jos55 instaslot88 Pusat Togel Online อวิชชาพาชาติฉิบหาย - INEWHORIZON

INEWHORIZON

ขอบฟ้าใหม่

อวิชชาพาชาติฉิบหาย

คอลัมน์ ช่วยกันคิด ช่วยกันทำ
ทหารประชาธิปไตย
                                                 อวิชชาพาชาติฉิบหาย
    คำว่าอวิชชา ในภาษาอังกฤษแปลว่า IGNORANCE และ ถ้าพูดแบบชาวบ้านก็ต้องบอกว่า “ไอ้นี่ไม่รู้เรื่องอะไรเลย” ดังนั้นคำว่าไม่รู้เรื่อง จึงมีความหมายกว้างขวางกว่าคำว่าไม่มีวิชาความรู้ หรือไม่ได้ร่ำได้เรียนมา ด้วยความรู้นั้นถึงไม่ได้เข้าร่ำเรียนตามสำนักวิชาการต่างๆ ก็อาจเรียนรู้ได้ด้วยตัวเอง ด้วยการคิดไตร่ตรอง ปฏิบัติและทบทวนหรือถอดบทเรียน ซึ่งอาจแยกออกเป็นลำดับดังนี้
    1.ต้องเรียนรู้หรือเข้าใจในปัญหาอันเป็นรากหญ้าพื้นฐาน เช่น ทำไมเราจึงยากจน ทำไมประเทศไทยจึงมีคนจนเป็นจำนวนมาก คนรวยมีจำนวนเล็กน้อย อย่างที่เรียกว่ารวยกระจุก จนกระจาย
    2.เมื่อเข้าใจปัญหาว่ามันคืออะไรกันแน่ เช่น ปัญหาของประเทศไทยมันคือความยากจนใช่หรือไม่ ก็ต้องหาสาเหตุของความยากจนว่ามันเกิดจากอะไร ถ้าพบว่ามันเกิดจากโครงสร้างการเมือง ที่ก่อให้เกิดโครงสร้างทางเศรษฐกิจและสังคม มันจึงเป็นตัวไปก่อให้เกิดระบบที่ทำให้เกิดความเหลื่อมล้ำทางรายได้ และทางความเหลื่อมล้ำทางสังคม จนนำไปสู่ปัญหาข้างต้น เราก็ต้องไปพิจารณาในลำดับต่อไป
    3.เมื่อรู้สาเหตุของปัญหา ก็ต้องมาพิจารณาถึงองค์ประกอบของปัญหาว่ามันมีสภาวะเป็นอย่างไร เช่น จน เจ็บ โง่ มันเป็นอย่างไร เราถึงจะตอบสนองความต้องการในการแก้ปัญหาเหล่านั้นได้ตรงจุด
    4.จากลำดับ 1-3 เราจึงมาวางแนวทางในการแก้ปัญหา ซึ่งจะต้องเป็นแนวทางที่เมื่อดำเนินการแล้ว จะต้องไม่วนกลับไปแบบเดิมอีก นั่นคือไม่วนกลับไปสู่วงจรอุบาทว์อีก
    ด้วยข้อสรุป 4 ประการที่ทำให้เราเข้าใจถึง ปัญหา สาเหตุของปัญหา องค์ประกอบของปัญหา และแนวทางแก้ปัญหา เราก็ต้องศึกษาถึงองค์ความรู้ต่างๆ อันจะนำมาซึ่งความเข้าใจ และดำเนินการแก้ปัญหา พัฒนาประเทศได้อย่างถูกต้อง นั่นคือต้องมีความรู้ความเข้าใจประวัติศาสตร์ชาติไทยอย่างถูกต้อง ไม่ใช่งมงายเชื่อเรื่องที่สั่งสอนกันมาโดยไม่มีหลักฐานอ้างอิงที่ชัดเจนถูกต้อง เช่น เชื่อกันว่าคนไทยอพยพกันมาจากภูเขาอัลไต ที่อยู่ชายแดนมองโกเลียกับรัสเซีย ว่ามันเป็นไปได้หรือไม่ ไม่ใช่เขาสอนมาอย่างนี้ก็เชื่ออย่างนี้ หรืออีกตัวอย่างก็คือ ชนชาติไทยเป็นเชื้อชาติบริสุทธิ์ และมีเพียงวัฒนธรรมเดียว ศาสนาเดียว หรือเราเป็นชนชาติที่ผสมผสานจากหลายเชื้อชาติ เช่น ไต ลาว เขมร ขอม มอญ แขก จีน ส่วนศาสนาก็ผสมผสานระหว่างนับถือผีสางเทวดา นางไม้ รวมกับพุทธ และฮินดู นอกจากนั้นก็ยังมีศาสนาอื่นๆที่คนไทยเชื้อชาติต่างๆนับถือ เช่น อิสลามหรือคริสต์ โดยมีวิวัฒนาการที่เปลี่ยนแปลงไปแต่ละยุค กล่าวโดยรวมคือการเปลี่ยนแปลงวิวัฒนาการของอารยธรรม และ วัฒนธรรม และองค์ประกอบเหล่านั้นที่หล่อหลอมตัวเองจนกลายมาเป็นโครงสร้างทางการเมือง เศรษฐกิจ และสังคมในปัจจุบัน
    เมื่อรู้อดีตก็ต้องคาดคะเนอนาคตว่าโครงสร้างที่สั่งสมมาในอดีตจะนำไปสู่อะไรในอนาคต โดยเปรียบเทียบกับวิวัฒนาการของโลก เพราะทุกอย่างมันไม่ได้หยุดนิ่ง และไม่อาจทำให้มันหยุดนิ่งได้ ด้วยมันเป็นไปตามกฎธรรมชาติ หรือกฎสภาวะที่ย่อมหมุนเวียนเปลี่ยนแปลงไปโดยไม่มีวันหยุดนิ่ง ผลจะดีจะร้ายก็จะเกิดจากการประพฤติปฏิบัติการกระทำของมนุษย์ ซึ่งรัฐบาลในแต่ละประเทศเป็นผู้ชี้นำหรือกำหนดนโยบาย
    ทั้งนี้เมื่อรู้อดีตและแม่นยำในอนาคต จึงกำหนดเป็นยุทธศาสตร์ ซึ่งเป็นทิศทางและแนวทาง สำหรับการจัดทำแผนในทางปฏิบัติของรัฐบาลในองค์รวม หรือแผนการส่วนย่อยขององค์กรหรือครอบครัว ซึ่งในการกำหนดยุทธศาสตร์ก็ต้องเข้าใจว่ามันคืออะไร มันต่างกับแผนปฏิบัติ หรือกรอบการวางแผนปฏิบัติอย่างไร
    บทความนี้ไม่อยากเขียนถึงหลักการหรือทฤษฎีในเรื่องยุทธศาสตร์มากนัก แต่จะขอยกตัวอย่างเพื่อความเข้าใจง่ายๆ จากสามก๊ก กล่าวคือ ขงเบ้งได้วางยุทธศาสตร์ให้ก๊กเล่าปี่ว่าให้รวมกับก๊กซุนกวน คือตะวันตก รวมกับตะวันออก แล้วรบกับก๊กโจโฉทางเหนือ มีแค่นี้ในทางยุทธศาสตร์ ไม่มีรายละเอียด แต่กว่าจะกำหนดยุทธศาสตร์ได้ต้องมีความรู้มากมาย ส่วนแผนการหรือยุทธวิธีมันขึ้นกับภาวการณ์ในแต่ละช่วงเวลา ซึ่งต่อมากวนอูไม่ทำตามยุทธศาสตร์ที่วางไว้ โดยปฏิเสธการสู่ขอลูกสาวจาก๊กซุนกวน แถมด่าทอดูถูกจนทำให้ถูกฆ่าตาย และนำมาสู่สงครามของ 2 ก๊กนี้ สุดท้ายก็ล่มสลายทั้งคู่จากการโจมตีของก๊กโจโฉ จึงเห็นได้ว่ายุทธศาสตร์มันมีแค่นี้จริงๆ ถ้าเข้าใจ แต่การกำหนดแผนงานหรือรายละเอียดไม่ใช่ยุทธศาสตร์ และถ้ายิ่งกำหนดระยะเวลายาวนานถึง 20 ปี มันก็จะเป็นอุปสรรคในการบริหารจัดการประเทศในอนาคต เฉกเช่น รัฐธรรมนูญที่กำหนดรายละเอียดไว้มากมาย แถมแก้ไขยาก จะเป็นอุปสรรคต่อวิวัฒนาการทางสังคม เศรษฐกิจ และการเมืองที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็วในยุคปัจจุบัน และจะก่อให้เกิดความขัดแย้งในอนาคต
    ที่เขียนมาเสียยืดยาวก็เพราะหนักใจมากขึ้นทุกที เมื่อเห็นว่าผู้นำประเทศไม่รู้เรื่องอะไรเสียเลย อย่างที่เรียกว่าอวิชชา แถมยังมีมิจฉาทิษฐิ คือไม่ยอมรับฟังความคิดเห็นในวงกว้าง แต่จะเชื่อเฉพาะพวกพ้องในกลุ่มเท่านั้น รองนายกฯประวิตรก็ออกมายอมรับแล้ว เมื่อมีคนถามว่ามีคณะกรรมการ หรือ สมาชิกสภาต่างๆตั้งหลายชุด ก็เห็นมีแต่คนหน้าเดิมๆ ท่านก็บอกว่าก็มีคนอยู่แค่นี้ อนิจจา นี่มันงานของชาติที่มีประชากร 66 ล้านคนนะครับ
    ล่าสุดเมื่อท่านนายกรัฐมนตรีให้สัมภาษณ์เรื่องค่าแรงขั้นต่ำก็ยิ่งเศร้าหนัก เพราะท่านไม่รู้ไม่เข้าใจจริงๆว่ามันคืออะไร แถมสุดท้ายท่านบอกว่าไม่มีเงินจะให้ แล้วค่าแรงงานขั้นต่ำมันคืออะไร ใครจ่าย รัฐบาลหรือไง
    เรื่องเศรษฐกิจพอเพียงก็เที่ยวมาโฆษณา อ้างอิงในหลวงรัชกาลที่ 9 แถมทุกวันนี้มาพูดเรื่องศาสตร์ของพระราชา แต่เวลาทำสวนทางตลอด จนมีหนี้สาธารณะบานเบอะ เพราะไม่เข้าใจปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงจริงๆ
    การไม่ยอมรับว่าไม่รู้อะไร แถมปิดแคบฟังแต่คนใกล้ชิด หรือคนที่พูดเก่งดูดี รื่นหู ไม่ทบทวน สอบทานหรือเปิดกว้าง คนท้วงติงก็ถือว่าเป็นฝ่ายตรงข้าม ชอบฟังแต่คนเชลีย นั่นแหละคือหนทางแห่งความฉิบหาย ตัวไปเองกับคณะก็ไม่เป็นไร แต่จะพาชาติฉิบหายไปด้วยนี่ซิ มันจะก่อความเดือดร้อนไปทุกหย่อมหญ้า อย่างนี้คนไทยทั้งหลายคงยอมกันไม่ได้หรอกครับ
    เล่าจื้อกล่าวว่า “ผู้รู้ไม่พูด(มาก) ผู้พูด(มาก)ไม่รู้” รู้หรือไม่ว่าคุณคือแนวร่วมมุมกลับของทักษิณ เพราะยิ่งคุณทำเสียหายมากเท่าไร ทักษิณก็ยิ่งมีโอกาสและได้รับความนิยมมากขึ้น

Facebook Comments

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *