INEWHORIZON

ขอบฟ้าใหม่

วิกฤติยาไทลีนอล สร้างวีรบุรุษ ได้อย่างไร

วิกฤติยาไทลีนอล สร้างวีรบุรุษ  ได้อย่างไร

 

อาร์ชี แคร์รอลล์ นักวิชาการทางธุรกิจ มหาวิทยาลัยจอร์เจีย ได้เขียนบทความความรับผิดชอบทางสังคมมากกว่า 100 เรื่องภายในวารสารการบริหาร

แนวหน้า และได้เขียนหนังสือมากกว่า 20 เล่ม เมื่อ ค.ศ 2017 เขาได้พิมพ์ตำราคลาสสิคเล่มหนึ่งของเขาเป็นครั้งที่สิบแล้วชื่อ Business and Society

ต้นกำเนิดคำนิยามสี่ส่วนของความรับผิดชอบทางสังคมของบริษัทของอาร์ชี แคร์รอลล์ เกิดขึ้นเมื่อ ค.ศ 1979

เขาได้ระบุว่าความรับผิดชอบทางสังคมของบริษัทประกอบด้วยความคาดหวังทางเศรษฐกิจ กฏหมาย จริยธรรม  และดุลยพินิจที่สังคมมีต่อองค์การ ณ เวลาหนึ่ง  ต่อมาอาร์ชี แคร์รอลล์ ได้ใช้ถ้อยคำว่าเพื่อนมนุษย์  แทนดุลยพินิจ  เมื่อ ค.ศ 1991  อาร์ชี แคร์รอลล์ ได้สกัดคำนิยามสี่ส่วนและสร้างใหม่เป็นโมเดลของพีระมิดของความรับผิดชอบทางสังคม ความมุงหมายของพีระมิดคือ การเลือกเฉพาะลักษณะทางคำนิยามของความรับผิดชอบทางสังคม และแสดงลักษณะทางรากฐานของกรอบข่ายสี่ส่วน พีระมิดได้ถูกคัดเลือกเพราะว่าพีระมิดจะไม่ซับซ้อน และเข้าใจง่าย  ความรับผิดชอบทางเศรษฐกิจได้ถูกวางเป็นรากฐานของพีระมิด

อาร์ชี แคร์รอลล์ ได้นำเสนโมเดลการปฏิบัติงานทางสังคมแบบสามมิติ ภายในบทความเรื่อง  A Three Dimensional Conceptual Model of Social Performance ภายในวารสาร อคาเดมี ออฟ แมเนจเม้นท์ รีวิว  ค.ศ 1979   มิติแรกของโมเดลคิอ  การแบ่งความรับผิดชอบทางสังคมของบริษัทเเป็นสี่ด้าน  เศรษฐกิจ กฏหมาย จริยธรรม และเพื่อนมนุษย์ ความรับผิดชอบทางเศรษฐกิจ ได้ถูกวางเป็นรากฐานของพีระมิด เพราะว่ามันเป็นความต้องการรากฐานของธุรกิจ เหมือนกับรากฐานของอาคาร ต้องแข็แรงที่จะสนับสนุนทั้งอาคารได้ การทำกำไรที่ยั่งยืนต้องเข้มแข็ง  เพื่อที่จะสนับสนุนความคาดหวังอย่างอื่นของสังคม ประเด็นคือ โครงสร้างพื้นฐานของความรับผิดชอบทางสังคมของบริษัท ได้ถูกสร้างขึ้นมาบนสมมุติฐานของธุรกิจที่ดี

ณ เวลาเดียวกันสังคมได้ถ่ายทอดข่าวสารไปยังธุกิจว่า ธุรกิจได้ถูกคาดหวังให้ทำตามกฏหมายและข้องบังคับ

เพราะว่ากฏหมายและข้อบังคับเป็นกฏเกณฑ์ทางสังคม นอกจากนี้ธุรกิจได้ถูกคาดหหวังให้ดำเนินงานด้วยวิถีทางทางจริยธรรม หมายความว่าธุรกิจต้องมีข้อผูกพันที่จะต้องทำสิ่งที่ถูกต้อง และหลีกเลี่ยงหรือทำให้เสียหายน้อยที่สุดต่อผู้มีส่วนได้เสียทุกกลุ่ม ประการสุดท้ายธุรกิจได้ถูกคาดหว้งให้เป็นพลเมืองบริษัทที่ดี นั่นคือการคืนกลับและการมีช่วยทางเพื่อนมนุษย์แก่สังคม

ณ เวลาหนึ่่ง เราอาจจะกล่าวได้ว่าสังคม ” ต้องการ “ความรับผิดชอบทางเศรษฐกิจ จากธุรกิจ   สังคม  ” ต้องการ ” ความรับผิดชอบทางกฏหมายจากธุรกิจ ด้วย  สังคม ” คาดหวัง ”  ความรับผิดขอบทางจริยธรรม จากธุรกิจ  และสังคม   ” คาดหวัง/ปราถนา ”  ความรับผิดชอบทางเพื่อนมนุษย์จากธุรกิจ

มิติที่สองของโมเดลคือ  ปรัชญาทางการบริหารหรือ สไตล์ของการตอบสนองทางสังคม เราจะมีสไตล์ของการตอบสนองทางสังคมสี่อย่างคือ การต่อต่าน การป้องกัน  การทำตาม  และการกระทำเชิงรุก

และมิติที่สามของโมเดลคือ ขอบเขตของประเด็นทางสังคมหมายถึง  สิ่งแวดล้อมทางสังคมที่บริษัทจะต้องรับผิดชอบ  เช่น  ผู้บริโภคนิยม  สิ่งแวดล้อม และความยากจน ของสังคม

 

อาร์ชี แคร์รอลล์  ได้กล่าวถึงโมเดลของการบริหารจริยธรรม/ศีลธรรมไว้สี่อย่าง  ภายในบทความของเขาเรื่อง

The Pyramid of Social Responsibility : Toward the Moral Management of Organizational Stakeholders วารสารบิสซิเนส โฮไรซอนส์  ค.ศ 1991

การบริหารแบบไร้ศีลธรรม ( Immoral Management)  การบริหารแบบไร้ศีลธรรมไม่เพียงแต่ผู้บริหารจะขาดหลักการทางศีลธรรมเท่านั้น แต่จะขัดขวางการมีพฤติกรรมทางจริยธรรมด้วย ผู้บริหารจะมุ่งการทำกำไรและความสำคัญของบริษัทอย่างเดียวเท่านั้น พวกเขาเต็มใจที่จะะปฏิบัติต่อบุคคลอื่นอย่างไม่ยุติธรรม

การมองกฏหมายว่าเป็นอุปสรรคที่จะต้องกำจัด หลักการดำเนินงานของการบริหารแบบไร้ศีลธรรมคือ เราสามารด้ถทำเงินด้วยการกระทำ การตัดสินใจ หรือพฤติกรรมนี้หรือไม่

อาร์ชี แคร์รอลล์ ได้กล่าวถึงตัวอย่างของการบริหารแบบไร้ศีลธรรม  ผู้จัดการโรงงานสามคน ณ โรงงานรถบรรทุกเชฟโรเล็ตของเจ็นเนอรัล มอเตอร์ ได้ใช้กล่องควบคุมลับครอบแผงวงจรที่กำหนดความเร็วของสายพานประกอบชิ้นส่วน ภายใต้แรงกดดันที่รุนแรงจากผู้บริหารระดับสูง เนื่องจากการผลิตไม่ทันเวลา ในไม่ช้าพวกเขาได้บรรลุเป้าหมายการผลิต และได้รับคำชมเชยจากผู้บริหารระดับสูง แต่เมื่อกล่องลับได้ถูกค้นพบและเปิดเผยออกมา การละเมิดสัญญาระหว่างบริษัทและสหภาพ ดังนั้นบริษัท

ต้องจ่ายเงินชดเชยแก่คนงาน 1 ล้านเหรียญ เนื่องจากการบังคับให้คนงานต้องทำงานเพิ่มขึ้น

การบริหารแบบผิดศีลธรรม (Amoral Management) การบริหารแบบผิดศีลธรรมจะไม่มีทั้งศีลธรรมและไร้ศีลธรรม  แต่จะละเลยหรือไม่รู้หลักการทางศีลธรรมเท่านั้น การบริหารแบบผิดศีลธรรมจะมีอยู่สองอย่างคือ  เจตนาหรือไม่เจตนา ผู้บริหารที่ขาดศีลธรรมอย่างเจตนาจะไม่ใช้หลักการภายในการตัดสินใจ

เนื่องจากพวกเขาคิดว่ามาตรฐานทางจริยธรรมจะเหมาะสม

กับวิถีชีวิต ไม่ใช่การทำธุรกิจ ผู้บริหารที่ขาดศีลธรรมอย่างไมเจตนาจะไม่คิดถึงหลักการทางจริธรรมภายในการตัดสินใจ เนื่องจากพวกเขาไม่สนใจหรือรู้สึกต่อความหมายทางศีลธรรมของการตัดสินใจ

ตัวอย่างของการบริหารแบบผิดศีลธรรมคือ  การตัดสินใจของเนสท์เล่  บริษัทสวิสเซอร์แลนด์  ผลิตอาหารทารกขายภายในประเทศโลกที่สาม การขายอาหารทารกของเนสท์เล่ ได้กระตุ้นการประท้วงและการกล่าวหาว่า บริษัทกำลังส่งเสริมการขาดโภชนาการ ด้วยการไม่ส่งเสริมการดูดนมแม่ของเด็ก บริษัทไม่ได้คาดคะเนผลกระทบทางลบต่อมารดาและเด็กจากการขายอาหารทารกภายในพื้นที่ที่มีน้ำไม่สะอาด ความยากจน และการไม่รู้หนังสือ ในที่สุดการกระทำของบริษัทได้สร้างการต่อต้านผลิตภัณฑ์เนสท์เล่ทุกอย่างของลูกค้าไปทั่วโลก  ทำนองเดียวกันเมื่อเป้ปซี่ โคได้ใช้ ฟริโต้ แบนดีโต้  ส่งเสริมการขายมันฝรั่งทอด บริษัทไม่ได้มองเห็นการล่วงละเมิดของแนวคิดนี้ต่อกลุ่มเม็กซิกัน-อเมริกัน ที่ไม่พอใจอย่างมาก ในที่สุดพวกเขาได้กดดันให้บริษัทยกเลิกการโฆษณานี้ไป

การบริหารแบบมีศีลธรรม (Moral Management) การบริหารแบบศีลธรรมจะมุ่งที่การยึดหลักการทางศีลธรรม ผู้บริหารจะมุ่งการทำกำไรและกระทำอย่างมีจริยธรรม พวกเขาจะไม่เพีย

งแต่ทำตามกฏหมายแต่จะกระทำเลยพ้นไปจากที่กฏหมายบังคับไว้ หลักการที่นำทางของพวกเขาคือ เรามีการกระทำ การตัดสินใจ หรือพฤติกรรมที่ยุติธรรมต่อเราและสังคมหรือไม่

ตัวอย่างของการบริหารแบบมีศีลธรรมคือ แมคคูลลอซ คอรปอเรชั่น ผู้ผลิตเลื่อยลูกโซ่  คณะกรรมการความปลอดภัยทางผลิตภัณฑ์ ได้ระบุว่าบุคคลจะได้รับอันตรายจากเสียงแหลมของเลื่อยลูกโซ่ ประมาณ 123,000 คนต่อปี  แม้ว่าผู้ผลิตเลื่อยลูกโซ่จะไดัรับรู้ข้อมูลที่น่าตกใจ พวกเขาได้ต่อสู้กับมาตรฐานความปลอดภัยที่ออกบังคับใช้ การโต้แย้งว่าสถิติไม่เป็นความจริง และไม่เป็นเหตุผลที่เพียงพอกับมาตรฐานที่บังคับใช้

เพื่อการแสดงความเป็นผู้นำทางศีลธรรม แมคคูลลอซ  ได้เริ่มต้นใช้เบรคลูกโซ่กับเลื่อยลูกโซ่ของบริษัท  ต่อมาบริษัทได้ถอนตัวจากสมาคมผู้ผลิตเลื่อยลูกโซ่ ภายหลังจากที่ไม่สามารถกระตุ้นให้ผู้ผลิตเลื่อยลูกโซ่ยอมรับมาตรฐานความปลอดภัยที่สูงขึ้นได้ อาร์ชี แคร์รอลล์ เชื่อว่าการบริหารแบบมีศีลธรรมจะเป็นผลประโยชน์ระยะยาวที่ดีที่สุดต่อบริษัท

ภายในบทความคลาสสิคของอารชี แคร์รอลล์  In Search of the Moral Manager ได้สร้างสมมุติฐานต่อสัดส่วนของผู้บริหารที่คิดและไม่คิดเลยพ้นไปจากตัวเอง อาร์ชี แคร์รอลล์  มีรากความคิดของเขาบนพื้นฐานของรายงานการศึกษาพฤติกรรมทางการบริหาร  การศึกษาทางจริยธรรม และประสบการณ์ทางการสอนจริธรรมแก่ผู้บริหาร  โดยสรุป อาร์ชี แคร์รอลล์ ยืนยันว่าผู้บริหารส่วนใหญ่จะมีพฤติกรรทที่ไร้ศีลธรรม หรือไม่มีศีลธรรม เราอาจจะกล่าวได้ว่าผู้บริหารสวนใหญ่จะไม่คิดเลยพ้นไปจากตัวเอง

เพื่อการแสดงสมมุติฐานของเขา ภายใต้ประชากรทางการบริหารรวม  อาร์ชี แคร์ลอลล์ได้คาดคะเนว่าเราจะมีการแจกแจงปรกติมาตรฐานของผู้บริหารสามประเภทเหล่านี้  ผู้บริหารที่มีศีลธรรมและผู้บริหารที่ไร้ศีลธรรมจะอยู่ทางหางสองหางของเส้นโค้งรูประฆัง   ตรงกลางของเส้นโค้วรูประฆังจะเป็นผู้บริหารที่ผิดศีลธรรม ส่วนใหญ่จะเป็นผู้บริหารที่ผิดศีลธรรมอย่างเจตนา

แม้ว่าถ้อยคำของ ไร้ศีลธรรม และผิดศีลธรรมมักจะถูกใช้แทนกันภายในการพูดทั่วไป อาร์ชี แคร์รอลล์ได้ระมัดระวังที่จะอธิบายความแตกต่างของสองถ้อยคำนี้

ผู้บริหารที่ไร้ศีลธรรมจะเลือกพฤติกรรมที่เห็นแก่ตัว และรู้สึกว่าเป็นการกระทำที่มีเหตุผล แต่ผู้บริหารที่ผิดธรรมจะขาดการรับรู้ทางจริยธรรมและการตระหนักทางศีลธรรม และอาจจะเป็นการขาดความร

ะมัดระวังทางศีลธรรม

 

อาชี แคร์รอลล์  ได้สร้างคำอธิบายความรับผิดชอบทางสังคมของบริษัทเป็นรูปพีระมิดสี่ส่วน

เวย์น วิสเซอร์  ได้กล่าวว่า  พีระมิดของความรับผิดชอบทางสังคมของอาร์ชี  แคร์รอลล์  น่าจะเป็นโมเดลของ ความรับผิดชอบทางสังคมที่รู้จักกันมากที่สุด

ความรับผิดชอบทางเศรษฐกิจจะอยู่ล่างสุดของพีระมิดบริษัทต้องทำกำไรเพื่อที่จะจ่ายเป็นผลตอบแทนแก่ผู้ถือหุ้น การผลิตและขายผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพและราคาที่ยุติธรรมต่อลูกค้า การมีความรับผิดชอบทางเศรษฐกิจด้วยการสร้างงานแก่แรงงาน และการเสียภาษีแก่รัฐบาล บริษัทควรจะดำเนินงานบนรากฐานของการมุ่งกำไร ภารกิจอย่างเดียวเท่านั้นของบริษัทคือ การเพิ่มกำไรตราบนานเท่าที่พวกเขาอยู่ภายในกฏของการแข่งขัน   นักเศรษฐศาสตร์รางวัลโนเบล  มิลตัน ฟรีดแมน เชื่อว่าความรับผิดชอบทางสังคมอย่างเดียวเท่านั้นของธุรกิจคือ การทำกำไรสูงสุด

ถ้าบริษัทไม่บรรลุความรับผิดชอบทางเศรษฐกิจ ความรับผิดชอบทางสังคมอย่างอื่นไม่สามารถบรรลุได้ บริษัทที่ตกต่ำไม่น่าจะเป็นเพื่อนบ้านที่ดี นายจ้างที่ดี หรือผู้รับผิดชอบทางสังคมที่ดี

ความรับผิดชอบทางกฏหมายคือ บริษัทต้องทำตามกฎหมายและข้

อบังคับ  การเคลื่อนไหวทางผู้บริโภคและสิ่งแวดล้อมจะมุ่งที่การเรียกร้องความสนใจของประชาชน พวกเขาได้กระตุ้นการใช้กฏหมายควบคุมบริษัท เพื่อที่จะคุมครองความปลอดภัยของผู้บริโภค  และควบคุมมลภาวะ

ที่เป็นพิษ  การคุ้มครองผู้บริโภคด้วยการแก้ไขความสมดุลทางอำนาจ ระหว่างผู้ซื้อและผู้ขายภายในตลาด รัฐบาลได้ประกาศใช้กฏหมายคุ้มครองผู้บริโภค เพื่อที่จะคุ้มครองลูกค้าจากอันตรายของผลิตภัณฑ์มากขึ้น

ความรับผิดชอบทางจริยธรรมคือ  ความรับผิดชอบทางศีลธรรมที่เลยพ้นไปจากกฏหมาย การตอบสนองความคาดหวังและการเรียกร้องของสังคม การกระทำบางอย่างที่

ถูกกฏหมายอาจจะถูกมองว่าขาดจริยธรรมได้ ตัวอย่างเช่น การผลิตและการขายบุหรี่จะถูกฏหมาย แต่เนื่องจาก

ผลภายหลังที่ร้ายแรงของการลูบุหรี่  บุคคลหลายคนจะมองว่าการขายบุหรี่จะขาดจริยธรรม แม้ว่ากฏหมายได้บังคับให้พิมพ์ป้ายฉลากคำเตือนอันตรายจ่ากการสูบบุหรี่ไว้บนซองบุหรี่ก็ตาม

ความรับผิดชอบทางพื่อนมนุษย์  จะอยู่บนสุดของพีระมิดความมุงหมายของความรับผิดชอบทางเพื่อนมนุษย์คือ การเป็นพลเมืองบริษัทที่ดี และการปรับปรุงคุณภาพชีวิตเพื่อสังคม การมีส่วนช่วยสังคมอย่างสมัครใจของบริษัท  ขึ้นอยู่กับดุลยพินิจและการเลือกของบริษัท และเลยพ้นไปจากความรับผิดชอบทางเศรษฐิจ กฏหมาย และจริยธรรม

และไม่ได้เรียกร้องจากสังคม  ตัวอย่างที่ดีของความรับผิดชอบทางเพื่อนมนุษย์คือ โรนัลด์ แมคโดนัลด์ เฮ้าส์ บ้านพักพิงแก่ครอบครัวที่มีลูกเจ็บป่วยอย่างรุนแรงรักษาตัวอยู่ภายในโรงพยาบาล

 

โฮวาร์ด ชูลท์ ได้ซื้อสตาร์บัคส์เมื่อ ค.ศ 1987  เนื่องจากเขาได้รับรู้ข้อเท็จจริงอย่างหนึ่งว่าชาวอเมริกันส่วนใหญ่  ไม่ได้มีสถานที่เพื่อการดื่มกาแฟอย่างสบายและสงบ การมองเห็นโอกาสที่ยิ่งใหญ่ที่จะตอบความต้องการของลูกค้า เขาได้ว่าจ้างทีมผู้บริหารที่เชี่ยวชาญสร้างร้านกาแฟระดับโลก ด้วยเมล็ดกาแฟพรีเมียม และสรรหาผู้เชี่ยวชาญระบบข้อมูลการบริหารจากแมคโดนัลด์ออกแบบระบบจุดขาย เพื่อที่จะติดตามการซื้อกาแฟของลูกค้า ณ ร้านกาแฟ

สตาร์บัคส์ทุกแห่ง

ร้านกาแฟสตาร์บัคส์แห่งแรกได้ถูกเปิดขึ้นมาเมื่อ ค.ศ 1971 ณ ซีแอตเติ้ล วอชิงตัน โดย เจอร์รี่ย์ บอลวิน ขายเมล็ดกาแฟและเครื่องต้มกาแฟเท่านั้น  ภายหลังประมาณสิบปีโฮวาร์ด ชูลท์ ได้ถูกว่าจ้างเข้ามาทำงาน และได้พยามยามชักจูงให้ขายเครื่องดื่มกาแฟด้วย แต่ไม่บรรลุความสำเร็จ ดังนั้นเขาได้ลาออก และเปิดร้ากาแฟของเขาเองขึ้นมาชื่อ จิล จิออร์เนล และได้เปลี่ยนชื่อเป็นสตาร์บัคส์ ภายหลังจากที่เจอร์รี่ย์ บอลวิน ได้ขายสตาร์บัคส์แก่โฮวาร์ด ชูลท์ ในที่สุด

โอวาร์ด ชูลท์ได้ก่อตั้งสตาร์บัคส์ขึ้นมาจากวิสัยทัศน์ที่เขาได้เดินทางไปมิลาน อิตาลี เมืองแห่งเครื่องดื่มเอสเพรสโซ  เขาได้มองเห็นชาวอิตาลีนั่งดื่มกาแฟและพูดคุยกันตามร้านกาแฟบนทุกถนน เหมือนกับเป็นจุดศูนย์รวมของชาวอิตาลี เขาได้เกิดความคิดที่จะถ่ายทอดวัฒนธรรมกาแฟของชาวอิตาลีมายังอเมริกา ดังนั้นโฮวาร์ด ชูลท์มองว่า

สตาร์บัคส์ควรจะเป็นส่วนหนึ่งของวิถีชีวิต

ประจำวันของชาวอเมริกันด้วย

ชื่อสตาร์บัคส์ไดัมาจากชื่อ

ตัวละครคนหนึ่งของนวนิยายล่าปลาวาฬคลาสสิคชื่อ Moby Dick ผู้เขียนชื่อ เฮอร์แมน เมอร์วิลล์ สัญลักษณ์ของสตาร์บัคส์จะเป็นนางเงือกที่มีหางสองหาง ชื่อเทพธิดาไซเรน จากนวนิยายปรัมปราการผจญภัยของเรือเดินทะเล

สตาร์บัคส์ได้เปลี่ยนแปลงสัญลักษณ์ของบริษัทหลายครั้ง การออกแบบเริ่มแรกจะเป็นนางเงือกเปลือยอก ต่อมาได้กลายเป็นนางเงือกที่มีผมคลุมร่างกาย  ล่าสุดได้ลบคำว่า

สตาร์บัค คอฟฟี่ ออกไป การมุ่งเน้นที่นางเงือกและลบวงกลมออก เพื่อที่จะไม่จำกัดกรอบอยู่ที่ธุรกิจกาแฟอย่างเดียว แต่ธุรกิจแกนของสตาร์บัคยังคงเป็นกาแฟอยู่

แม้ว่าสตาร์บัคส์ได้เจริญเติบโตอย่างรวดเร็ว   ธุรกิจแกน

ของสตาร์บัคส์ยังคงเป็นกาแฟอยู่  แต่บริษัทกำลังใช้การ

กระจายธุรกิจอยู่อย่างระมัดระวัง ไปสู่อาหารบางอย่างเหมือนเช่นไอสกรีมและเบเกอรี่ และได้พยายามแสวงหาโอกาสทางธุรกิจใหม่อยู่เสมอ

โฮวาร์ด ชูลท์ ได้กล่าวว่า เมื่อห้าปีที่แล้วความมุ่งมั่นเชิงกลยุทธ์

ของเราคือ การสร้าตราสินค้าแนวหน้าของกาแฟพรีเมียมภายในอเมริกา ห้าปีต่อมาเราได้บรรลุความมุ่งมั่นเชิงกลยุทธ์นี้  ต่อมาเราได้มีเป้าหมายเชิงกลยุทธ์ของการรักษาฐานะความเป็นผู้นำของเราภายในอเมริกา และการสร้างตราสินค้าระดับโลกด้วย

ร้านกาแฟสตาร์บัคมีทำเลที่ตั้งภายในเมื่องที่มีประชาชนหนาแน่น และตามศูนย์การค้า  ร้านกาแฟดั้งเดิมมีพื้นที่ตั้งแต่ 200 ไปจนถึง 4,000 ตารางฟุต บริษัทได้ว่าจ้างพนักงานมากกว่า 200 คน วางแผน ออกแบบ และตกแต่งภายในที่พิเศษ ภาพศิลปสวยงายแขวนอยู่ตามกำแพง พนักงานทำกาแฟได้ถูกเรียกด้วยคำว่าบารีสต้า ภาษาอิตาลี หมายถึงบาร์เทนเดอร์  เสียงดนตรีแจ้สและโอเปร่าที่นุ่มนวลภายในร้านกาแฟ นอกจากการให้ความสำคัญต่อสภาพแวดล้อมและคุณภาพของกาแฟแล้ว สตาร์บัคส์ได้มุ่งการสร้างประสบการณ์แก่ลูกค้าด้วยเครื่องดื่มอิตาลีและกาแฟพรีเมี่ยม

การบรรจุภัณฑ์ของสตาร์บัคส์มีลักษณะเฉพาะ นอกจากการขายเครื่องดื่มอิตาลี เช่น ลาเต้  มอคค่า และคาปูชิโนแล้ว สตาร์บัคส์ได้ขายเมล็ดกาแฟบรรจุกล่อง ถ้วยกาแฟ  เหยือกกาแฟ และเครื่องทำกาแฟบ้านด้วย

สตาร์บัคส์ได้เปิดร้านสตาร์บัคส์ รีเสิรฟ โรสเทอรี่่ย์  ขึ้นมาอย่างเป็นทางการ ณ ถนนนานกิง เซี่ยงไฮ้  เมื่อวันที่ 6 ธันวาคม  2017 เมืองใหญ่ที่สุดและพัฒนามากที่สุดของจีน ทำเลที่ตั้งนี้ได้ถูกเรียกว่า “ดิจิตอล” ด้วยความช่วยเหลือ

จากอลีบาบา กรุ็ป ยักษ์ใหญ่เทคโนโลยีของจีน ร้าน

สตาร์บัคส์แห่งนี้มีพื้นที่ 30,000 ตาราฟุต ใหญ่กว่าปรกติ 300 เท่า  เป็นร้านสตาร์บัคส์ใหญ่ที่สุดของโลก จนกว่าร้านสตาร์บัคส์ รีเสิรฟ โรสเทอรี่ย์ จะถูกเปิดขึ้นมาปีหน้า ณ ชิคาโก อเมริกา พื้นที่ 43,000 ตารางฟุต และกลายเป็นร้านสตาร์บัคส์ใหญ่ที่สุดภายในโลก ร้านสตาร์บัคส์ รีเสิรฟ โรสเทอรี่ย์ แห่งแรกได้ถูกเปิดขึ้นมา ณ ซีแอตเติ้ล อเมริกา  จุดเด่นของร้านสตาร์บัคส์ รีเสริฟ โรสเทอรี่ย์ แห่งเซี่ยงไฮ้ คือ บาร์นั่งดื่มกาแฟยาวถึง   88 ฟุต พนักงาน 400 คน   ลูกค้าสามารถมองเห็นการคั่วกาแฟภายในถังไม้ เพื่อที่จะนำเมล็ดกาแฟมาใช้ทำกาแฟทันที

จีนเป็นตลาดสตาร์บัคส์ที่กำลังเจริญเติบโตรวดเร็วที่สุด ปัจจุบันสตาร์บัคส์มีร้านกาแฟที่จีน 3,000 แห่ง ภายใน  136 เมือง  เซี่ยงไฮ้ 600 แห่ง

โฮวาร์ด ชูลท์ ได้กล่าวว่า สตาร์บัคส์ ได้มองจีนสามารถนำหน้าอเมริกา เป็นตลาดใหญ่ที่สุดภายในทษวรรษ ผมและแจ็ค หม่า ผู้ก่อตั้งอลีบาบา กรุ็ป ได้พูดคุยกันหลายเรื่อง และเมื่อถูกถามว่า ความเป็นหุ้นส่วนสามารถขยายเลยพ้นไปจากการบริการชำระเงินผ่านโทรศัพท์มือถือหรือไม่ เขาได้ตอบว่า ความเป็นเพื่อนและค่านิยมร่วมของเรา ตราสินค้าของเรา  เรามีสิ่งที่เราสามารถทำร่วมกันได้ ลูกค้าภายในจีนสามารถชำระเงินแก่สตาร์บัคส์ด้วยการใช้การบริการจ่ายเงินทางโทรศัพท์มือถือของอลีบาบา

แจ็ค หม่า ได้กล่าวถึงสตาร์บัคส์สามารถบรรลุความสำเร็จภายในสถานที่ไม่มีวัฒนธรรมกาแฟได้อย่างไร บุคคลมักจะถามคำถามข้อหนึ่งแก่เขาอยู่เสมอว่า ทำไมบริษัทอเมริกันหลายบริษัทไม่บรรลุความสำเร็จภายในจีน แต่สตาร์บัคส์เคารพบุคคล เคารพตลาด ทีมที่ยิ่งใหญ่ และการปรับตัว

สตาร์บัคส์กำลังเปลี่ยนแปลงจีน ประเทศที่ดื่มชา  การทำให้บุคคลจำนวนมากดื่มกาแฟ

แจ็ค หม่า ได้กล่าวว่า ผมไม่ชอบกาแฟ แต่ผมชอบสตาร์บัคส์ ที่น่าสนใจคือ ปีนี้อาลีบาบาได้เฉลิมฉลองวันครบรอบ 18 ปี  เราทั้งสอง อลีบาบาและสตาร์บัคส์ มีอายุครบรอบ 18 ปีเหมือนกัน สตาร์บัคส์ เป็นบริษัทที่ยิ่งใหญ่ บริษัทที่อลีบาบานับถือ วันนี้ไม่ใช่เป็นการเฉลิมฉลองของร้านสตาร์บัคส์แห่งนี้ แต่เป็นการเฉลิมฉลองกาแฟและชาสามารถทำงานด้วยกันภายในจีน

แจ็ค หม่า ได้ย้ำถึงความสำคัญของบุคคลวัยหนุ่มสาวภายในทั้งสองบริษัท พนักงานของอลีบาบามีอายุเฉลี่ย 29  ปี  และพนักงานของสตาร์บัคส์มีอายุเฉลี่ย 28 ปี เขาเชื่อว่าการทำงานร่วมกับสตาร์บัคส์ ได้สร้างโอกาสที่จะพัฒนาบุคคลวัยหนุ่มสาวเหล่านี้มากขึ้น  เพราะว่าพวกเขาคืออนาคตของประเทศ

การก้าวกระโดดล่าสุดของร้านกาแฟลูกโซ่ได้มุ่งไปยังความนิยมแพร่หลายของการจัดส่ง ภายในประเทศที่ทุกสิ่งทุกอย่างตั้งแต่ผักผลไม้สด   ไปจนถึงรถโฟลคลิฟท์

สามารถซื้อออนไลน์และจัดส่งภายในวันเดียว สตาร์บัคส์กำลังพิจารณทางเลือกของการจัดส่งอยู่  การสั่งซื้อทางโทรศัพท์มือถือที่ลูกค้าจะมารับที่ร้าน  หรือจัดส่งให้แก่ลูกค้า จะเป็นพรมแดนต่อไปของเรา นวัตกรรมที่เราได้มองเห็นและเข้าใจภายในจีนกำลังพัฒนาอย่างรวดเร็วมากกว่าส่่วนอื่นของโลก

สตาร์บัคส์สามารถสร้างทีมกับอลีบาบา กร็ุป ภายในโครงการที่เลยพ้นไปจากการบริการชำระเงินทางโทรศัพท์มือถือ สตาร์บัคส์กำลังพนันความกระหายสินค้าฟุ่มเฟือยของจีนสามารถถ่ายทอดไปยังกาแฟได้ ราคาลาเต้มาตรฐานของสตาร์บัคส์สูงกว่าร้านกาแฟท้องที่ภายในเซี่ยงไฮ้

สตาร์บัค คอฟฟี่ ได้กระตุ้นการบ้ากาแฟอย่างรุนแรงภายในอเมริกา แต่บริษัทได้ถูกปกป้องจากการมุ่งพนักงานเชิงรุกอย่างมาก การจูงใจด้วยความเป็นเจ้าของหุ้นของพนักงาน เรียกว่า บีนสต็อค  และค่ารักษาพยาบาลอย่างเต็มที่ แม้แต่พนักงานทำงานไม่เต็มเวลา  การบริจาคเงินด้วยตัวเลขหกหลักแก่สถาบันการกุศล ไมเคิล โบ นักวิเคราะห์ของลีห์แมน บราเธอร์  บริษัทหลักทรัพย์ได้กล่าวว่า  พวกเขาจะเป็นบุคคลที่มีอุดมคติที่เชื่อว่าสตาร์บัคเป็นเครื่องมือที่จะมีส่วนช่วยต่อสังคมและบรรลุภารกิจของบริษัท ผู้บริหารเชื่อว่าวิถีทางอย่างเดียวเท่านั้นทีจะไปทุกแห่งได้คือ การปฏิบัติต่อพนักงานเป็นอย่างดี ณ เวลาเมื่อลูกค้าต้องมาก่อน สโลแกนของบริษัทส่วนใหญ่ในขณะนั้น แต่ปรัชญาของสตาร์บัคส์ พนักงานต้องมาก่อน

สตารบัคส์ ได้เรียงลำดับความรับผิดชอบทางสังคมของบริษัทไว้สูงสุด บริษัทได้พยายามคืนกลับแก่ชุมชนที่ได้ดำเนินธุรกิจอยู่ ด้วยการสนับสนุนโรงเรียนท้องที่ และการรักษาสิ่งแวดล้อม การริเริ่มความรับผิดชอบทางสังคมอย่างหนึ่งของสตาร์บัคส์คือ การให้รางวัลแก่ผู้ปลูกกาแฟที่ได้รักษาสิ่งแวดล้อม      บริษัทได้เรียกการปฏิบัตินี้ว่าการจัดหาอย่างยั่งยืน ผู้บริหารบริษัทเชื่อว่าการจัดหาอย่างยั่งยินเป็นหลักการที่สำคัญของกลยุทธ์การเจริญเติบโตทั่วโลก    การช่วยสร้างตราสินค้าสินค้าสตาร์บัคส์  การริเริ่มความรับผิดชอบทางสังคมแก่ผู้ปลูกกาแฟ เป็นวิถีทางอย่างหนึ่งที่สตาร์บัคส์ตอบสนองต่อข้อวิจารณ์จากขบวนการ “การค้าที่ยุติธรรม” เพื่อที่จะสนับส

นุนการให้รายได้ที่เป็นธรรมแก่เกษตรกรภายในประเทศที่กำลังพัฒนา เนื่องจากข้อกล่าวหาสตาร์บัคส์จากการให้รายได้ที่ต่ำแก่ผู้ปลูกกาแฟ สตาร์บัคส์ได้ปฏิเสธข้อกล่าวหานี้

ผู้ผลิตวัตถุดิบจะเป็นความท้าทายมากที่สุดอย่างหนึ่งของสตาร์บัคส์

ภายในการศึกษาแรงงานของกัวเตมารา สตาร์บัคส์พบว่าแรงงานของกัวเตมาราจะทำงานหนักและขาดความเมตตา รายได้สองเซ็นต์จากการเก็บเมล็ดกาแฟหนึ่งปอนด์ ในขณะทีสตาร์บัคส์ขายเมล็ดกกาแฟสูงถึง 8 เหรียญต่อปอนด์ บริษัทกาแฟพรีเมี่ยมส่วนใหญ่จะไม่สนใจต่อสภาะการทำงานของประเทศที่ผลิตกาแฟเลย

ลูกค้ามากกว่าห้าล้านคนต่อสัปดาห์ซื้อกาแฟออกนอกร้านที่ใช้ถ้วยกระดาษทิ้งได้  สตาร์บัคส์ได้ทดลองทางเลือกของถ้วยที่ทำลายได้ง่าย แนวคิดของถ้วยมากกว่ายี่สิบชนิดได้ถูกประเมิน นักดี่มกาแฟจะชอบกาแฟร้อนของสตาร์บัคส์  แต่ลูกค้าไม่ต้องการถ้วยที่ทำให้นิ้วร้อน แต่ลูกค้าอาจจะไม่สนใจการปิดกั้นกาแฟไว้อย่างดี การใช้ไฟเบอร์ที่นำกลับมาใช้ใหม่ได้ และการใช้วัสดุให้น้อยที่สุด การปรับปรุงสมรรถภาพของถ้วยกาแฟ ถ้วยเซรามิคสามารถถูกใช้ได้เฉลี่ย 3,000  ครั้ง  สตาร์บัคส์ ได้กระตุ้นลูกค้าให้ใช้เหยิอกกับการซื้อกาแฟออกนอกร้าน การใช้กระดาษเช็ดปากที่ไม่ฟอกวัสดุทำความสะอาดไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม และถังขยะที่นำกลับมาใช้ใหม่ได้ภายในร้านกาแฟของพวกเขา และการให้กากกาแฟแก่ลูกค้าที่จะใช้ประโยชน์กับหลังบ้าน

สตาร์บัคส์มีเหตุผลทางเศรษฐกิจที่ดีต่อความรับผิดชอบทางสังคม  ภายใต้อัตราการเจริญเติบโตของบริษัท 20% ต่อปี บริษัทต้องการความมั่นใจว่าอุปทานในอนาคตของเมล็ดกาแฟต้องคาดคะเนได้และไว้วางใจได้แก่ลูกค้า ถ้าอุปทานเมล็ดกาแฟของสตาร์บัคส์ได้ถูกทำลายลงไป การเจริญเติบโตและคุณภาพกาแฟของบริษัทจะเผชิญกับความเสี่ยงภัยสูง เพื่อการป้องกันอุปทานเมล็ดกาแฟ สตาร์บัคส์เชื่อว่าการเลี้ยงดูหุ้นส่วนผู้ปลูกกาแฟมีความสำคัญเป็นอย่างมาก ณ เวลาเดียวกันเพื่อที่จะป้องกันตราสินค้าสตาร์บัคส์ไว้ด้วย บริษัทต้องแน่ใจว่าผู้ปลูกกาแฟได้ร่วมความผูกพันต่อการรักษาคุณภาพของกาแฟสตาร์บัคส์  ดังนั้นบริษัทได้มีโครงการดึงดูดและให้ราววัลแก่ผู้ปลูกกาแฟที่ผูกพันต่อความรับผิดชอบทางสังคมและสิ่งแวดล้อม บริษัทเชื่อว่าผู้ปลูกกาแฟที่ดูแลคนงานและที่ดินอย่างดีที่สุด  ย่อมจะเป็นซัพพลายเออร์ที่มีประสิทธิภาพและรับผิดชอบมากที่สุด – หุ้นส่วนที่สตาร์บัคส์ต้องการมากที่สุด

ผู้ปลูกกาแฟที่กลายเป็นซัพพลายเออร์ของสตาร์บัคส์ต้องสมัครเข้าโครงการของบริษัท ผู้ตรวจสอบจะประเมินผู้สมัครด้วยเครื่องวัด 20 ตัว เพื่อที่จะพิจารณาว่าผู้ปลูกกาแฟ ยึดมั่นกับการรักษาสิ่งแวดล้อม(วิธีการรักษาดินที่หายากปลูกกาแฟคุณภาพสูง) และความรับผิดชอบทางสังคมยั่งยืนแค่ไหน การลดความเสี่ยงภัยที่ซัพพลายเออร์จะทำผิดกฏหมาย

ซัพพลายเออร์ที่ถูกยอมรับเข้าโครงการต้องได้คะแนนตามเกณฑ์ของสิ่งแวดล้อม สังคม และเศรษฐกิจ ผู้ปลูกกาแฟยิ่งได้คะแนนสูงเท่าไร สตาร์บัคส์ยิ่งให้รายได้แก่พวกเขาสูงขึ้นเท่านั้น ผู้ปลูกกาแ

ฟจะได้รับเงินเพิ่มขึ้น 5% จากเมล็ดกาแฟแต่ละปอนด์ที่ขาย  พวกเขาได้รับสัญญาระะยะยาว เพื่อที่จะลดความเสี่ยงภัยทางตลาด และได้รับสินเชื่อที่จะลงทุนส่งเสริมความยั่งยืนด้วย สตาร์บัคส์มีเป้าหมายระยะยาว   60%  ของกาแฟต้องได้มาจากผู้ปลูกกาแฟ

เหล่านี้

การรักษาสิ่งแวดล้อมของสตาร์บัคส์ เป็นตัวอย่างที่ดีของความรับผิดชอบทางสังคมของบริษัท สตาร์บัคส์ได้ใช้ถ้วยกระดาษและที่สวมแก้วกระดาษด้วยใช้กระดาษรีไซเคิลที่มีคุณภาพตามมาตรฐานของสตาร์บัคส์  และสนับสนุนลูกค้าให้ใช้แก้วส่วนตัวด้วยการลดราคา 10 บาท      นอกจากนี้สตาร์บัคส์ยังได้มีโครงการชื่อ Grounds For Your Garden ด้วยการให้ถุงกากกาแฟฟรีแก่ลูกค้าที่จะใช้เป็นปุ๋ยปลูกต้นไม้ด้วย

 

สตาร์บัคส์เชื่อว่าหัวใจของความสำเร็จของบริษัทคือ”พนักงาน”ของสตาร์บัคส์  พวกเขาจะถูกเรียกด้วยคำว่าหุ้นส่วนทุกคน  พนักงานจะมีทัศนคติและความสามารถของการทักทาย  และการบริการลู

กค้าได้อย่างดีที่สุด  การให้คุณค่าและการปฏิบัติต่อพนักงานอย่างดีจะเป็นวัฒนธรรมองค์การที่เข้มแข็งของสตาร์บัคส์  ผู้บริ

หารทรัพยากรมนุษย์ของสตาร์บัคส์ได้กล่าวว่า  บริษัทจะต้องสร้างสภาพแสดล้อมการทำงานที่ดี และปฏิบัติต่อพนักงานทุกคนด้วยความเคารพและการยกย่อง สตาร์บัคส์เชื่อว่าการบรรลุความสำเร็จทางการเงินจะเกิดขึ้นจากวิธีการทรัพยากรมนุษย์ ไม่ใช่วิธีการอย่างอื่นเลย พนักงาน

สตาร์บัคส์จะได้เงินเดือนที่สูงกว่าระดับต่ำ  ค่ารักษาพยาบาลที่ดี การลาป่วยที่มีรายได้อยู่  การได้โบนัส และความเป็นเจ้าของหุ้น การดูแลสุขภาพอย่างกว้างขวางแก่พนักงานที่มีทั้งการเจ็บป่วย การทำฟัน การดูแลสายตา การพักผ่อน เงินค่าเล่าเรียน และกาแฟหนึ่งปอนด์ฟรีทุกสัปดาห์

สตาร์บัคส์ได้ทำให้พนักงานกลายเป็นหุ้น ความเป็นเจ้าข

องหุ้นทำ

ให้พนักงานทำงานด้วยวิถีทางที่เพิ่มรายได้และกำไรแก่สตาร์บัคส์ พนักงานจะค้นหาวิถีทางใหม่อยู่เสมอ เพื่อที่จะลดต้นทุนและเพิ่มรายได้ พนักงานสามารถเปลี่ยนแปลงสิทธิการซี้อขายหุ้นเป็นเงินสดได้ภายหลังรักษาไว้ครบห้าปี

สตาร์บัคส์ได้ถูกยกย่องจากการเปลี่ยนแปลงวิถีทางการมองกาแฟของชาวอเมริกัน

ก่อนหน้านี้ชาวอเมริกันจะพยายามซื้อเมล็ดกาแฟราคาถูกที่สุดเท่าที่จะหาได้ กาแฟบรรจุกระป๋องส่วนใหญ่บนชั้นของซุปเปอร์มาร์เก็ตจะเป็นเมล็ดกาแฟคุณภาพต่ำที่มีคาเฟอินสูง

ชาวเยอรมัน ชาวอิตาลี และชาวญี่ปุ่นจะซื้อเมล็ดกาแฟคุณภาพสูงคืออาราบีก้า

ตามมุมมองของสตาร์บัคส์แล้ว ซุปเปอร์มาร์เก็ตคือความท้าทายทางการแข่งขันที่ยิ่งใหญ่ของตลาดกาแฟ ผู้ผลิตกาแฟรายใหญ่ เช่น เนสท์เล่ คราฟท์ เจ็นเนอรัล ฟูดส์ และพรอคเตอร์ แอนด์ แกมเบิ้ล กำลังขายกาแฟพรีเมี่ยม ณ ซุปเปอร์มาร์เก็ตและทดแทนกาแฟสตาร์บัคส์ได้ แต่ยักษ์ใหญ่สามรายยอมรับว่ากาแฟสตาร์บัคจะกระต่อทบต่อยอดขายของพวกเขา  ผู้ยิ่งใหญ่สามรายจะมุ่งที่การสร้างตราสินค้ามากกว่าการสร้างกาแฟที่ดี

โฮวาร์ด ชูลท์ ผู้ก่อตั้งสตาร์บัคส์ได้กล่าวว่า เราสร้างตราสินค้าแก่พนักงานของเราก่อนไม่ใช่ลูกค้าของเรา เนื่องจากเราเชื่อว่าวิถีทางที่ดีที่สุด เพื่อที่จะตอบสนองและเลยพ้นความคาดหวังของลูกค้าของเราได้คือ การว่าจ้างและการฝึกอบรมบุคคลที่ยิ่งใหญ่  เราลงทุนกับพนักงาน

การว่าจ้างพนักงานเป็นศิลปไม่ใช่วิทยาศาสตร์ และประวัติไม่สามารถบอกเราได้ว่าบุคคลบางคนสอดคล้องกับวัฒนธรรมของสตาร์บัคส์หรือไม่  บริษัทสามารถเจริญเติบโตใหญ่ขึ้นได้โดยไม่สูญเสียความลุ่มหลงและบุคลิกภาพที่สร้างบริษัทขึ้นมา ถ้าตราบใดที่บริษัทยังถูกขับเคลื่อนด้วยค่านิยม และบุคคล ไม่ใช่กำไร

โฮวาร์ด ชูลท์ ได้กล่าวแก่ซีเอ็นเอ็นว่า เราสามารถมองเห็นอนาคตที่ร้านกาแฟลูกโซ่ภายในอเมริกาได้กลายเป็นร้านค้าปลีกที่ไร้เงินสด แตเทคโนโลยีต้องไม่ทดแทน   “ความเป็นมนุษย์” ภายในการปฎิบัติต่อลูกค้า ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีต้องไม่ขัดขวางความสัมสัมพันธ์ระหว่างลูกค้าและบาริสต้า เราคือบริษัทบุคคล ผมมองไม่เห็นวันที่ปัญญาประดิษฐ์และหุ่นยนต์กำลังเข้ามาทดแทน

ความเป็นมนุษย์ของสตาร์บัคส์เลย ทุนตราสินค้าอยู่บนรากฐานอยู่ความใกล้ชิดระหว่างลูกค้าและบุคคลของเรา  นั่นคือทำไมเราต้องลงทุนอย่างมากกับบุคคลของเรา ภายใต้ความยุ่งยากของสภาพแวดล้อมการค้าปลีกแบบตึกรามบ้านช่อง ถ้าเราไม่ได้ให้บุคคลของเรามาก่อน และลงทุนภายในบุคคลของเราแล้ว  เราไม่สามารถสร้างประสบการณ์แก่ลูกค้า เพื่อที่จะดึงดูดและมีลูกค้าที่จงรักภักดีได้

สตาร์บัคส์ปัจจุบันได้ย้ำจุดยินความผูกพันของพวกเขาต่อการสนับสนุนชาวไร่กาแฟ ชุมชน และสิ่งแวดล้อม ด้วยรายงานประจำปีความรับผิดชอบทางสังคมของบริษัท

ภายในจดหมายของเขาที่ส่งไปยังผู้ถิอหุ้นภายในรายงานฉบับนี้ โฮวาร์ด ชูลท์  ซีอีโอ   ได้กล่าวว่า  แม้ว่าช่วงเวลานี้บริษัทของเรากำลังเปลี่ยนแปลง สิ่งหนึ่งที่ไม่เคยเปลี่ยนแปลงเลยคือ ความผูกพันต่อการดำเนินธุรกิจด้วยวิถีทางที่รับผิดชอบและมีจริยธรรมของเรา

กลยุทธ์ความรับผิดชอบทางสังคมของสตาร์บัคส์จะอยู่บนรากฐานของเสาสามเสาคือ การมีส่วนร่วมทางชุมชน การจัดหาอย่างมีจริยธรรม และการรักษาสิ่งแวดล้อม

เราต้องการให้ร้านสตาร์บัตส์แต่ละแห่งเป็นหัวใจชองชุมชน  สตาร์บัตส์ได้สร้างความสัมพันธ์ส่วนบุคคลอย่างยาวนานกับลูกค้าและเพื่อนบ้าน รอยเท้าเศรษฐกิจของสตาร์บัคส์ภายในชุมชนท้อ

งที่คือ  ร้านสตาร์บัตส์ ได้มีส่วนช่วยต่อการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจของท้องที่ การสร้างงานแและรายได้ทางภาษีแก่ท้องที่

ร้านกาแฟสตาร์บัคส์ตามชุมชนจะเป็นหุ้นส่วนกับองค์การที่ไม่มุ่งกำไร เพื่อที่จะตอบสนองความต้องการของชุมชน สตาร์บัคส์จะบริจาคเงิน 0.05 ถึง 0.15 เหรียญต่อธุรกรรมแก่หุ้นส่วนที่ไม่มุ่งกำไร

สตาร์บัคส์ได้สัญญาจะว่าจ้างทหารผ่านศึกและทหารอย่างน้อยที่สุด 10,000 คน  และมุ่งที่ความหลากหลายและรวมเข้าด้วยกันภายในสถานที่ทำงาน  บริษัทจะให้โอกาสทางการฝึกอบรมแก่บุคคลวัยหนุ่มสาวภายในชุมชนของพวกเขา และแม้แต่การก่อตั้งมูลนิธิสตาร์บัคส์ เป้าหมายคือการสร้างความเข้มแข็งแก่ชุมชน

การจัดหาอย่างมีจริยธรรมจะระบุวิถีทางที่สตาร์บัคส์ซื้อผลิตภัณฑ์  บริษัทจะผูกพันที่รับรองได้ว่ากาแฟ ชา โกโก้ ได้ถูกผลิตและซื้ออย่างมีความรับผิดชอบและจริยธรรม สตาร์บัคส์ ได้กล่าวว่าความสำเร็จของพวกเราจะถูกเชื่อมโยงกับความสำเร็จของชาวไร่และซัพพลายเออร์ที่ปลูกและผลิตผลิตภัณฑ์ของพวกเขา     และสตาร์บัคส์จะซื้อผลิตภัณฑ์จากชาวไร่และผู้ผลิตที่ยึดมั่นกับมาตรฐานทางจริยธรรมเท่านั้น

ความสำเร็จระยะยาวของเราได้ถูกเชื่อมโยงกับความสำเร็จของชาวไร่หลายพันคนที่ปลูกกาแฟของเรา นั่นคือทำไมสตาร์บัตส์มีโครงการเงินกู้แก่ชุมชนที่ปลูกกาแฟ และการทำงานร่วมกับชาวไร่ภายในไร่กาแฟ เพื่อที่จะช่วยปรับปรุงคุณภาพกาแฟ มันไม่เป็นเพียงแต่สิ่งที่ถูกต้องที่จะต้องทำ มันเป็นสิ่งที่ถูกต้อง

ที่จะต้องทำเพื่อธุรกิจของเราด้วย ภายใต้การช่วยเหลือที่จะให้ชาวไร่กาแฟยั่งยืน  และทำให้ชุมชนการทำไร่เข้มแข็งขึ้น  เราจะมั่นใจได้ต่ออุปทานของกาแฟคุณภาพในอนาคต เราได้วางแผนที่จะเพิ่มข้อผูกพันทางเงินกู้แก่ชาวไร่ของเราเป็น 20 ล้านเหรียญ  และการให้

สิ่งจูงใจแก่ชาวไร่ลดผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมของการผลิตกาแฟ

สตาร์บัคส์ ได้อ้างว่าโลกเป็นหุ้นส่วนทางธุรกิจที่สำคัญที่สุดของพวกเขา และได้ใช้วิถีทางเชิงรุก เพื่อที่จะลดผล

กระทบทางสิ่งแวดล้อม สตาร์บัคส์จะผูกพันต่อการรีไซเคิล การอนุรักษ์น้ำและพลังงาน และดำเนินกลยุทธ์ที่จะจัดการการเปลี่ยนแปลงทางภูมิอากาศระดับโลก โดยทั่วไปสตาร์บัคส์ ได้พยายามจะเป็นมิตรทางสิ่งแวดล้อมเท่าจะเป็นไปได้  ภายในทุกด้านของการดำเนินธุรกิจของพวกเขา

เราเชื่อมั่นต่อความสำคัญของการดูแลโลกของเรา และการกระตุ้นให้บุคคลอื่นกระทำอย่างเดียวกัน มันเป็นเหตุผลทางธุรกิจทีี่ดี เพราะว่าบริษัทต้องอาศัยผลผลิต ทางเกษตร  และเมื่อบุคคลต้องดำรงชีวิตบนโลกใบนี้  มันเป็นสิ่งถูกต้องที่เราต้องทำ  เรากำลังพยายามพัฒนา ถ้วยที่เป็นมิตรมากขึ้น และการขยายการรีไซเคิลของเราเพื่อที่จะลดของเสียที่เราได้สร้างขึ้นมา ทรัพยากรธรรมชาติที่มีค่ามากที่สุดอย่างหนึ่งคือน้ำ เราได้ประเมินการออกแบบร้าน อุปกรณ์ และการดำเนินงานของเรา เพื่อที่จะระบุวิถีทางลดการใช้น้ำให้น้อยที่สุด เราได้ผูกพันต่อการใช้พลังงานให้น้อยที่สุด การใช้แหล่งพลังงานทดแทน เพื่อที่จะลดผลกระทบต่อโลก การใช้วัสดุอาคารสร้างร้านให้เป็นสีเขียวมากที่สุด และการออกแบบที่ใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อที่จะลดรอยเท้าสิ่งแวดล้อมของเรา

 

อุบัติภัยทางสิ่งแวดล้อมและอุตสาหกรรมร้ายแรงที่สุดของโลก จนกลายเป็นบทเรียนของความรับผิดชอบทางสังคมและจริยธรรมของบริษัทภายในหลายมหาวิทยาลัยคือ การรั่วของแก๊สของโรงงานยูเนี่ยน คาร์ไบด์

ณ เมืองโบห์พาล อินเดีย

เมื่อตอนกลางคืนวันที่ 3 ธันวาคม ค.ศ 1984 โรงงานแก๊สของบริษัท

ยูเนี่ยน คาร์ไบน์ อยู่ใกล้เมืองโบห์พาล อินเดีย ได้เกิดระเบิดและแก๊สรั่วออกมาประมาณ 40 ตัน บุคคลประมาณมากกว่า 20,000  คนได้เสียชีวิต และได้รับบาดเจ็บมากกว่า  500,000 คน   เป็นอุบัติเหตุทางอุตสาหกรรมร้ายแรงที่สุดเท่าที่เคยเกิดขึ้น และเรียกกันว่า Bohpal Gas Tragedy : โศกนาฏกรรมแก๊สแห่งโบห์พาลยูเนี่ยน คาร์ไบน์ ตอนเริ่มแรก ไม่ยอมรับภาระของการจ่ายเงินชดเชยและค่ารักษาพยาบาลแก่ชาวเมืองที่บาดเจ็บ เนื่องจากบริษัทมีหุ้นอยู่ 51% เท่านั้น ที่จริงแล้วยูเนี่ยน คาร์ไบน์ ไม่ควรจะสร้างโรงงานที่อันตราย ถ้าพวกเขามีผู้บริหารอินเดียที่ฝึกอบรมแล้วไม่กี่คน และคนงานที่ไม่รู้หนังสิอทำงานอยู่

แก๊สที่รั่วจะเป็นเมทธีล ไอโซไซยาเนต สารเคมีที่ใช้ผลิตยาฆ่าแมลง ก่อนหน้านี้ถังบรรจุแก๊สได้เกิดเดือดพล่านจากความชื้น ผู้จัดการกะ

กลางคืนไ่ด้ละเลยสัญญานเตือน แม้แต่ระบบการทำความเย็นไม่ได้ถูกใช้งานนานกว่าหนึ่งปีแล้ว ในที่สุดวาล์วฉุกเฉินบนถังบรรจุแก๊สได้เกิดระเบิด  แก๊สได้ลอยตัวขึ้นสู่อากาศเหมือน

กับก้อนเมฆใหญ่ไปยังหมู่บ้านใกล้เคียง ชาวบ้านหายใจไม่ออกและเสียชีวิติทันทีเมื่อแก๊สเต็มปอด ชาวบ้านหลายพันคนที่รอดชีวิตต้องตาบอด  และถูกเผาไหม้อย่างรุนแรงจากสารเคมี ยูเนี่ยน คาร์ไบ ได้จ่ายเงินขดเชยไป 470 ล้านเหรียญ

ยูเนี่ยน คาร์ไบด์ อินเดีย คือบริษัทลูกของยูเนี่ยน คาร์ไบด์ อเมริกา ผู้บริหารอินเดียบริหารงานประจำวันทุกอย่างและเป็นอิสระ  ผู้บริหารอเมริกันจากสำนักงานใหญ่มีบทบาทเป็นที่ปรึกษาเท่านั้น สาเหตุที่สำคัญอย่างหนึ่งของอุบัติเหตุแก๊สรั่วคือ โรงงานโบห์พาลกำลังขาดทุน ดังนั้นผู้บริหารท้องที่ได้ดำเนินการลดต้นทุน เช่น ก

ารปลดคนงาน และการลดต้นทุนบำรุงรักษา คนงานหลายคนไม่พอใจ  และคนงานที่มีประสบการณ์ได้ลาออก  คนงานส่วนใหญ่ไม่รู้หนังสือ   และไม่ได้สนใจอันตรายจากสารเคมี พวกเขาต้องการมีงานทำเท่านั้น เนื่องจากความยากจนของภูมิภาคนี้  ที่จริงแล้วบริษัทจะเป็นปาฏิหารทางเศรษฐกิจอย่างหนึ่งของหลายครอบครัวภายในภูมิภาคที่ห่างไกลนี้ การสร้างงาน และการบริการทางแพทย์

รัฐบาลอินเดียมองว่าประเทศได้รับผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจและสังคมอย่างมากจากโรงงานยูเนี่ยน คาร์ไบด์ ยาฆ่าแมลงที่ผลิตจากโรงงานได้ช่วยชาวอินเดียลดการสูญเสียเมล็ดข้าวได้ 10% การประหยัดเมล็ดข้าวได้ 15 ล้านตันต่อปี และเพียงพอที่จะเลี้ยงดูชาวอินเดีย 70 ล้านคนต่อปีได้

ที่จริงแล้วยูเนี่ยน คาร์ไบด์ อเมริกา บริษัทแม่ ได้กำหนดมาตรฐานการควบคุมความปลอดภัยที่เข้มงวดกว่าที่อินเดียได้กำหนดไว้  อินเดียไม่มีกฏหมายความปลอดภัยและสิ่งแวดล้อมเลย  แต่การควบคุมการรักษาความปลอดภัยได้ถูกละเลย จนในที่สุดนำไปสู่ความหายนะที่เศร้าสลดอย่างหาที่เปรียบไม่ได้ และได้กลายเป็นเรื่องราวโศกนาฎกรรมแก๊สแห่งโบห์พาลที่ยังไม่จบตราบเท่าทุกวันนี้แม้ว่าภายหลัง 16 ปีของความหายนะทางอุตสาหกรรมที่โบห์พาล ดาว เคมีคอล  ผู้ผลิตสารเคมียักษ์ใหญ่ของอเมริกาได้ซื้อยูเนี่ยน คาร์ไบน์  มูลค่า 11.6 พันล้านเหรียญไปแล้วก็ตาม ดาว เคมีคอล ได้ถูกเรียกร้องความรับผิดชอบทางสังคม ต่อความหายนะทางอุตสาหรรมนี้จากอินเดีย  แต่ดาว เคมีคอล ได้ยืนยันว่าการรั่วของแก็ส  ไม่ได้เป็นความรับผิดชอบของบริษัท แต่บริษัทยอมรับว่าได้สร้างความเสียหายต่อชื่อเสียงของบริษัทมาก และดาว เคมีคอล กำลังเผชิญกับการต่อต้านจากตลาดเคมีของอินเดียที่เจริญเติบโตสูงถึง 17% ต่อปี การสร้างผลกระทบทางการค้าอย่างรุนแรงต่อธุรกิจของบริษัท

 

เรื่องราวเบื้องหลังไอศกรีมของของเบ็น แอนด์ เจอร์รี่ และ 35 ปีของพวกเขาที่ได้ต่อสู้ เพื่อที่จะบรรลุ ” ความเจริญรุ่งเรืองที่เชื่อมโยง “ด้วยความคิดที่เรียบงายแต่น่าทึ่ง  บุคคลทุกคนและทุกสิ่งทุกอย่างที่บริษัทได้สัมผัสควรจะได้ประโยชน์จากกำไรของบริษัท  การขายเบ็น แอนด์ เจอร์รี่ แก่ยูนิลีเวอร์ เมื่อ ค.ศ  2000 จะเป็นความความประหลาดใจที่เข้าใจผิดแก่บุคคลที่รู้จักผู้ก่อตั้งฮิปปี้ สองคนนี้ เบ็น โคเฮ็น และเจอร์รี่ กรีนฟิลด์

เมื่อยูนีลิเวอร์ได้เสนอซื้อบริษัทด้วยพรีเมี่ยม 25 %  เบ็น โคเฮ็น และเจอร์รี่ กรันฟิลด์ ไม่ต้องการจะขาย พวกเขาห่วงใยว่ายูนีลิเวอร์อาจจะละทิ้งภารกิจทางสังคมของบริษัท และบริหารบริษัทอย่างไร้วิญญาน  แต่เนื่องจากเบ็น แอนด์  เจอร์รี เป็นบริษัทมหาชน พวกเขาเป็นผู้รับมอบอำนาจจากผู้ถือหุ้น ในที่สุดพวกเขาต้องยอมขายแก่ยูนิลีเวอร์ไปด้วย มูลค่า  326 ล้านเหรียญ ส่วนได้เสียของเบ็น โคเฮ็น มูลค่าประมาณ  40 ล้านเหรียญ   และส่วนได้เสีย  ของเจอร์รี่

กรีนฟิลด์ มูลค่าประมาณ 10 ล้านเหรียญ

ข้อตกลงดูราวกับว่าจะปูเส้นทางแก่เบ็น แอนด์ เจอร์รี ที่จะดำเนินวิถีทางที่สวนกระแสอย่างต่อเนื่อง เบ็น แอนด์ เจอร์รี่  จะกลายเป็นบริษัทลูกของยูนิลีเวอร์  ด้วยคณะกรรมการบริษัทที่แยกต่างหากที่ได้รวมเบ็น โคเฮ็น และเจอร์รี่ กรีนฟิลด์  ผู้ก่อตั้ง เข้าไว้ด้วย  ผู้ถือหุ้นจะได้ผลคุ้มค่า เบ็น แอนด์ เจอร์รี่  ได้กล่าวภายในถ้อยแถลงว่า พนักงานของเบ็น แอนด์ เจอร์รี่ จะไดัรับการคุ้มครอง ภารกิจทางสังคมของเบ็น แอนด์ เจอร์รี้ จะถูกระตุ้นและสนับเงินทุนอย่างดี และโอกาสได้ถูกเสนอแก่เบ็น แอนด์ เจอร์รี่ ที่จะมีส่วนช่วยต่อการปฏิบัติทางสังคมของยูนีลิเวอร์ ทั่วโลก

ทั้งสองบริษัท ได้กล่าวว่า เบ็น แอนด์ เจอร์รี่ ิจะดำเนินตามวิถีทางเหมิอนเดิมอยู่ต่อไป และยูนีลีเวอร์ ได้ผูกพัน 7.5% ของกำไรเบ็นแก่มูลนิธิเบ็น แอนด์ เจอร์รี้ และยืนยันว่าจะไม่ลดงานลง  หรือเปลี่ยนแปลงวิถีทางของการทำไอศกรีมยูนีลีเวอร ได้บริจาคเงิน 5 ล้านเหรียญแก่มูลนิธิเบ็น แอนด์ เจอร์รี่

เบ็น แอนด์ เจอร์รี่ จะมีราคาแพง  และเป็นตราสินค้าตัว

หนี่งที่ทำกำไรมากที่สุดของยูนีลีเวอร์ เนื่องจากลูกค้า พนักงาน และซัพพลายเออร์ ต่างจงรักภักดีอย่างเพ้อคลั่ง ลูกค้ากระหายจะจ่ายราคาเพิ่มขึ้นต่อตราสินค้านี้  ส่วนหนี่งเพราะว่ามันสะท้อนความเชื่อของพวกเขา พนักงานและซัพพลายเออร์ ควรจะได้รัยรายได้ที่ยุตธรรม บริษัทควรจะใช้รายได้ที่เพิ่มขึ้นลดอันตรายจากสิ่งแวดล้อม ฮาเก้น ดาส และไอศกรีมซุปเปอร์พรีเมี่ยมรายอื่นอาจจะมีรสชาติดีเท่ากับเบ็น แอนด์ เจอร์รี่  แต่พวกเขาไม่ได้ทำให้ลูกค้ารู้สึกราวกับว่าพวกเขากำลังทำสิ่งที้ถูกต้อง เมื่อพวกเขาได้เลือกภายในซุปเปอร์มาร์เก็ต

บริษัทเป็นทารกของเบ็น โคเฮ็น และเขาเป็นผู้นำ เขาไม่ต้องการขาย  แต่ทีน่าเสียใจมากกว่าจากการที่เพื่อนได้ปฏิบัติต่อเขาอย่างไรจากการขาย เมื่อ ค.ศ 1980 เบ็น โคเฮ็น  เป็น

สมาชิกของ โซเชียล เวนเจอร์ เน็ตเวิรค เขาได้กลายเป็นวีรบุรุษจากการพูดถึงบริษัทใหญ่และเลวที่โดนใจ และแสดงให้เห็นว่าธุรกิจ สามารถบรรลุความสำเร็จได้ด้วยการมุ่งสองบรรทัดสุดท้ายได้  นั่นคือความส

มดุลระหว่างบุคคลและกำไร  เมื่อยี่สิบปีที่แล้ว มันเป็นความคิดใหม่ที่น่าทึ่ง ดังนั้นเมื่อยูนิลีเวอร์ บริษัทอาหารใหญ่ที่สุดลำดับสองของโลก ตกลงที่จะซื้อเบ็น แอนด์ เจอร์รี่ ภายหลังจากสามอาทิตย์ครบรอบวันเกิดอายุ 49 ปี ของเบ็น โคเฮ็น เขาได้ขายบริษัทไป

ภายหลังจากการขายไปไม่นาน เบ็น โคเฮ็น ได้ไปประชุมและขึ้นเวทีของโซเชียล เวนเจอร์ เน็ตเวิรค ตอบคำถาม ทีตอบได้ยาก บุคคลส่วนใหญ่ครั้งหนึ่งที่ได้เคยชื่นชมเขา รู้สึกว่าเขาได้หักหลัง

บุคตลหนึ่งได้ถามว่า เขาจะเชื่อได้อย่างไรว่าเบ็น แอนด ์์ เจอร์รี่  จะยังคงมุ่ความเจิรญรุ่งเรืองที่เชื่อมโยงอยู่ ในชณะนี้ยูนิลิเวอร์ได้กลายเป็นเจ้าของเบ็น แอนด์ เจอร์รี่ ไปแล้ว เบ็น โคเฮ็น นิ่งเงียบและสีหน้าของเขาแดงจัด ในที่สุดเขาได้พูดว่า เวลาจะบอกแ่ก่เรา เขาได้เดินลงจากเวทีไป

เรื่องราวของเบ็น แอนด์ เจอร์รี่  จะเกี่ยวกับบุคคลที่ได้พยายามดำรงชีวิตอยู่กับมาตรฐานที่สูงเป็นไปไม่ได้ เบ็น โคเฮ็น และคณะกรรมการบริษัท ไม่ได้กระทำเพียงพอที่จะป้องกันบริษัทของพวกเขาจากการควบรวมบริษัททั่วโลกที่ได้พัดผ่านธุรกิจไอศครีมเมื่อ ค.ศ 1990  เมื่อถึงเวลาทีพวกเขาไ้ด้รับรู้ถึงความยุ่งยาก มันสายเกินไปเสียแล้ว

เบ็น แอนด์ เจอร์รี่ โฮมเมดส์ ได้ถูกมองว่าเป็นผู้บุกเบิกของความรับ

ผิดชอบทางสังคมสมัยใหม่ นับตั้งแต่พวกเขาได้เปิดร้าน

ไอศครีมแห่งแรก ณ เบอร์ลิงตัน  เวอร์มองท์  ค.ศ  1978

เบ็น แอนด์ เจอร์รี่  ได้เจริญเติบโตจากบริษัทที่เริ่มต้นอย่างถ่อมตัว  จนกลายเป็นบริษัทข้ามชาติที่ใหญ่โต  ด้วยผลิตภัณฑ์ตั้งแต่ไอศรีม โยเกิร์ตแช่แข็ง  ไปจนถึงซอร์เบ็ต เบ็น แอนด์ เจอร์รี่ มีรสชาตของไอศครีมประมาณ 46 อย่าง  เมื่อ ค.ศ  2000 เบ็น แอนด์ เจอร์รี่ ได้ถูกซื้อโดยยูนิลีเวอร์  กลุ่มธุรกิจของแองโก ดัทช์  แต่เวทย์มนต์ของเรา ธุรกิจจะต้องมีความรับผิดชอบต่อชุมชนและสิ่งแวดล้อม ไม่ได้เปลี่ยนแปลง

เบ็น แอนด์ เจอร์รี่ได้ใช้การจัดหาส่วนผสมการค้าที่เป็นธรรม

ส่วนผสมการค้าที่เป็นธรรม  ได้ถูกใช้โดยธุรกิจที่หลากหลาย

ที่มีความรับผิดชอบทางสังคม เพื่อที่จะเป็นตัวอย่างของการเป็นพลเมืองที่ดีของบริษัท ผลิตภัณฑ์การค้าที่เป็นธรรม  เช่น กาแฟการค้าที่เป็นธรรม เสื่อผ้าการค้าที่เป็นธรรม และช็อคโกเลตการค้าที่เป็นธรรม

ต้องการจะแก้ปัญหาบางอย่างที่เชื่อมโยงกับการควบคุม

โรงงานและสภาวะการทำงานของบริษัทที่ว่าจ้างภายในต่างประทศ  มาตรฐานการค้าที่เป็นธรรมจะรับรองได้ว่าคนงานมีสภาวะการทำงานที่ดีและปลอดภัย ชั่วโมงการทำงาน ที่เหมาะสม  และได้รับค่าจ้างที่ป็นธรรม เบ็น แอนด์ เจอร์รี่ ได้เริ่มต้นการใช้ส่วนผสมการค้าที่เป็นธรรมเมื่อ ค.ศ  2005

ภายในการเปลี่ยนแปลงบริษัทให้กลายเป็นตราสินค้าระดับโลก เบ็น โคเฮ็น และเจอร์รี่ กรีนฟิลด์ ผู้ก่อตั้ง ได้กำหนดมาตรฐานระบุว่าบริษัทสามารถกระทำด้วยวิถีทางของความรับผิดชอบทางสังคมและจริยธรรมได้อย่างไร

 

เบ็น โคเฮ็น กรี และเจอร์รี่ กรีนฟิลดฺ

ได้เปิดร้านไอศครีมแห่งแรกของพวกเขา ณ สถานีบริการน้ำมันที่ได้ปรับปรุงใหม่  พวกเขาได้ลงทุน 12000 เหรียญกับอุปกรณ์ที่ใช้แล้ว  พวกเขาได้เรียนรู้วิธัการทำไอศกรีมทางไปรษณีย์จากมหาวิทยาบัยเพนซิลวาเนียสเตรท ค่าเล่าเรียนเพียง ห้าเหรัยญเท่านั้น  พวกเขาได้มุ่งที่การดำเนินธุรกิจจะเป็นพลังอย่างหนึ่งเพื่อการเปลี่ยนแปลงทางสังคม

ไอศกรีมธรรมชาติได้กลายเป็นที่นิยมแพร่หลายอย่างรวดเร็ว ในไม่ช้าพวกเขาได้บรรจุกล่องไอศกรีมมากขึ้น เพื่อที่จะขายภายในร้านอาหารและร้านของชำ  เนื่องจากไอศกรีมของเบ็น แอนด์ เจอร์รี้ ได้ถูกยกย่แว่ามีรสชาติดีที่สุด จนกระทบต่อยอดขายและกลายเป็นคู่แข่งขันรายสำคัญของไอศกรีมฮาเก้น ดาส

ตั้งแต่เริ่มต้นเบ็น โคเฮ็น และเจอร์รี่ กรีนฟิลด์ได้รวมความรู้สึกทางความรับผิดชอบทางสังคมอย่างเข้มแข็ง :  ต่อพนักงาน และชุมชน เข้าไว้ภายในธุรกิจของพวกเขา  ถ้อยแถลงภารกิจของเบ็น แอนด์ เจอร์รี่ จะมีสามส่วน :  ผลิตไอศกรีมที่ดีที่สุดของโลก บริหารบริษัทที่บรรรลุความสำเร็จทางการเงิน  และสร้างโลกใบนี้ให้น่าอยู่

เมื่อเบ็น โคเฮ็นและเจอร์รี่ กรีนฟิลด์ ได้เริ่มต้นธุรกิจด้วยกัน พวกเขาได้เขียนกฏของพวกเขาเองที่ได้กลายเป็นถ้อยแถลงภารกิจของบริษัทว่า  การบุกเบิกวิถีทางที่สร้างสรรค์ที่จะปรับปรุงคุณภาพชีวิตของชุมชน  ประเทศ และระหว่างประเทศ

เมื่อเบ็น ได้กลายเป็นบริษัทมหาชนเมื่อ ค.ศ 1984  เริ่มแรกการขายหุ้นของบริษัทได้จำกัดอยู่ที่ชาวเวอร์มองท์  ด้วยความหวัง เพื่อที่จะกระจายความมั่งคั่ง ภายในชุมชนของพวกเขา

ถ้าบุคคลภายในท้องที่เป็นเจ้าของบริษัทส่วนหนึ่งแล้ว ชุมชนย่อมจะมีส่วนร่วมภายในความสำเร็จของบริษัท เบ็น แอนด์ เจอร์รี่ มีความเป็นเพื่อนมนุษย์ด้วยการก่อตั้งมูลนิธิเบ็น แอนด์ เจอร์รี่ ขึ้นมา  เพื่อที่จะอุทิศต่อการสนับสนุนการเปลี่ยนแปลงทางสังคม ด้วยการบริจาคเงิน  7.5%  กำไรก่อนภาษีของเบ็น แอนด์ เจอร์รี่ย์  ทุกปี  เพื่อความเป็นเพื่อนมนุษย์ของบริษัท  ทุกฤดูร้อน มูลนิธิเบ็น แอนด์ เจอร์รี่ จะนำเสนอเงินทุนสนับสนุนแข่งขันกันสูงถึง 20,000 เหรียญ แก่องค์การที่ไม่มุ่งกำไร ณ เวอร์มองท์  เพื่อที่จะจัดการผลกระทบทางเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมต่อความยากจน

ความตระหนักทางสังคมของเบ็น แอนด์ เจอร์รี่ จะถูกมองเห็นได้อย่างชัดเจนจากผลิตภัณฑ์บาง

อย่างของพวกเขา การลงทุนอย่างหนึ่งของบริษัทคือ  พีช ป้อป ไอศกรีมแท่ง 1% ของกำไร ได้ถูกใช้สร้างความตระหนักและการระดมทุนเพื่อสันติภาพ การช่วยรักษาป่าฝนที่ถูกคุกคาม บริษัทได้ซื้อลูกนัทป่าฝนเพื่อไอศกรีม เรนฟอร์เรสท์ ครั้นซ์ การสร้างตลาดสินค้าที่ผลิตจากป่าฝน พวกเขาได้ซื้อบราวนี่ย์ผลิตจากบุคคลที่ไร้บ้าน เพื่อช็อคโกเล็ต ฟัดจ์ บราวนี่ย์ ของพวกเขา

เบ็น แอนด์ เจอร์รี่  คือผู้นำภายในการรักษาสิ่งแวดล้อมและการรีไซเคิล การใช้ทั้งกำไรและผลิตภัณฑ์ส่งเสริมวิสัยทัศน์ของสันติภาพ ความยุติธรรม และสิ่งแวดล้อม  บริษัทได้ซื้อถั่ววอลนัทจากชาวพื้นเมืองภายในอเมริกาใต้ เพื่อที่จะรักษาป่าฝนไว้

บริษัทได้จัดหานมจากฟาร์มเลี้ยงโคนมออร์แกนิค การใช้นมที่ไม่ผสมฮอร์โมนเทียม พวกเขาได้ไปที่ศาลเพื่อจดลิขสิทธิ์ป้ายฉลากว่าไอศกรีมปลอดฮอร์โมน  การพัฒนาบรรจุภัณฑ์ที่ปลอดเคมี ก

ารให้ความสำคัญกับส่วนผสมการค้าที่ป็นธรรมและออร์แกนิค และการลดผลผลิตเศษขยะ

เบ็น แอนด์ เจอร์รี่  ได้ขยายความตระหนักทางสังคมไปยังพนักงานของพวกเขา อัตราส่วนเงินเดิอนเจ็ดต่อหนึ่งของบริษัทจะจำกัดเงินเดือนของผู้บริหารระดับสูงไว้เจ็ดเท่าของบุคคลที่มีรายได้ต่ำสุด การสร้างความรู้สึกของการทำงานเป็นทีม การเจริญเติบโตอย่างรวดเร็วของบริษัท

ต้องไม่ทำให้บรรยากาศความเป็นครอบครัวของโรงงานสูญหายไป พนักงานจะได้ไอศกรีมสามไพนต์ต่อวัน การเป็นสมาชิกคลับสุขภาพฟรี และการบริการศูนย์เลี้ยงเด็ก

เบ็น แอนด์ เจอร์รี่ จะส่งเสริมสิ่งที่มีคุณค่าต่อชุมชน แทนการซื้อโฆษณาภายในโทรทัศน์ วิทยุ หรือหนังสือพิมพ์ บริษัทจะส่งเสริมการจัดงานสันติภาพ ดนตรี และศิลปะ  และพยายามเรียกร้องความสนใจต่อกิจกรรมทางสังคมหลายอย่างของบริษัท กิจกรรมทางสังคมอย่างหนึ่งคือ การต่อต้านฮอร์โมนการเจริญเติบโตของวัว สารที่ฉีดกับวัวเพื่อที่จะเพิ่มการผลิตนม พวกเขากลัวว่าการใช้ฮอร์โมนจะทำให้เกษตรกรโคนมรายเล็กต้องเลิกธุรกิจไป

 

 

โรเบิรต วูด จอห์สัน ประธานบริษัท ตั้งแต่ ค.ศ 1932 ถึง ค.ศ  1963 และเป็นสมาชิกคนหนึ่งของครอบครัวผู้ก่อตั้งบริษัท ได้ร่างปรัชญาของเราด้วยตัวเองเมื่อ ค.ศ 1943  ก่อนที่จอห์นสัน แอนด์ จอห์นสัน จะกลายเป็นบริษัทมหาชน เกิดขึ้นมานานก่อนที่ใครก็ตามจะได้เคยยินถ้อยคำว่าความรับผิดชอบทางสังคม ปรัชญาของเราจะไม่เป็นเพียงแต่เข็มทิศทางศีลธรรม เราเชื่อว่าปรัชญาของเราเป็นสูตรแห่งความสำเร็จทางธุรกิจ  ค่านิยมที่นำทางการตัดสินใจของเรา ปรัชญาของเราจะท้าทายพวกเราด้วยการให้ความต้องการและความเป็นอยู่ที่ดีของบุคคลที่เราต้องตอบสนองมาก่อน

ปรัชญาของเจ แอนด์ เจ ได้ถูกสลักไว้บนกำแพงของสำนักงานใหญ่ของบริษัท นิวเจอร์ซี่ ภายในหนังสือคลาสสิคของกลยุทธ์ทางธุรกิจและการบริหาร Built to Last ของ จิม คอลลิน  และเจอร์รี่ิ พอลล่าส์ ได้ยกย่องปรัชญาของเจ แอนด์ เจ เป็นโมเดลของบริษัทอเมริกันที่จะทำให้อเมริกาบรรลุความสำเร็จ พวกเขาได้ระบุจอห์สัน แอนด์ จอห์นสัน ว่าเป็นบริษัทที่ยิ่งใหญ่อย่างแท้จริง ไม่ได้กำหนดกำไรเป็นค่านิยมขับเคลื่อนของพวกเขา บริษัทที่มีภารกิจของการสร้างคุณค่าแก่ลูกค้า พนักงาน และชุมชน และปฏิบัติได้อย่างดีที่สุดตลอดมา

เมื่อ ค.ศ  1935  โรเบิรต วูด จอห์นสัน ลูกชายของผู้ก่อตั้งบริษัท ได้เขียนหนังสือเล่มเล็กชื่อ  Try Reality : A Discussion of Hours, Wages and the Industrial Future หนังสือเล่มเล็กนี้ได้กลายเป็นกรอบข่ายของปรัชญาของเรา  และการแสดงออกทางอุดมการณ์

เริ่มแรกด้วยการเขียนหนังสือเล่มเล็กนี้  : การสนับสนุนความรับผิดชอบทางสังคมของบริษัท  ได้ถูก

ส่งไปยังนักอุตสาหกรรมทั่วประทศ  เขาได้กระตุ้นให้นักอุตสาหกรรมรับเอาสิ่งที่เขาใช้ถ้อยคำว่า ปรัชญาทางอุตสาหกรรมใหม่  โรเบิรต  จอห์นสัน ได้ระบุว่าเป็นความรับผิดชอบของบริษัทต่อลูกค้า พนักงาน ชุมชน และผู้ถือหุ้น

จนกระทั่งแปดปีต่อมา  เมื่อ ค.ศ  1943 โรเบิรต จอห์สัน ได้เขียนและพิมพ์ปรัชญาของจอห์นสัน แอนด์  ครั้งแรก เอกสารหนึ่งหน้า ระบุความรับผิดชอบเหล่านี้เป็นรายละเอียดมากขึ้น

จอห์นสัน ได้สนับสนุนอย่างเปิดเผยต่อความคิดของเขา –   ค่าจ้างที่สูงแก่คนงานอเมริกัน – ระหว่างการตกต่ำทางเศรษฐกิจอย่างรุนแรง

 

ความคับใจและความเศร้าใจจากการตกต่ำทางเศรษฐกิจครั้งใหญ่  โรเบิรต จอหฺ์นสัน ได้ใส่ความคิดของเขาบนกระดาษ  การแสดงออกเริ่มแรกสุดด้วยการเขียน ปรัญชาของเรา

 

 

เมื่อ ค.ศ 1932 โรเบิรต จอห์นสัน ได้ถูกแต่งตั้งเป็นซีอีโอของบริษัท  เขาเป็นซีอีโอนานกว่า  30 ปี จนกระทั่งเกษียณ

เขาได้ใช้หลักการที่บุกเบิกของความรับผิดชอบของบริษัท

หลักการเหล่านี้ได้ถูกทำให้เป็นทางการภายในเอกสาร ค.ศ 1943 ของเขา ปรัชญาของเรา ที่ได้กำหนดค่านิยม นำทางจอห์นสัน แอนด์ จอห์นสัน ตั้วแต่เริ่มก่อตั้งขึ้นมา  การนำทางการขยายตัวจากบริษัทครอบครัวไปสู่บริษัทระดับโลก

ณ ช่วงเวลาของการตกต่ำทางเศรษกิจครั้งใหญ่ ต.ศ 1932   ระหว่างวิกฤติทางการเงินของประเทษ  เขาไม่เพียงแต่ใช้หลักการบริหารที่ดี ของจอห์นสัน แอนด์ จอห์นสัน อยู่ต่อไปเท่านั้น  แต่เขาได้มองหาความคิดที่ปฏิบัติได้ที่จะช่วยให้ประเทศหลุดพ้นจากการตกต่ำทางเศรษฐกิจครั้งใหญ่ด้วย เมื่อ ค.ศ 1933  ภายหลังจากที่แฟรงคลิน รูสเวลท์  กลายเป็นประธานาธิบดีของอเมริกา  ไม่นาน

เขาได้เขียนจดหมายแสดงความคิดของเขา เขาได้เสนอแนะการขึ้นค่าจ้าง และลดชั่วโมงกาารทำงานลง เพื่อที่จะสร้างงานมากขึัน และเพิ่มการใช้จ่ายของลูกค้า เพื่อที่จะเผยแพร่วิสัยทัศน์ของเขา โรเบิรต  จอห์สัน ได้ส่งไปยังสื่อและนำปรัชญาของเขาไปปฏิบัติ  เขาได้ขึ้นค่าจ้างห้าเซ็นต์แก่คนงาน  การกระทำที่ไม่เคยมีมาก่อน เมื่อ ค.ศ 1933  เมื่อการว่างงานถึงจุดสูงสุด 25%  โรเบิรต จอห์สัน หวังว่านี่คงจะบันดาลใจต่อผู้นำธุรกิจให้กระทำอย่างเดียวกัน

ภายใต้ความพยายามอย่างดีที่สุดแล้ว คำแนะนำของเขา

ไม่ค่อยจะได้รับความสนใจ เขาได้ทำให้ปรัชญาของเราเป็นทางการด้วยการเขียนเป็นหนังสือเล่มเล็ก เขาได้เขียนว่า  การบริการลูกค้าต้องมาก่อน  การบริการพนักงานเป็นลำดับสอง และการบริการผู้ถือหุ้นเป็ลำดับสุดท้าย หนังสือเล่มเล็กนี้จะเป็นการแสดงอย่างเป็นทางการของแนวคิด

ความรับผิดชอบของบริษัทด้วย

 

ปรัชญาของเรา  :  Our Credo

 

เราเชื่อมั่นความรับผิดชอบอย่างแรกของเราจะต้องมีต่อแพทย์   พยาบาล ผู้ป่วย บิดามารดา และบุคคลอื่นทุกคนที่ใช้ผลิตภัณฑ์และบริการของเรา

ภายในการตอบสนองความต้องการของพวกเขา  ทุกสิ่งทุกอย่างที่เราได้กระทำจะต้องมีคุณภาพสูง  เราต้องพยามยามลดต้นทุนของเราอย่างสม่ำเสมอ เพื่อที่จะรักษาราคาที่เป็นธรรมไว้ คำสั่งซึ้อของลูกค้าจะต้องถูกบริการทันทีและถูกต้อง ซัพพลายเออร์และผู้จัดจำหน่ายของเราต้องมีโอกาสทำกำไรที่เป็นธรรม

เรารับผิดชอบต่อพนักงานของเรา ผู้ชายและผู้หญิงที่ทำงานกับเราทั่วโลก บุคคลทุกคนต้องถูกมองว่าเป็นเอกบุคคล เราต้องเคารพศักดิ์ศรีของพวกเขา และรับรู้คุณค่าของพวกเขา พวกเขาต้องมีความรู้สึกทางความมั่นคงภายในงานของพวกเขา ค่าตอบแทนต้องเป็นธรรมและเพียงพอ และสภาวะการทำงานต้องสะอาด  เป็นระเบียบ และปลอดภัย เราต้องใส่ใจที่จะช่วยเหลือพนักงานของเราเติมเต็มความรับผิดชอบทางครอบครัวของพวกเขา พนักงานต้องรู้สึกเป็นอิสะที่จะเสนอแนะและร้องเรียน เราต้องมีโอกาสที่เสมอภาคของการจ้างงาน การพัฒนา และความก้าวหน้าแก่บุคคลที่เหมาะสม เราจะต้องมีการบริหารที่ชำนาญ และการกระทำของเราจะต้องมีจริยธรรมและยุติธรรม  เราจะต้องรับผิดชอบต่อชุมชนที่เราได้อาศัยและทำงานอยู่ และต่อชุมชนของโลกด้วย เราจะต้องเป็นพลเมืองที่ดี สนับสนุนการงานที่ดีและการกุศล และสนับสนุนการเสียภาษีอย่างยุติธรรมของเรา เราต้องกระตุ้นการพัฒนาพลเมือง และสุขภาพและการศึกษาที่ดี เราจะต้องรักษาทรัพย์สินไว้อย่างดีที่เรามีสิทธิพิเศษใช้อยู่

การป้องกันสิ่งแวดล้อม และทรัพยากรทางธรรมชาติ ความรับผิดชอบอย่างสุดท้ายของเราจะเป็นผู้ถือหุ้นของเรา ธุรกิจจะต้องทำกำไรที่ดี เราจะต้องทดลองความคิดใหม่การวิจัยจะต้องถูกดำเนินการ นวัตกรรมจะต้องถูกพัฒนา และยอมรับความผิดพลาด  เราจะต้อวซื้ออุปกรณ์ใหม่ การจัดหาสิ่งอำนวยความสะดวกใหม่ และการแนะนำผลิตภัณฑ์ใหม่  ทุนสำรองต้องถูกสร้างขึ้นมาเพื่อเวลาที่ยากลำบาก  เมื่อเราดำเนินการตามหลักการเหล่านี้แล้ว ผู้ถือหุ้นควรจะได้รับผลตอบแทนที่ยุตธรรม

 

 

จอห์นสัน แอนด์ จอห์นสัน ได้เผชิญกับวิกฤตที่รุนแรง เมื่อชาวชิโกคาเจ็ดคนได้เสียชีวิตจากการกินยาไทลีนอลเมื่อ ค.ศ  2525 ไม่เพียงแต่ไทลีนอลจะเป็นยาขายดีที่สุดภายในอเมริกา  400 ล้านเหรียญต่อปี เท่านั้น แต่ไทลีนอลยังเป็นผลิตภัณฑ์สัญลักษณ์ของบริษัทภายในคุณภาพ ความย่อนโยน

และการดูแลสุขภาพที่ดีด้วย

การจัดการวิกฤตยาแก้ปวดไทลีนอลของเจมส์ เบิรค

อดีตซีอีโอ ของ จอห์นสัน แอนด์ จอห์นสัน อย่างรวดเร็ว

เด็ดขาด และเสียค่าใช้จ่ายสูงมาก

 

คำถามที่สำคัญคือบริษัทจะทำอย่างไรกับยาไทลีนอล 31 ล้านขวดบนชั้นวางร้านขายยาทั่วประเทศ  เอฟบีไอและองค์การอาหารและยาได้แนะนำว่าผู้บริหารเจ แอนด์ เจ ไม่ต้องใช้การกระทำที่รุนแรง แต่ปรากฏว่าผู้บริหารได้ใช้วิธีการที่คาดไม่ถึงของการเรียกยาไทลีนอลคืนทันที ด้วยต้นทุนของบริษัทประมาณ 100 ล้านเหรียญ สองสามสัปดาห์ต่อมาพวกเขาได้แนะนำไทลีนอลด้วยบรรจุภัณฑ์ใหม่  ตลอดเดือนแห่งความเศร้าสลด บริษัทได่้มีโทรศัพท์สายด่วนลูกค้า และสร้างความร่วมมืออย่างเต็มที่กับสื่อ

ภายในการสำรวจความคิดเห็นสามเดือนภายหลังจากวืกฤต  93% ของประชาชนรู้สึกว่าจอห์นสัน แอนด์ จอห์นสัน ได้แสดงความรับผิดชอบของพวกเขาอย่างดี

ิการจัดการวิกฤตยาไทลีนอล ของจอห์นสัน แอนด์ จอห์นสัน ได้ถูกมองว่าเป็นตัวอย่างคลาสสิคที่สุดของการกระทำอย่างมีจริยธรรมและความรับผิดชอบทางสังคมของบริษัท

และได้กลายเป็นกรณีศึกษาของคณะบริหารธุรกิจและตำราการบริหารจำนวนมาก  การกระทำของบริษัทเป็นตัวอย่างที่ชัดเจนของความหมายที่แท้จริงขอองความรับผิดชอบทางสังคม แม้ว่าไทลีนอลจะสร้างรายได้ประมาณ 17% ของรายได้ต่อปีของบริษัท  เจมส์  เบิรค  ซีอีโอ จะยึดมั่นต่อปรัชญาของบริษัทที่ได้ร่างอุดมการณ์ความรับผิดชอบทางสังคมของบริษัท ประโยคแรกที่เขียนขึ้นมาโดยโรเบิรต วูด จอห์นสัน

นานมาแล้ว ณ ชิคาโก บุคคลเจ็ดคนเสียชีวิตจากการทานยาไทลีนอลที่เจือปนไซยาไนด์ ส่วนแบ่งตลาดได้ลดลงเหลือเพียง 7% เท่านั้น     เจ แอนด์ เจได้ตัดสินใจอย่างกล้าหาญโดยการเรียกคืนยาไทลีนอล 31 ล้านขวดจากร้านขายยาอย่างรวดเร็ว ณ ต้นทุน100 ล้านเหรียญ การกระทำของเจมส์ เบิรค ไม่เพียงแต่จะรักษาชื่อเสียงของบริษัทไว้เท่านั้น แต่ได้รักษาตราสินค้าของบริษัทไว้ด้วย ส่วนแบ่งตลาดได้เพิ่มสูงขึ้นจนถีง 37% ภายในปีนั้น  การแสดงให้เห็นถึงการยึดมั่นต่อปรัชญาของเจ แอนด์ เจ  อย่างเข้มแข็ง : เราเชื่อว่าความรับผิดชอบอย่างแรกสุดของเราต้องมีต่อแพทย์ พยาบาล ผู้ป่วย บิดา มารดา และบุคคลอื่นที่ได้ใช้ผลิตภัณฑ์และบริการของเรา

เมื่อตอนเช้าของวันที่ 29 กันยายน ค.ศ 1982 เด็กหญิงอายุ 12 ปี ชื่อ แมรี่ย์ เคลเลอร์แมน อยู่ที่หมูบ้านเอลก์โกรฟ ชิคาโก อิลลินอยส์  ได้เสียชีวิตจากการทานยาไทลีนอล   ตามมาด้วยผู้เสียชีวิตอีก 6 คน อยู่ท้องที่เดียวกัน จากการทานยาไทลีนอลเหมือนกัน  การรายงานข่าวได้แพร่กระจายไปทั่วประเทศว่าบุคคล 7 คน ณ ชิคาโก ได้เสียชีวิตจากการยาไทลีนอล   ตำรวจได้สืบสวนพบว่าผู้ตายเสียชีวิตจากการทานยาไทลีนอลแคปซูลชนิดความความแรงพิเศษที่เจือปนสารไซยาไนด์ เอฟบีไอได้เรียกชื่อคดีนี้ว่า  การวางยาไทลีนอล ตำรวจได้ค้นพบยาไทลีนอลแคปซูลห้าขวดมีสารไซยาไนด์เจือปนอยู่   ตำรวจสันนิษฐานว่ากระบวนการผลิตยาไทลีนอลอาจจะผิดปรกติ  หรือเป็นไปได้ที่คนโรคจิตได้เข้าไปร้านขายยา   แล้วสับเปลี่ยนเป็นขวดยาไทลีนอลที่เจือปนสารไซยาไนด์แทนบนชั้นวาง

หนังสือพิมพ์นิวยอร์ค ไทม์   ได้กล่าวว่ายาไทลีนอล  ได้สร้าง เจมส์ เบิรค ซีอีโอ ของจอห์นสัน แอนด์ จอห์นสัน เป็นวีรษุรุษขึ้นมาทันทีจากการจัดการวิกฤตไทลีนอลได้สำเร็จ เมื่อ ค.ศ 1982  และการแสดงให้เห็นถึงพลังข้อบัญญัติของจอห์นสัน แอนด์ จอห์นสัน  ของโรเบิรต วูด จอห์นสัน ผู้ก่อตั้งบริษัท  แม้ว่าวารสารฟอร์จูน ได้ยกย่องเจมส์ เบิรค เป็นหนึ่งในสิบของ ซีอีโอยิ่งใหญ่ที่สุดของประวัติศาสตร์เมื่อ ค.ศ 2003    แต่จากการจัดการโศกนาฏกรรมการวางยาไทลีนอลย้อนหลังไปเมื่อ ค.ศ 1982 เจมส์ เบิรค ซีอีโอ ของจอห์นสัน แอนด์ จอห์นสัน ตั้งแต่ ค.ศ 1976-1989  ได้ถูกจดจำมากที่สุด หนังสือพิมพ์วอชิงตัน โพสท์ ได้ยกย่องเขาว่าเป็นซีอีโอที่มีความกล้าตัดสินใจ ความเปิดเผย และการเสียสละของบริษัท ชื่อของเจมส์ เบิรค ได้ถูกกล่าวถึงอยู่เสมอ เมี่อเราได้มีการสอน และการสัมนากรณีศึกษาความเป็นผู้นำของบริษัทภายในคณะบริหารธุรกิจทั่วโลก

ไทลีนอลคือยาต้นตำรับ ผู้นำตลาดยาแก้ปวด ที่มีส่วนแบ่งตลาดสูงถึง 37 %  จนคู่แข่งขันต้องยอมแพ้และตามไม่ทัน    เมื่อจอห์นสัน แอนด์ จอห์นสัน ได้ออกตลาดยาแก้ปวดแคปซูลสีแดงขาวตัวใหม่ชื่อ  Extra Strength Tylenol  ทันสมัยและสวยงามใส่ขวดและบรรจุกล่องสีแดงที่ง่ายต่อการแกะ ยอดขายได้เพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว และได้กลายเป็นจุดเริ่มต้นของวิกฤตไทลีนอล

ภายใตัความเป็นผู้นำของเจมส์ เบิรค จอห์นสัน แอนด์ จอห์นสัน ได้ใช้เงิน 100 ล้านเหรียญเก็บขวดยาไทลีนอล 31 ล้านขวด

เจมส์ เบิรค ได้มุ่งเน้นค่านิยมของปรัชญาของจอห์นสัน แอนด์  ย้อนหลังกลับไปที่การก่่อตั้งบริษัท ค.ศ 1887 ได้แถลงว่า บริษัทจะต้องรับผิดชอบต่อลูกค้าก่อน ต่อมาเป็นพนักงาน  ชุมชน และผู้ถือหุ้น   เจมส์ เบิรค ได้กล่าว่า  เมื่อบุคคลเจ็ดคนได้เสียชีวิต ปรัซญาของเราจะชัดเจนมาก

ที่ได้ให้กระสุนแก่ผม เพื่อที่จะชักจูงให้ถือหุ้นและบุคคลอื่นใช้เงิน 100  ล้านเหรียญจัดการวิกฤติไทลีนอล

เขาได้กล่าวถึงความไว้วางใจว่่า ความไว้วางใจเป็นถ้อยคำ

การปฏิบัติงานภายในชีวิตของผม รวมเกือบทุกสิ่งทุกอย่าง   ที่จะช่วยให้เราบรรลุุความสำเร็จได้  ไม่มีความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์อะไรเลยที่เป็นไปได้ด้วยดีถ้าไม่มีความไว้วางใจ  การแต่งงาน  หรือความเป็นเพื่อน หรือการเกี่ยวพันทางสังคม

ต่อมาชายคนหนึ่งชื่อเจมส์ เลวิส ได้เขียนจดหมายส่งไปที่จอห์นสัน แอนด์ จอห์นสัน เรียกร้องเงิน 1 ล้านเหรียญ เพื่อที่จะ ” หยุดการฆ่า” ตำรวจสามารถจับตัวผู้ต้องสงสัยชื่อเจมส์ เลวิส ได้ และได้สอบสวนและค้นหาหลักฐาน ปรากฏว่าเขาไม่ได้เป็นฆาตกรไทลีนอล แต่เขาต้องถูกติดคุก 13 ปี   จากการส่งจดหมายไปข่มขู่จอห์นสัน แอนด์ จอห์นสัน เจมส์ เลวิส ได้เคยให้สัมภาษณ์แก่หนังสือพิมพ์ชิคาโก ทรีบูนว่า  “ผมบอกคุณได้เลยว่าจูเลียต ซีซ่าร์ ถูกฆ่าอย่างไร  แต่ไม่ได้หมายความว่าผมเป็นผู้ฆ่า เขาเชื่อว่าฆาตกรไทลีนอลยังคงเดินลอยนวลอยู่บนท้องถนน”

ภายใตัความเป็นผู้นำของเจมส์ เบิรค จอห์นสัน แอนด์ จอห์นสัน ได้ใช้เงิน 100 ล้านเหรียญเก็บขวดยาไทลีนอล 31 ล้านขวดคืนจากร้านขายยา บริษัทได้เปลี่ยนแปลงยาไทลีนอลจากแคปซูลไปเป็นเม็ด  และใช้การบรรจุภัณ์ที่ป้องกันการแกะ เจมส์ เบิรค ไม่เพียงแต่จะรักษาชื่อเสียงชอบริษัทไว้เท่านั้น แต่เขายังรักษาตราสินค้าของบริษัทไว้ด้วย  ฆาตกรรมไทลีนอลได้ทำให้ยอดลดลงจาก 37% เหลีอเพียง 7% การจัดการวิกฤตไทลีนอลของเขาได้ทำให้ยอดขายเพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็วเป็น 37% เมื่อสิ้นปี 1987  ปัจจุบันคดีการวางยาไทลีนอลยังคงเป็นปริศนาอยู่ภายในแฟ้มอาชญากรรมของอเมริกา ใครคือฆาตกรไทลีนอล

 

 

Cr :   รศ  สมยศ นาวีการ

Facebook Comments

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *