INEWHORIZON

ขอบฟ้าใหม่

ระบอบการปกครองอิสลาม อันมีราชาปราชญ์เป็นประมุข : กรณีศึกษาสาธารณรัฐอิสลามแห่งอิหร่าน

ระบอบการปกครองอิสลาม อันมีราชาปราชญ์เป็นประมุข
: กรณีศึกษาสาธารณรัฐอิสลามแห่งอิหร่าน

โดย ดร.ประเสริฐ   สุขศาสน์กวิน
ศูนย์อิหร่านศึกษา วิทยาลัยเทคโนโลยีสยาม

       ย้อนอดีตเมื่อปลายปี ค.ศ.1970 เกิดปฏิวัติอิสลามในประเทศอิหร่านโดยการนำของท่านอายาตุลลอฮ์ อิมามโคมัยนี (Imam Khomaini) ประเทศอิหร่านได้เปลี่ยนการปกครองจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์(Absolute Monarchy) เป็นสาธารณรัฐ อิสลาม (Islamic Republic State)เป็นความสนอกสนใจของชาวโลกยิ่งทวีคูณมากขึ้น เพราะการนำเอาระบอบเทวาธิปไตย(Theocracy)ที่ยึดหลักศาสนากับการเมืองเป็นสิ่งเดียวกันมาปกครอง ความโดดเด่นของอิหร่านคือการเอาศาสนานำการเมือง นั่นคือ การเมืองกับศาสนาเป็นสิ่งเดียวกัน
อิหร่านได้จัดระบอบโครงสร้างทางการเมืองและการปกครอง โดยยึดระบอบการปกครองอิสลาม อันมีราชาปราชญ์เป็นประมุข โดยมีรัฐสภา อันมีประธานาธิบดี (President) และรัฐสภา (Parliament) ที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชน (Electorate) ประธานาธิบดีจะเป็นผู้แต่งตั้งคณะรัฐมนตรี (Cabinet) ที่ต้องได้รับการยอมรับจากรัฐสภา และสาธารณรัฐอิสลามแห่งอิหร่านมีสถาบันสูงสุด คือ สถาบันแห่งประมุขสูงสุด (Supreme Leader)เป็นผู้นำทางจิตวิญญาณ ผู้นำรัฐและเป็นผู้ปกครองที่อยู่ในฐานะราชาปราชญ์ ซึ่งเป็นผู้รับรองผลลัพธ์การเลือกตั้งประธานาธิบดี และยังมีอำนาจแต่งตั้งสถาบันสำคัญอื่นๆ คือกองทัพ (Military)  ประมุขฝ่ายตุลาการ (Head of Judiciary) และ( Expediency council)สภาพิเศษซึ่งทำหน้าที่ไกล่เกลี่ยความขัดแย้งระหว่างรัฐสภาและ สภาผู้ชี้นำ (Guardian council)  หรือแม้แต่สภาอีกสภาหนึ่งคือสภาผู้ชำนาญการ (Assembly of experts)
อิมามโคมัยนีได้นำเสนอทฤษฎีปรัชญาการเมืองว่าด้วยเรื่องระบอบการปกครองอิสลามไว้ว่าแท้จริงหลักศาสนบัญญัติอิสลาม ไม่ว่าด้านภาคศาสนพิธี(พิธีกรรม) หรือด้านภาคการพาณิชย์ การเมือง จำเป็นจะต้องดำรงอยู่จนถึงวันอวสานโลก จากหลักคิดนี้ เป็นเหตุให้จะต้องมีระบบการบริหารและการปกครองที่สามารถนำหลักศาสนบัญญัติมาถือปฏิบัติและบังคับใช้เพื่อสร้างความสมดุลภาพและความเหมาะสมของการดำเนินชีวิตของมนุษยชาติ
               อิมามโคมัยนี ได้กล่าวว่า แท้จริงการเกิดขึ้นของรัฐอิสลามถือว่าเป็นภาระกิจหนึ่งของปราชญ์ และยังถือว่าเป็นข้อบังคับหนึ่งของศาสนา(วายิบกิฟาอี) เพราะว่าการรักษาสิ่งที่เป็นหลักการศาสนาหรือการควบคุมการออกนอกลู่นอกทางของมุสลิม ต้องอาศัยกลไกลของสร้างรัฐอันมั่นคง
อิมามโคมัยนีได้กล่าวอีกว่า..
“การเป็นผู้ปกครอง และเป็นผู้นำรัฐใดรัฐหนึ่งนั้นถือว่าเป็นหน้าที่ของนักการศาสนา นักนิติศาสตร์ที่ทรงคุณธรรม และยังถือว่าเป็นความเหมาะสมของนักนิติศาสตร์อยู่ในฐานะเป็นราชาปราชญ์ในการเป็นผู้นำของประชาชนมุสลิมดังนั้นการจัดตั้งรัฐอิสลาม ถือว่าเป็นข้อบังคับหนึ่งทางศาสนาประเภทกิฟาอี (ข้อบังคับซึ่งถ้ามีบุคคลใดได้กระทำแล้วบุคคลอื่นเป็นอันตกไป)ดังนั้นถ้ามีนักนิติศาสตร์ท่านใด ได้จัดตั้งรัฐอิสลามขึ้น ถือว่านักนิติศาสตร์คนอื่น ๆ ต้องปฏิบัติตาม และถือว่าจำเป็นต้องให้ความสำคัญและสนับสนุน” (หน้า 33 จากหนังสือซอฮีฟะตุลนูร)
      โครงสร้างหรือระบบการเมืองของสาธารณรัฐอิสลามอิหร่าน อยู่บนพื้นฐานของรัฐธรรมนูญปี 1979  ประกอบด้วยสถาบันการเมืองตามระบอบอิสลาม อันมีราชาปราชญ์เป็นประมุข หรือเรียกตามหลักรัฐศาสตร์อิสลามคือระบอบวิลายะตุลฟากี โดยมีราชาปราชญ์เป็นประมุขสูงสุด (Supreme Leader) เป็นผู้ควบคุมและดูแลโครงสร้างของการกำหนดแนวนโยบายทั่วไปของสาธารณรัฐอิสลามแห่งอิหร่าน และถือว่ารัฐธรรมนูญทุกมาตรานั้นถูกวินิจฉัย ที่มีโครงสร้างมาจากหลักอิสลาม จึงเรียกรัฐธรรมนูญนี้ว่า เป็นรัฐธรรมนูญแห่งอิสลาม
      มาตรา ๔  ได้กล่าวถึงกฎหมายที่ถูกตราขึ้นว่า
ประมวลกฎหมายทั้งหมด ทั้งกฎหมายแพ่งพานิชย์ กฎหมายอาญา กฎหมายการคลัง การเศรษฐกิจ กฎหมายการบริหารการปกครอง  วัฒนธรรม การทหาร  การเมือง ตลอดทั้งระเบียบกฎเกณฑ์ต่างๆเหล่านั้นที่เกี่ยวกับทรัพยากรธรรมชาติ ต้องมีแหล่งที่มาซึ่งวางอยู่บนหลักการแห่งบทบัญญัติอิสลาม  มาตรานี้ย่อมมีอำนาจควบคุมสูงสุดและอย่างกว้างขวางไปถึงมาตราอื่นๆทั้งหมดแห่งรัฐธรรมนูญ เช่นเดียวกันกับหลักการและระเบียบกฏเกณฑ์อื่นๆที่จำต้องตัดสินโดยใช้ดุลยพินิจพิจารณาและวินิจฉัยให้เป็นไปตามหลักนิติศาสตร์ของสภาพิทักษ์ฯ

     และอำนาจการปกครองของประมุขสูงสุดนั้นเป็นหน้าที่ของบุคคลที่อยู่ในฐานะราชาปราชญ์ เป็นนักการศาสนาที่เคร่งครัด เป็นผู้ทรงธรรมและยุติธรรม  ดังรัฐธรรมนูญกล่าวไว้ว่า
        มาตรา ๕  ในช่วงเวลาที่อิมามท่านที่สิบสอง(อิมามมะฮ์ดี) อยู่ในสภาพที่เร้นกาย  สาธารณรัฐอิสลามแห่งอิหร่าน จะอยู่ภายใต้การปกครองและการชี้นำโดยความรับผิดชอบของนักการศาสนา ผู้เป็นปราชญ์สูงสุด มีความเชี่ยวชาญด้านนิติศาสตร์ ทรงคุณธรรมและยุติธรรม รู้รอบต่อสถานการณ์แห่งยุคสมัย เป็นผู้มีความกล้าหาญพร้อมด้วยความสามารถในการจัดการ อยู่ในฐานะเป็นราชาแห่งปราชญ์(วิลายะตุลฟะกีย์)  ประชาชนส่วนใหญ่รู้จักและยอมรับให้เป็นผู้นำ

มาตราที่ ๑๐๗  เมื่อใดที่นักการศาสนา อยู่ในฐานะปราชญ์ ที่มีคุณสมบัติครบเงื่อนไขต่างๆตามมาตรา ๕ แห่งรัฐธรรมนูญนี้ บุคคลนั้นจะเป็นผู้นำอยู่ในฐานะผู้ทรงอำนาจสูงสุด และเป็นราชาปราชญ์  เป็นผู้นำแห่งการปฎิวัติ เหมือนอย่างท่าน อายาตุลลอฮ์ อิมามโคมัยนี ถือว่าเป็นประมุขสูงสุด มีความศักดิ์สิทธิ์ในการออกคำสั่งและมีความรับผิดชอบทั้งมวล

Facebook Comments

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *