INEWHORIZON

ขอบฟ้าใหม่

พันธบัตรอิสลามอีกทางเลือกหนึ่งในการระดมทุนของประเทศไทย

คอลัมน์ สยามรัฐผลัดใบ
ศ.พล.ท.ดร.สมชาย วิรุฬหผล
พันธบัตรอิสลามอีกทางเลือกหนึ่งในการระดมทุนของประเทศไทย

                สภาพเศรษฐกิจของประเทศไทยในปัจจุบันนับว่าย่ำแย่ นอกจากผลกระทบจากการเมืองแล้ว โครงสร้างทางเศรษฐกิจของไทยเองก็มีปัญหา ตั้งแต่ขีดความสามารถในการแข่งขันที่ลดลงอย่างมากของไทย การพึ่งพาตลาดเก่า เช่น สหรัฐฯ ยุโรป และญี่ปุ่น จนขณะนี้ประเทศไทยได้รับฉายาว่า คนป่วยของอาเซียนŽซึ่งก็ไม่รู้ว่าเมื่อไหร่เราจะฟื้นเสียทีต่างกับตุรกีที่เคยได้รับฉายาว่าคนป่วยของยุโรปŽที่ขณะนี้ฟื้นตัวเข้มแข็งและโตวันโตคืนเนื่องจากไม่ได้เอาระบบเงินไปผูกกับเงินยูโร
                หากปัญหาการเมืองของไทยยุติลงได้เมื่อไร คงต้องมีการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจกันใหม่ ไม่ว่าจะเป็นการสร้างขีดความสามารถในการแข่งขัน โดยเฉพาะด้านทรัพยากรมนุษย์ การนำเอาเทคโนโลยีใหม่ๆมาใช้อย่างเหมาะสม การกระจายรายได้ที่เป็นธรรม ระบบภาษีอากรที่เอื้อต่อประชาชนทุกระดับชั้น การปฏิรูปที่ดิน การสร้างมูลค่าเพิ่มในอุตสาหกรรมการเกษตรและอื่นๆอีกมาก ที่สำคัญคือต้องมีการปฏิรูปโครงสร้างพื้นฐานและระบบขนส่งมวลชน ตลอดจนระบบการขนส่งสินค้าที่ทำเป็นเครือข่ายเชื่อมโยง ทั้งทางถนน ทางราง ทางน้ำภายในประเทศและตามชายฝั่ง ซึ่งต้องใช้เงินมหาศาล
                อินโดนีเซียเป็นประเทศหนึ่งที่มีศักยภาพสูง และมีขนาดของตลาดที่ใหญ่พอเพียงสำหรับการพัฒนาเทคโนโลยีในการผลิต ด้วยประชากรถึง 250 ล้านคน แต่ปัญหาสำคัญของอินโดนีเซียคือโครงสร้างพื้นฐานและเครือข่ายการขนส่ง ซึ่งรัฐบาลกำลังมีแผนกการลงทุนโดยร่วมกับภาคเอกชน ทั้งภายในและต่างประเทศ โดยกำหนดวงเงินไว้ 14 ล้านล้านบาท ซึ่งทำให้โครงการของไทย 2 ล้านล้านดูเป็นเด็กๆไป
                ส่วนประเทศไทยหลังปัญหาการเมืองยุติ ก็คงต้องมีการระดมทุนเพื่อพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและเครือข่ายการขนส่ง จึงจำเป็นต้องระดมทุนมหาศาลทั้งงบประมาณ การกู้ยืมด้วยเครื่องมือต่างๆ ทางการเงิน การเชิญชวนภาคเอกชนมาลงทุน หรือร่วมทุนในลักษณะ Public Private Partnership หรือ PPP ซึ่งถ้าเราได้รัฐบาลที่ไว้วางใจได้ก็คงไม่มีปัญหาในการที่จะก่อหนี้เพิ่มขึ้น
                ผมจึงใคร่จะขอแนะนำเครื่องมือทางการเงินอีกรูปแบบหนึ่งเพื่อเป็นการเปิดโลกทัศน์และเป็นทางเลือกในการระดมทุน โดยเฉพาะจากแหล่งตะวันออกกลางที่ร่ำรวยเพราะการขายน้ำมันดิบและก๊าซธรรมชาติ นั่นก็คือศุกุก (Sukuk) พันธบัตรอิสลาม ความแตกต่างที่สำคัญระหว่างพันธบัตรทั่วไปและศุกุก คือพันธบัตรทั่วไปเป็นความสัมพันธ์แบบเจ้าหนี้กับลูกหนี้ ในขณะที่ศุกุกหรือพันธบัตรอิสลามเป็นความสัมพันธ์ในลักษณะของหุ้นส่วนในสินทรัพย์ โดยที่ผลตอบแทนมิได้อยู่ในรูปดอกเบี้ยแต่อยู่ในรูปของส่วนแบ่งกำไร หรือในรูปของค่าเช่า ตัวอย่างเช่น รัฐบาลมีโครงการรถไฟฟ้า หรือรถไฟความเร็วสูงก็อาจมีข้อตกลงในการแบ่งกำไร ซึ่งอาจจะมีผลตอบแทนระยะยาว หรือถ้าจะทำให้น่าสนใจขึ้นโดยลดระยะเวลาลง รัฐบาลอาจลงทุนในระบบรางและสัญญาน แล้วให้เอกชนลงทุนในส่วนรถไฟฟ้าและการบริหารเก็บค่าโดยสาร ผู้ลงทุนในพันธบัตรอิสลามก็อาจจะมีส่วนแบ่งกำไรจากการลงทุนในส่วนหลัง ซึ่งจะมีแบ่งในระยะเวลาที่สั้นลง โดยรัฐบาลจะรับส่วนแบ่งในระยะยาว ลักษณะคล้ายการลงทุนที่ได้ดำเนินการกับรถไฟใต้ดินที่ทำอยู่ในขณะนี้คือ PPP เพราะถ้าให้เอกชนลงทุนทั้งหมด IRR หรือผลตอบแทนจะได้เพียง 3-4 % ซึ่งคงไม่มีใครลงทุน แต่ถ้ารัฐบาลมาลงทุนในส่วนแรกคือระบบรางและสัญญาน ปรากฏว่าผลตอบแทนเพิ่มเป็น 12-14 % ทำให้เอกชนมาลงทุนและการคืนทุน (Pay Back Period) ก็สั้นกว่า ทำให้การลงทุนน่าสนใจ วิธีนี้มองในอีกด้านก็คือการอุดหนุนจากรัฐบาล เพื่อลดต้นทุนทางสังคมในด้านอื่นๆ เช่น การประหยัดเวลา การลดลงของค่าขนส่ง ความรวดเร็ว การลดมลภาวะจากการใช้รถยนต์ เป็นต้น และเมื่อเศรษฐกิจเติบโต รัฐบาลก็สามารถเก็บภาษีได้มากขึ้น
                ส่วนการจ่ายผลตอบแทนในรูปค่าเช่านั้นก็เป็นอีกทางหนึ่งที่จะจ่ายคืนพันธบัตรอิสลาม เช่น การก่อสร้างอาคารที่พักอาศัย หรืออาคารธุรกิจขนาดใหญ่ ผู้เป็นเจ้าของสินทรัพย์คือผู้เป็นเจ้าของพันธบัตรอิสลาม ผู้เข้าอยู่อาศัยหรือทำธุรกิจจะต้องจ่ายค่าเช่าให้เจ้าของโครงการ เจ้าของโครงการก็มีหน้าที่เช่าอาคารจากเจ้าของพันธบัตรอิสลาม ซึ่งเป็นเจ้าของสิทธิในอสังหาริมทรัพย์ แต่สิทธิจะลดลงไปเรื่อยๆตามจำนวนเงินที่จ่ายเป็นค่าเช่าจนหมด ซึ่งแน่นอนย่อมมีมูลค่ามากกว่าเงินลงทุนตามสมการ
                จากงานวิจัยของผศ.ดร.มนชยา อุรุยศพบว่า การลงทุนในพอร์ตการลงทุนที่ผสมศุกุก จะทำให้ค่า Value of Risk  ลดต่ำลง เมื่อเปรียบเทียบกับการลงทุนที่มีเฉพาะพันธบัตรทั่วไป กล่าวคือการกระจายความเสี่ยงของพอร์ตการลงทุนดีขึ้น ผลดังกล่าวสอดคล้องกันในทุกประเทศ ที่ทำการวิจัย ไม่ว่าจะใช้วิธีคำนวณในรูปแบบใด
                อย่างไรก็ตามศุกุกมีความเสี่ยงในด้านสภาพคล่องมากกว่าพันธบัตรทั่วไป เนื่องจากตลาดศุกุกยังเป็นตลาดใหม่ทำให้การซื้อขายเปลี่ยนมือยังมีจำนวนน้อย อีกทั้งตลาดรองในบางประเทศยังไม่เป็นที่ยอมรับโดยถือว่าขัดกับหลักชารีอะห์ ทำให้ผู้ที่ถือศุกุกจำเป็นต้องถือไว้จนกว่าจะครบกำหนดไถ่ถอน นอกจากนี้ผู้ออกศุกุกและผู้ถือศุกุก ไม่สามารถปรับโครงสร้างการแบ่งผลกำไรและการจ่ายคืนเงินลงทุนอย่างที่ผู้ออกหรือผู้ถือตราสารหนี้ทั่วไปสามารถทำได้ โดยการปรับโครงสร้างหนี้ แต่หากมองอีกมุมหนึ่งก็จะสะท้อนว่าศุกุกเป็นเครื่องมือทางการเงินที่มีพื้นฐานจากเศรษฐกิจจริง เป็นการร่วมทุนในโครงการที่ถูกต้องตามหลักชารีอะห์ ดังนั้นจึงสอดคล้องกับคำจำกัดความของการลงทุนในทางเศรษฐศาสตร์ที่ชัดเจนกว่าการกู้ยืมในทางการเงินทั่วไปที่อาจก่อให้เกิดภาวะฟองสบู่ในระบบเศรษฐกิจได้
                ในปี 2555 มีการออกศุกุกมากถึง 138 พันล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งนับว่าขยายตัวสูงมากเพราะเพิ่มจากปี 2554 ถึง 64% สาเหตุที่มีการขยายตัวสูงมากเพราะได้มีการปรับปรุงในการลดต้นทุนในการออกศุกุกของ SPV (Special Purpose Vehicle) ซึ่งเป็นผู้ที่จะทำหน้าเป็นตัวกลางในการออกศุกุกเหมือนกับการทำ Securitization เนื่องจากมีการสร้างมาตรฐานที่เป็นสากลมากขึ้น เป็นที่คาดกันว่าตลาดศุกุกมีแนวโน้มจะขยายตัวมากขึ้นเป็น 2 เท่าในเวลา 5 ปี ข้างหน้า โดยแหล่งที่เป็นศูนย์กลางในการระดมทุนจากตะวันออกกลาง กลายเป็นยุโรป เช่นตลาดลอนดอน บรัสเซล และแม้แต่บริษัทการเงินใหญ่ๆอย่างโกลแมนแซดก็หันมาใช้เครื่องมือศุกุกเป็นที่ระดมทุน นอกจากนี้รัฐบาลของหลายๆประเทศ ยังให้ความสนใจและใช้การระดมทุนแบบศุกุกในสาธารณูปโภคขนาดใหญ่ต่างๆ เช่น ประเทศตุรกี ฝรั่งเศส เกาหลีใต้ และอาฟริกาใต้
                นอกจากนี้การเปลี่ยนแปลงทางการเงินขนานใหญ่ในโลกที่อาจเกิดจากวิกฤตการณ์ค่าเงินดอลลาสหรัฐฯที่ออกมามากเกินไป อาจนำไปสู่เงินสกุลหลักใหม่ๆและรูปแบบพันธบัตรศุกุกแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯที่กำลังสั่นคลอนไปตามค่าเงินดอลลาร์ จะเห็นได้ว่ามีการเคลื่อนไหวในการออกศุกุกข้ามพรมแดน การพัฒนาเห็นวัตกรรมทางด้านโครงสร้างของศุกุกให้มีระยะสั้นเพิ่มเติม และมีความหลากหลายในตัวผลิตภัณฑ์มากขึ้น
                กล่าวโดยสรุปคือหากประเทศไทยจะได้มีการเตรียมการรองรับในการระดมทุนโดยมีทางเลือกมากขึ้น ย่อมจะเป็นผลดีต่อประเทศไทยอย่างมาก ซึ่งแน่นอนรัฐบาลจะต้องเป็นหัวหอกในการริเริ่มระดมทุนโดยใช้ศุกุก ในขณะที่สถาบันการเงินที่มีความพร้อมในการเป็น S P V  ก็มีอยู่แล้วคือธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย สิ่งที่จะต้องปรับปรุงก็คือกฎระเบียบบางประการที่จะต้องปรับปรุงให้พร้อมในการรองรับพันธบัตรอิสลามศุกุก โดยเฉพาะเรื่องภาษีอากรเพื่อให้พันธบัตรอิสลามมีความเท่าเทียมในการแข่งขันกับพันธบัตรทั่วไป

Facebook Comments

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *