INEWHORIZON

ขอบฟ้าใหม่

ลัทธิคลั่งชาติ

คอลัมน์ ช่วยกันคิด ช่วยกันทำ
ทหารประชาธิปไตย
www.INEWHORIZON.NET
ลัทธิคลั่งชาติ
    คำนี้ในภาษาอังกฤษเรียกว่า CHUOVINISM เพราะนายโชแวง นักวิชาการชาวฝรั่งเศสเป็นผู้บัญญัติศัพท์ขึ้นจากการสังเกตการณ์ที่เกิดแรงบันดาลใจในการปลุกระดมความคลั่งชาติของลัทธินาซี และลัทธิฟาสซีสต์ที่เกิดขึ้นในยุโรป จึงอยากจะสร้างพลังดังกล่าวขึ้นมาบ้าง ด้วยการปลุกลัทธิคลั่งชาติขึ้น โดยสรุปความคิดแบบนี้คือการหลงชาติ คลั่งชาติ และสร้างความรู้สึกร่วมกันของชนในชาติว่าชาติเรานั้นเหนือกว่าชาติไหน อันขัดต่อหลักความสัมพันธ์ระหว่างประเทศที่ประกาศเป็นกฎบัตรในสหประชาติในเวลาต่อมา

    นั่นคือ การเคารพในเอกราชและอธิปไตยของชาติอื่น ไม่รุกรานกัน ไม่แทรกแซงกิจการภายในกัน ทั้งนี้ต้องเคารพในบูรณภาพแห่งอาณาเขต ความเสมอภาคและการถ้อยทีถ้อยอาศัยกัน หากเกิดความขัดแย้งในผลประโยชน์ก็ต้องใช้มาตรการทางการทูต และการเจรจากันโดยสันติ

    แต่ความคิดเหล่านี้ก็ยังคงหลงเหลืออยู่ในโลกปัจจุบัน และยังคงมีปรากฏปลอมปนในรูปแบบต่างๆ เช่น ความรักชาติ (PATRIOTISM)หรือ ชาตินิยม (NATIONALISM) บางครั้งก็ไปปลอมปนกับลัทธิทางศาสนา เช่น กลุ่มมะบ๊ะต๊ะ พุทธสุดโต่งในพม่า โดยปนเประหว่างชาวพม่ากับศาสนาพุทธ ทั้งๆที่ในพม่ามีชาติพันธุ์อยู่กว่า 10 ชาติพันธุ์ หรือกลุ่มไอซีส อิสลามสุดโต่งตักซ์ฟีรี ที่เอาความคิดของตนเป็นใหญ่ และไปปนเปกับชาติพันธุ์อาหรับ ทั้งๆที่ในกลุ่มไอซีสก็มีองค์ประกอบของชาติพันธุ์หลายเชื้อชาติ ซึ่งอาจเรียกว่าลัทธิคลั่งศาสนาก็ได้ แต่เป็นประเภทเดียวกัน

    ที่สำคัญลัทธิคลั่งชาตินี้ต่างก็ใช้วิธีการทางจิตวิทยามวลชนในการโฆษณาชวนเชื่อ โดยการผลิตซ้ำทางความคิด ด้วยสื่อต่างๆ

    รวมทั้งสือสังคมออนไลน์ที่มีประสิทธิมากมายในปัจจุบัน นอกจากนี้ในแง่ของจิตวิทยาฝูงชน ที่นักจิตวิทยาและนักวิชาการของฝรั่งเศส คือ กุสตาฟ เลอ บอง ได้เขียนเป็นตำราไว้ในส่วนนี้สรุปได้ว่าในการชุมนุมของฝูงชน การชี้นำจากผู้นำในการชุมนุมไม่ว่าจะพูดอย่างไร มีเหตุผลหรือไม่ ขอให้ถูกใจฝูงชน เขาจะคล้อยตาม และในที่สุดจะฝังหัวกลายเป็นว่านั่นคือความคิดของกลุ่ม “GROUP THINK” และฝังหัวเชื่อกันต่อๆไป โดยไม่เกี่ยวกับเหตุผลเลย แต่มันเป็นอารมณ์ล้วนๆ

    ดังนั้นลัทธิคลั่งชาติจึงเป็นอันตรายทั้งต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ และความสัมพันธ์ภายในประเทศ เพราะจะก่อให้เกิดความรุนแรงขึ้น ถ้าเป็นเรื่องระหว่างชาติก็ทำให้เกิดสงครามได้ ถ้าเป็นเรื่องภายในประเทศก็ก่อให้เกิดการเข่นฆ่า ล้างผลาญ โดยความบ้าคลั่งของฝูงชน

    เหตุการณ์อย่างนี้เกิดมาแล้วในเยอรมัน เมื่อลัทธินาซีทำการปลุกระดมให้เกิดลัทธิคลั่งชาติ โดยถือว่าคนเยอรมันสายเลือดบริสุทธิ์หรืออารยันบริสุทธิ์ คือ ชนชาติที่เหนือกว่าชาติอื่น จึงเข่นฆ่าทำลายชาวยิวที่ทำการยึดกุมเศรษฐกิจเยอรมันอยู่ในขณะนั้น แต่เคราะห์กรรมมิได้ตกกับคนยิวที่ร่ำรวย เพราะเขามีวิธีติดสินบนและผลประโยชน์กับระดับผู้นำ เคราะห์กรรมกลับไปตกกับชาวยิวระดับกลาง และระดับล่าง ซึ่งถูกเข่นฆ่าจำนวนมาก และในที่สุดลัทธิคลั่งชาติโดยการนำของพรรคนาซีก็นำอาณาจักรเยอรมันในนามอาณาจักรไรซ์ที่ 3 เข้าสู่สงครามและกลายเป็นสงครามโลกครั้งที่ 2 ในที่สุด

    ครั้นมาสู่ยุคปัจจุบันชาวยิวโดยเฉพาะระดับบนได้รวมตัวกันด้วยอำนาจทางเศรษฐกิจและการเมือง โดยก่อตัวเป็นลัทธิไซออนิสต์ ที่ปลูกฝังว่าชาวยิวเป็นชนชาติที่สูงส่งกว่าชนชาติอื่น และดูหมิ่นเหยียดหยามชนชาติอื่นๆว่าโง่เง่า เต่าตุ่น ไร้สติปัญญา และพลังอำนาจ

    นอกจากนี้ลัทธิไซออนิสต์ ยังต้องการขยายอำนาจและดินแดนของตน โดยการสถาปนารัฐอิสราเอล ด้วยการใช้อิทธิพลของมหาอำนาจทั้งหลายในขณะนั้น คือ สหรัฐฯ อังกฤษ และฝรั่งเศส เมื่อปักหมุดในแดนปาเลสไตน์ได้แล้ว ก็มุ่งมั่นขยายดินแดนไปยังส่วนอื่นๆของประเทศอาหรับ ด้วยข้ออ้างว่าดินแดนเหล่านั้นเป็นดินแดนในพันธสัญญา นั่นคือพื้นที่ที่เรียกว่าคานาอันที่มีอาณาเขตครอบคลุมไปถึงจอร์แดน ซีเรีย บางส่วนของอิรัก และบางส่วนของเลบานอน ในเรื่องดินแดนแห่งพันธสัญญานี้ ก็มีชาวคริสต์จำนวนหนึ่งให้การยอมรับเพราะปรากฏในคัมภีร์ไบเบิ้ล แต่คำถามสำคัญคือว่า “ชาวยิวอาศัยสิทธิอะไรในการเข้าแย่งยึดดินแดนเหล่านี้ด้วยความอธรรม กดขี่ เข่นฆ่า ข่มเหง แย่งยึดอย่างไร้ความปราณี”
อย่างนี้พระเจ้าที่ทรงความเมตตากรุราต่อมวลมนุษย์ชาติคงไม่อนุมัติอย่างแน่นอน แล้วเอาข้ออ้างอะไรถือสิทธิอะไร นอกจากนี้ไม่เป็นการบังควรอย่างยิ่งที่จะนำเอาอดีตที่ถูกนาซีเข่นฆ่า มาระบายความคลั่งแค้นหรือเสแสร้งเพื่อกลบเกลื่อนการกระทำที่โหดร้ายทารุญป่าเถื่อนต่อชาวปาเลสไตน์ ซึ่งไม่ใช่เฉพาะผู้ชายแต่รวมไปถึงเด็กและผู้หญิง ที่ถูกทารุญถูกปิดล้อมกักขัง กีดกันแม้กระทั่งการขนส่งอาหาร ยารักษาโรค แม้แต่ของเล่นสำหรับเด็กๆ จนถึงปัจจุบันนี้เด็กๆปาเลสไตน์จำนวนมากไร้การศึกษา เพราะต้องเร่ร่อนเป็นกำพร้า อย่างนี้พระเจ้าย่อมจะไม่โปรดเป็นแน่ จึงไม่เป็นการชอบธรรมที่ชาวไซออนิสต์จะมาอ้างในการเข้ายึดครองดินแดนเหล่านั้น ที่สำคัญความก้าวร้าวและถือตนว่าเหนือกว่าจนไม่สนใจแม้มติขององค์การสหประชาชาติ จะนำไปสู่การก่อสงครามโลกครั้งที่ 3 ได้ เพราะไซออนิสต์มีอิทธิพลในการครอบงำรัฐบาลในหลายประเทศ โดยเฉพาะสหรัฐอเมริกาและอังกฤษ

สำหรับประเทศไทย ได้มีการปลุกระดมในนามของชาตินิยมมาแล้วในสมัยจอมพลแปลก พิบูลย์สงคราม โดยเราเปลี่ยนชื่อประเทศจาก “สยาม” มาเป็น “ประเทศไทย” ทั้งนี้โดยปลูกฝังว่าคนไทยเป็นชาติพันธุ์อันสูงส่ง และสายเลือดบริสุทธิ์นั้นอพยพมาจากภูเขาอัลไตน์ ดังนั้นจึงมีสิทธิอันชอบธรรมในการเป็นเจ้าของประเทศ และดูหมิ่นเหยียดหยามชาติพันธุ์อื่นๆทั้งที่อาศัยอยู่ในประเทศและประเทศเพื่อนบ้าน
แต่ในความเป็นจริงประชาชนที่อาศัยอยู่ในแผ่นดินนี้เป็นทั้งชนพื้นเมืองที่อาศัยอยู่เดิม และผู้อพยพมาจากชาติพันธุ์ต่างๆที่ผสมกลมกลืนหลอมรวมเป็นชนในชาติ และดินแดนนี้ยังมีการผลัดเปลี่ยนการปกครองและครอบครองมาเป็นระยะๆ ดังนั้นเมื่อเราต้องเป็นสยามประเทศ ดินแดนนี้จึงประกอบด้วยคนหลายชาติพันธุ์ผสมกลมกลืนกัน หล่อหลอมเป็นคนสยาม หรือพลเมืองสยาม ส่วนการนับถือศาสนานั้นก็มีการส่งผ่านกันมาตั้งแต่การนับถือผีสางนางไม้ ผสมผสานกับลัทธิพรามณ์ จนมารับเอาศาสนาพุทธจากลังกา ซึ่งก็แตกต่างจากพุทธในพม่า หรือในศรีลังกา เพราะผสมกลมกลืนกับขนบธรรมเนียมและวัฒนธรรมอันฝังรากลึกกับผืนแผ่นดินสยาม อีกส่วนหนึ่งก็นับถือศาสนาที่แตกต่าง เช่น ทาง 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้ คนส่วนใหญ่จะนับถือศาสนาอิสลาม เพราะได้รับอิทธิพลการเผยแพร่ศาสนาอิสลามมาจากมาเลเซีย อินโดนีเซีย และตะวันออกกลาง บางส่วนของคนสยามก็ได้รับการเผยแพร่ศาสนาจากชาติตะวันตกที่มาเผยแพร่ศาสนาคริสต์ และยังมีผู้ที่นับถือศาสนาอื่นๆ เช่น ฮินดู หรือซิกค์ อีกด้วย
อย่างไรก็ตามแม้แต่การนับถือศาสนาพุทธที่มีที่มาแตกต่างกัน เช่น จากจีน ซึ่งเป็นแนวมหานิกาย ก็มีประพฤติปฏิบัติแตกต่างออกไป แต่เมื่อเราต่างก็อยู่ร่วมกันอย่างผาสุกมาอย่างยาวนาน ในผืนแผ่นดินนี้ ซึ่งเดิมเรียกว่าสยามประเทศ เราไม่เคยมีปัญหาความแตกแยก ทางเชื้อชาติหรือศาสนา จะมีการขัดแย้งก็เนื่องมาจากการปกครองที่ไม่ยุติธรรม หรือกดขี่อย่างเช่น ที่เกิดในแผ่นดินอีสาน จนเกิดขบฎเป็นระยะๆ หรือใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ที่กำลังเป็นอยู่

การถูกฝังหัวด้วยลัทธิคลั่งชาติในอดีตได้ทำให้เกิดการแบ่งแยกทางเชื้อชาติและศาสนา และมันถูกขยายผลด้วยการที่เราเปลี่ยนชื่อประเทศว่า ประเทศไทย เกิดชาติพันธ์เผ่าไทย ซึ่งความจริงเป็นการหล่อหลอมผสมกลมกลืนกับคนหลากหลายเผ่าพันธุ์ แม้แต่เผ่าไตก็มิได้หมายความว่าเป็นคนไทย จนกระทั่งมามีการปลุกลัทธิชาตินิยมนี่แหละ แถมยังเอาไปปลอมปนกับเรื่องศาสนา นั่นคือ ถ้านับถือศาสนาพุทธนั่นคือคนไทย ถ้าไม่ใช่ก็ไม่ใช่คนไทย ขืนยังปล่อยให้มีการปลุกระดมกันอย่างนี้ มีการผลิตซ้ำทางความคิดแบบนี้ ความรุนแรงจะเกิดขึ้น และความคิดสุดโต่งของอีกด้านคือไอซีสก็จะอาศัยเป็นเชื้อในการปลุกระดมให้เกิดความรุนแรงได้ไม่ยิ่งหย่อนกว่ากัน แล้วเราจะอยู่กันอย่างปรกติสุขได้อย่างไร

ส่วนไอ้ที่มาพูดกันว่าคนนั้นรักประเทศไทย คนนี้เกลียดเมืองไทย จะลาออกบ้าง จะไล่ให้ไปอยู่ที่อื่นๆบ้าง มันก็เป็นอารมณ์ที่ปรุงแต่งกันขึ้นมา แต่โวหารเหล่านี้เขาเรียกว่า “ปากพาบรรลัย”

Facebook Comments

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *