jos55 instaslot88 Pusat Togel Online สายลมแห่งการเปลี่ยนแปลงในซาอุดีอาระเบีย - INEWHORIZON

INEWHORIZON

ขอบฟ้าใหม่

สายลมแห่งการเปลี่ยนแปลงในซาอุดีอาระเบีย


สายลมแห่งการเปลี่ยนแปลงในซาอุดีอาระเบีย

ศ.ดร.จรัญ มะลูลีม

การเปลี่ยนผ่านในซาอุดีอาระเบียโดยเฉพาะในราชวงศ์อับดุลอะซีสอิบนุ สะอูด ได้รับความสนใจจากทั่วโลกโดยเฉพาะชาวมุสลิมที่พวกเขาต้องเดินทางไปประกอบพิธีฮัจญ์ทุกปีเป็นจำนวนไม่ต่ำกว่าสองล้านคน
ความจริงซาอุดีอาระเบียเป็นหนึ่งในประเทศที่มีปัญหาความขัดแย้งทั้งที่มาจากภายในและภายนอกประเทศ  ซึ่งส่งผลให้เกิดภาวะความตึงเครียด เร่าร้อน เรื่อยมาจนมาถึงการแต่งตั้งเจ้าชายมุฮัมมัด บินสัลมาน (Muhammad bin Sulman) ที่เรียกกันโดยย่อๆ ว่า MBS ขึ้นมาเป็นมกุฏราชกุมารที่ทรงพลังที่สุดในเวลานี้
ในฐานะประเทศร่ำรวยน้ำมันและมีความเคร่งครัดศาสนาอิสลาม  และเป็นราชอาณาจักรสมบูรณาญาสิทธิราชย์ที่มีเหลือแค่กี่ไม่ประเทศ (ดั่งเช่นโอมาน กาตาร์ บรูไน ซาอุดีอาระเบีย) ซาอุดีอาระเบียในเวลานี้ได้กลายมาเป็นประเทศที่ประชาคมโลกให้ความสนใจและเป็นพาดหัวของหนังสือพิมพ์ในหลายประเทศ  โดยเฉพาะอย่างยิ่งในดินแดนเอเชียตะวันตกหรือตะวันออกกลาง
ด้วยความมุ่งมั่นที่จะไม่ให้ซาอุดีอาระเบียต้องขึ้นอยู่กับน้ำมันเท่านั้น  เจ้าชาย MBSจึงต้องการให้ซาอุดีอาระเบียหลุดพ้นจากความเป็นประเทศอนุรักษ์นิยมทางศาสนา  มาเดินตามแนวทางอิสลามที่มีความเป็นประชาชาติสายกลาง (อุมมะตัน วะสะตัน) หรือ Peple of the Middle Path มากขึ้น
เวลานี้ MBS แทบจะทำหน้าที่แทนพระราชบิดาอยู่แล้ว  ด้วยการเร่งปฏิรูปประเทศอนุรักษ์นิยมอย่างซาอุดีอาระเบียให้มีความผ่อนคลายมากขึ้น
ผลงานล่าสุดของเจ้าชายผู้ขึ้นมาเป็นมกุฎราชกุมารในวัย 32 พรรษาผู้นี้ที่น่าสนใจก็คือการต่อต้านการคอรัปชั่น ซึ่งถือเป็นยุทธศาสตร์ที่จะนำมาสู่การเปลี่ยนแปลงสิ่งแวดล้อมทางสังคม เศรษฐกิจของซาอุดีครั้งสำคัญและนับเป็นประวัติศาสตร์ที่จะต้องจารึกเอาไว้ในซาอุดีอาระเบียที่ไม่เคยมีกษัตริย์พระองค์ใดหรือมกุฏราชกุมารพระองค์ใดเคยทำมาก่อน
เจ้าชายในราชวงศ์ถูกจับกุม 11 พระองค์พร้อมๆ ไปกับเจ้าหน้าที่และนักธุรกิจอีก 38 คน
การเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญเกิดขึ้นเพียงไม่กี่วันหลังจากราชอาณาจักรที่เคร่งครัดนี้ประกาศให้สตรีในประเทศขับรถได้  นับจากปี 2018 เป็นต้นไปนอกจากนี้สตรียังได้รับอนุญาตให้เข้าร่วมดูกีฬาพร้อมๆ ไปกับบุรุษในสนามกีฬาได้
การเคลื่อนไหวของเจ้าชาย MBS ถูกมองด้วยมุมมองของผู้คนที่แตกต่างกันไปเช่นมองว่าพระองค์มีความพยายามสถาปนาอำนาจที่มีฐานอยู่ในครอบครัวกษัตริย์และอำนาจที่มาจากต่างประเทศไปจนถึงการวิเคราะห์ว่าพระองค์กำลังใช้ความพยายามปฏิรูปเศรษฐกิจโดยเลือกเอาแนวทางที่เป็นกลางตามคำสอนของศาสนาอิสลามมากขึ้น
สำหรับประเทศที่ถือกำเนิดมาจากความสัมพันธ์ระหว่างการเมืองและศาสนา  การก้าวกระโดดทางนโยบายที่ MBS นำมาใช้ได้ส่งผลสะเทือนมาสู่ประเทศมุสลิมทั่วโลก
เป็นที่รับทราบกันดีอยู่แล้วว่า  อำนาจของราชวงศ์ได้ถูกเก็บรักษาไว้ในครอบครัวของกษัตริย์มาอย่างเหนียวแน่นยาวนานและอำนาจนี้ก็ได้รับการจัดสรรออกไปตามเครือข่ายของราชวงศ์เอง
ศตวรรษที่ 18 บรรพบุรุษจากครอบครัวอัล-สะอูด (Al-Saud) ได้วางรากฐานของสิ่งที่เรียกว่าซาอุดีอาระเบียสมัยใหม่ขึ้นมา
แผ่นดินซาอุดีอาระเบียประกอบขึ้นจากเผ่าพันธุ์ของชาวบะดาวี (Badawi) หรือเบดุอิน (Bedouin) หรือ Nomad จากหลายเผ่าพันธุ์  ซึ่งแสวงหาทุ่งหญ้าให้กับสัตว์เลี้ยงเพื่อการดำรงชีวิต
นอกเหนือไปจากการแสวงหาการมีอิทธิพลโดยทั่วไปแล้ว  เป็นที่ประจักษ์ว่าครอบครัวอัล-สะอูดสามารถเข้าสู่อำนาจได้สำเร็จจากการร่วมเป็นพันธมิตรกับสานุศิษย์ของสำนักคิดวะฮาบีย์อิสลาม (Wahhabi school of Islam)
โดยภาพรวมแล้วระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ของซาอุดีอาระเบียมีอำนาจอยู่เหนือประชาชนของตนเองมากกว่าที่อาณาจักรในสมัยกลางของยุโรปเคยมีเสียอีก
การเปลี่ยนผ่านทางอำนาจในเวลานี้ของซาอุดีอาระเบียเริ่มจากกษัตริย์ สัลมาน บินอับดุลอะซีส (Salman bin Abd al-Aziz) ได้เปลี่ยนเอามกุฎราชกุมารพระองค์ใหม่คือมุฮัมมัด บินสัลมาน โอรสของพระองค์เองเข้ามาแทนเจ้าชายมุฮัมมัดอิบนุ นายีฟอัล-สะอูด (Muhammad ibnNayef al-Saud)
สองสามศตวรรษที่ผ่านมา  นับตั้งแต่ซาอุดีอาระเบียถือกำเนิดขึ้น  ประเทศนี้ได้พบกับการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญสี่ช่วงด้วยกัน  และต้องต่อสู้ดิ้นรนจากแรงกดดันทั้งจากภายนอก  ซึ่งมาจากอำนาจต่างประเทศและความขัดแย้งภายในประเทศ  อันเป็นการต่อสู้เพื่อรักษาจารีตของแนวคิดวาฮาบีย์  อันเป็นอุดมการณ์ที่มาพร้อมกับการจัดตั้งประเทศเอาไว้
ช่วงแรก(ระหว่างปี 1744-1902) ช่วงนี้เริ่มต้นจากหัวหน้าเผ่า  คือมุฮัมมัด บิน สะอูด (Muhammad bin Saud) ได้ตกลงกับมุฮัมมัด บินอับดุลวะฮ้าบ(Muhammad bin Abdul Wahhab) ซึ่งต่อมาชื่อของเขากลายเป็นชื่อสำนักคิดวะฮาบีย์ซึ่งเรียกตามชื่อหลังของเขา (Wahhab) แต่ชื่อที่ถูกต้องของแนวคิดนี้เรียกกันว่ามุวาฮิดูนหรือการเน้นในเอกภาพของพระเจ้า    แนวคิดดังกล่าวยึดถือแนวทางของอิมามมุฮัมมัด อิบนุ ฮัมบัลหรือสำนักคิดฮัมบะลี ซึ่งเป็นสำนักคิดหนึ่งของซุนนี
ทั้งนี้นักการศาสนาอย่างอับดุลวะฮ้าบจะให้การสนับสนุนเผ่าพันธุ์อัล-สะอูด เพื่อแลกเปลี่ยนกับฝ่ายหลังที่จะต้องมุ่งมั่นผูกพันธ์อยู่กับสำนักคิดฮัมบะลีผ่านคำสอนของอับดุลวะฮ้าบ (วะฮาบีย์)
สำนักคิดฮัมบาลีที่อับดุลวาฮ้าบยึดถือได้ชื่อว่ามีความเคร่งครัดกว่าสำนักคิดใดๆ ของซุนนีอิสลาม อับดุลวะฮ้าบมีความมุ่งมั่นในการทำให้ซาอุดีอาระเบียมีกลิ่นอายทางศาสนาที่เริ่มมีการเผยแผ่ในศตวรรษที่ 17
โดยอับดุลวะฮ้าบได้มอบอำนาจอันชอบธรรมทางศาสนาให้ครอบครัวอัล-สะอูด และมุฮัมมัด บินสะอูดก็สามารถทำให้ดินแดนที่เต็มไปด้วยกลิ่นอายของแนวคิดที่เรียกกันว่าวะฮาบีย์ได้รับความสำเร็จจากฐานกำลังที่ตั้งอยู่ในเมืองดีริยะฮ์ (Diriyah) ซึ่งพันธมิตรของอัล-สะอูได้กระจายออกไปทั่วทิศทาง
ในขณะที่เผ่าพันธุ์ของชาวเบดุอินที่เข้าร่วมสนับสนุนภารกิจของซาอุดี-วะฮาบีย์ ก็มีอีกหลายกลุ่มก้อนที่ออกมาต่อต้านอย่างรุนแรงเช่นกัน
พอถึงปี 1790 ครอบครัวนี้ก็สามารถสร้างตนเองขึ้นมาได้ในฐานะ ฐานที่มั่นทางเศรษฐกิจการเมืองและการทหารที่เข้มแข็ง
ที่ใดที่พวกเขาผ่านเข้าไปพวกเขาก็สามารถใช้แนวทางวะฮาบีย์ได้อย่างประสบความสำเร็จในฐานะของแนวคิดที่ได้รับการรับรองจากประชาชน
ในขณะที่อำนาจจากภายนอก โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากอาณาจักรออตโตมานมีอำนาจอยู่จนกว่าจะถึงศตวรรษที่ 19 นั้นกลุ่มก้อนของอัลสะอูดทำหน้าที่ได้แค่การปกครองของเผ่าพันธุ์เท่านั้น  แต่ยังคงได้รับการภักดีจากเผ่าส่วนใหญ่และกลับมาสถาปนาอำนาจได้อีกครั้งในเวลาต่อมา โดยได้ขยายอำนาจของพวกเขาไปจนถึงนครริยาฏ (Riyadh)
อย่างไรก็ตามตลอดระยะเวลาส่วนใหญ่ของศตวรรษที่ 19 ครอบครัวของอัล*สะอูดต้องเผชิญกับความเป็นปรปักษ์จากอาณาจักรออตโตมาน ในท้ายที่สุดในทศวรรษ 1890  ก็ต้องสูญเสียการครอบครองเหนือริยาฏไปครอบครัวของอัล-สะอูดที่ในเวลานั้นนำโดยอับดุรเราะห์มาน บิน ฟัยซ็อล (Abdul Rahman bin Faisal)จึงต้องหลบหนีไปคูเวต
เนื่องจากคูเวตในเวลานั้นอยู่ในอารักขาของอังกฤษคูเวตจึงเป็นดินแดนที่ปลอดภัยสำหรับการลี้ภัยทางการเมืองของบินฟัยซ้อล จนกว่าพระองค์จะได้กลับเข้าสู่อำนาจอีกครั้งที่กรุงริยากฎในเวลาต่อมา
โอรสของพระองค์คืออิบนุสะอูด กลายเป็นผู้ที่ประสบความสำเร็จในการนำพาเอาครอบครัวอัล-สะอูดกลับสู่อำนาจในกรุงริยาฏอีกครั้งและกลายเป็นกษัตริย์พระองค์แรกในปี 1902
ในช่วงที่สอง (ระหว่างปี 1902-1932) เริ่มจากครอบครัวอัล-สะอูดได้เข้าครองกรุงริยาฏอีกครั้งในปี 1902 และอยู่ในอำนาจต่อมาอีก 30 ปีในสมัยของพระองค์ซาอุดีอาระเบียมีความรุ่งเรืองทั้งในทางเศรษฐกิจและการเมือง  แม้ว่าครอบครัวต้องเผชิญกับการต่อต้านอย่างหนักหน่วงทั้งจากออตโตมานและอังกฤษ  นอกเหนือไปจากอาหรับเผ่าต่างๆ
ด้วยเหตุนี้ ซาอุดีอาระเบียจึงต้องเผชิญกับอำนาจที่มาจากหลายทิศทาง  ทั้งจากอียิปต์ ตุรกีและอังกฤษ รวมทั้งเผ่าพันธุ์อาหรับอีกหลายเผ่าพันธุ์ที่ออกมาต่อต้านอำนาจทางทหารของครอบครัวอัล-สะอูดและอำนาจทางศาสนาของวะฮาบีย์ที่เข้มแข็ง
อย่างไรก็ตาม ครอบครัวของอัล-สะอูดก็สามารถขยายอำนาจออกไปได้กว้างไกลอีกครั้งและมีการจัดระเบียบภายในได้สำเร็จอันเนื่องมาจากการล่มสลายของอาณาจักรออตโตมาน
ในปี 1912 อิบนุสะอูดได้สร้างกองทหารอาชีพขึ้นมาเรียกว่ากองทหารอิควาน (Ikwan) หรือกองทหารแห่งภราดรภาพ
กองทหารอิควานได้กลายมาเป็นอาวุธของกษัตริย์ซาอุดีอาระเบียที่จะจัดการกับผู้ลุกฮือหรือก่อการปฏิวัติขึ้นมาภายในดินแดนของรัฐที่ก่อตัวขึ้น
กองกำลังนี้มีหน้าที่ต่อสู้กับศัตรูของครอบครัวอัลสะอูดและเป็นกองกำลังที่ปฏิบัติตามแนวคิดวะฮาบีย์
เมื่ออิบนุ สะอูดรับรู้ถึงการสนับสนุนจากอังกฤษให้เข้ายึดครองกรุงริยาฏอีกครั้ง  พระองค์ไม่ต้องการให้ซาอุดีอาระเบียเป็นรัฐในอารักขาของอังกฤษ
ในช่วงทศวรรษ 1920 เมื่อมีการค้นพบน้ำมันในซาอุดีอาระเบียเป็นครั้งแรก  ครอบครัวของอิบนุสะอูดก็ใช้โอกาสนี้โดยทันทีเป็นเครื่องเชื่อมความสัมพันธ์กับสหรัฐ
ความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจระหว่างซาอุดีอาระเบียและสหรัฐขึ้นอยู่กับน้ำมัน  ซึ่งในเวลาต่อมากลายมาเป็นเครื่องมือความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศไปในที่สุด
ช่วงทศวรรษที่สามของศตวรรษที่ 21 (ระหว่างปี 1930-1973) ถือเป็นการเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญในประวัติศาสตร์ของซาอุดีอาระเบีย วิธีชีวิตทางสังคม-เศรษฐกิจที่เคยเรียบง่ายมาตลอดขวบปีที่ผ่านมา  กลายมาเป็นการทำให้ประเทศมีโครงสร้างสาธารณูปโภคทันสมัยไปทั่วคาบสมุทร   อุตสาหกรรมหนักกลายมาเป็นความสำคัญเพิ่มขึ้น
ในช่วงนี้เช่นกันที่ประเทศเปลี่ยนไปสู่รัฐชาติสมัยใหม่โดยมีรัฐบาลรวมศูนย์อำนาจ และระบบเศรษฐกิจที่มีเสถียรภาพโดยขึ้นอยู่กับการปิโตรเลียม
มีการนำเอางบประมาณของชาติและระบบภาษีมาใช้  นี่เป็นชั่วขณะที่ค่านิยมทางวัฒนธรรมและศาสนาถูกมองว่ามีความจำเป็นที่จะเปลี่ยนตัวเองไปสู่สังคมเทคโนโลยีสมัยใหม่
อย่างไรก็ตาม อิบนุ สะอูดก็มีความปรารถนาที่จะไม่สร้างสถาบันที่เป็นศูนย์รวม  และยังคงมีความปรารถนาที่จะรักษาเอกภาพเอาไว้ผ่านความภักดีของบุคคลที่จงรักภักดีต่อพระองค์โดยปฏิบัติตามจารีตวิถีของเผ่าพันธุ์
หลังการสวรรคตของอิบนุสะอูดในปี 1953 ได้เกิดการต่อสู้ขึ้นในหมู่โอรสของพระองค์  โดยเฉพาะอย่างยิ่งระหว่างเจ้าชายสะอูดซึ่งเป็นโอรสองค์แรกกับเจ้าชายฟัยซ็อล (Prince Faizal)ซึ่งเป็นโอรสองค์ถัดมาอันเป็นการแข่งอำนาจในระหว่างโอรสของพระองค์ด้วยกันเอง
ปี 1958 ได้มีแรงกดดันมาจากครอบครัวกษัตริย์เองเจ้าชายสะอูดถูกบีบให้สละอำนาจการบริหารให้กับเจ้าชายฟัยซ้อล  แต่ยังคงดำรงตำแหน่งกษัตริย์ต่อไป
ภายใต้การปฏิรูปของเจ้าชายฟัยซ้อล ซาอุดีอาระเบียได้เปลี่ยนรูปแบบการเงินขนานใหญ่
ในปี 1964 เจ้าชายสะอูดโอรสองค์โตซึ่งเป็นกษัตริย์ถูกบีบให้สละอำนาจ และแสวงหาการลี้ภัยในยุโรป  ปล่อยให้ราชบัลลังก์ตกอยู่ในการบริหารจัดการโดยเจ้าชายฟัยซ้อล
เมื่อเข้ามาควบคุมซาอุดีอาระเบียได้แล้ว  เจ้าชายฟัยซ็อลก็พยายามปฏิรูปขนานใหญ่  และเรียนรู้ถึงความจำเป็นที่จะทำให้เศรษฐกิจซาอุดีอาระเบียมีความทันสมัย
พระองค์ได้นำเอาแผนพัฒนาห้าปีมาใช้  ลงทุนในทางการศึกษา การขนส่ง การอุตสาหกรรม เพื่อยกมาตรฐานกาครองชีพของชาวซาอุดีอาระเบีย
ช่วงทศวรรษ 1970 ซาอุดีอาระเบียจึงเป็นประเทศที่มีความเติบโตและกลายมาเป็นสังคมที่พัฒนาเพียงพอที่จะให้ประชากรของประเทศมีสิ่งอำนวยความสะดวกพื้นฐานได้ทั้งหมด
สำหรับช่วงปี 1973 – ปัจจุบันนั้นพบว่าแม้ว่าในตอนกลางของศตวรรษที่ 21 ซาอุดีอาระเบียจะมีความรุ่งเรืองจนมีความพอเพียงแล้วก็ตาม  แต่ผลกระทบในเวลาต่อมาของการพัฒนาก็คือการขาดแคลนแรงงานที่จะมาสนองตอบสังคมเศรษฐกิจสมัยใหม่ ยิ่งไปกว่านี้นั้นบางด้านของจารีตประเพณีที่ไม่อนุญาตให้ชายชาวซาอุดีอาระเบียทำงานเป็นแรงงานหรือกรรมกรก็เป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้ซาอุดีอาระเบียขาดแคลนแรงงานทั่วไป
สตรีของซาอุดีอาระเบียถูกห้ามการทำงานอาชีพใดๆ ที่จะต้องมามีปฏิสัมพันธ์กับผู้ที่มิได้มีสายเลือดเดียวกันหรือผู้ที่แต่งงานกันได้
การห้ามสตรีมิให้ขับรถยังหมายถึงว่าสตรีส่วนใหญ่ไม่อาจทำงานได้
ด้วยเหตุนี้ในปลายทศวรรษ 1900 ร้อยละ 50 ของแรงงานในซาอุดีอาระเบียจึงประกอบขึ้นจากคนต่างชาติ
ช่วงเวลานี้ยังเป็นช่วงเวลาเดียวกันที่โซเวียตเข้ารุกรานอัฟกานิสถาน  และการปฏิวัติของอิหร่านทำให้ประเทศอนุรักษ์นิยมอย่างซาอุดีอาระเบียมีความกังวลต่อสถานะของตนเองในทางจารีตประเพณี
หลายภาคส่วนที่เป็นประชาชนที่เคร่งครัดเริ่มต่อต้านผู้นำของตนเองที่พวกเขาเชื่อว่าทำให้ซาอุดีอาระเบียเสื่อมถอยและเอียงเข้าหาตะวันตก
ภายใต้กษัตริย์อับดุลลอฮ์ (King Abdullah) ซึ่งเข้าสู่อำนาจในปี 2005 ซาอุดีได้เข้าสู่ขั้นตอนการปฏิรูปที่เน้นการเป็นสายกลางอีกครั้งหนึ่ง
พระองค์ให้การยอมรับระบบกฎหมายและภายใต้การปกครองของพระองค์ซาอุดีอาระเบียได้เข้าร่วมกับองค์การค้าโลก (World Trade Qrganization)
ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงที่พระองค์ได้ทรงกระทำภาพทางสังคม-เศรษฐกิจในซาอุดีอาระเบียก็ยังคงค่อนข้างจะซึมเทราอยู่
คนหนุ่มว่างงาน  มีความขัดแย้งเกิดขึ้นในหมู่แรงงานต่างชาติ  มีความหวาดกลัวเกี่ยวกับฝ่ายสุดโต่งกับฝ่ายที่ขับเคลื่อนความทันสมัย  ทั้งสองกระแสต่างก็สร้างความไร้เอกภาพให้แก่ประเทศ
ด้วยเหตุนี้ในการทำความเข้าใจเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในซาอุดีอาระเบียจึงต้องมีการเชื่อมโยงกับประวัติศาสตร์อันยาวนานซึ่งจะทำให้เราเห็นการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่  และการเปลี่ยนผ่านที่ประเทศต้องเผชิญตลอดขวบปีที่ผ่านมา
กษัตริย์สัลมาน อิบนุ อับดุล อะซีส (Salman ibn Abdul al-Aziz) ซึ่งเข้าสู่อำนาจในปี 2015 ได้แต่งตั้งโอรสของพระองค์  มุฮัมมัด อิบนุ สัลมาน (Muhammad ibn Salman)หรือที่เรียกกัน MBS ขึ้นมาเป็นมกุฏราชกุมาร (Crown Prince) เมื่อฤดูร้อนของปี 2017 ขึ้นมา
เป็นการแต่งตั้งเพื่อให้โอรสของพระองค์เข้ามาแทนที่มกุฎราชกุมาร นาญีฟอัล-สะอูด (Nayef al-Saud)
เหตุผลสำคัญที่พระองค์เปลี่ยนเอาโอรสของพระองค์เข้ามาแทนมกุฏราชกุมารนาญีฟก็ด้วยความเชื่อที่ว่าโอรสของพระองค์มีความสามารถที่จะจัดการแก้ปัญหาของประเทศและดูแลคนหนุ่มที่มีความอึดอัดต่อราชอาณาจักรได้ดีกว่า
อย่างไรก็ตาม คนส่วนมากมีความเชื่อว่าความคิดที่แท้จริงที่อยู่เบื้องหลังการเข้ามามีอำนาจของเจ้าชายมุฮัมมัด บินสัลมานนั้นอยู่ที่ว่าเจ้าชายนาญีฟเป็นผู้ขัดขวางการตัดความสัมพันธ์กับกาตาร์และตั้งข้อสงสัยการเข้าทำสงครามตัวแทนในซีเรียและเยเมนของซาอุดีอาระเบีย  ทั้งสองประการนี้มกุฎราชกุมารองค์ใหม่ล้วนเป็นผู้ให้การสนับสนุนทั้งสิ้น
ขั้นตอนการหันมาทำให้ซาอุดีอาระเบียทันสมัยโดยทันทีทั้งในทางเศรษฐกิจและวัฒนธรรมของกษัตริย์สัลมานคือความมุ่งหวังที่จะทำให้อำนาจของพระองค์มีความมั่นคงกว่าเดิมและสามารถเอาชนะฝ่ายต่อต้านที่จะเข้ามาในหนทางของพระองค์ได้
ด้วยเหตุนี้การเปลี่ยนแปลงที่เร็วขึ้นจึงกลายมาเป็นประวัติศาสตร์หน้าใหม่ของซาอุดีอาระเบียอย่างไม่ต้องสงสัย
มุฮัมมัด บิน สัลมาน มกุฎราชกุมารของซาอุดีอาระเบียนั้นเป็นที่รู้จักกันดีในความเป็นคนหาญกล้าและบางครั้งก็ถูกมองว่าเป็นผู้ที่ใช้ขั้นตอนการเปลี่ยนแปลงอย่างขาดความยับยั้งชั่งใจเพื่อจะเปลี่ยนประเทศและจุดยืนจองตนเองในดินแดนเอเชียตะวันตกหรือตะวันออกกลาง อย่างที่เป็นที่รับรู้กันดี  เมื่อเขาได้จับเอาเจ้าชาย 11 พระองค์และเจ้าหน้าที่อาวุโส 38 คน รวมทั้งนักธุรกิจชั้นนำที่ถูกจับกุมตามคำสั่งของพระองค์มาคุมขัง
ที่น่าสนใจก็คือในบรรดาผู้ถูกจับกุมนี้มีทั้งผู้ควบคุมและดูแลงานด้านความมั่นคงแห่งชาติ  รัฐมนตรีเศรษฐกิจและนักการเงินชั้นนำของซาอุดีอาระเบีย
แม้คนเหล่านี้จะถูกเอาไปคุมขังที่โรงแรมหรู  แต่การที่ซาอุดีอาระเบียพูดถึงคนเหล่านี้ว่าเป็น  “ผู้ทรยศ” ก็เป็นลางร้ายให้เห็นชะตากรรมของผู้คนเหล่านี้ในอนาคตได้
นอกจากจะจับกุมและคุมขังบุคคลชั้นนำของประเทศในข้อหาคอร์รัปชั่นแล้ว  มกุฎราชกุมารวัย 31 พรรษาผู้นี้ยังเข้าไปแสดงอำนาจภายนอกประเทศให้เห็นอีกด้วยท่ามกลางสงครามเยเมนที่พระองค์ถูกวิพากษ์อย่างหนักในความตายของชาวเยเมนที่ถูกกองพันซาอุดีอาระเบียถล่มอย่างหนักเพื่อปราบชาวฮูษี  ที่ลุกขึ้นมาต่อสู้กับรัฐบาลและได้รับการหนุนช่วยจากอิหร่าน
นอกจากนี้มกุฎราชกุมารสัลมานยังได้บีบให้นายกรัฐมนตรีเลบานอน ฮาริรี (Saad Hariri) ซึ่งสนิทสนมกับซาอุดีอาระเบีย   ประกาศลาออกจากตำแหน่งในโทรทัศน์ช่องหนึ่งของประเทศซาอุดีอาระเบียเองโดยสร้างภาพให้เห็นว่าวิกฤติในเลบานอนมีที่มาจากขบวนการฮิสบุลลอฮ์ซึ่งเป็นหนึ่งในรัฐบาลผสมของฮาริรี
ที่นำไปสู่โศกนาฏกรรมของชาวเยเมนก็ได้แก่การปิดล้อมชายแดนและน่านฟ้าของเยเมนโดยซาอุดีอาระเบียด้วยข้ออ้างที่ว่ากลุ่มฮูษี (Houthi) ซึ่งเป็นพันธมิตรของอิหร่านมีความตั้งใจโจมตีสนามบินที่กรุงริยาฏ
ในเวลาใกล้เคียงกันมกุฎราชกุมารสัลมานยังได้ออกมาเตือนมะห์มูด อับบาส (Mahmoud Abbas) ของปาเลสไตน์ที่กำลังทำข้อตกลงว่าด้วยการทำงานร่วมกันกับขบวนการฮามาสที่เป็นชาวปาเลสไตน์ด้วยกัน เนื่องจากซาอุดีอาระเบียมองว่าขบวนการฮามาสนิยมอิหร่าน
ความพยายามของมกุฏราชกุมารในเรื่องต่างๆ ที่ได้กล่าวมาข้างต้นถูกมองว่าเป็นการกระชับอำนาจของพระองค์  เพื่อเข้ามาแทนที่กษัตริย์สัลมานพระราชบิดาซึ่งมีพระชนม์มายุ 81 พรรษาแล้ว
ด้วยเหตุนี้มกุฎราชกุมารจึงต้องแสดงบทบาทในการต่อต้านสำนักคิดชีอะฮ์ของอิหร่าน  ในขณะที่อิหร่านในปัจจุบันกำลังรณรงค์ให้เกิดความสามัคคีระหว่างสำนักคิดซุนนีและชีอะฮ์เพื่อไม่ตกเป็นเครื่องมือการเอาเรื่องนี้มาฉวยโอกาสสร้างความแตกแยกขึ้นในโลกมุสลิม  โดยสหรัฐและอิสราเอลทั้งๆ ที่เป็นที่รับรู้กับดีอยู่แล้วว่าความขัดแย้งซุนนีชีอะฮ์นั้นเป็นเรื่องของการเมืองมากกว่าศาสนา  นอกจากนี้ MBS ยังเป็นศัตรูกับกองกำลังต่างๆ ที่ได้รับการหนุนช่วยจากอิหร่านในตะวันออกกลางอีกด้วย
เป็นที่รับทราบกันดีอีกเช่นกันว่ามกุฎราชกุมารหนุ่มผู้นี้ได้รับการหนุนช่วยจากประธานาธิบดีทรัมป์  และที่ปรึกษาอาวุโสของทรัมป์อย่างคุชเนอร์ (Jared Kushner) ซึ่งเดินทางไปเยือนซาอุดีอาระเบียและพูดคุยกับมกุฏราชกุมารสัลมานเป็นเวลานานก่อนจะมีการเปลี่ยนแปลงอย่างที่ได้กล่าวมาแล้วข้างต้น  ซึ่งหลายฝ่ายมองว่าเป็นการกระทำที่มีความเปราะบาง
ผู้สนับสนุนมกุฎราชกุมารของตะวันตกมองกว่ามกุฏราชกุมารผู้นี้กำลังเชื่อมต่ออำนาจเพื่อที่จะเข้ามาเป็นผู้นำของประเทศอนุรักษ์นิยมและเป็นประเทศผู้ผลิตน้ำมันด้วยการโน้มน้าวประเทศให้เป็นไปตามความต้องการของพระองค์
ในทางเศรษฐกิจ MBS ได้ประกาศถึงแผนการต้อนรับนักลงทุนต่างประเทศให้เข้ามาลงทุนและขายหุ้นน้ำมันให้กับบริษัทน้ำมันของรัฐ
การจับกุมบุคคลสำคัญของประเทศในเดือนกันยายน (2017) ทำให้กลุ่มนักการศาสนาบางคนมองว่าเป็นการกวาดล้างนักการศาสนาไปด้วยในตัว
การกระทำของมกุฎราชกุมารที่ค่อนข้างจะรุนแรงทำให้ความหวังในความก้าวหน้าอันมาจากการพัฒนากลายเป็นการทำให้ราชอาณาจักรต้องอ่อนแอลง
ทั้งนี้พระองค์ไม่ได้จับกุมนักการศาสนาที่ไม่เห็นด้วยกับพระองค์เท่านั้น  แต่พระองค์ยังจับกุมนักหนังสือพิมพ์เสรีนิยมและนักมนุษยธรรมอีกด้วย ซึ่งเป็นศัตรูโดยธรรมชาติกับพระองค์
นักธุรกิจที่โลกรู้จักกันดี และมีชื่อเสียงไปทั่วโลกอย่างเจ้าชายวะลีด บิน ฏอลาล (AlWaleed bin Talal) ซึ่ง MBS จับกุมตัวไปนั้น  ได้ชื่อว่าเป็นผู้ที่เข้าไปลงทุนในบริษัทใหญ่ๆ อย่าง Apple , Twitter และLyft  การกระทำดังกล่าวของ MBS จึงเป็นที่กล่าวขานกันอย่างมากในหมู่นักลงทุนต่างชาติ
ที่รุนแรงที่สุดก็คือสงครามที่มกุฎราชกุมารผู้นี้ได้เริ่มต้นขึ้นที่เยเมนในปี 2015 ซึ่งกลายมาเป็นพื้นที่ที่นำไปสู่วิกฤตมนุษยธรรมที่สำคัญที่สุดของโลกอยู่ในเวลานี้
ความขัดแย้งซาอุดีอาระเบีย-กาตาร์ก็ได้นำไปสู่ความขัดแย้งกับผู้ปกครองซุนนีของประเทศในอ่าวเปอร์เซีย
การลาออกของฮาริรีกลายเป็นการสร้างความเข้มแข็งให้แก่ฝ่ายฮิสบุลลอฮ์ในเลบานอนมากกว่าจะนำเอาความอ่อนแอมาให้และเมื่อกลับถึงเลบานอนแล้วฮารีรีก็ขอกลับมารับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีเหมือนเดิมเท่ากับว่าอิทธิพลของ MBS ไม่เข้มแข็งพอต่อการสร้างความเปลี่ยนแปลงให้เกิดขึ้นในเลบานอน
การเติบโตอย่างรวดเร็วของ MBS ในหมู่เจ้าชายทั้งหลายในครอบครัวกษัตริย์เพื่อขึ้นมาเป็นมกุฏราชกุมาร ด้วยระยะเวลาแค่สองปีนั้นเป็นสิ่งที่พัฒนาขึ้นมาในประวัติศาสตร์ราชวงศ์อัล-สะอูดอย่างไม่มีใครคาดคิดมาก่อน
การเปลี่ยนแปลงเหล่านี้เป็นที่รับรู้ของคนภายนอกราชวังน้อยมากจนกระทั่งถึงเดือนมกราคม ปี 2015 เมื่อพระราชบิดาของพระองค์คือกษัตริย์สัลมาน บิน อับดุลอะซีสได้ขึ้นมาเป็นกษัตริย์
นับจากนั้นเป็นต้องไป MBS ก็กลายเป็นหน้าตาของซาอุดีอาระเบียนอกประเทศและการปฏิรูปภายในประเทศ
MBSได้รับการแต่งตั้นเป็นรองมกุฎราชกุมารโดยพระราชบิดาของพระองค์  นับจากนั้นเป็นต้นมาพบว่า MBS เริ่มส่องประกายเหนือมกุฎราชกุมารคือเจ้าชายมุฮัมมัดบินนายีฟ (Muhammad bin Nayef)MBS ขึ้นมาดูแลนโยบายต่างประเทศและมีความมุ่งมั่นในการปฏิรูปเศรษฐกิจตามวาระที่มีขึ้นเมื่อปีที่แล้ว (2016)
ตลอดระยะเวลาการทำงาน MBS ได้รับการหนุนช่วยจากกษัตริย์ผู้เป็นพระราชบิดาซึ่งมีพระชนม์มายุกว่า 80 พรรษา ซึ่งแม้แต่มกุฎราชกุมารเองในเวลานั้นก็รู้สึกได้ถึงการที่ลูกพี่ลูกน้องของพระองค์กำลังเบียดขับความสำคัญของพระองค์ให้เหลือน้อยลง
ในที่สุดกษัตริย์สัลมานก็ทำให้ความสงสัยของชาวซาอุดีอาระเบียหมดไปเมื่อพระองค์ได้เปลี่ยนเจ้าชายนายีฟ พระราชนัดดาของพระองค์ออกจากตำแหน่งมกุฏราชกุมารและเอาโอรสของพระองค์เข้ามาแทนที่ในทางปฏิบัติเท่ากับเป็นการขจัดอุปสรรคทั้งมวลด้วยการแต่งตั้งพระราชโอรสวัย 31 พรรษาขึ้นมาเป็นมกุฎราชกุมาร ซึ่งจะไม่ทำให้ปัญหาเกิดขึ้นหากพระองค์จะสละตำแหน่งหรือสวรรคต
เป็นที่รับทราบกันดีว่าตัวของกษัตริย์สัลมานเองมีปัญหาสุขภาพ  ด้วยเหตุผลทางสุขภาพนี่เองเจ้าชายนายีฟจึงต้องหลุดจากอำนาจไปMBS ซึ่งเป็นมกุฎราชกุมารจึงกลายมาเป็นผู้ดูแลซาอุดีอาระเบียในปัจจุบันไปโดยปริยาย
ในหมู่ผู้ที่ชื่นชม MBSMBSได้รับการขนานนามว่าเป็นนักปฏิรูป (reformer) เขาพูดถึงการยุติการขึ้นอยู่กับน้ำมันของซาอุดีอาระเบียอยู่เสมอ
ดังนั้นมโนทัศน์ 2030 ที่นำเสนอโดยเจ้าชาย MBS เมื่อปี 2016 จึงเป็นความพยายามที่จะให้ประเทศปลดแอกจากการขึ้นอยู่กับน้ำมัน
พระองค์จึงปฏิรูปการเงินและสนับสนุนภาคเอกชน  รวมทั้งสิทธิสตรี   แต่คนอีกจำนวนมากก็มองพระองค์ว่าเป็นคนในราชวงศ์กษัตริย์ที่มีแรงกระตุ้นมาจากความไม่รอบคอบ เป็นผู้มีความทะเยอทะยานในการแสวงหาอำนาจ  และการแสวงหาอำนาจนี้อาจนำอันตรายมาให้ไม่เฉพาะกับราชวงศ์เท่านั้นแต่ยังรวมถึงภูมิภาคอ่าวเปอร์เซียทั้งหมดอีกด้วย
กษัตริย์สัลมานกับนโยบายต่างประเทศ
MBSเป็นสถาปนิกจากราชวงศ์ที่สนับสนุนการเข้าโจมตีเยเมนในนามการต่อสู้กับกบฏฮูษีในส่วนของซาอุดีอาระเบีย หากกบฏฮูษีเกิดความเป็นปึกแผ่นอยู่ทางหลังบ้านของราชวงศ์ซาอุดีอาระเบียเสียเอง   ผลประโยชน์ของซาอุดีอาระเบียก็ต้องได้รับผลกระทบ
มากกว่าสองปีมาแล้วที่ซาอุดีอาระเบียเข้าถล่มเยเมนอย่างต่อเนื่องจนนำไปสู่วิกฤตด้านสิทธิมนุษยธรรมในประเทศที่มีความยากแค้นอยู่แล้ว
ในการต่อสู้ล่าสุดประธานาธิบดี อับดุลลอฮ์ ศอลิห์ที่กำลังเปลี่ยนจุดยืนไปอยู่กับฝ่ายรัฐบาลก็ถูกฝ่ายกบฏฮูษีสังหารไปแล้วและในเวลานี้ฝ่ายฮูษีก็ยังคงอยู่ในกรุงซานาเมืองหลวงของเยเมนต่อไป
นอกจากนี้ซาอุดีอาระเบียยังใช้มาตรการที่แข็งกร้าวต่อต้านอิหร่านในปีสองปีมานี้โดย MBS มุ่งมั่นให้เกิดความมั่นใจว่าการต่อสู้กับอิหร่านเป็นเรื่องของซาอุดีอาระเบีย
เส้นทางนโยบายต่างประเทศอันแข็งกร้าวเห็นได้จากการตัดสินใจของซาอุดีอาระเบียในการปิดล้อมกาตาร์ด้วยความคิดที่ว่ากาตาร์ให้การสนับสนุนขบวนการภราดรภาพมุสลิมและอิหร่านที่จะเป็นอุปสรรคของราชวงศ์อัล-สะอูดในที่สุด
นโยบายของ MBS ที่พร้อมที่จะจัดระเบียบเศรษฐกิจการน้ำมันของซาอุดีอาระเบียก็ยังคงอยู่ในกระดาษ  ในขณะที่การเคลื่อนไหวทางสังคมก็ยังมองไม่เห็นในวาระของรัฐบาล  ด้วยพื้นฐานดังกล่าวการยกมกุฎราชกุมารขึ้นมาจึงเป็นได้แค่การสร้างความพร้อมให้กับซาอุดีอาระเบียขึ้นมาเป็นผู้นำของภูมิภาคในขณะที่การปฏิรูปยังคงไม่ได้เกิดขึ้นจริง สำหรับบางคนนี่เป็นข่าวร้ายในภูมิภาคที่เต็มไปด้วยความไม่แน่นอน
สำหรับประเทศอย่างซาอุดีอาระเบียสองสัปดาห์แหงความอลหม่านติดต่อกันของเดือนพฤศจิกายน (2017) เป็นเหตุการณ์ที่ไม่ค่อยได้เกิดขึ้นในประเทศนั้นเมื่อ MBS จับกุมพี่น้องต่างมารดาในพระราชวงศ์ของพระองค์เอง     ไม่ว่าจะเป็นนักธุรกิจแนวหน้า ศิลปิน และผู้มีอาชีพสื่อสารมวลชน จากนั้นก็ประกาศการปิดล้อมเยเมนทั้งหมดหลังจากมีขีปนาวุธจากเยเมนตกลงใกล้กับสนามบินในกรุงริยาฏเมืองหลวงของซาอุดีอาระเบีย
จากนั้น MBS ก็ทำในสิ่งที่ต่างไปจากประวัติศาสตร์ร่วมสมัยทางการทูตในภูมิภาคที่ปฏิบัติต่อกันเมื่อนายกรัฐมนตรีของเลบานอนฮารีรี (Saad Hariri) ถูกเรียกตัวด่วนให้เดินทางไปกรุงริยาฏ โดยกษัตริย์ของซาอุดีอาระเบีย
ตามรายงานที่เสนอกันทั่วไปและได้เคยมีการพูดถึงมาแล้วพบว่าฮารีรีถูกจับตัวไปทันทีหลังจากเครี่องบินลงจอด  และมีการร่างข้อความพร้อมหนังสือลาออกให้ฮารีรีอ่านด้วย
ในคำพูดของฮารีรีที่ถ่ายทอดทางโทรทัศน์ของซาอุดีอาระเบียฮารีรีได้ประณามบทบาทของฮิสบุลลอฮ์และอิหร่านในเลบานอนและพื้นที่อื่นๆ ที่อยู่ห่างออกไปอย่างหนักหน่วง
ในภาษาที่สะท้อนออกมาซึ่งเขียนขึ้นโดยบรรดาผู้นำของซาอุดีอาระเบียนั้น ฮารีรีได้โยนความผิดมาให้อิหร่านสำหรับ “ความขัดแย้งทั้งมวลและสงครามในภูมิภาค”
ก่อนหน้าการโยนความผิดให้อิหร่านแค่เพียงหนึ่งวันฮารีรีได้พูดคุยอย่างเป็นมิตรในกรุงเบรุตกับอะลีอักบัร วิลายาตี (Ali Akbar Velayati) อดีตรัฐมนตรีต่างประเทศและที่ปรึกษาอาวุโสของอะยาตุลลอฮ์อะลี คอเมเนอีผู้นำจิตวิญญาณสูงสุด
วีลายาตีได้ยกย่องฮารีรีว่าเป็น “บุคคลที่น่าเคารพ” และให้การยืนยันว่าอิหร่านจะสนับสนุนรัฐบาลเลบานอน
แต่วันต่อมาฮารีรี ซึ่งเป็นพลเมืองของสองสัญชาติคือซาอุดี-เลบานอนถูกเรียกตัวด่วนไปกรุงริยาฏตามคำสั่งด่วนของกษัตริย์ซาอุดีอาระเบียตามที่ได้กล่าวมาแล้ว  ในเวลาเดียวกันรัฐบาลซาอุดีอาระเบียยังเป็นหนี้ค่าก่อสร้างนับพันล้านเหรียญสหรัฐที่จะต้องคืนให้ฮารีรีอีกด้วย
นายกรัฐมนตรีเลบานอนถูกออกคำสั่งให้เดินทางมาซาอุดีอาระเบียแต่เพียงผู้เดียว  แม้แต่หัวหน้าคณะรัฐมนตรีของเขาก็ไม่อนุญาตให้ร่วมเดินทางมาด้วย
ก่อนการปรากฏตัวอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ยในโทรทัศน์ซาอุดีอาระเบีย เขาได้กล่าวเอาไว้ในโทรทัศน์เลบานอนถึงการทำงานร่วมกันอย่างครอบคลุมกับขบวนการฮิสบุลลอฮ์  ทั้งนี้ขบวนการฮิสบุลลอฮ์ได้กลายมาเป็นส่วนสำคัญของรัฐบาลเลบานอน  แม้ว่าจะมีความไม่ลงรอยกันในอดีตมาก่อนก็ตาม
ทั้งฮารีรีและฮิสบุลลอฮ์ดูเหมือนจะทำงานด้วยกันได้เป็นอย่างดีในเวลาที่สหรัฐ ซาอุดีอาระเบียและอิสราเอลกำลังวุ่นวายอยู่กับการต่อต้านกองกำลังชีอะฮ์ต่างๆ และเรียกร้องให้มีการทำลายกลุ่มก้อนเหล่านื้เสีย
ประธานาธิบดีของเลบานอน มิเชล อาอูน (Michel Aoun) ปฏิเสธการลาออกของฮารีรีจนกว่าเขาจะกลับมากรุงเบรุตเมืองหลวงของเลบานอนและมายื่นหนังสือลาออกจากตำแหน่งด้วยตนเอง
อาอูนกล่าวว่าเจ้าหน้าที่ซาอุดีอาระเบียเป็นผู้ยึดตัวนายกรัฐมนตรีฮารีรีเอาไว้ให้ทำในสิ่งที่เขาไม่ได้ตั้งใจจะทำ
ก่อนการลาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรีแค่เพียงหนึ่งสัปดาห์ ตามิรอัล ซับบาน (Thamir al Sabbhan) รัฐมนตรีประจำรัฐเพื่อกิจการอ่าวเปอร์เซียของซาอุดีอาระเบียได้วิจารณ์รัฐบาลเลบานอนที่ “เพิกเฉย” ต่อข้อกล่าวหาที่มาจากการกระทำของฮิสบุลลอฮ์ในปฏิบัติการณ์ที่เป็นการก้าวร้าวต่อระบอบกษัตริย์ของอ่าวเปอร์เซีย และเรียกร้องให้มีการใช้กำลังต่อต้านขบวนการฮิสบุลลอฮ์ด้วยการกล่าวเพิ่มเติมว่า
บรรดาผู้ให้ความร่วมมือกับขบวนการนี้จะต้องได้รับการลงโทษ  เขากล่าวต่อไปว่าไม่มีการแยกแยะระหว่างขบวนการฮิสบุลลอฮ์และรัฐเลบานอนอีกต่อไป  และรัฐบาลของเขาจะถือว่ารัฐบาลเลบานอนเป็นรัฐบาลที่ประกาศสงครามกับซาอุดีอาระเบีย
สำหรับตัวของฮารีรีนั้นเขาไม่เคยแสดงให้เห็นว่ามีความใกล้ชิดกับฝ่ายบริหารของซาอุดีอาระเบียอย่างที่เขาได้แสดงให้เห็นในโทรทัศน์ซาอุดีอาระเบีย     เขายกย่องขบวนการฮิสบุลลอฮ์สำหรับบทบาทของขบวนการนี้ในการขับไล่กองกำลังดาอิขห์ (Daish) หรือไอเอสและอัล-กออิดะฮ์ออกไปจากเลบานอน
บทบาทสำคัญของขบวนการฮิสบุลลอฮ์ในการขับไล่กองกำลังของกลุ่มสุดโต่งไม่ได้เกิดเฉพาะในเลบานอน  แต่รวมทั้งในซีเรียและอิรักด้วยจนนำไปสู่ความไม่ลงรอยกับรัฐบาลซาอุดีอาระเบีย
ทั้งนี้เป็นที่รับทราบกันดีอยู่แล้วว่าซาอุดีอาระเบียและประเทศพันธมิตรแถบอ่าวได้หมดเงินนับพันล้านเหรียญสหรัฐให้แก่อัล-กออิดะฮ์และกบฏดาอิชห์ในความพยายามเปอร์เซียที่จะให้มีการเปลี่ยนแปลงรัฐบาลในซีเรีย
สำหรับปฏิกิริยาที่มีต่อการลาออกของฮารีรีมีหลากหลายทรัมป์ ซึ่งขึ้นมาเป็นนายกรัฐมนตรีของสหรัฐและได้มอบความฝันอันยิ่งใหญ่ให้กับบรรดากษัตริย์ในแถบอ่าวเปอร์เซียเวลานี้ต้องการพุ่งเป้าความเป็นศัตรูไปที่อิหร่านเลบานอนพร้อมๆ ไปกับซีเรีย
รัฐบาลของทรัมป์กำลังหมดเวลาไปกับความพยายามในการยกเลิกข้อตกลงนิวเคลียร์กับอิหร่านในขณะที่รัฐสภาของสหรัฐได้ใช้การแซงค์ชั่นต่อขบวนการฮิสบุลลอฮ์มากขึ้น
นายกรัฐมนตรีของอิสราเอลเบ็นญามินเนทันยาฮู เป็นผู้สนับสนุน MBS อย่างแข็งขัน  และออกมาสนับสนุนโดยทันทีให้ MBS ประกาศสงครามกับเลบานอน
เขาบอกในแถลงการณ์เรื่องการลาออกของฮารีรีว่าเป็นการเตือนให้ชุมชนนานาชาติต่อต้านการรุกรานของอิหร่าน   รัฐบาลซาอุดีอาระเบียได้ออกคำสั่งให้พลเมืองของตนออกมาจากเลบานอนโดยทันที
นักการเมืองของอิสราเอลข่มขู่ว่าจะทำให้เลบานอนเป็นผุยผงเมื่อสงครามครั้งหน้าเกิดขึ้น
ขบวนการฮิสบุลลอฮ์ นับเป็นกองกำลังที่ต่อสู้ได้เป็นอย่างดีกับกองทัพที่เกรียงไกรของอิสราเอล(ปี 2000 และ 2006)
แม้จะมีความพยายามในการสร้างความแตกแยกขึ้นในเลบานอน  แต่ท้องถนนในเลบานอนก็ยังสงบอยู่   จนถึงเวลานี้ความพยายามจะปลุกเร้าความแตกแยกทางสำนักคิดก็ประสบความล้มเหลว
ผู้คนที่สนิทสนมกับฮารีรีและสมาชิกพรรคของเขาต่างก็ไม่รู้ถึงการลาออกของฮารีรีและกล่าวว่าการลาออกเกิดขึ้นภายใต้ความกดดันเพื่อความน่าเชื่อถือเขาควรลาออกในแผ่นดินของเลบานอนเอง
ฮัซซันนัศรุลลอฮ์ (Hassan Narullah) ผู้นำขบวนการฮิสบุลลอฮ์กล่าวว่าซาอุดีอาระเบียได้ประกาศสงครามกับเลบานอน
เขาวิพากษ์รัฐบาลซาอุดีอาระเบียที่ “จับกุม” ฮารีรีและกล่าวว่าการเก็บตัวฮารีรีเอาไว้เป็นการดูหมื่นคนเลบานอนทั้งมวล
เขาบอกต่อไปว่าซาอุดีอาระเบียกำลังปลุกเร้าอิสราเอลให้ทำสงครามกับเลบานอนอีกครั้ง
“ผมไม่ได้พูดเกี่ยวกับการวิเคราะห์แต่เป็นข้อมูล” เขากล่าวว่าซาอุดีอาระเบียเป็นผู้ขอให้อิสราเอลโจมตีเลบานอน
ดาเนียลชาปิโร (Daniel Shapiro) อดีตเอกอัครราชทูตของสหรัฐกล่าวกับ The New York Times ว่า
ในความเป็นจริงดูเหมือน MBS จะรอไม่ได้ที่จะจุดไฟเพื่อให้เกิดการเผชิญหน้าระหว่างอิสราเอลกับอิหร่าน
Rex Tillerson รัฐมนตรีต่างประเทศของสหรัฐได้ออกแถลงการณ์เมื่อสัปดาห์ที่สองของเดือนพฤศจิกายน (2017) ด้วยการเตือนฝ่ายใดก็ตามทั้งที่อยู่ภายนอกและภายในเลบานอนมิให้ใช้ความขัดแย้งที่เป็นตัวแทนหรือแบบอย่างใดก็ตามที่จะนำเอาความไม่มีเสถียรภาพมาให้ประเทศนี้
อย่างไรก็ตามทรัมป์ได้ทวีตการสนับสนุน MBS อย่างใกล้ชิดด้วยการกล่าวว่าเขามีความมั่นใจอย่างสูงต่อ MBS พวกเขารู้ดีว่าพวกเขากำลังทำอะไรอยู่ หลังจากมีการจับกุมคนในพระราชวัง และการบังคับให้ฮารีรีลาออกทั้งนี้ทรัมป์ได้โทรศัพท์ติดต่อกันกษัตริย์สัลมานมาก่อนหน้านั้นแล้ว
กล่าวกันว่าเจ้าชายอัล-วะลีดบินฏอลาลนั้นเป็นหนึ่งใน 10 ของชาวซาอุดีอาระเบียที่ร่ำรวยที่สุด  เขาเป็นหนึ่งในกลุ่มคนที่มีความร่ำรวยกว่า 200 คนที่ถูกจับตัวไป
เจ้าชายอัลวะลีดเคยทวีตวิจารณ์ทรัมป์ในระหว่างหาเสียงเพื่อการเลือกตั้งเป็นประธานาธิบดีสหรัฐของทรัมป์มาแล้ว  และในโอกาสหนึ่งเขาเรียกทรัมป์ว่า “ความไม่เป็นมงคลไม่เฉพาะต่อประเทศแถบอ่าวเปอร์เซียเท่านั้นแต่ยังหมายถึงกับชาวอเมริกันทั้งมวลด้วย”
เขาเคยเปิดเผยกับทูตสหรัฐในซาอุดีอาระเบียถึงการคอรัปชั่นที่มีอยู่ในราชวงศ์และมีเจ้าชายอาวุโสไม่กี่คนที่คุมเงินนับพันล้านเหรียญสหรัฐ  โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่เป็นรายได้จากการขายน้ำมันจำนวนหนึ่งล้านบาร์เรลต่อวัน อันเป็นงบประมาณที่อยู่นอกเหนืองบประมาณแผ่นดิน
บันทึกการพูดคุยระหว่างเจ้าชายอัลวะลีดและเอกอัครราชทูตสหรัฐได้รับการเปิดเผยโดย Wikileaks
โอรสของอดีตกษัตริย์อับดุลลอฮ์ (King Abdullah) ทั้งสองพระองค์คือมิตีบ (Miteb)และเตอร์กีย์ (Turki) เป็นผู้ที่อยู่ในจำนวนของผู้ถูกจับกุมด้วย มิตีบ บิน อับดุลลอฮ์ เป็นผู้บัญชาการรักษาความปลอดภัยแห่งชาติ และเป็นคู่แข่งคนสำคัญที่จะเข้ามาแทนกษัตริย์องค์ปัจจุบันมาก่อน
บักร์ บิน ลาเด็น (Bakr bin Laden)นักรับเหมาก่อสร้างซึ่งเป็นพี่น้องกับบินลาเด็น และรัฐมนตรีสี่คนจากคณะรัฐมนตรีก็ถูกกักบริเวณ
เป็นที่รับรู้กันว่าสมาชิกอาวุโสของครอบครัวจะมีมือที่สามารถเข้าไปเกี่ยวข้องกับการเงินได้อย่างเสรีโดยจะไม่ถูกถามตั้งคำถามมากนัก
ในการเดินทางไปประเทศฝรั่งเศสเมื่อปี 2016 MBS เอง ได้ทุ่มเงินไปราวห้าพันล้านเหรียญสหรัฐสำหรับเรือยอร์จ อันหรูหราของเขา
เจ้าหน้าที่ซาอุดีอาระเบียอ้างว่าในการขับเคลื่อนเพื่อต่อต้านการคอร์รัปชั่นนั้นต้องใช้เงินถึง 800 พันล้านมาทดแทน  เนื่องจากบัญชีเงินฝากจากธนาคาร 1,700 ธนาคารถูกอายัติ
เอกภาพในครอบครัวใหญ่และเป็นครอบครัวขยายซึ่งนำเอาเสถียรภาพมาให้ราชวงศ์ได้แตกทำลายลง  และดูเหมือนว่าจะฟื้นฟูดั้งเดิมได้ยากตราบใดที่ MBS ยังมีอำนาจเต็มเปี่ยมอยู่อย่างนี้
เกิดความแตกแยกภายในครอบครัวของซาอุดีอาระเบียให้เห็นระหว่างตระกูลสุดัยรี (Sudairi) และชามัร (Chamar)
กษัตริย์อิบนุ สะอูด ผู้สถาปนาราชวงศ์ อัล-สะอูดมีพระชายาจากสองเผ่าพันธุ์นี้ ส่วนMBS นั้นมาจากสายตระกูลสุดัยรี  ในขณะที่เจ้าชายมิตีบนั้นมาจากเผ่าพันธุ์ชามัร
เหตุการณ์สำคัญในซาอุดีอาระเบียเกิดขึ้นทันทีหลังการมาเยือนซาอุดีอาระเบียของจาเร็ดกุชห์เนอร์ (Jared Kushner) บุตรเขยเชื้อสายยิวของทรัมป์ที่ทรงอิทธิพล
ตามรายงานของสื่อสหรัฐ MBS และคุชเนอร์มีการพูดคุยกันอย่างยาวนานในประเด็นสำคัญๆ
The Washington Post รายงานว่า MBS และคุชเนอร์คุยถึงตี 4 หลายครั้งเพื่อวางแผนทางยุทธศาสตร์
ที่ผ่านมา MBS เป็นสถาปนิกแห่งนโยบายโดดเดี่ยวกาตาร์มาแล้ว ในกระบวนการนี้ MBS ได้ทำให้สภาความร่วมมืออ่าวเปอร์เซีย (GCC) ที่ระส่ำระสายอยู่แล้วมีความแตกแยกอย่างเปิดเผยมากขึ้น
ถึงที่สุดอาจกล่าวได้ว่าจุดอ่อนที่สุดที่ผ่านมาของ MBS น่าจะอยู่ที่การให้การส่งเสริมการถล่มและการต่อต้านประเทศที่เต็มไปด้วยความยากจนอย่างเยเมนอย่างต่อเนื่อง
และในที่สุดสงครามนี้ก็ย้อนกลับเข้าตัวเองและมีผลกระทบต่อราชวงศ์ในหลายๆ ด้าน
ทั้งนี้กบฏฮูษี (Houthi) ยังคงมีความเข้มแข็งอยู่ในเยเมนและพยายามขยายการถล่มด้วยขีปนาวุธเข้าไปในสหรัฐอาหรับอิมิเรตส์  ซึ่งเป็นพันธมิตรที่มีความใกล้ชิดทางทหารและทางการเมืองกับซาอุดีอาระเบียเป็นอย่างมาก
ประธานาธิบดีโรฮานี(Hassan Rouhani) ขณะที่ปฏิเสธข้อกล่าวหาของซาอุดีอาระเบียว่าอยู่เบื้องหลังการต่อสู้ของฝ่ายกบฏกล่าวว่า
ชาวเยเมนมีสิทธิ์ที่จะตอบโต้การโจมตีเนื่องจากประเทศของพวกเขาตกอยู่ภายใต้การบุกถล่มทางทหารและการปิดกั้นทางเศรษฐกิจ
ประเทศเยเมนต้องต้องถูกทำลายล้างอันเนื่องมาจากการร่วมมือทางทหารที่นำโดยซาอุดีอาระเบียที่ได้รับการหนุนช่วยจากสหรัฐและอังกฤษ
นอกจากกำไรมหาศาลซึ่งบริษัทขายอาวุธของสหรัฐและอังกฤษได้รับจากการขายอาวุธให้ซาอุดีอาระเบียและพันธมิตรแล้วอาวุธเหล่านี้ยังถูกนำไปถล่มฝ่ายกบฏจนทำให้ประชาชนชาวเยเมนต้องล้มหายตายจากและทุกข์ทรมานอยู่ในเวลานี้เป็นจำนวนมาก
จนถึงเวลานี้ประชาชนชาวเยเมนกว่า 20 ล้านคนตกอยู่ในภาวะต้องการความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมอย่างเร่งด่วน   นอกจากนี้ชาวเยเมนอีก 7 ล้านคนยังคงอยู่ในภาวะอดอยากหิวโหยอีกด้วย
การปิดกั้นทั้งหมดที่มีต่อเยเมนทั้งทางอากาศ ทะเล และพื้นดินที่กระทำขึ้นโดยซาอุดีอาระเบียทำให้ราคาอาหารที่ต้องปรุงด้วยน้ำมันมีราคาพุ่งขึ้นเป็นสองเท่า
สหประชาชาติได้ออกมาเตือนว่าผู้คนในเยเมนนับล้านจะตายลงหากซาอุดีอาระเบียไม่ยกเลิกการปิดกั้นดังกล่าว
Mark Lowcockเจ้าหน้าที่ชั้นสูงในกิจการด้านสิทธิมนุษยชนกล่าวกับคณะมนตรีความมั่นคงว่าหากการปิดกั้นดังกล่าวไม่ถูกยกเลิกก็จะได้เห็น :
“ความอดอยากขนาดใหญ่ที่สุดที่โลกจะได้พบในรอบหลายทศวรรษที่ผ่านมา  โดยมีผู้ที่ต้องตกเป็นเหยื่อความอดอยากนับล้านคน”
กล่าวกันว่าประเทศตะวันตกหลังจากหลั่งน้ำตาจระเข้ออกมาในวิกฤตมนุษยธรรมแล้วก็ไม่ได้ทำอะไรที่จะหยุดยั้งการปิดกั้นเยเมนของซาอุดีอาระเบียแต่อย่างใด
เอกอัครราชทูตสหรัฐประจำสหประชาชาติ Nikky Haley ในขณะที่กล่าวอ้างว่าอิหร่านใช้ขีปนาวุธต่อต้านซาอุดีอาระเบียมิได้กล่าวถึงชะตากรรมของชาวเยเมนหรือการปิดกั้นประเทศเยเมนโดยซาอุดีอาระเบียแม้แต่น้อย
ในขณะที่เรือรบของสหรัฐก็ตั้งมั่นอยู่ที่ชายงฝั่งเยเมนเพื่อช่วยให้ซาอุดีอาระเบียปิดกั้นเยเมนได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น
ปัจจุบันกองกำลังผสมที่หนุนโดยสหรัฐได้เพิ่มความรุนแรงในการโจมตีกบฏฮูษีซึ่งได้ผนึกกำลังเข้ามาในเมืองหลวง (ซานา) ของเยเมนหลังจากอดีตประธานาธิบดี อะลี อับดุลลอฮ์ ศอลิห์ (Ali Abdullah Salih) ซึ่งเคยสนับสนุนกบฏฮูษีในสงครามกลางเมืองครั้งนี้ได้หันไปอยู่ฝ่ายตรงข้ามและถูกกบฏฮูษีสังหารไปในที่สุด
กองกำลังของซาอุดีอาระเบียและพันธมิตรได้เข้าโจมตีที่ตั้งของฝ่ายกบฏติดต่อกันหลายครั้งทั้งในซานาและจังหวัดใกล้เคียง   หลังจากบุตรชายของอับดุลลอฮ์ ศอลิห์ ประกาศจะทำการแก้แค้นให้บิดาผู้ล่วงลับของเขา
โทรทัศน์ อัล-มาซีเราะฮ์ (Al-Masirah) ซึ่งสนับสนุนฝ่ายกบฏ กล่าว่ากองกำลังของซาอุดีอาระเบียและพันธมิตรได้เข้าถล่มบ้านของอับดุลลอฮ์ ศอลิห์และบ้านอื่นๆ ที่เป็นสมาชิกของครัวหลังจากบ้านหลังดังกล่าวและบ้านที่อยู่ใกล้เคียงถูกฝ่ายกบฏเข้ายึดครอง
การถล่มทางอากาศยังส่งผลกระทบอย่างรุนแรงกับจังหวัดต่างๆ ของทางเหนือ รวมทั้งตาอิซ (Taiz) ฮาจา (Haja)มิดี (Midi) และสะอาดะฮ์ (Saada)
กบฏฮูษีได้เข้าจับกุมเจ้าหน้าที่ทางทหารที่สนับสนุนอดีตประธานาธิบดีผู้ล่วงลับไปนับ 10 คน หลายคนจบชีวิตลงอันเนื่องมาจากการถูกสังหาร
ศอลิห์เคยช่วยฝ่ายกบฏเข้าครองดินแดนทางเหนือจำนวนมากมาก่อน  การตัดสินใจเปลี่ยนข้างของเขาและการละทิ้งฝ่ายกบฏก่อนจะถูกฝ่ายกบฏสังหารเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่สุดในสงครามกลางเมือง 3 ปี ที่ยังหาทางออกไม่ได้
ในเวลาเดียวกัน MBS ยังได้รับการวิจารณ์อย่างหนักจากโลกมุสลิมเมื่อเขาเข้าไปมีความใกล้ชิดกับอิสราเอลโดยเปิดเผย
สำหรับโลกมุสลิมแล้วการมีความสัมพันธ์อย่างเปิดเผยระหว่าง MBS กับอิสราเอลเป็นเรื่องที่ยากจะเกิดขึ้นได้  แต่ซาอุดีอาระเบียหัวหอกของโลกซุนนีก็ได้ทำให้เห็นแล้ว   ทั้งนี้ประธานาธิบดีโรฮานีของอิหร่านได้ออกมากล่าวในช่วงการประชุมเอกภาพที่กรุงเตหะรานครั้งที่ 31 โดยมีประเทศต่างๆ เข้าร่วมถึง 90 ประเทศ  เมื่อวันที่ 6 ธันวาคม ปี 2016 ว่าประเทศในภูมิภาคและประเทศมุสลิมบางประเทศได้เปิดเผยออกมาอย่างโจ่งแจ้งถึงความสัมพันธ์ที่มีกับรัฐบาลอิสราเอล  ซึ่งเป็นรัฐบาลที่เข้ายึดครองดินแดน (ของชาวปาเลสไตน์)
เขากล่าวต่อไปว่า “ประเทศในภูมิภาคและประเทศมุสลิมบางประเทศไม่ได้รู้สึกอายต่อการยืนยันถึงความสัมพันธ์อันใกล้ชิดกับอิสราเอล  เขาเรียกพัฒนาการดังกล่าวว่าเป็นความ “ข่มขื่น” สำหรับโลกมุสลิม   ซึ่งเรื่องนี้ได้รับการรายงานโดยสำนักข่าว Press TV
รูฮานียังกล่าวต่อไปอีกว่า
“ในอดีตหากว่าประเทศใดแอบไปคุยและร่วมมือกับศัตรูในภูมิภาค  พวกเขาก็จะได้รับการต่อต้าน”
“ความสัมพันธ์ดังกล่าวเป็นลางร้ายและน่ารังเกียจ ซึ่งไม่มีหัวหน้ารัฐใดจะเปลี่ยนอิสราเอลเป็นมิตร  และ (อิสราเอล) ยังถูกต่อต้านในฐานะศัตรูของภูมิภาค
เขาพูดปิดท้ายว่าช่วงเดือนสองเดือนที่ผ่านมา มีรายงานจำนวนมากปรากฏออกมาว่าซาอุดีอาระเบียได้ให้การยอมรับความสัมพันธ์กับอิสราเอลที่มีมากขึ้น
ซาอุดีอาระเบียและอิสราเอลไม่มีความสัมพันธ์ทางการพูด  แต่เป็นที่รับทราบกันดีว่ามีความร่วมมือกันอย่างลับๆ ระหว่างประเทศทั้งสองมาจนถึงเวลานี้
จากที่กล่าวมาทั้งหมดจะเห็นการเปลี่ยนแปลงในหลายด้านที่นำมาโดย MBS ซึ่งจะส่งผลกับการเปลี่ยนผ่านในซาอุดีอาระเบียเป็นอย่างมากนับจากนี้เป็นต้นไป

Facebook Comments

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *