INEWHORIZON

ขอบฟ้าใหม่

ปากท้องชาวบ้านนั้นสำคัญสุด


คอลัมน์ ช่วยกันคิด ช่วยกันทำ

ทหารประชาธิปไตย
ปากท้องชาวบ้านนั้นสำคัญสุด

            ข่าวของหน่วยงานรัฐแจ้งว่าเศรษฐกิจไทยปีนี้จะโตร้อยละ 3.5 – 4 และพยากรณ์ว่าปีหน้าและปีต่อๆไปจะโตถึง 5% และยังมีข่าวดีอีกที่รายงานว่าหนี้ครัวเรือนลดลงเหลือ 79.9% ของจีดีพี โดยเฉพาะหนี้เช่าซื้อรถยนต์ ซึ่งเป็นการลดลงครั้งแรกในรอบ 11 ปี ถือว่าเป็นความพยายามของรัฐบาลในการจัดการหนี้ครัวเรือน โดยเฉพาะธนาคารแห่งประเทศไทยที่เป็นตัวหลักในการให้ธนาคารพาณิชย์ทั้งหลายมาร่วมมือกันและให้บริษัทบริหารสินทรัพย์สุขุมวิท หรือแซมเป็นตัวกลางในการบริหารจัดการหนี้ ซึ่งหลักสำคัญก็คือการมาทำแฮร์คัทเพื่อให้ลูกหนี้สามารถชำระหนี้ได้ เพราะที่ผ่านมาหนี้มันท่วมทั้งต้น ทั้งดอก ทั้งค่าปรับจนลูกหนี้รับไม่ไหว โดยหลักๆของหนี้ครัวเรือนคือหนี้การใช้บัตรเครดิตของคนในวัยทำงาน ซึ่งหากผิดนัดชำระดอกจะเพิ่มเป็น 20-30 % ซึ่งถือว่ามหาโหด

            อีกปัญหาหนึ่งที่รัฐบาลพยายามเข้าไปจัดการแก้ปัญหาคือหนี้นอกระบบ โดยรัฐบาลส่งเสริมให้ธนาคารพาณิชย์และธนาคารรัฐดำเนินการทางการเงินชนิดที่เรียกว่า “นาโนไฟแนนซ์” คือการให้บริการสินเชื่อรายเล็กๆมากๆ เช่น กู้ได้ครั้งละ 5,000 บาท เป็นต้น โดยที่ไม่มีเงื่อนไขในการกู้ยืมมาก เหมือนสินเชื่อทั่วไป แต่ในความเป็นจริงหนี้นอกระบบก็ยังคงเป็นแกนสำคัญที่เป็นปัญหาของประชาชนผู้ยากจนที่หาเช้ากินค่ำ ผู้ใช้แรงงาน แม้ค้าหาบเร่แผงลอย แต่หนี้ก้อนใหญ่ในมวลรวมนั้นคือหนี้สินของเกษตรกรกับหนี้สินของผู้มีอาชีพ ครูที่มีขนาดรองลงมา

            อนึ่งปราฏการณ์ที่สำคัญอันเกิดกับชาวไร่ ชาวนาในช่วงที่คสช.เข้ามามีอำนาจในการปกครองบ้านเมือง ก็คือการที่ผลิตผลการเกษตรส่วนใหญ่มีราคาตกต่ำ ส่วนหนึ่งเกิดจากความต้องการในตลาดโลกลดลง ส่วนหนึ่งผลิตออกมาเกินความต้องการของตลาดภายใน เพราะมีการนำเข้าจากจีน เช่น ข้าวโพด พืชผัก ผลไม้บางชนิด เมื่อราคาพืชผลทางการเกษตรตกต่ำ และที่สำคัญมากคือ ราคาข้าวที่ปราศจากโครงการจำนำข้าวนั้นตกต่ำลงอย่างมาก ตัวอย่างข้าวชั้นดีเกวียนละ 15,000 เหลือ 8,000 บาท เกษตรกรจึงมีรายได้ลดลงเกือบเท่าตัว ในขณะที่ต้นทุนเช่น ค่าปุ๋ย ค่ายาปราบศัตรูพืช ยาค่าแมลงและโรคพืชบางส่วนกลับขึ้นราคา บางส่วนคงตัว แต่โดยรวมต้นทุนไม่ลดมีแต่เพิ่มหนักไปกว่านั้น โดยเฉพาะพวกที่ทำพืชไร่คือฝนฟ้าดูดีแต่ไม่ถูกต้องตรงตามฤดูกาล ทำให้การไถปรับดิน พรวนดิน ต้องรวนเรไปด้วยเพราะฝนหนัก รถไถเข้าไม่ได้ ส่วนนาหว่านฝนหนักน้ำท่วมก็หว่านไม่ได้ ครั้นลงกล้า ต้นอ่อนล่าช้า เมื่อฝนหนักผ่านไปเข้าสู่ฤดูแล้ง พืชเหล่านี้โตไม่ทันก็จะเกิดปัญหา และถ้าเป็นอย่างนั้นก็มีแนวโน้มจะเกิดโรคระบาดขึ้นได้ด้วย

            กล่าวโดยรวมเกษตรกรจะมีปัญหาคือรายได้ลด เพราะราคาต่ำลง ต้นทุนเพิ่ม ผลิตผลน้อยลง กระทบรายได้อีกระลอก แถมหนี้สินเดิมที่พอกพูน หลายรายถูกนายทุนยึดที่ทำกิน ยิ่งซ้ำเติมสภาพขึ้นไปอีก

            เมื่อเกษตรกรซึ่งส่วนใหญ่เป็นคนยากคนจน หรือรายได้น้อยไม่มีรายได้พอเพียง แถมเป็นหนี้สินค้างคาอยู่ การใช้จ่ายเพื่อการบริโภคก็จะต้องลดน้อยลง ซึ่งจะมีผลทำให้เศรษฐกิจโดยรวมซบเซา แม้รัฐบาลจะพยายามกระตุ้นโดยการใช้จ่ายในโครงการอภิมหาโปรเจกต์ทั้งหลาย จนหนี้สาธารณะพุ่งสูงเกิน 60% ของจีดีพี แต่เงินเหล่านั้นจะไปกระจุกตัวอยู่กับคนที่มีฐานะดี ซึ่งใช้จ่ายในการบริโภคเป็นสัดส่วนที่น้อย เมื่อการบริโภคลดต่ำ การส่งออกชะลอตัว ด้วยสาเหตุสำคัญหลายอย่าง เช่น ความต้องการของตลาโลกลดลง ค่าเงินบาทแข็งค่าขึ้น และที่สำคัญความสามารถในการแข่งขันของไทยโดยเปรียบเทียบลดลง ส่วนการลงทุนภาคเอกชนชะลอตัว เพราะไม่มีความเชื่อมั่นในทิศทางเศรษฐกิจไทย จึงนำมาสู่คำถามที่สำคัญว่าเศรษฐกิจไทยจะโตได้อย่างไร ตัวเลขที่แสดงน่าเชื่อถือมากเพียงใด ไม่ได้บอกว่าไม่เชื่อนะ เพียงตั้งเป็นคำถาม คำถามถัดมาที่อยากถามในฐานะเจ้าของภาษีคนหนึ่งคือ นโยบายไทยแลนด์ 4.0 จะส่งผลให้คนไทยลืมตาอ้าปากเมื่อใด และจะกระจายความมั่งคั่งนี้ไปสู่คนยากจนที่ด้อยโอกาสได้หรือไม่ หรือกระจุกตัวเฉพาะคนมีฐานะ มีการศึกษาสูงที่สามารถปรับตัวตามนโยบาย 4.0 ได้อย่างไม่ยากนัก

            ข้อสังเกตอีกอย่างคือ นักธุรกิจทั้งไทยและต่างประเทศเขามีหูตาจมูกไว นอกจากจะชะลอการลงทุนแล้ว ยังเคลื่อนย้ายทุนไปต่างประเทศอีก โดยธนาคารแห่งประเทศไทยเผยว่า 5 เดือนแรกเงินทุนไหลออกไปลงทุนนอก 3.5 แสนล้าน เพื่อไปหาสินทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทบสูงกว่าในประเทศ ซึ่งแสดงว่าผลประกอบการของธุรกิจในประเทศนั้นไม่สู้ดี ที่มันไม่ดีเพราะขายสินค้าและบริการได้น้อยลง หรือต้นทุนสูงขึ้น อย่างนี้จะบอกว่าเศรษฐกิจดีได้อย่างไร

            บอกได้เลยว่าที่หนี้ครัวเรือนมันลดลง เพราะการบริหารจัดการหนี้ แต่มวลของหนี้ที่แท้จริงมันเพิ่มขึ้น และยิ่งเศรษฐกิจสำหรับคนรายได้น้อยตกต่ำ หนี้ครัวเรือนจะต้องเพิ่มแน่นอนในปีหน้า ตามมาด้วยหนี้นอกระบบที่จะชุกชุมมากขึ้น ส่วนใครอยู่เบื้องหลังการติดตามทวงถามหนี้นอกระบบแบบหฤโหดนั้น ก็ให้ไปติดตามดูเอา บอกไปเดี๋ยวขอใบเสร็จเราจะหน้าแตก แต่ที่แน่ๆการใช้จ่ายเงินของรัฐแบบโง่ๆและไม่มีผลิตผลเลย เช่น การซื้อเรือดำน้ำ การซื้ออาวุธยุทโธปกรณ์ ในขณะที่ประเทศชาติกำลังต้องการเงินลงทุนเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจมันสมควรหรือไม่ หรือการสร้างรถไฟความเร็วสูงกรุงเทพ-โคราช หลายหมื่นล้าน แทนการสร้างรางรถไฟขนาดมาตรฐาน 1.435 เมตร แบบรางคู่ ซึ่งแน่นอนต้องใช้เงินลงทุนหลายแสนล้านบาท แต่มันคุ้มค่า เพราะขนสินค้าได้มากขึ้น วิ่งได้เร็วขึ้น ไม่ต้องรอสับหลีก และที่สำคัญสามารถสร้างรางขยายโครงข่ายไปเชื่อมกับรถไฟจีนในลาว และอาจจะวางรางผ่านพม่าไปเชื่อมโยงกับรถไฟอินเดียได้อีก เท่านี้ไทยก็จะเป็นเมืองศูนย์กลางขนถ่ายสินค้าและมีรายได้ตลอดจนเพิ่มความเจริญเติบโตมากขึ้น ดังที่เกิดขึ้นในสหรัฐฯ คือ ชิคาโกที่เป็นศูนย์กลางของรถไฟ ทั้งๆที่อยู่ในเขต MID WEST ส่วนการขนผู้โดยสารให้ใช้เครื่องบิน ซึ่งไทยเรามีสนามบินรองรับหลายแห่ง แถมปรับปรุงอู่ตะเภาได้อีก ขยายดอนเมือง ขยายสุวรรณภูมิก็ได้ สายการบินโลว์คอสไทยก็มีหลายบริษัท ถ้าสร้างรถไฟความเร็วสูงวิ่งแข่งก็มีแต่เจ๋งกับเจ๋ง ส่วนรถไฟลงใต้ก็มีแต่มาเลเซียและสิงคโปร์ ซึ่งมีประชากรน้อย เราเน้นสินค้าดีกว่า เรื่องขนาดของรางก็ให้มาเลเซียปรับเป็นขนาดมาตรฐานตามเราก็สิ้นเรื่อง

            ที่จะขอบังอาจแนะนำก็คือ ปากท้องของคนยากจน ตลอดจนชาวไร่ชาวนานั้นสำคัญ ควรวางนโยบายที่จะผันเงินลงไปสู่พวกเขาโดยตรง ไม่ใช่การแจกเงินอย่างที่ทำกัน เช่น แจกเงินคนจน หรือที่คิดจะจ้างชาวนางดปลูกข้าว แต่เป็นการจ้างแรงงานชาวไร่ชาวนา ขุดรอกคูคลอง เก็บผักตบชวามาทำปุ๋ยหมัก ที่สำคัญอย่าไปจ้างผู้รับเหมาเพราะชาวบ้านจะไม่ได้เงินเต็มที่ ส่วนผลงานอาจไม่ดีเยี่ยม ครบถ้วนก็ไม่เป็นไร เป้าหมายคือการกระจายเงินลงไปสู่ชาวบ้าน ถ้าถามว่ามีตัวอย่างที่ไหน ก็บอกว่าที่สหรัฐฯเคยทำมาแล้วในช่วงเศรษฐกิจตกต่ำ ค.ศ.1930 ประธานาธิบดีรุสเวล สั่งให้จัดสร้างถนนระหว่างรัฐทั่วประเทศ และให้พยายามจ้างงานให้ใช้แรงงานมากที่สุด จนมีหนังสือพิมพ์ไปล้อว่า ท่านจ้างคนไปขุดหลุมที่สวนสาธารณะ แล้วจ้างคนอีกกลุ่มไปกลบหลุม หรือมิลตัน ฟริดแมน นักเศรษฐศาสตร์รางวัลโนเบลในอดีต เคยเสนอการกระตุ้นเศรษฐกิจแบบที่เรียกว่า เฮลิคอปเตอร์มันนี่ คือเอาเงินโปรยแจกคน ซึ่งนั่นออกจะดูเกินเลย เพราะของเราจ้างงานครับ

            ประการสุดท้ายอย่านิ่งดูดายเพราะความเดือดร้อนของชาวไร่ ชาวนามันทวีความรุนแรงขึ้นทุกที และมีหลายกลุ่มพยายามช่วยตนเอง โดยรวมกลุ่ม ทำโครงการเสนอขอสนับสนุนจากรัฐบาล ถ้าไม่ช่วยก็อย่าซ้ำเติม ไฟจุดติดเมื่อไรอย่าว่าไม่เตือน เพราะตอนนี้แม้แต่ร้านค้าเล็กๆ ร้านข้าวแกง ยังเอาตัวไม่รอดเลย

หมายเหตุ:ขณะนี้รัฐบาลได้รีบเร่งระบายเงินลงสู่กองทุนหมู่บ้านหลายหมื่นล้าน โดยให้ประชาชนกู้ยืมรายละสองแสน แต่ปรากฏว่าเวลากระทันหัน ชาวบ้านเตรียมโครงการไม่ทัน จึงมีการชี้นำจากขรก. ให้ทำโครงการเลี้ยงเป็ดไก่ คำถามก็คือใครเป็นผู้ค้าลูกเป็ดลูกไก่รายใหญ่ สองปีหน้าเป็ดไก่จะเพิ่มปริมาณจำนวนมากทำให้ราคาตกต่ำ ใครต้องรับภาระ สามการเลี้ยงแบบฟาร์มเปิดของชาวบ้านเสี่ยงต่อโรคระบาด ถ้าเกิดขึ้น ใครรับผิดชอบ ใครเป็นหนี้

ศ. พล.ท. ดร.สมชาย วิรุฬหผล
 

Facebook Comments

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *