟากฟ้าได้ลุกขึ้นต่อต้านคำพูดนี้และพูดว่างานของความเชื่อมั่นศรัทธานั้นไม่เกี่ยวข้องกับสติปัญญานั้นเป็นผลมาจากการเปลี่ยนแปลงจากสารัตถะเดิมของศาสนาเหล่านั้นนั่นเอง กลุ่มศาสนาที่ยึดถือในเอกานุภาพของพระเจ้าจะไม่พูดเช่นนี้  ดังนั้นการคำนวณความศรัทธาให้แยกจากสติปัญญาโดยสิ้นเชิง ภาคของความศรัทธานั้นเป็นที่หวงห้ามสำหรับสติปัญญา สติปัญญาไม่มีสิทธิที่จะเข้ามายุ่งเกี่ยว ทัศนะนี้มิใช่เป็นสารัตถะเดิมของกลุ่มศาสนานั้นๆเลย และไม่มีศาสดาท่านใดที่กล่าวเช่นนี้ไว้ แต่ว่าอัลกุรอานได้กล่าวไว้ในสิ่งเป็นข้อเท็จจริงจากบรรดาศาสดาทั้งหมดพร้อมกับเข้ามาอีกว่า    
“จงเรียกร้องสู่แนวทางแห่งพระเจ้าของสูเจ้าโดยวิทยปัญญา และการตักเตือนที่ดี และจงโต้แย้งพวกเขาด้วยสิ่งที่ดีกว่า”  
สิ่งแรกที่พระองค์ได้ทรงอธิบายไว้คือวิทยปัญญา  จงเชิญชวนประชาชาติสู่หนทางของพระผู้เป็นเจ้า โอ้ผู้ที่เรียกร้องเชิญชวนสู่พระผู้เป็นเจ้า
และอีกโองการหนึ่งระบุว่า
“โอ้ นบีเอ๋ย! แท้จริง เราได้ส่งเจ้ามาเพื่อให้เป็นพยาน และผู้แจ้งข่าวดี และผู้ตักเตือน”   
เราได้ส่งเจ้ามาเพื่อให้เป็นพยานแก่ประชาชาตินี้ ( ตอนนี้ คำว่า “พยาน” จะให้ความหมายอะไรก็ตามมิใช่เรื่องที่เราจะนำเสนอ ) เราได้ส่งเจ้ามาสำหรับประชาชาตินี้เพื่อเป็นผู้แจ้งข่าวและเป็นผู้ให้ข่าวกแก่ประชาชาตินี้  จงแจ้งข่าวดีเถิด , จงให้คำมั่นสัญญาเถิด , จงเรียกร้องเชิญชวนเถิด กล่าวคือ มีผลสรุปอันสูงส่งที่อยู่ในหนทางนี้ (และผู้ตักเตือน)และเราส่งเจ้ามาเพื่อเป็นผู้ตักเตือน  ความหมายของคำว่า “ผู้ตักเตือน” มิได้หมายถึง “ทำให้กลัวและการข่มขู่” แต่ “ผู้ตักเตือน” มีความหมายที่เฉพาะกว่าการทำให้กลัวและการข่มขู่ คือหมายถึง การประกาศเตือนถึงอันตราย ตัวอย่างเช่น ถ้าหากว่ามีคนๆ หนึ่งต้องการที่จะออกจากประตูเพื่อไปยังข้างนอก และมีคนๆ หนึ่งส่งเสียงร้องตะโกนขึ้นจนทำให้คนๆ นั้นเกิดอาการการกลัว แต่ว่านี่มิใช่การเตือน เราเรียกการเตือนหมายถึงเป็นประเภทหนึ่งของการทำให้ตกใจพร้อมกับมีการประกาศถึงอันตรายด้วย เช่น มีคนๆ หนึ่งได้ตัดสินใจแล้วว่าจะไปตามเส้นทางหนึ่ง แต่มีคนมาบอกว่า งานของคุณและหนทางที่คุณจะไปนั้นมันมีอันตรายอย่างนั้นๆ…นี้คือความหมายคำว่า “ผู้ตักเตือน”
 ( อัลกุรอานกล่าวว่า ) โอ้ท่านศาสนทูตแห่งพระเจ้า เราได้ส่งเจ้ามาเพื่อเป็นผู้ตักเตือน , เป็นผู้ทำให้หวาดกลัวที่หมายถึงเป็นผู้ประกาศเตือนถึงอันตราย ดังนั้นเมื่อมองไปยังประวัติศาสตร์ได้มีรายงานบันทึกไว้ว่า ในปีแรกๆ ของการแต่งตั้งท่านศาสดาได้มายืนอยู่ที่เชิงเขาซะฟา พร้อมกับ ร้องตะโกนดังๆ ออกมาว่า อันตราย ! อันตราย ! ประชาชนได้มายืนรวมกัน ณ เชิงเขาซะฟา ต่างถามกันว่าเกิดอะไรขึ้น? เป็นครั้งแรกที่พวกเขาได้ยินจากมูฮัมมัด อะมีน (ศ็อลฯ) อะไรคืออันตราย? เหตุการณ์จะเป็นเช่นกับเหตุการณ์ในปีช้างหรือไม่? อันดับแรกเพื่อต้องการการยืนยันจากประชาชนท่านศาสดาจึงถามพวกเขาว่าว่า โอ้ประชาชาติทั้งหลาย จนถึงตอนนี้พวกท่านรู้จักฉันกันอย่างไร? ทั้งหมดกล่าวว่า  เป็นผู้ที่ซื่อสัตย์ ไว้วางใจได้และเป็นผู้ที่พูดแต่สิ่งที่เป็นความจริง ท่านศาสดากล่าวว่า ถ้าหากว่าตอนนี้ฉันจะตักเตือนพวกท่านและจะแจ้งเตือนถึงอันตรายว่าด้านหลังของภูเขานี้มีพวกศัตรูมากมายมาเป็นกองทัพพร้อมด้วยอาวุธสงครามและต้องการที่จะตัดศีรษะพวกท่าน พวกท่านเชื่อในคำพูดของฉันหรือไม่? พวกเขาพูดกันว่า แน่นอนพวกเราเชื่อ เมื่อได้รับคำยืนยันท่านศาสดาจึงกล่าวว่า “ดังนั้นฉันจะแจ้งเตือนพวกท่านทั้งหลายถึงอันตรายว่า หนทางที่ท่านกำลังจะไปนั้นจะมีการลงโทษอันแสนสาหัสจากพระผู้เป็นเจ้าติดตามมาทั้งในโลกนี้และโลกหน้า” อัลกุรอานเองได้ระบุเกี่ยวกับฐานภาพนี้ของท่านศาสดาไว้อย่างชัดเจนว่า
“ โอ้ นบีเอ๋ย! แท้จริง เราได้ส่งเจ้ามาเพื่อให้เป็นพยาน ผู้แจ้งข่าวดี ผู้ตักเตือน  และเป็นผู้เรียกร้องเชิญชวนไปสู่อัลลอฮ์ ตามพระบัญชาของพระองค์ อีกทั้งเป็นดวงประทีปอันแจ่มจรัส”              
ท่านได้มาเชิญชวนประชาชนสู่หนทางของพระผู้เป็นเจ้าด้วยกับการฉันทานุมัติของพระองค์ ท่านได้ทำให้ประชาชนขับเคลื่อนไปสู่พระองค์ ท่านเป็นผู้เรียกร้องเชิญชวนไปสู่พระองค์ การเชิญชวนสู่พระผู้เป็นเจ้านั้นไม่ใช่เป็นงานที่เล็ก ในเมื่อท่านเป็นกระบอกเสียงของพระองค์ ดังนั้นจะใช้สื่อ หรือเครื่องมืออันใดในการเชิญชวนประชาชาติสู่พระผู้เป็นเจ้า? เป็นไปได้หรือ? ที่มนุษย์ได้นอนฝันและจะใช้การฝันนี้เป็นเครื่องมือในการเชิญชวนประชาชนสู่พระผู้เป็นเจ้า ทุกเช้าที่ตื่นขึ้นมาพูดว่า วันนี้ฉันได้ฝันเห็นงานหนึ่งจงมาทำงานนี้ดังที่ฝันเห็นกันเถิด ? แน่นอนที่สุดเป็นอย่างนั้นไม่ได้  คัมภีร์อัลกุรอานได้กำหนดหนทางที่ชัดเจนไว้แล้ว การเชิญชวนสู่พระผู้เป็นเจ้านั้นเป็นการเชิญชวนไปสู่สัจธรรมหรือความเป็นจริงที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลก คือการเชิญชวนไปสู่สิ่งที่ปัญญาสากลของมนุษย์นั้นชี้นำไปพร้อมกับขับเคลื่อนไปสู่มัน คือการเชิญชวนไปสู่สิ่งหนึ่งที่ปัญญาสากลต้องยอมรับ  ด้วยกับเหตุผล , หลักฐาน การพิสูจน์ , วิทยปัญญาและคำพูดเชิงตรรกะ
ลักษณะการสื่อไปยังจิต
เป็นอีกประเด็นหนึ่งที่มีความสำคัญของงานด้านเผยแพร่ของบรรดาท่านศาสดาในการเชิญชวนสู่พระผู้เป็นเจ้านั้น คือ สาส์นของพวกเขามิใช่สื่อถึงแค่สติปัญญาเท่านั้น สำหรับขั้นของผัสสะแน่นอนไม่เพียงพอ แล้วแค่ขั้นของสติปัญญาเพียงพอหรือไม่?  นี่เป็นเพียงขั้นตอนแรกๆ เท่านั้น อาจารย์ผู้หนึ่งหน้าที่ของเขามีเพียงนำคำพูดของเขา ความรู้ของเขาถ่ายทอดสู่สติปัญญาของนักเรียน เขาจะมายืนที่กระดานดำ ต่อหน้านักเรียนที่นั่งอย่างพร้อมหน้า แล้วอาจารย์ก็จะอธิบายวิชาคณิตศาสตร์ ตอนแรกก็อธิบายบทเรียน แต่สติปัญญาของนักเรียนยังไม่เข้าใจว่าเป็นอย่างนั้นจริงหรือ? เลยต้องการเหตุผล หลังจากที่อาจารย์ได้อธิบายถึงหลักการ เหตุผลของวิชาคณิตศาสตร์แล้ว ถึงตอนนี้ทำให้สติปัญญาของนักเรียนเข้าใจถึงคำกล่าวของครูได้ แต่ว่าบรรดาศาสดามิได้มาเพื่อจะนำทฤษฎีทั้งหลายของตัวเองเข้าสู่สติปัญญาของประชาชน นักปรัชญาได้งานนี้ประสบความสำเร็จในระดับหนึ่งแล้ว  แต่สาส์นของพระผู้เป็นเจ้ายังมีลักษณะพิเศษโดยอิทธิพลเลยขอบเขตของสติปัญญา สู่อนาจักรแห่งจิตด้วย กล่าวคือ เข้าถึงธรรมชาติส่วนลึกของจิตวิญญาณมนุษย์และเข้าไปสู่ภวันค์แห่งความรู้สึกและภาวะการดำรงอยู่ทั้งหมดของมนุษย์ด้วย ดังนั้นบรรดาศาสดาเท่านั้นที่สามารถจะขับเคลื่อนมนุษย์ในหนทางแห่งสัจธรรมที่แท้จริง มิใช่บรรดานักปรัชญา ดังเช่นลองพิจารณาถึงความหมายของโองการต่างๆ เหล่านี้
“จงล่าวเถิดมุฮัมมัด พระองค์คืออัลลอฮ์ผู้ทรงเอกกะ อัลลอฮ์นั้นทรงเป็นที่พึ่ง พระองค์ไม่ประสูติ และไม่ทรงถูกประสูติ และไม่มีผู้ใดเสมอเหมือนพระองค์”  
ดังนั้น บรรดาศาสดานอกจากส่งสาส์นสู่ปัญญาสากลของประชาชาติได้ดีกว่านักปรัชญา พวกเขายังมีภารกิจที่ยิ่งใหญ่กว่าอีก คือ ส่งสาส์นสู่อนาจักรแห่งจิต กล่าวคือ อนาเขตของภาวะการมีอยู่ทั้งหมดนอกเหนือจากนี้ไม่มีอะไรหลงเหลืออยู่ที่แสดงความเป็นตัวตนของเขาอีกแล้ว ซึ่งผู้ที่เป็นสาวกของศาสดาท่านหนึ่งๆ คือเขาต้องศรัทธามั่นต่อศาสดาท่านนั้นและทุกสภาวะการมีชีวิตอยู่ของเขาสัมพันธ์กับท่าน
และถ้าเราพิจารนาสาส์นในแง่มุมของเนื้อหาสาระโดยรวมที่ท่านศาสดามูฮัมมัด(ศ็อลฯ)นำมาก็จะเหมือนกับบรรดาศาสดาก่อนหน้านี้จะมีหลักการพื้นฐานสำคัญแบ่งได้สามประการที่สำคัญคือ
๑.    ความเป็นเอกนุภาพ(ปฐมเหตุของสรรพสิ่งคืออะไร? และมีคุณลักษณะเป็นสะสารหรืออสะสาร พระผู้เป็นเจ้ามีจริงหรือไม่? ลัทธิเอกเทวนิยมหรือว่าพหุเทวนิยมที่เป็นไปไม่ได้?  เราจะมีหนทางรู้จักพระองค์ได้หรือไม่ และประเด็นปัญหาต่างๆที่เกี่ยวข้องกับปฐมเหตุของสรรสิ่งถูกสร้องทั้งหลาย ฯลฯ ) 
๒.    ความเป็นศาสดา(หน้าที่ของเราในโลกนี้คืออะไร และจะปฏิบัติตามหลักธรรมอย่างไรให้ได้รับความผาสุกทั้งสองโลกและสอดคล้องกับข้อแรก? ความจำเป็นในการแต่งตั้งศาสดา สิ่งอภินิหาร ทำไมท่านศาสนทูตต้องเป็นผู้ที่ปราศจากมลทิลด้วย เรื่องการบริหารจัดการบ้านเมืองและอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับช่วงเวลาในโลกนี้ ฯลฯ)
๓.    วันตัดสิ้นตอบแทน(ชีวิตหลังความตายเป็นอย่างไร? เราจะไปไหน? สายใยแห่งชีวิตมนุษย์จะเดินหน้าไปสู่ความไม่มี หรือความเป็นศูนย์ใช่หรือไม่?  หรือว่าความตายคือการดับทุกสิ่งทุกอย่าง? สิ่งมีชีวิตจะหยุดอยู่ ณ โลกนี้เท่านั้น? การคืนสู่ชีวิตใหม่ในโลกหน้า บทลงโทษสำหรับผู้กระทำบาปกรรมจะมีจริงหรือไม่? สวรรค์อยู่ที่ได? วิญญาณคืออะไร? หรือประเด็นปัญหาต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับภาวะความจริงหลังความเป็นเช่นไร?  ฯลฯ )

และหากเราพิจารนาถึงสาส์นเผยแพร่ของท่านศาสดา(ศ็อลฯ)โดยเฉพาะในแง่มุมรูปแบบคำพูด เบื้องต้นแล้วแบ่งออกเป็นสองประเภทที่สำคัญคือ  
๑.    ลักษณะที่เป็นคัมภีร์อัลกุรอาน  ในมุมมองของอิสลาม อัลกุรอานคือ คัมภีร์แห่งฟากฟ้าเล่มเดียวที่ยังคงอยู่อย่างครบถ้วนสมบูรณ์โดยบริสุทธิ์จากการดัดแปลงใดๆ ทั้งสิ้น และอยู่ในฐานะแหล่งวิทยาการแห่งอิสลามที่น่าเชื่อถือที่สุด อีกทั้ง เป็นหลักฐานยืนยันอันอัมตะนิรันดร์สำหรับต่ำแหน่งศาสดาของท่านศาสนทูตผู้ทรงเกียรติแห่งอิสลาม(ศ็อลฯ)ที่อยู่ในครอบครองของมนุษยชาติ
อัลกุรอาน คือ วิวรณ์สุดท้ายแห่งพระเจ้าที่พระองค์ทรงตรัสแก่มนุษยชาติ คำตรัสของพระผู้ทรงสร้างปฏิหาริย์ที่ยิ่งใหญ่และอัมตะนิรันดร์ นับตั้งแต่เริ่มต้นการประทานสู่จิตอันบริสุทธิ์ของท่านศาสดา(ศ็อลฯ)จนถึงยุคปัจจุบัน มนุษย์ไร้ซึ่งความสามารถที่จะนำมาซึ่งสิ่งที่เหมือนกันนี้แม้เพียงซูเราะฮ์สั้นๆ และยังรอการพิสูจน์จากนักศาสนา นักปรัชญาและนักวิทยาศาสตร์ทั่วโลกทุกยุคทุกสมัย
อัลกุรอานคือ คัมภีร์แห่งทางนำและรับรองความผาสุกของมนุษยชาติ เป็นนิธิแห่งวิทยญาณของคำตอบ “ปัญหาโลกแตก” ทั้งปวงของมนุษยชาติ เป็นคัมภีร์แห่งวิทยปัญญาเป็นคัมภีร์แห่งมาตรการชี้ขาดทุกปัญหา เป็นคัมภีร์นำสู่สัจธรรมสูงสุดและการพัฒนาปรับปรุงวิถีชีวิตของมนุษย์ทุกด้านให้พ้นจากความไม่รู้ ความโลภ ความโกรธ ความหลง ความงมงาย ความกลัว ไปสู่สภาพแห่งเหตุผลปัญญา ความศรัทธา ความไม่เห็นแก่ตัว ความสงบสุข พ้นจากความว่างเปล่าของจิตวิญญาณและจริยธรรม เป็นทางรอดของมนุษย์ทั้งมวลทั้งในโลกนี้และโลกหน้า
๒.    ลักษณะที่เป็นสุนทรพจของท่านศาสดา(ศ็อลฯ)     ในมุมมองของอิสสลามคำกล่าวของท่านศาสดา(ศ็อลฯ)มีฐานะภาพที่สำคัญมาก คำพูดของท่านศาสดา(ฮะดีษ)เป็นสิ่งที่มาอรรถาธิบายอัลกุรอานและเป็นพยานคัมภีร์ของพระผู้เป็นเจ้า เพราะว่าพระองค์ทรงตรัสเกี่ยวกับสถาณภาพของท่านศาสดา(ศ็อลฯ)และคำพูดของท่าน ท่านศาสดาเป็นผู้มาอรรถาธิบายโองการทั้งหลายของพระผู้เป็นเจ้า ภาระหน้าที่อันหนึ่งของท่านศาสดาคืออรรถาธิบายโองการต่างๆที่ถูกประทานลงมาสู่หัวใจของท่านศาสดาส(ศ็อลฯ) โดยพระองค์ทรงตรัสว่า
“และวันที่เราจะตั้งพยานขึ้นจากทุกประชาชาติ (เพื่อเป็นพยาน) ต่อพวกเขาจากหมู่พวกเขาเอง และเราก็นำเจ้ามาเป็นพนานต่อเขาเหล่านั้นและเราได้ให้คัมภีร์แก่เจ้าเพื่อชี้แจงแก่ทุกสิ่งและเพื่อเป็นทางนำและเป็นความเมตตา และเป็นข่าวดีแก่บรรดามุสลิม”
การอรรถาธิบายนี้นั้นก็คือแบบฉบับ(ซุนนะฮ์)ของท่านศาสดา(ศ็อลฯ)ซึ่งรวมทั้งคำพูด กริยาการกระทำ และการปฏิบัติของท่าน ภายใต้พื้นฐานของโองการนี้และโองการอื่นๆ เช่น
“และอันใดที่ร่อซู้ลได้นำมายังพวกเจ้าก็จงยึดเอาไว้ และอันใดที่ท่านได้ห้าม พวกเจ้าก็จงละเว้นเสีย พวกเจ้าจงยำเกรงอัลลอฮ์เถิด แท้ริงอัลลอฮ์เป็นผู้ทรงเข้มงวดในการลงโทษ
และเช่นเดียวกันโองการที่ระบุว่า
“และเขามิได้พูดตามอารมณ์  อัลกุรอานมใช่อื่นใดนอกจากเป็นวะฮีย์ที่ถูกประทานลงมา”
ดังนั้นตามบรรทัดฐานของโองการอัลกุรอานเหล่านี้คำพูดของท่านศาสดา(ศ็อลฯ)คือแบบฉบับอันหนึ่งและมีฐานะภาพที่สำคัญมาก ด้วยกับการศึกษาคำพูดและแบบฉบับของท่านศาสดาเราสามารถที่จะรับรู้และเข้าใจวิทยาการอันมหาศาลของอิสลามได้  ความแตกต่างระหว่างคำพูดและแบบฉบับก็คือ แบบฉบับหมายถึง คำพูด กริยาการกระทำและการปฏิบัติ ส่วน(ฮะดีษ)คือคำกล่าวที่บอกถึงเรื่องราวเหล่านั้น แต่บางท่านได้ให้ความหมายทั้งสองคำนี้ว่ามีความหมายเหมือนกัน แต่อย่างไรก็ตามอะไรก็ตามที่ได้รับมาจากตัวแทนของพระผู้เป็นเจ้าถือว่าเป็นสิ่งที่สำคัญมากในวิทยาการอิสลาม
การเผยแพร่เชิงปฏิบัติ(ทางอ้อม)ของท่านศาสดา(ศ็อลฯ)
เมื่อเรามองชีวประวัติของาท่านศาสดา(ศ็อลฯ)แล้วจะเห็นได้อย่างชัดเจนว่างานด้านการเผยแพร่ของท่านที่เป็นวิธีที่ได้ผลที่สุดคือภาคปฏิบัติ เป็นแบบฉบับที่ส่งผลต่อทางด้านจิตวิญญาณและด้านมิติภายในต่อคนในสังคมเป็นอย่างมาก อีกทั้งมีผลอย่างน่าอัศจรรย์ใจเป็นอย่างยิ่ง เรียกแนวทางนี้อีกอย่างคือการเผยแพร่ทางอ้อม ซึ่งเราสามารถเห็นได้จากแบบฉบับของท่านศาสดาเองและท่านยังสั่งเสียและได้เน้นย้ำแนวทางนี้แก่บรรดานักการศาสนาและนักเผยแพร่อิสลามทุกคน  เพราะว่ามนุษย์ทุกคนมีความจำเป็นต่อแบบฉบับที่จะต้องปฏิบัติตาม โดยเฉพาะอย่างยิ่งในหมู่วัยรุ่นที่กำลังเรียนรู้ในการใช้ชีวิตด้วยตนเอง และเริ่มที่จะมีการตัดสินใจในเรื่องราวที่สูงขึ้น ความจำเป็นตรงนี้ก็มีมากกว่า อนาคตของบุคคลกลุ่มนี้มืดมนไม่ชัดเจนยังไม่แน่นอน พวกเขาตามหาผู้ที่ประสบความสำเร็จในทัศนะของตัวเองเพื่อเป็นแสงสว่างนำทางให้แก่เขา
นักจิตวิทยาเชื่อว่า ในทุกๆช่วงของอายุขัยของมนุษย์การเลียนแบบมีบทบาทอันน่าอัศจรรย์ใจ รวมเกี่ยวกับเรื่องการเชิดชูวีรบุรุษ การปฏิบัติตามต่อพฤติกรรมของคนอื่น การสร้างความพึงพอใจกับรสนิยมของตัวเองโดยการค้นคว้าเรื่องราวของวีรบุรุษ เราสามารถกล่าวได้ว่าหากไม่มีการลอกเลียนแบบชีวิตมนุษย์ไร้รสชาติ 
ข้าพเจ้าจะนำเสนอบางส่วนที่สำคัญที่สุดในแนวทางด้านงานเผยแพร่ของท่านศาสดา(ศ็อล) อันเป็นพื้นฐานที่ทำให้ประชาชนชาวอาหรับในสมัยนั้นหันกลับมาสนใจต่ออิสลามและทำให้อิสลามมีอิทธิพลเหนือความคิดของพวกเขาและขยายวงกว้างออกไปสู่ประเทศข้างเคียงอย่างรวดเร็ว คือ
๑.    จรรยามารยาทอันดีงาม
มนุษย์ผู้ยิ่งใหญ่ด้วยกับการปฏิสัมพันธ์และจรรยามารยาทอันดีงามความยิ่งใหญ่ของเขาจะแสดงความแตกต่างจากบุคคลอื่นทั่วไปออกมาให้ประจักษ์ จรรยามารยาทเป็นคุณสมบัติที่ละเอียดอ่อนที่สุดซึ่งในการปฏิสัมพันธ์ทางสังคมเป็นเหตุให้เกิดความรักขึ้นและจะทำให้คำพูดมีน้ำหนักต่อพวกเขาเป็นอย่างมาก ด้วยเหตุนี้เองพระผู้เป็นเจ้าได้ทรงเลือกบุคคลที่อ่อนน้อม มีจรรยามารยาทอันดีงาม ไม่แข็งกระด้างเป็นศาสดาและตัวแทนของพระองค์เพื่อที่คำพูดของเขาจะมีผลต่อจิตใจประชาชาติได้อย่างสมบูรณ์และดึงดูดพวกเขาเข้ามาหา บุคคลผู้ยิ่งใหญ่เหล่านี้ในการที่ทำให้บรรลุสู่เป้าหมายของพระองค์ต้องประสบกับอุปสรรค์มากมายแต่เมื่อประชาชนเจอกับมารยาทอันดีงามและความอดทนอดกลั้น เมื่อพวกเขาประจักษ์ความดีตรงนี้ มิใช่แค่เพียงกลุ่มชนที่มีจิตใจแสวงหาความจริงเท่านั้นแต่บรรดากลุ่มชนที่เป็นศัตรูอันชัดแจ้งต่อศาสดาและตัวแทนเหล่านั้นเองก็ยอมสารภาพถึงความสูงส่งและบุคลิคภาพอันยิ่งใหญ่ของท่านศาสดา(ศ็อลฯ) ดังที่พระผู้เป็นเจ้าได้ทรงตรัสไว้ในคัมภีร์ของพระองค์เองเกี่ยวกับเรื่องนี้ว่า
“แท้จริงแล้วเจ้าถูกประดับประดาด้วยจริยธรรมอันดีงาม” 
ในกรณีนี้แม้แต่ศัตรูของท่านศาสดาเองก็สารภาพ เมื่อพวกเขาได้เจอกับท่านบรรดาผู้ที่ต่อต้านท่านศาสดาเป็นจำนวนมากซึ่งก่อนที่จะยอมรับอิสลามด้วยเหตุผลหรือด้วยเหตุผลอะไรก็ตาม จากมิติภายในของพวกเขายอมจำนนต่อจรรยามารยาทอันงดงามของท่านมาก่อนแล้ว  โดยพื้นฐานนี้ท่านศาสดาได้ปฏิบัติคุณลักษณะมารยาทที่ดีที่สุดต่อบรรดาสาวกของท่านจนกระทั่งทุกคนหลงใหลที่จะเข้าพบท่านและนั่งร่วมกับท่าน และด้วยกับจรรยามารยาทที่ดีของท่านนี้เองที่ได้ดึงหัวใจของพวกเขาเข้ามา และได้สร้างบรรยากาศที่เต็มเปี่ยมไปด้วย พลังศีลธรรม พลังแห่งความหวัง พลังศรัทธา พลังความมั่นใจขั้นสูงให้ประจักษ์แก่มิติด้านในแห่งจิตใจ
๒.    สร้างวัฒนธรรมแห่งความเป็นพี่น้องและความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน
ความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดและแข็งแกร่งที่สุดของมนุษย์ คือครอบครัว และในระหว่างประเภทต่างของครอบครัว “พี่น้อง” มีความใกล้ชิดและสนิทสนมมาก  ส่วนความสัมพันธ์ทางจิตวิญาณและปฏิสัมพันธ์ในระหว่างชีวิตจากแรงแห่งศรัทธาเป็นการแสดงออกมาที่สวยที่สุดในเชิงปฏิบัติ 
ท่านศาสดา(ศ็อลฯ)ได้พยายามเผยแพร่ด้วยแนวทางหลากหลายเพื่อให้วัฒนธรรมของความเป็นพี่น้องในอิสลามได้สะท้อนออกมา ทั้งในเรื่องความคิด วาจา และพฤติกรรมของบรรดามุสลิมและได้กำชับเกี่ยวกับเรื่องนี้อยู่เสมอๆ ตัวอย่างหนึ่งอันชัดเจนที่จะหยิบยกมาประกอบตรงนี้คือ ท่านศาสดา(ศ็อลฯ) ในช่วงที่ท่านเผยแพร่อย่างเป็นทางการท่านเคยดำเนินการทำสัญญาความเป็นพี่น้องในระหว่างมุสลิมถึงสองครั้ง ครั้งแรก ก่อนการอพยพในหมู่ผู้อพยพ และครั้งที่สอง ก่อนที่จะเข้าเมืองมะดีนะฮ์ในขณะที่ท่านศาสดาต้องการวางโครงสร้างสังคมอิสลามจึงได้ดำเนินการจัดพิธีสัญญาความเป็นพี่น้องระหว่างบรรดาผู้อพยพชาวมักกะฮ์และชาวเมืองมะดีนะฮ์ที่เรียกพวกเขาอีกชื่อหนึ่งคือชาวอันศอรเพื่อสร้างให้เป็นพื้นฐานอันแข็งแกร่งของสังคม สัญญาความเป็นพี่น้องอันนี้เกิดขึ้นในหมู่ประชาชนที่ ตกอยู่ในกองไฟแห่งการแข็งขันระหว่างเผ่าต่างๆ การชิงดีชิงเด่นของแต่ละเผ่า การหลั่งเลือด และชาตินิยมที่ไม่ถูกต้อง ซึ่งก่อให้เกิดความเปลี่ยนแปลงอย่างน่ายินดี อีกทั้งความเป็นพี่น้อง ความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันแบบอิสลามมาแทนที่องค์ประกอบที่สร้างความแตกแยกที่มีมาก่อนหน้านี้
ภายใต้พื้นฐานการชี้นำของอัลกุรอานที่ถือว่าความเป็นพี่น้องเป็นความสัมพันธ์ทางสังคมที่มีความสำคัญอย่างยิ่ง พระองค์ทรงตรัสว่า
  “แท้จริงบรรดาผู้ศรัทธานั้นเป็นพี่น้องกัน ดังนั้นพวกเจ้าจงไกล่เกลี่ยประนีประนอมกันระหว่างพี่น้องทั้งสองฝ่ายของพวกเจ้า และจงยำเกรงอัลลอฮ์เถิด หวังว่าพวกเจ้าจะได้รับความเมตตา” 
เป็นที่ชัดเจนที่สุด การสร้างสรรค์สังคมที่สมบูรณ์ให้ได้และการที่จะนำสังคมไปสู่ทิศทางเดียวกันด้วยความเป็นปึกแผ่นนั้นมันจะเกิดขึ้นไม่ได้นอกจากภายใต้ความสัมพันธ์อันแนบแน่นของศรัทธาชน เมื่อเราพิจารณาให้ดีจะเห็นได้ว่า การไม่รักษาพื้นฐานของวัฒนธรรมความเป็นพี่น้องและความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันก่อให้เกิดปัญหาทางสังคมติดตามมามากมาย ความเสียหายจากการไม่ให้ความสำคัญและละเลยต่อความเป็นพี่น้องไม่ใช่เกิดขึ้นในระดับของสังคมเท่านั้น ยังเป็นเหตุให้บุคคลนั้นสูญเสียความเป็นตัวตนที่แท้จริงของเขาเองจนเปลี่ยนเป็นผู้แปลกหน้าในกลุ่มอันนำไปสู่ความสัมพันธ์ทางสังคมที่เย็นชาและอ่อนแอ ยิ่งกว่านั้นบุคคลนั้นจะรู้สึกเหนื่อยและอ่อนล้าในที่สุดต้องพึงพาต่อการรักษาตัวเขาเองด้วย
๓.    การแสวงหาความยุติธรรม
พื้นฐานอันหนึ่งที่ถูกให้ความสำคัญเป็นพิเศษสำหรับการเผยแพร่ของท่านศาสดาคือการเน้นในเรื่องของ ความยุติธรรมและการดำเนินการเพื่อให้เกิดความยุติธรรมขึ้นในสังคมในทุกหน่วยงาน พื้นฐานนี้เป็นรากฐานที่แข็งแกร่งของอิสลาม มิใช่แค่เชื่อเฉพาะว่าระบบการสร้างสรรค์นี้อยู่ภายใต้พื้นฐานแห่งความยุติธรรมเท่านั้น หากแต่ว่าในการร่างรัฐธรรมนูญและบทบัญญัติถือเป็นหลักพื้นฐานเบื้องต้น ในมุมมองของการเผยแพร่ของท่านศาสดา(ศ็อลฯ)การสถาปนาความยุติธรรมให้แก่สังคมเป็นเป้าหมายสูงสุดของการส่งบรรดาศาสดาแห่งพระผู้เป็นเจ้าและคัมภีร์จากฟากฟ้าทั้งหลาย เหมือนกับว่าพระผู้เป็นเจ้าทรงประสงค์อย่างชัดเจนในการบัญชาแก่ท่านศาสดา(ศ็อลฯ)เพื่อให้สถาปนาความยุติธรรมขึ้นมาในทุกระดับทางสังคม พระองค์ทรงตรัสว่า
“ข้าได้บัญชาเพื่อให้เกิดความยุติธรรมในหมู่พวกสูเจ้า” 
ดังนั้นจึงเห็นได้ว่าทั้งชีวิตของท่านศาสดา(ศ็อลฯ)ผ่านไปด้วยการต่อสู้ในการที่จะสถาปนาความยุติธรรมและพยายามให้สังคมปกครองด้วยหลักการอันทรงคุณค่านี้และขจัดความปลิ้นปล้อนหลอกหลวงให้หมดไปอีกทั้งนำเสนอศาสนาอันเป็นแนวทางที่แสดงถึงหลักการความยุติธรรมอย่างครอบคลุม แนวทางของท่านศาสดาคือแนวทางแห่งความยุติธรรมพระดำรัสของท่านคือความยุติธรรม ตรรกะของท่านเป็นสิ่งที่แยกระหว่างสัจธรรมและโมฆะเหมือนดั่งที่อัครสาวกของท่านได้กล่าวถึงคุณสมบัติของท่านศาสดาว่า
“ท่านคือผู้ที่มีตรรกะที่เป็นธรรมและแนวทางที่แยกสัจธรรมออกจากความเป็นโมฆะ” 
ท่านศาสดาเป็นบุคคลที่มีความยุติธรรมที่สุดในระหว่างประชาชนและนับเป็นเวลาถึงยี่สิบสามปีที่ท่านและดวงจิตและแนวความคิดทั้งหลายที่ได้รับการอบรมจากวิถีของท่านศาสดาได้แสดงให้ชาวโลกเห็นถึงความยุติธรรมในทุกๆดด้าน ดังนั้นความยุติธรรมเป็นสาระสำคัญของแนวทางของท่านในฐานะเป็นหลักการพื้นฐานและเป็นทิพย์แห่งความดี อีกทั้งเป็นคุณสมบัติของความศรัทธาขั้นสูง
สังคมใดก็ตามที่บริหารจัดการด้วยพื้นฐานความยุติธรรมคือสังคมที่เข็มแข็งและทรงคุณค่า และหากสังคมใดไม่ได้ขับเคลื่อนด้วยหลักการนี้คุณค่าต่างๆ ต้องถูกทำหลายและจะเป็นสังคมที่ต่อต้านคุณค่าต่างๆของความเป็นมนุษย์ และยังเป็นสถานที่ของผู้กดขี่ ปล้นสดม ริดรอนสิทธิของผู้อื่น เราอาจสามารถที่จะพูดได้ว่า คุณค่าของสังคมหนึ่งขึ้นอยู่กับศักยภาพของศาลยุติธรรมของสังคมนั้น
๔.    ปกป้องและอยู่เคียงค้างผู้ด้อยโอกาส
การให้ความสำคัญต่อบรรดาผู้ด้อยโอกาสและทุ่มเทความพยายามเพื่อคนยากไร้มีอยู่ในจิตสำนึกของมนุษย์ทุกคน ด้วยกับธรรมชาติที่มีอยู่ในตัวของมนุษย์สังคมจึงมิสามารถที่จะตัดขาดโดยไม่ดูแลบุคคลเหล่านั้นได้ มนุษย์จึงคอยเป็นเพื่อนกับพวกเขาและไม่ละความพยายามที่จะช่วยเหลื่อพวกเขา บรรดาศาสดาส่วนใหญ่ก็เช่นกัน พระผู้เป็นเจ้าทรงเลือกสรรพวกเขามาจากกลุ่มชนผู้ยากไร้พวกเขาไม่เคยอยู่ภายใต้อานัติและเป็นทาสรับใช้อำนาจผู้กดขี่ของผู้ได แต่อยู่ร่วมกับชนชั้นผู้ยากไร้ของสังคม และรู้จักวัฒนธรรมและจิตใจของพวกเขาเป็นอย่างดี ได้สัมผัสกับความเจ็บปวดทั้งหลายของพวกเขาเหตุผลสำคัญก็เพื่อที่จะได้สามารถที่เข้าถึงจิตใจพร้อมทั้งดูแลรักษาพวกเขาได้เป็นอย่างดีที่สุดด้วย แต่ก็อย่าเข้าใจผิดไปว่า บรรดาศาสดาที่ถูกส่งมานั้นละทิ้งการเป็นผู้ชี้นำสังคม หากแต่ว่าความรับผิดชอบอันหนักอึ้งของพวกเขาก็คือการชี้นำประชนต่อทุกชนชั้นและการขจัดปัญหาความด้อยโอกาสทั้งทางจิตใจและทางสรีระ(ทั้งทางจิตวิญญาณและสังคม)และให้ความสำคัญอย่างยิ่งต่อการจัดการแก้ปัญหาชีวิต การเป็นอยู่ของกลุ่มชนระดับรากหญ้า  เรื่องที่ชัดเจนที่สุดเรืองหนึ่งเกี่ยวกับแนวทางการเผยแพร่ของท่านศาสดา(ศ็อลฯ)คือการให้ความสำคัญต่อปัญหาของกลุ่มชนผู้ด้อยโอกาสในสังคม เราจะชี้ให้เห็นตัวอย่างบางส่วนจากรายงานที่บันทึกเรื่องราวจริยวัตรของท่านศาสดาที่ท่านได้ปฏิบัติต่อบุคคลกลุ่มนี้ เช่น
ในการเดินทางครั้งหนึ่งของท่านศาสดา(ศ็อลฯ)ซึ่งท่านได้ไปพร้อมกับผู้ร่วมเดินทางกลุ่มหนึ่ง หัวหน้าในขณะเดินทางได้สั่งให้เชือดแกะตัวหนึ่ง คนหนึ่งในหมู่ผู้เดินทางกล่าวว่า ฉันจะเป็นคนเชือดเอง อีกคนหนึ่งกล่าวว่า ฉันจะเป็นคนถลอกหนังแกะเอง  อีกคนหนึ่งก็กล่าวว่า ฉันจะเป็นคนจัดการเรื่องปรุงเอง  ท่านศาสดา(ศ็อลฯ)ก็กล่าวขึ้นเช่นกันว่า เดี๋ยวฉันจะเป็นคนหาฟืนมาเอง  ผู้ร่วมเดินทางกล่าวว่า โอ้ ท่านศาสดา พวกเราจะเป็นคนทำงานเหล่านี้แทนท่านเอง ท่านศาสดาตอบว่า ฉันรู้ดี ว่าพวกท่านทั้งหลายทำงานเหล่านี้แทนฉันได้ แต่ฉันคิดว่าไม่เหมาะสมที่ฉันจะทำตัวแยกออกจากกลุ่มและพระผู้เป็นเจ้าก็ไม่รักผู้ที่ทำตัวแยกจากบุคคลอื่นและเอาแต่สั่งใช้ผู้อื่นเพียงอย่างเดียว ท่านศาสดาจึงลุกขึ้นและเดินไปรวบรวมฟืนมากองไว้         
๕.    เมตตาโอบอ้อมอารีและอยู่กับประชาชน
แบบฉบับของท่านศาสดา(ศ็อลฯ)อย่างหนึ่งต่อประชาชนทั้งที่เป็นมุสลิมและต่างศาสนาคือความมีเมตตาและโอบอ้อมอารีอย่างบริสุทธิ์ใจ ท่านมองผู้ที่ต่อต้านท่านว่าเป็นผู้ที่มีอาการป่วยซึ่งจำเป็นต้องรักษาและเห็นอกเห็นใจสำหรับการเยียยารักษาและแพทย์ต้องรู้ถึงอาการของเขาจึงจะรักษาเขาได้ดี และท่านศาสดา(ศ็อลฯ)มองศรัทธาชนว่า เขาจะต้องมีการระมัดระวังตน ตั่งมั่นอยู่บนปัญญา ไม่ประมาทเพื่อให้จิตศรัทธาเจริญเติบโตสู่ระดับจิตศรัทธาขั้นสูง อันเนื่องด้วยสาเหตุนี้ ท่านศาสดา(ศ็อลฯ)จึงสร้างความสัมพันธ์อันแนบสนิทและความรักกับพวกเขาด้วยความบริสุทธิ์ใจ  ความเมตตาและโอบอ้อมอารีต่อบรรดาผู้หลงทางในด้านของการสร้างความอ่อนโยนแก่จิตใจและเตรียมการเพื่อให้หัวใจของพวกเขาหันมายอมรับการเชิญชวนสู่อิสลามและความสัมพันธ์อันแนบแน่นต่อบรรดาศรัทธาชน
ดังนั้นจึงสรุปได้ว่า หนึ่งในยุทธศาสตร์การเผยแพร่ของท่านศาสดา(ศ็อลฯ) คือ การมีเมตตาและโอบอ้อมอารีซึ่งเป็นเหมือนต้นไม้ที่ให้ผลผลิตที่รวดเร็วที่สุดและง่ายที่สุดมากกว่าแบบฉบับอื่นๆ ที่ถูกนำมาใช้ในแนวทางการเผยแพร่จนกระทั่งว่าท่านได้รับฉายานามว่า “ศาสดาแห่งความเมตตา”
๖.    ประนีประนอมด้านปัญหาส่วนตัวและเด็ดขาดในด้านหลักการ
ท่านศาสนทูตในด้านบุคลิกภาพโดยส่วนตัวแล้วเป็นผู้ที่สุภาพ อ่อนโยน แต่ถ้าเป็นเรื่องของส่วนรวมหรือข้อบังคับใช้และกฎเกณฑ์ต่างๆ ของสังคมนั้นมีความเด็ดขาด เข็มแข็ง ข้าพเจ้าจะยกตัวอย่างหนึ่งที่เกี่ยวกับกรณีนี้
     มีชายผู้หนึ่งมาขวางทางท่านศาสดาในซอยและอ้างว่าท่านเป็นหนี้เขา ให้คืนแก่ฉันเดี๋ยวนี้ ท่านศาสดาได้กล่าวว่า  สิ่งแรกคือเธอไม่ได้เป็นเจ้าหนี้ฉัน เธอมาเรียกร้องอย่างนี้ถือว่าไม่ถูกต้อง และข้อที่สองคือฉันไม่พกเงินมาด้วย จงอนุญาตให้ฉันไปเถิด ชายคนนั้นพูดว่า  ฉันจะไม่ให้ท่านออกไปจากที่นี้แม้แต่ก้าวเดียว (ท่านศาสดาต้องการที่จะไปร่วมทำนมาซ) จงคืนเงินแก่ฉันตรงนี้และจงจ่ายเพื่อศาสนาของฉัน ท่านศาสดาได้ปฏิบัติอย่างสุภาพอ่อนโยนต่อเขาแต่เขากลับแสดงกริยาหยาบกระด้างต่อท่านมากขึ้นจนกระทั่งเขาได้ประชิดตัวท่านศาสดาและกระชากเสื้อคลุมหมุนรอบคอท่านเป็นเกลียวจนทำให้คอของท่านเป็นรอยแดง บรรดาสาวกตามมาหาท่านศาสดาที่เห็นว่าทำไมถึงล่าช้า จึงพบว่ามีชาวยะฮูดีคนนี้ได้เรียกร้องเอาเงินคืนจากท่านอยู่ พวกเขาต้องการที่จะโต้ตอบแบบหยาบกระด้างต่อเขา ท่านศาสดากล่าวว่า  อย่าทำอะไรเขา ฉันรู้ดีว่าจะควรปฏิบัติต่อเพื่อนของฉันอย่างไร ท่านปฏิบัติด้วยความสุภาพอ่อนโยนต่อเขาจนกระทั่งชายยะฮูดีกล่าวคำปฏิญานและยอมรับอิสลามตรงนั้น   และเขาพูดว่า ท่านมีขันติธรรมเช่นนี้ (แสดงความอดทน ? ) ซึ่งขันติธรรมเช่นนี้มิใช่ความอดทนของคนธรรมดา  เป็นความอดทนของผู้ที่เป็นศาสนทูต.
     และอีกเหตุการณ์หนึ่ง ณ นครมักกะฮ์ มีสตรีตระกูลกุเรชนางหนึ่งเป็นขโมย ซึ่งตามกฎหมายอิสลามนั้นต้องตัดมือผู้ที่ขโมย เมื่อเรื่องราวเป็นที่ชัดเจนแน่นอนแล้วและนางได้สารภาพว่านางเป็นผู้ขโมยเอง กฎนั้นต้องนำมาดำเนินการในที่สุด ณ ตรงนี้ที่เริ่มมีการแนะนำและมีการไกล่เกลี่ยต่อรองต่างๆ นาๆ เกิดขึ้น มีผู้หนึ่งพูดว่า โอ้ท่านศาสนทูตแห่งพระเจ้า ! ถ้าเป็นไปได้ท่านจงพิจารณาถึงการลงโทษใหม่อีกครั้งหนึ่งเถิด สตรีผู้นี้เป็นบุตรีของผู้นั้นซึ่งท่านทราบดีว่าเขาเป็นผู้มีเกียรติในสังคมมาก จะเป็นการทำให้ครอบครัวของเขาเกิดความอับอาย อีกทั้งบิดา พี่ชายของเขาและญาติสนิทคนอื่นๆ ได้มาเจรจาต่อรองกับท่านศาสดาเอง ท่านกล่าวว่า เป็นไปไม่ได้ มันเป็นสิ่งต้องห้าม เธอจะพูดว่าให้ฉันละเลยไม่ปฏิบัติตามกฎหมายของอิสลามหรือ? ถ้าหากว่าหญิงผู้นี้ไม่มีผู้ใดและไม่ได้เป็นสมาชิกของครอบครัวที่มีชื่อเสียง พวกท่านทั้งหมดจะพูดว่าใช่นางผู้นี้เป็นขโมยจะต้องลงโทษ ต้องลงโทษคนที่ขโมย  ด้วยเหตุผลที่เขายากจนเขาขโมยต้องถูกลงโทษ แต่ว่านางผู้นี้ด้วยเหตุผลที่ว่านางอยู่ในตระกูลกุเรชที่มีชื่อเสียงและตามที่พวกท่านได้กล่าวกันว่าจะเป็นที่อับอายแก่วงศ์ตระกูลจึงไม่ต้องลงโทษ? กฎหมายของพระเจ้าไม่มีการยกเว้น ไม่มีการยอมรับการช่วยเหลือและการไกล่เกลี่ยใดๆ ทั้งสิ้น
     ดังนั้นท่านศาสดาไม่เคยประนีประนอมในเรื่องเกี่ยวกับหลักการในขณะที่เรื่องส่วนบุคคลนั้นโอนอ่อนและใช้หลักเมตตาธรรมอีกทั้งให้อภัยเป็นพิเศษ ดังนั้นอย่าสับสนกับอีกสิ่งหนึ่ง
     พระเจ้าทรงตรัสเกี่ยวกับท่านศาสดา(ศ็อลฯ)ไว้ว่า              
    “เนื่องด้วยความเมตตาจากอัลลอฮ์นั่นเอง เจ้า (มุฮัมมัด) จึงได้สุภาพอ่อนโยนแก่พวกเขา และถ้าหากเจ้าเป็นผู้ประพฤติหยาบช้า และมีใจแข็งกระด้างแล้วไซร้ แน่นอนพวกเขาก็ย่อมแยกตัวออกไปจากรอบๆ เจ้ากันแล้ว”  
ท่านศาสดามีมารยาทที่นุ่มนวลต่อบรรดาผู้ศรัทธาที่น่าแปลกมากบรรดาผู้ศรัทธานั้นมีความรักและหลงเสน่ห์ต่อท่านเป็นพิเศษ ศาสดาถือเป็นหนึ่งเดียวของบรรดาผู้ศรัทธา ดังตัวอย่างเช่น มีหญิงนางหนึ่งที่ได้คลอดบุตรออกมาเขาได้วิ่งมาบอกต่อท่านศาสนทูตว่า  โอ้ท่านศาสนทูตแห่งพระเจ้า ! ใจฉันมีความต้องการที่จะให้ท่านเป็นผู้กล่าวอะซานและอิกอมะห์ที่หูของบุตรของฉันหรืออีกคนหนึ่งได้นำทารกหนึ่งขวบมายังท่านศาสนทูตและกล่าวกับท่านว่า โอ้ท่านศาสนทูต ! ใจฉันต้องการที่จะให้เด็กคนนี้ได้นั่งตักของท่านและให้ท่านจ้องมองไปที่เขาเพื่อเป็นสิริมงคลและขอให้ท่านขอพรให้แก่บุตรของฉันด้วย ท่านศาสนทูตตอบตกลงและขอพรแก่ทารกผู้นั้น  มีรายงานบันทึกที่ชัดเจนเกี่ยวกับกรณีนี้อีกไว้ว่า มีบางครั้งที่เด็กได้ปัสสาวะบนตักท่านศาสนทูต เมื่อเขาได้เริ่มปัสสาวะบรรดาพ่อแม่ทั้งหลายนั้นเสียใจและโกรธทารกเลยรีบวิ่งมาอุ้มเด็กออกจากตักท่านศาสนทูต ท่านศาสนทูตกล่าวว่า   จงอย่าทำเช่นนี้  เขาเป็นเด็ก  เขาปวดปัสสาวะจงอย่าทำให้ปัสสาวะทารกหยุดจะเป็นสาเหตุให้เขาเกิดความเจ็บป่วยได้ ( นี่เป็นเรื่องที่มีการยืนยันทางการแพทย์และทางด้านจิตวิทยาในวันนี้ว่าการกระทำเช่นนี้เป็นเรื่องที่ผิด : บางครั้งมีพ่อแม่บางคนแสดงให้เห็นว่าเมื่อบุตรของตนจะปัสสาวะเพื่อเป็นการสกัดกั้นไม่ให้ปัสสาวะเขาได้โยนบุตรของเขาด้วยความโกรธหรือตะโกนใส่เขาและบางทีเป็นสาเหตุของความเจ็บป่วยที่ไม่สามารถรักษามันให้หายขาดได้ตลอดชีวิตเพราะว่าเกิดพบสภาพที่ตื่นเต้นและหลงผิดขึ้น การปัสสาวะของเด็กเป็นเรื่องธรรมชาติ , หลังจากนั้นพ่อหรือแม่จะได้รับผลกระทบที่หนักหนาสาหัส ธรรมชาติของทารกบอกว่าจงปัสสาวะเถิด แต่คำสั่งของพ่อหรือแม่คืออย่าปัสสาวะ สุดท้ายผลคือจิตใจจะเกิดความผิดปกติและความวิตกกังวลได้ ) ท่านศาสนทูต(ศ็อลฯ)ได้มีคุณสมบัติโอนอ่อนและละเอียดอ่อนถึงขนาดนี้
๗.    การปรึกษาหารือ
การปรึกษาหารือ เป็นมารยาทที่นุ่มนวลของท่านศาสดา ( อัลกุรอานได้กล่าวไว้ ) ท่านศาสนทูตของเรา , ผู้ที่เป็นที่รักของเรา “จงทำการปรึกษาหารือกับบรรดามุสลิมเถิดในกิจการงานต่างๆ” ที่น่าแปลกใจที่สุด คือหากพิจารนาฐานะภาพของท่านศาสนทูตไม่จำเป็นที่จะต้องปรึกษาหารือ และท่านไม่ต้องพึ่งพาความคิดของบุคคลอื่นเลยก็ได้ แต่ว่าเพื่อไม่ให้ผู้ที่มาเป็นผู้ปกครองอื่นๆ ซึ่งมาก่อตั้งภายหลังจะพูดว่าเขาเหนือกว่าผู้อื่น เขาจะออกคำสั่งให้ผู้อื่นปฏิบัติตามและการปรึกษาหารือนั้นไม่มีความหมายแต่อย่างใด ท่านอิมามอะลี(อ.)ก็ใช้แนวทางการปรึกษาหารือ , ท่านศาสดาก็ทำการปรึกษาหารือ เพราะเหตุว่า ข้อแรกคือให้ผู้อื่นเรียนรู้ และข้อที่สอง การปรึกษาหารือนั้นเป็นการมอบความบุคลิคภาพและยกฐานภาพแก่ผู้ติดตามและสหาย ผู้ปกครองที่ไม่มีการปรึกษาหารือ-แม้ว่าจะมีความมั่นใจปักใจเชื่อตามแนวทางของตัวเองอย่างแน่นอนถึงหนึ่งร้อยเปอร์เซ็นแล้วก็ตาม-เขาตัดสินใจแล้วผู้ที่ปฏิบัติตามจะรู้สึกเช่นไร?  พวกเขาพูดว่าดังนั้นเป็นที่แน่ชัดว่าเรามีกฎเป็นเครื่องมือ เครื่องมือที่ไม่มีวิญญาณและไม่มีชีวิต เมื่อเราให้พวกเขาอยู่ในเหตุการณ์ เรื่องราว ทำให้กระจ่างชัดและให้มีส่วนร่วมในการตัดสินใจ พวกเขาจะรู้สึกถึงบุคลิคภาพและผลลัพธ์ที่ได้คือพวกเขาจะปฏิบัติตามได้ดีขึ้น ( و شاورهم فی الامر فاذا عزمت فتوکل علی الله ) 
อัลกุรอานได้สั่งเสียแก่ท่านศาสดา(ศ็อลฯ)ว่า
โอ้ศาสนทูต ! จงอย่าได้ทำให้การปรึกษาหารือในภารกิจ และเมื่อเจ้าได้ตัดสินใจ จงมอบหมายต่อพระองค์อัลลอฮ์เถิด”
คุณสมบัติของผู้ปกครองเมื่อเขาได้ตัดสินใจอะไรไปแล้วนั้นถือว่าการตัดสินใจที่เฉียบขาด แต่อาจจะเป็นไปได้ว่า หลังจากที่ตัดสินใจแล้วมีบางคนพูดว่า ถ้าหากเราทำเช่นนี้จะเป็นอย่างไร? อีกคนอาจจะพูดว่า ถ้าหากทำเช่นนั้นจะเป็นอย่างไร? อีกคนพูดว่า เราทำเช่นนี้จะเป็นอย่างไร? เพื่อที่จะตัดปัญหาเหล่านี้ออกไปก่อนตัดสินใจท่านมักจะปรึกษาหารือก่อนเสมอแล้วหลังจากนั้นจึงตัดสินใจแล้วมอบหมายยังพระเจ้าและจงเริ่มงานและจงขอความช่วยเหลือจากพระองค์
     ข้าพเจ้าได้นำเสนอเรื่องนี้เนื่องในโอกาสของการนำเสนอบทความทางวิชาการเรื่องงานด้านการเชิญชวนและการเผยแพร่หลักธรรมคำสอนของท่านศาสดามูฮัมมัด(ศ็อลฯ)ซึ่งเป็นหนึ่งในแนวทางของการเชิญชวนและการเผยแพร่ , การมีมนุษยธรรมและความอ่อนโยน นุ่มนวล และการหลีกเลี่ยงจากทุกความรุนแรงและการบังคับ เรื่องการนำเสนอเรื่องแนวทาง วิธีของท่านศาสดาในด้านการจัดการบริหารนั้นเป็นเรื่องที่มีรายละเอียดมากมายและเป็นเอกเทศ หากพระเจ้าทรงประสงค์ข้าพเจ้าจะนำเสนอเกี่ยวกับเรื่องนี้ในโอกาสต่อไป แต่สำหรับบทความเชิงวิชาการสั้นๆนี้เพื่อที่จะให้เห็นภาพโดยรวมและรักษาเนื้อหาให้อยู่ในหัวข้อเดิมของมันคือ “แนวทางงานด้านการเชิญชวนและการเผยแพร่หลักธรรมคำสอน” ข้าพเจ้าคิดว่ารายละเอียดนอกเหนือจากนี้คงไม่จำเป็น
๘.    การหลีกเลี่ยงจากความรุนแรงในการเชิญชวนและการเผยแพร่
การเผยแพร่ต้องไม่มีความรุนแรง หยาบช้าร่วมอยู่ด้วย กล่าวได้อีกอย่างหนึ่งว่าการเชิญชวนและการเผยแพร่นั้นไม่สามารถร่วมอยู่กับการหยัดเหยียดความเชื่ออย่างไร้ศีลธรรมและการบีบบังคับ นี้คือปัญหาหนึ่งที่ถามกันมาก  พื้นฐานการเชิญชวนเผยแพร่ของอิสลามนั้นตั้งอยู่บนการบีบบังคับและการหยัดเหยียดทางความเชื่ออย่างไร้ศีลธรรมหรือไม่?  กล่าวแบบเข้าใจง่ายๆ คือ พื้นฐานของอิสลามวางอยู่บนการบีบบังคับใช่หรือไม่? สำหรับถามนี้มีบุคคลบางกลุ่มในโลกนี้ต้องการและพยายามเผยแพร่อิสลามว่า อยู่บนพื้นฐานแห่งภาพลักษณ์นี้ และยังได้ตั้งชื่อให้กับศาสนาอิสลามว่าเป็น “ศาสนาแห่งคมหอกคมดาบ” คือเป็นศาสนาที่ใช้ประโยชน์เฉพาะจากอาวุธหรือเผด็จการแบบหยัดเหยียดทางความเชื่อโดยใช้ความรุนแรง แต่อย่างไรก็ตาม เพื่อที่จะตอบคำถามนี้ตามความเป็นจริง ก่อนต้องบอกเลยว่าไม่มีข้อสงสัยเลยที่ว่าอิสลามเป็นศาสนาที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับคมหอกคมดาบ แต่นี่ถือเป็นความสมบูรณ์แบบในอิสลามมิใช่เป็นความบกพร่องของอิสลาม แต่พวกที่พูดว่า ( อิสลามเป็นศาสนาแห่งคมหอกคมดาบ ) นั้นพวกเขาต้องการที่จะบอกว่าเครื่องมือที่อิสลามใช้ในการเชิญชวนนั้นคือดาบ
เพื่อที่จะหาคำตอบอันดับแรกข้อให้ย้อนกลับไปหาอัลกุรอานมีระบุไว้เป็นแนวทางอย่างชัดเจนว่า
“จงเรียกร้องเชิญชวนสู่แนวทางแห่งพระเจ้าของสูเจ้าโดยสุขุม และการตักเตือนที่ดี และจงโต้แย้งพวกเขาด้วยสิ่งที่ดีกว่า”  
แต่พวกเขาต้องการที่จะหลอกแบบนั้นว่านี้เป็นคำสั่งของท่านศาสนทูตอิสลาม “จงเรียกร้องเชิญชวนด้วยกับคมหอกคมดาบ”  ไม่มีใครจะพูดบ้างหรือว่าแล้วทำไมอัลกุรอานกล่าวไว้ว่า “จงเรียกร้องเชิญชวนสู่แนวทางแห่งพระเจ้าของสูเจ้าโดยสุขุม และการตักเตือนที่ดี และจงโต้แย้งพวกเขาด้วยสิ่งที่ดีกว่า”  และที่สำคัญยิ่งไปกว่านั้นประวัติศาสตร์ได้บันทึกไว้อย่างชัดเจนในทุกช่วงขณะของชีวิตศาสดาว่าการปฏิบัติท่านก็ได้ปฏิบัติเช่นเดียวกับความหมายที่ระบุในโองการนี้ พวกเขาได้ผสมคำและหลังจากนั้นพูดว่าอิสลามเป็นศาสนาแห่งคมหอกคมดาบ จงเชิญชวนและเผยแผ่ด้วยกับหลักสันติวิธี

ปรัชญาความสัมพันธภาพและการสนทนาทางวัฒนธรรมและศาสนา

โดย ดร.ประเสริฐ สุขศาสน์กวิน
ศูนย์อิสลามศึกษา วิทยาลัยเทคโนโลยีสยาม
                 ก่อนที่จะมีมนุษย์เกิดขึ้นบนโลกใบนี้  ความหลากหลายในธรรมชาติได้มีมาก่อนแล้ว ซึ่งเป็นพื้นฐานของการอยู่ร่วมกันของสรรพสิ่ง และแท้จริงมนุษย์นั้นถือว่าเป็นส่วนย่อยหนึ่งของเอกภพและการเกิดขึ้นของมนุษย์มีความแตกต่างกับสรรพสิ่งอื่นๆ แต่สิ่งหนึ่งที่เป็นคุณลักษณะของมนุษย์คือการอยู่ร่วมกัน เป็นการอยู่กันอย่างเป็นหมู่คณะ อีกทั้งมนุษย์นั้นยังมีการปฎิสัมพันธ์ต่อกัน ดังนั้นในแต่ละแห่งของมนุษย์ก็ย่อมมีการเรียนรู้ที่จะอยู่ร่วมกัน โดยการอยู่ร่วมกันนั้นอย่างสอดคล้องกับธรรมชาติ ถึงแม้ว่ามีวิถีชีวิตที่แตกต่างกัน เราเรียกว่าเป็นความหลากหลายทางชีวภาพ และมนุษย์ยังมีความหลากหลายทางวัฒนธรรม ซึ่งทั้งสองเป็นเรื่องที่เชื่อมโยงกัน และจากการที่มนุษย์มีปฎิสัมพันธ์ทางด้านวัฒนธรรม เป็นบ่อเกิดของการรู้จักกันและเข้าใจกันและกัน พร้อมที่จะเกื้อกูลและสนับสนุนกันและกันและสร้างความสันติในการอยู่ร่วมกัน.
               อัลกุรอานได้กล่าวถึงเรื่องของความสัมพันธภาพของมนุษย์ ดังนี้
“โอ้มนุษย์เอ๋ย แท้จริงเราได้สร้างพวกเจ้ามาจากชายหนึ่งและหญิงหนึ่ง และเราได้ทำให้พวกเจ้าเกิดเป็นเผ่าพันธุ์ต่างๆ เพื่อที่จะได้รู้จักกันและมีปฎิสัมพันธ์ต่อกัน  แท้จริงผู้มีเกียรติที่สุด ณ องค์อัลลอฮ คือผู้มีความยำเกรงและสำรวมตนที่สุด”(บทอัลฮุจรอต/๑๓)
เมื่อพิจารณาในระบบย่อยลงมาจากจักรวาล ก็สามารถมองเห็นอย่างประจักษ์ชัดว่าสรรพสิ่งทั้งหลายมีความสัมพันธ์เกี่ยวโยงกันในระบบองค์รวม เป็นอันหนึ่งอันเดียวกันในท่ามกลางความหลากหลาย สรรพสิ่งต่าง ๆ ต้องอิงอาศัยซึ่งกันและกัน โดยมีมนุษย์เป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติ มิใช่ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเป็นส่วนหนึ่งของมนุษย์ตามที่เคยคิดและเข้าใจกันมาแต่ก่อน มนุษย์จึงต้องทำตัวให้เป็นส่วนหนึ่งของโลกธรรมชาติมนุษย์ แต่ทว่าในปัจจุบันนอกจากมนุษย์จะทำตัวแปลกแยกไปจากธรรมชาติแล้ว ยังเป็นตัวการทำลายสภาพแวดล้อมและทำลายวัฒนธรรมกันและกันอย่างมากมาย   สิ่งแวดล้อมที่สำคัญของมนุษย์มีอยู่ 3 ประเภทใหญ่ ๆ ได้แก่
1) สิ่งแวดล้อมทางกายภาพ ได้แก่ สิ่งไม่มีชีวิต เช่น แร่ธาตุ ดิน น้ำ อากาศ ทะเลทราย ภูเขา ป่าไม้ แม่น้ำ ลำคลอง เป็นต้น
2) สิ่งแวดล้อมทางชีวภาพ ได้แก่ สิ่งที่มีชีวิต เช่น ต้นไม้ สัตว์ เชื้อโรค สิ่งเหล่านี้มีความสัมพันธ์กับสิ่งแวดล้อมทางกายภาพ
3) สิ่งแวดล้อมทางสังคม เป็นสิ่งแวดล้อมที่เกิดขึ้นจากมนุษย์ เช่น ประชากร เศรษฐกิจ การเมือง การปกครอง การศึกษา วัฒนธรรม พิธีกรรมทางศาสนา และเทคโนโลยี เป็นต้น
         ในระบบองค์รวม สิ่งแวดล้อมทั้งสามชนิดของมนุษย์จะต้องดำรงอยู่ในลักษณะประสานสัมพันธ์ สอดคล้องกลมกลืนกัน เพื่อให้เกิดภาวะดุลยภาพ สิ่งที่เกิดขึ้นในระยะเวลาที่ผ่านมาจนถึงปัจจุบัน และจากยุควัตถุนิยมที่ส่งเสริมให้มนุษย์บริโภคเกินขอบเขต ทำให้มนุษย์สร้างปรัชญาในการดำเนินชีวิต ระบบเศรษฐกิจ การเมือง การปกครอง ระบบการศึกษา รวมทั้งเทคโนโลยีต่าง ๆ ในลักษณะที่เป็นการทำลายสิ่งแวดล้อมทางกายภาพ สิ่งแวดล้อมทางชีวภาพและสิ่งแวดล้อมทางสังคมอย่างมากมายในลักษณะที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน
นักสังคมวิทยาได้กล่าวว่า แท้จริงมนุษย์เป็นสัตว์สังคมมีชีวิตที่อยู่กันอย่างเป็นกลุ่มหมู่ และมนุษย์กับสังคมเป็นสิ่งที่ควบคู่กัน กล่าวคือ เมื่อมนุษย์เกิดขึ้นในโลกใบนี้ มนุษย์ก็ได้รวมอยู่เป็นสังคม แต่เนื่องจากมนุษย์มีความต้องการไม่มีที่สิ้นสุด ฉะนั้น จึงมีความจำเป็นต้องมีการจัดระเบียบทางสังคม เพื่อควบคุมแบบแผนแห่งพฤติกรรมของมนุษย์ หากปล่อยให้มนุษย์แต่ละคนทำการตามอำเภอใจโดยปราศจากการควบคุมแล้ว สังคมก็ย่อมจะเกิดความปั่นป่วนยุ่งเหยิงและขาดระเบียบแบบแผน ดังนั้น จึงจำเป็นต้องมีการจัดระเบียบทางสังคม เพื่อสังคมจะเกิดสันติสุข
สังคมอาจจะเป็นสังคมที่ดีโดยการยึดระเบียบแบบแผนทางสังคมนั้นมาปฎิบัติ และอาจจะเป็นสังคมที่เลวและสังคมที่ตายไร้ชีวิตชีวา  ดังนั้นพระผู้เป็นเจ้าจึงจำเป็นจะต้องส่งศาสดามาชี้นำทางประชาชนและปรับปรุงเปลี่ยนแปลงหรือขัดเคลาสังคม และ การขัดเกลาทางสังคม คือ การนำคนเข้าสู่ระบบของสังคม โดยผ่านกระบวนการต่าง ๆ ที่ทำหน้าที่ขัดเกลาอัตตชีวะให้พ้นจากสภาพสัญชาตญาณเดิมจนกลายเป็นมนุษย์สังคม เพราะมนุษย์ไม่ได้อยู่คนเดียวในโลก จึงต้องผ่านกระบวนการขัดเกลาทางสังคมตลอดชีวิต ทั้งโดยตรงและโดยอ้อม ซึ่งศาสดาเป็นผู้ชี้นำและทำหน้าที่ขัดเกลา โดยการนำหลักคิดที่ผ่านกรอบแนวคิดจากวิวรณ์แห่งพระผู้เป็นเจ้า
          ปรัชญาสังคมได้สอนให้เรารู้ว่า แท้จริงสังคมนั้นจะต้องดำรงอยู่ด้วยความยุติธรรม และผู้ที่จะมาสร้างความยุติธรรมแก่สังคมได้นั้น จะต้องเป็นผู้ที่มีคุณธรรมขั้นสูง อีกทั้งได้ผ่านการขัดเกลาจิตใจตนเองจนบรรลุธรรม ซึ่งในหน้าประวัติศาสตร์คือบรรดาศาสดาเป็นตัวแทนของพระผู้เป็นเจ้าได้ถูกแต่งตั้งให้ทำหน้าที่ดังกล่าว  ดังที่ อัลกุรอานได้ยืนยันไว้ว่า..
“แน่นอนเราได้ส่งศาสนทุตของเรามา ด้วยกับหลักฐานอันชัดแจ้ง และเราได้ประทานคัมภีร์และตาชั่งมาพร้อมกับพวกขา เพื่อว่าให้มนุษย์นั้นยืนขึ้นต่อสู้ด้วยความยุติธรรม”(อัลฮะดีด/๒๔)
       
    โลกกับวัฒนธรรม
    โลกปัจจุบันกำลังเผชิญกับสิ่งที่เรียกว่า “สงครามวัฒนธรรม” (Culture Wars)หรือ “ความขัดแย้งระหว่างระหว่างอารยธรรม” (The Clash of Civilizations) ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงโลกทัศน์สองแบบที่กำลังต่อสู้กันอยู่ ความขัดแย้งระหว่างโลกทัศน์ที่แตกต่างทั้งสองนี้ กำลังส่งผลกระทบอย่างใหญ่หลวงต่อสังคมโลกทั้งมวล และยิ่งทวีคูณมากยิ่งขึ้น อันเนื่องมาจากการมีโลกทัศน์ที่แตกต่างและความเข้าใจต่อเรื่องของโลกและวัฒนธรรมที่ต่างกัน ซึ่งแท้ที่จริงแล้ววัฒนธรรมนั้นเป็นสิ่งที่สวยงาม และบ่งบอกถึงความเจริญงอกงามทางศิลธรรม และแก่นของวัฒนธรรมไม่ใช่การขัดแย้งหรือจะต้องทำลายกันและกัน
     คำว่า culture หรือ วัฒนธรรม นักปราชญ์แต่ก่อนเอาคำบาลีว่า วฑฺฒน รวมเข้ากับคำสันสกฤตว่า ธรฺม เป็น วัฒนธรรม มี ในพจนานุกรมมติชนว่า หมายถึง แบบแผนการดำเนินชีวิตและขนบประเพณีของสังคม แต่โดยทั่วไปคนมักเข้าใจแคบๆ ว่า หมายถึง ความมีระเบียบ ความสวยงาม ความเจริญ ที่ถูกกำหนดโดยชนชั้นสูงเท่านั้น (ที่มา : คอลัมน์ สยามภาษา นสพ. มติชนรายวัน)  และการที่มนุษย์มาอยู่รวมกันเป็นกลุ่ม ชุมชน สังคม ขึ้นมา ย่อมต้องมีความสัมพันธ์ระหว่างสมาชิกของกลุ่ม ทั้งที่เป็นชาวบ้านและชาวเมือง การที่จะอยู่ร่วมกัน จำเป็นที่จะต้องมีระเบียบแบบแผนที่ควบคุมพฤติกรรมของบุคคลในกลุ่มให้อยู่ในขอบเขต ที่จะอยู่ร่วมกันอย่างมีความสงบสุข สิ่งที่เป็นเครื่องมือในการควบคุมพฤติกรรมของกลุ่มคนนี้ เราเรียกว่า “วัฒนธรรม” ดังนั้น วัฒนธรรมจึงเปรียบเสมือน “อาภรณ์” ห่อหุ้มร่างกาย ตกแต่ง ประดับคนให้น่าดูชม เป็นเอกลักษณ์ที่สร้างความเป็นที่รู้จัก เป็นวิถีชีวิตที่ถูกเลือก ที่ถูกสร้างสรรค์ด้วยความรู้ เป็นเกราะป้องกันการรุกรานจากภายนอก และเป็นการแสดงถึงการยืนยันในความเป็น “ตัวตน” ของกลุ่มชน ที่มีความหลากหลายทั้งความรู้ วิธีคิด ความเชื่อถือ และศรัทธา วัฒนธรรมเป็นสิ่งที่ต้องควบคู่กับคนและกลุ่มชนเสมอไป(อ้างจากบทความพื้นฐานวัฒนธรรมมุสลิมและการละเมิดในนามของเสรีภาพโดยโชคชัย วงษ์ตานีมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์)

แนวคิดของแซมมวล ฮันติงตัน
        ศาสตราจารย์ แซมมวล ฮันติงตัน แห่งมหาวิทยาลัยฮาวาร์ด เป็นผู้ซึ่งมีอิทธิพลต่อการกำหนดนโยบายต่างประเทศของสหรัฐอเมริกาภายใต้รัฐบาลจอร์ช บุช และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ นางสาว คอร์โดลิซ่า ไรซ์ ซึ่งแสดงท่าทีเป็นปรปักษ์ต่อโลกมุสลิมค่อนข้างมาก ก่อให้เกิดความตึงเครียดในโลกยุคปัจจุบัน ฮันติงตัน มีความเชื่อว่า ความแตกแยกระดับมหาภาคระหว่างมนุษย์ด้วยกัน และที่มาของความขัดแย้งต่างๆ จะมาจากด้านวัฒนธรรม การปะทะกันระหว่างอารยธรรม จะครอบงำการเมืองโลก การปะทะที่สำคัญที่สุดจะเป็นการปะทะกันระหว่าง
”อารยธรรมตะวันตก กับ อารยธรรมที่มิใช่ตะวันตก” แต่เขาใช้พื้นที่ส่วนใหญ่ในบทความและหนังสือ บรรยายความขัดแย้ง ทั้งที่เกิดขึ้นจริงและมีแนวโน้มว่าจะเกิด (อ้างจาก www.midnightuniv.org)
 ฮันติงตันชี้ว่า หัวใจของทุกอารยธรรมนั้นอยู่ที่ศาสนา แล้วพูดเจาะจงลงไปถึงผู้นับถือศาสนาอิสลามกับศาสนาอื่นๆ ว่า

“…ในพื้นที่ทั้งหลายเหล่านี้ ความสัมพันธ์ระหว่างชาวมุสลิมกับประชาชนของอารยธรรมอื่นๆ ไม่ว่าคาทอลิก โปรเตสแตนท์ ออร์โธดอกซ์ ฮินดู จีน พุทธ หรือ ยิว นั้น โดยทั่วไปแล้วเป็นปรปักษ์กัน เกิดความรุนแรงในคู่ความสัมพันธ์เหล่านี้ในบางช่วงของประวัติศาสตร์ ความรุนแรงหลายกรณีเกิดขึ้นในช่วงทศวรรษ ๑๙๙๐ ไม่ว่ามองไปทางไหน ชาวมุสลิมมีปัญหาในการอยู่ร่วมกับเพื่อนบ้านอย่างสันติ คำถามย่อมตามมาว่า แบบแผนของความขัดแย้งในปลายศตวรรษที่ ๒๐ ระหว่างมุสลิมกับกลุ่มที่ไม่ใช่มุสลิมเช่นนี้ จะเป็นจริงในกรณีของคู่ความสัมพันธ์ระหว่างอารยธรรมอื่นๆ ด้วยหรือไม่ คำตอบคือไม่ มุสลิมมีประชากร ๑ ใน ๕ ของโลก แต่ในช่วงทศวรรษ ๑๙๙๐ พวกเขามีส่วนพัวพันในความรุนแรงระหว่างกลุ่มมากกว่าผู้คนของอารยธรรมอื่น ๆ หลักฐานมีมากมาย…” (อ้างจาก www.thaipost.com)

หลักปรัชญาและทฤษฎีทางเทววิทยาได้กล่าวไว้ว่า แท้จริงพระเจ้าอยู่ในฐานะของผู้ทรงวิทยปัญญาขั้นสูง (ทรงฮะกีม) อันหมายความว่าทุกสิ่งทุกอย่างที่พระผู้เป็นเจ้าทรงกระทำหรือพระองค์ทรงบัญชา สิ่งนั้นย่อมเป็นสิ่งที่ทรงคุณค่าและมีประโยชน์ และประโยชน์นั้นจะยังถึงผู้ปฏิบัติและผู้กระทำ ดังนั้นหลักการเรื่องหนึ่งและข้อบัญญัติหนึ่งของมุสลิม คือการสร้างความสมานฉันท์ระหว่างมุสลิมด้วยกันและจะต้องมีปฎิสัมพันธ์ที่ดีกับเพื่อนบ้าน รวมไปถึงคนต่างศาสนิก ดังที่อิมามอะลี(อ)ได้กล่าวกับท่านมาลิก อัชตัร ว่า..
“ จงนำคำขวัญเป็นคติต่อตัวเองเสมอว่า ต้องมีความเมตตาและความรักในการปกครองพวกเขานั้น และจะต้องมีความโอบอ้อมอารี และอย่าได้เป็นดั่งสัตว์ดุร้าย ที่คอยจะกัดกินพวกเขา  เพราะว่าประชาชนนั้น มีสองกลุ่ม หนึ่งพวกเขานั้นเป็นพี่น้องร่วมศาสนากับเจ้า หรือถ้าไม่เป็นเช่นนั้น พวกเขาก็เป็นมนุษย์เหมือนกับเจ้า”
และอัลกุรอานได้กล่าวถึงเรื่องหลักเอกภาพและการสร้างความสมานฉันท์ไว้ว่า
                “และพวกเจ้าจงยึดสายเชือกของอัลลอฮฺโดยพร้อมเพรียงกันทั้งหมด และจงอย่าแตกแยกกัน และจงรำลึกถึงความเมตตาของอัลลอฮฺที่มีแด่พวกเจ้า ขณะที่พวกเจ้าเป็นศัตรูกัน แล้วพระองค์ได้ทรงทำให้สนิทสนมกันระหว่าหัวใจของพวกเจ้าแล้วพวกเจ้าก็กลายเป็นพี่น้องกันด้วยความเมตตาของพระองค์” <อาลิ อิมรอน : 103>
               
ข.อิสลามยอมรับในความต่างและความหลากหลายทางวัฒนธรรม

     ศาสนาอิสลามเป็นศาสนาที่สอนให้รักสันติและเรียกร้องไปสู่สันติภาพ ดังนั้นเมื่อโลกใบนี้มีวัฒนธรรมที่หลากหลาย  ดังนั้นจะต้องยอมรับสิ่งสำคัญลำดับต่อมาคือ การศึกษาเรื่องความหลากหลายของวัฒนธรรม ชีวิตความเป็นอยู่ความแตกต่างและหลากทางวัฒนธรรมที่อยู่ในแต่ละประเทศต้องเรียนรู้วัฒนธรรมของกลุ่มชนที่ต่างกัน นอกจากจะสร้างความรัก ความผูกผัน ทำความรู้จักต่อกันแล้ว ยังก่อให้เกิดการเรียนรู้ ตระหนักและพัฒนาความเป็น ชาติ ศาสนา ท้องถิ่นและชุมชน รวมทั้งยังสามารถเกิดการพัฒนาในระดับบุคคล คือ การพัฒนา ความรู้ สติปัญญา ทั้งร่างกายและจิตใจ รวมทั้งการหล่อหลอมให้เกิดการใช้ความรู้ คุณธรรม จริยธรรม เพื่อ “เข้าใจผู้อื่น” เข้าใจความเป็นอยู่ของคนในที่ต่างกัน ทั้งที่อยู่ห่างไกลและอยู่ใกล้ชุมชนรอบตัว รวมทั้งรู้ “วิธีการ” ที่เราจะอยู่ร่วมกับผู้อื่นได้อย่างมีความสุข การเรียนรู้และเข้าใจวัฒนธรรมของผู้อื่น/กลุ่มชน ศาสนิกอื่น มีประโยชน์และกำไรสำหรับผู้ที่รู้ เป็นผู้รู้กาละเทศะ การปรับตัวเพื่อการเข้าใจกันสามารถลดความขัดแย้ง สร้างสันติสุขในการอยูร่วมกัน นอกจากนั้นการรู้วัฒนธรรม ยังทำให้เรารู้อีกว่า อะไรที่ควรทำหรืออะไรที่ไม่ควรทำ เรื่องใดที่เขายึดถือ เคารพ ห้ามละเมิดและยอมได้หรือยอมไม่ได้ ในบางเรื่องผู้ที่เป็นเจ้าของวัฒนธรรมจะเป็นคนบอกเองว่า อะไร ที่เป็นข้อผ่อนปรนได้ อะไรที่ผ่อนปรนไม่ได้ อะไรคือเรื่องหลัก อะไรคือเรื่องรอง และที่สำคัญไปกว่านั้นก็คือการเข้าถึงปรัชญาการสร้างมนุษย์บนความหลากหลาย ซึ่งเป้าหมายเพื่อให้มนุษย์เรียนรู้กันและกันและให้เกียรติต่อกัน ไม่ละเมิดสิทธิกันและกัน(อ้างจากบทความการจัดการทางวัฒนธรรม : ความหลากหลายทางวัฒนธรรม ในเชียตะวันออกเฉียงใต้)

 การเสวนาทางวัฒนธรรม

    การสานเสวนาเป็นกระบวนการที่เปิดโอกาสให้บุคคลหรือกลุ่มต่างๆ ที่มีความคิด ความเชื่อ จุดยืนต่างกัน มีโอกาสพบปะพูดคุยแสดงความรู้สึก ฟังเงื่อนไขปัจจัยของกันและกันอย่างลึกซึ้งเพื่อเข้าใจกันอย่างเห็นอกเห็นใจ มากขึ้น โดยที่สองหรือหลายฝ่ายยังมีจุดยืนที่ต่างกันได้ แต่การฟังเพื่อเห็นอกเห็นใจและเข้าใจกันนั้น ต้องมองข้าม เพื่อเปิดโอกาสให้เกิดการเรียนรู้ พัฒนาความเห็นอกเห็นใจและเข้าใจสถานการณ์ ของเพื่อนที่เชื่อต่างจากตน กระทั่งอาจเปลี่ยนแปลงความเข้าใจผิด ความขัดแย้งไปเป็นความเข้าใจและเห็นใจ กันมากขึ้นด้วยตระหนักถึงความสำคัญของการสานเสวนาที่จะเป็นทางเลือกหนึ่งของการเสริมสร้างความเข้าใจ ป้องกันและลดปัญหาความขัดแย้ง และจากกรอบแนวคิดที่ได้กล่าวมานั้น แน่นอนอัลกุรอานและบทรายงานจากวจนะของศาสดามุฮัมมัด(ศ)และทายาทของศาสดา(อ)รวมไปถึงบรรดาสาวกอันทรงธรรมทั้งหลายต่างก็ได้ใช้หลักการและแนวทางในการอยู่ร่วมกันบนความหลากหลายทางวัฒนธรรมมาก่อนแล้ว ซึ่งนั่นคือแบบอย่างที่ถือว่าเป็นวัฒนธรรมของมุสลิม
        ดังที่อัลกุรอานได้กล่าวถึงเรื่องนี้ไว้ว่า..
“จงกล่าวเถิด(โอ้มุฮัมมัด) ว่า โอ้บรรดาผู้ได้รับคัมภีร์ จงมายังถ้อยคำหนึ่งซึ่งเท่าเทียมกัน ระหว่างเราและพวกท่าน คือว่าเราจะไม่เคารพสักการะสิ่งใด นอกจากพระองค์เท่านั้น และเราจะไม่ให้สิ่งหนึ่งสิ่งใดเป็นภาคีกับพระองค์ และพวกเราบางคนก็จะไม่ยึดถืออีกบางคนเป็นพระเจ้าอื่นจากอัลลอฮ แล้วหากพวกเขาผินหลังให้ ก็จงกล่าวเถิดว่า พวกท่านจงเป็นพยานด้วยว่า แท้จริงพวกเราเป็นผู้น้อมตาม”(อาลิอิมรอน/๖๔)

บรรณานุกรม
             กีรติ บุญเจือ. อรรถปริวรรต คู่เวรคู่กรรม ปรัชญาหลังนวยุค  กรุงเทพฯ. พิมพ์ที่ โรงพิมพ์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ปีที่พิมพ์ พศ. ๒๕๔๙
           คณาจารย์คณะอุศูลุดดีน สถาบัน ดัรรอเฮฮัก เมืองกุม แปล เชคซัยนุลอาบีดีน ฟินดี้ รากฐานศาสนาอิสลาม กรุงเทพฯ .ศูนย์วัฒนธรรมอิสลามแห่งอิหร่าน ประจำกรุงเทพฯ ปีที่พิมพ์ พศ.๒๕๔
        เชคชะรีฟ ฮาดียฺ  คำสอนจากนะฮญุลบะลาเฆาะฮ  กรุงเทพฯ,  สถานศึกษา ดารุลอิลมฺ มูลนิธิ อิมามคูอีย์  ปีที่พิมพ์ พ.ศ. ๒๕๕๐
           พีชวออี แปลโดย ไซม่า ซาร์ยิด ภาพลักษณ์ทางการเมืองของอิมาม ๑๒  พิมพ์ สถาบันศึกษาอัลกุรอานรอซูลอัลอะอ์ซอม.ปีที่พิมพ์ ๒๕๕๑
วิวัฒน์วงศ์. บรรณาธิการ. สังคมวัฒนธรรมกับสุขภาพ, หน้า 27-38. สงขลา : มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์.
อบูอาดิลชะรีฟ อัลฮาดีย์ 2548 การกำเนิดสำนักต่างๆในอิสลาม กรุงเทพฯ :ศูนย์วัฒนธรรมสถานเอกอัคร ราชทูต สาธารรัฐอิสลามแห่งอิหร่าน ประจำกรุงเทพ

Facebook Comments

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *