jos55 instaslot88 Pusat Togel Online อังกฤษ ในประสบการณ์ของผม - INEWHORIZON

INEWHORIZON

ขอบฟ้าใหม่

อังกฤษ ในประสบการณ์ของผม

อังกฤษ ในประสบการณ์ของผม

    ถ้าเรียนจบปริญญาตรีเกษตร แล้วรับราชการในช่วงที่ผมจบนั้น ถ้าได้คะแนนดีในมาตรฐานที่ตั้งไว้ ก็จะได้ทุนไปต่างประเทศทุกคน โดยเฉพาะทุน เอ ไอ ดี ที่ไปสหรัฐอเมริกา สำหรับผม การไปต่างประเทศเหมือนความฝัน เพราะผลการเรียนแย่มาก ที่จบมาได้นี่ ก็ถือว่าเป็นบุญ อย่างไรก็ตาม หลังจากทำงาน ขยันขันแข็งมาเกือบ ๑๐ ปี ผู้บังคับบัญชาซึ่งเป็นรุ่นพี่ ก็ได้ส่งผมไปสอบที่บริทิชเคานซิล เพื่อไปเรียนในระดับประกาศนียบัตรชั้นสูง( postgraduate diploma)ที่อังกฤษ เป็นเวลา ๑ ปี
    ได้ไปเรียนภาษาอังกฤษที่กรมวิเทศสหการ ในสมัยนั้น เป็นเวลา ๓ เดือน หรือ ๖ เดือน จำไม่ได้ แต่ก็พยายามขยันไปเรียน ทั้งทำการบ้าน ไม่เคยขาด อยากจะพูดได้ว่า พอจะเข้าใจไวยกรณ์อังกฤษ จากกรมวิเทศฯนี้เอง อาจารย์ฝรั่งชื่อ มิสเตอร์ สแตรทลิ่ง สอนได้ชัดเจนมาก เข้าใจว่า การที่ขยันไปเรียนทุกวันนี้ ทางอาจารย์ฝรั่งคงรายงานพฤติกรรมของผู้เรียนไปที่ บริทิชเคานซิล คนที่ขาดเรียนบ่อยๆ จะสอบไม่ผ่าน ไม่ได้ไปอังกฤษ แต่คนที่มาทุกๆวัน จะผ่านหมด
    ผมยังจำคืนวันก่อนสอบบริทิชเคานซิล ซึ่งเผลอตัวแบบไหนไม่ทราบ ไปนอนในรถโฟลคเต่าคู่ชีพ ที่ชายทะเลบางแสน ต้องตาลีตาเหลือกบึ่งมาสอบแทบไม่ทัน ถ้ามาพูดใกล้ๆ ยังได้กลิ่นเหล้าเพราะเมาค้าง ตอนสอบสัมภาษณ์ เจอ มิสเตอร์ฝรั่งใจดีมาก ให้ผมสอบผ่านแล้วไปเรียนภาษาอังกฤษที่อังกฤษ ก่อนจะเรียนจริงอีก ๓ เดือน ซึ่งต่อมา ก็ทราบว่า เกือบทุกคนที่สอบผ่าน ก็ไปเรียนภาษาที่อังกฤษเหมือนกัน
    ในที่สุด วันเดินทางก็มาถึง เมื่อไปถึงกรุงลอนดอนแล้ว เขาให้แผนที่ และวิธีการเดินทางไปที่พักเอง ไม่มีใครมารับที่สนามบิน ซึ่งก็ไม่ลำบาก ในที่สุด ก็ถึงที่พักในกรุงลอนดอน พักอยู่ที่นั่น ๒-๓ วัน แล้วจึงได้เดินทางไปเรดดิ้ง (Reading) เมืองที่ไปเรียนภาษาอังกฤษ และผมเข้าคอร์ส เรียนต่อที่นี่เลย คือ Reading University
    เมื่อถึงกรุงลอนดอนในตอนเช้า ตอนบ่าย ผมและเพื่อนรุ่นพี่ ที่ไปด้วยกัน และอยู่ด้วยกันตลอดจนกลับ เรียกว่าพี่เหลือง ทั้งสองคนได้ออกไปหาสำนักงาน กพ. เพราะมีน้องที่สนิทกันเนื่องจากแม่เขาเป็นเพื่อนสนิทกับแม่ผม ได้ฝากของไปให้คู่สามีภรรยาที่พำนักอยู่ที่นั่น จำไม่ได้ว่าไปโดยวิธีใด แต่หาอยู่นานมาก เพราะเป็นวันแรกในประเทศอังกฤษ ไม่มีผู้แนะนำ ออกลุยเองเลย เจอใครก็ถามเขาไปตลอดทาง บางทีฝรั่งก็ชี้ส่งเดชไปผิดทาง ต้องกลับมาใหม่ ในที่สุดก็หาพบและได้พูดคุยกับคู่สามีภรรยาที่มาเยี่ยมอยู่พักหนึ่ง จึงได้ลากลับ และที่จำได้อีกเรื่องหนึ่ง คือ ตอนขากลับค่ำๆ ขี้เกียจเดิน จึงนั่งรถเมล์กลับไปที่พัก ซึ่งไม่รู้ว่าที่พักอยู่ตรงป้ายไหน ลงไม่ถูก จนนั่งรถไปสุดสาย จึงต้องเดินย้อนกลับมา เดินอยู่นานมาก ใจก็หวั่นๆว่า ไปถูกหรือเปล่า กว่าจะถึงที่พัก ราวๆ ตี ๑ หรือ ตี ๒ เป็นบทเรียนที่ไม่เคยลืม
    เมื่อได้เดินทางมาเรดดิ้งแล้ว สถานที่พักแห่งแรกคือ เวลส์ฮอล์ ซึ่งต้องรับประทานอาหารที่นี่ด้วย ได้เจอพ่อครัวเป็นคนสนุกสนาน และชอบดื่ม เมื่อเสร็จภาระกิจ ตอนค่ำๆ ก็ไปดื่มด้วยกันที่ผับ (public bar)  ต่อมา ย้ายไปอยู่ที่ เซ็นต์จอร์จฮอล์  ซึ่งอยู่เรียนภาษาอังกฤษที่หอพักแห่งนี้ตลอด จนจบโปรแกรม จึงจะเข้าที่เข้าทางอีกครั้งหนึ่ง ที่นี่ มีเพื่อนๆ น้องๆที่มาจาก มช. เยอะมาก ได้ร่วมสังสรรค์กันจนคุ้นเคย มีรุ่นพี่คนหนึ่ง ที่เรียนภาษาอังกฤษด้วยกัน ไปที่ร้านขายเหล้า แล้วหยิบเอาเหล้ายี่ห้อหนึ่งขึ้นมาดูด้วยความสนใจ คนขายหันมาเห็นเข้ารี่เข้ามา บอกว่าขวดละ ๑๐ ปอนด์นะยู ซึ่งแพงมาก เพื่อนรุ่นพี่คนนั้น รับทราบ บอกว่า I take two. เอา ๒ ขวดเลย ทั้งๆที่ไม่ได้คิดจะซื้อ และก็ไม่ได้มีเงินมาก แต่นิสัย ทนการดูถูกไม่ได้ เลยซื้อทีเดียว ๒ ขวดเลย ไม่รู้จักพี่ไทยซะแล้ว หลังจากที่ซื้อมาแล้ว ก็เลยไปนั่งล้อมวงกันดื่มที่หน้าหอพัก มี เพื่อนมาจากตุรกีอยู่คนหนึ่งแวะมาร่วมวงสักพัก หลังจากนั้น ก็คิดจะทำข้าวต้มกินกัน ทั้งๆที่หอเขาจัดให้กินของเขาที่ทำขึ้น ที่โรงอาหาร แต่เราขึ้นไปทำบนห้อง คณะมอบให้ผมมีหน้าที่หุงข้าวต้ม ด้วยความเมาหรืออ่อนประสบการณ์ไม่ทราบ ผมใส่ข้าวในหม้อมากเกินไป พอหุงไป ข้าวมันพอง ต้องขยายเป็น ๔-๕ หม้อถึงจะเรียบร้อย คืนนั้น และคืนต่อๆไป ก็จำใจกินข้าวต้มที่หุงวันนั้น ให้หมดไป
    หลังจากเรียนภาษาอังกฤษจบแล้ว ก็เตรียมตัวเรียนตามหลักสูตรปกติ สำหรับผม ได้มาเช่าห้องอยู่ในเมือง ร่วมกับพี่เหลือง ที่ไปด้วยกัน และประชา เพื่อนรุ่นเดียวกันที่เกษตรอีกคนหนึ่ง รวมเป็น ๓ คน ห้องพักที่เช่านั้น เลขที่ ๑๙๓ ถนน Oxford เราอยู่กันที่ชั้นใต้ถุน ซึ่งมีครัวและห้องน้ำ พิเศษ พี่เหลืองเป็นคนทำกับข้าว ผม และประชาผลัดกันล้างชาม ตาม สำหรับห้องกลางไว้สำหรับนอนและดูทีวีตอนที่ไม่ได้นอน
การเรียนที่อังกฤษนั้น ไม่ได้เป็นปัญหาอุปสรรคอะไรกับผม ได้ร่วมเข้ากิจกรรมทุกอย่างเป็นประจำ และพอดีผมได้เรียนภาคทฤษฎี ปริญญาโทที่เมืองไทยมาบ้างแล้ว ซึ่งเนื้อหาจะคล้ายๆกัน แต่อย่างไรก็ตาม ที่อังกฤษ นี้ สอนผมให้เป็นผู้เป็นคนอยู่ ๓ เรื่อง เรื่องที่หนึ่ง คือการพูดเสนอความคิดในห้องเรียน ที่ปรากฎว่าคนไทยมักจะไม่ค่อยพูดในห้องเรียน ได้แต่ฟังและจด ปรากฎว่า คนชาติอื่นที่พูด ที่เราเห็นว่าไม่มีสาระอะไร พูดมากทำให้เสียเวลา กลายเป็นคนที่อาจารย์ยกย่อง ได้เลื่อนขึ้นไปเรียนในระดับที่สูงขึ้น ขณะที่เรายังเท่าเดิม ในการพูดภาษาอังกฤษในการเสนอความเห็นในชั้นเรียนนี้ เป็นผลให้ผมทะเยอทะยานไปเสนอรายงานทางวิชาการในที่ประชุมนานาชาติและระดับโลกหลายครั้ง และทำให้ได้มีโอกาสไปต่างประเทศบ่อยๆ หลังจากที่กลับมาทำงานที่เมืองไทย และผลงานที่เสนอไปก็ได้ลงพิมพ์ในรายงานของการประชุมด้วย เรื่องที่ ๒ คือการอ้างเอกสารในรายงานวิชาการ ที่ผมเรียนนี้ การตรวจเอกสารในการทำรายงานวิชาการนั้น จะมีการสรุปเปรียบเทียบ ผลงานที่ค้นจากเอกสาร กับผลงานที่ค้นพบ เทียบกันไปเลย ซึ่งเห็นว่าชัดเจนดีมาก อย่างไรก็ตาม เนื่องจากไม่ได้เชี่ยวชาญด้านภาษา ทำให้แปลคำถามที่ไม่ถูกต้องทำ ให้คำตอบในรายงานต้องผิดไป ที่ผมทำในช่วงแรกๆ ต้องแก้ไขหลายครั้ง  สำหรับ การอ้างเอกสารในรายงานนั้น รวมถึงการเขียนงานวิจัยที่เรียกว่า dissertation   ที่ผมเรียนนี้ การสอบจะไม่มีคำถามแบบปรนัย มีแต่คำถามที่ต้องเขียนคำตอบยาวๆ หลายๆหน้า และอ้างเอกสารประกอบด้วย และเรื่องที่ ๓ คือที่นี่ ใช้ระบบการสอน แบบ tutorial system คือการไปพบอาจารย์ที่ปรึกษา พูดคุยสำคัญมาก ยิ่งไปพบอาจารย์ที่ปรึกษายิ่งบ่อย ยิ่งเป็นผลดี ไม่เหมาะกับผมมากนัก เพราะชอบเกรงใจ ถ้าไม่มีเรื่องเดือดร้อนอะไร ก็ไม่ไปพบที่ปรึกษา แต่ผู้ที่ทำตรงข้าม กลับได้รับคะแนน และผลงานมากกว่า
    ในระหว่างที่เรียนอยู่นี้ นักศึกษามีกิจกรรมที่ ให้นักศึกษาต่างชาติ ขึ้นพูดเกี่ยวกับประเทศของตนเอง ในตอนเย็นๆ เมื่อเสร็จภาระกิจแล้ว การพูดนี้ ได้รับความสนใจจากนักศึกษา อาจารย์ และเจ้าหน้าที่ที่ทำงานมากๆ ฟังกันแน่นห้อง สำหรับประเทศไทย มีนักศึกษาทั้งหมด ๕ คน จากกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ๓ คน และจากกระทรวงศึกษาธิการอีก ๒ คน ที่ได้รับทุนมาเรียนปริญญาโท กรรมการนักศึกษาได้ติดต่อให้ผมขึ้นพูดเกี่ยวกับประเทศไทย ซึ่งได้ติดต่อทางบ้านให้ส่งอุปกรณ์ประกอบการแสดงเช่นรูปภาพ ไปให้ ผมได้ขึ้นพูด และฉายสไลด์ประกอบ แล้วในตอนท้าย ได้เปิดเพลงรำวง และรำโชว์ไปด้วย หน้าด้านหน่อย แต่ก็ได้ผล คนฟังทั้งหลายได้กล่าวชมการพูดครั้งนี้  ผมคิดว่า ที่เขาขอให้ผมเป็นคนพูด เพราะผมมักจะไปมั่วสุมกับต่างชาติ พูดคุยกับเขา นั่งกินข้าวกับเขาตามโอกาส มีอยู่ครั้งหนึ่ง นั่งกินข้าวกับนักศึกษาอังกฤษ แต่กลุ่มคนไทยที่เรียนด้วยกันแยกนั่งอยู่ ใกล้ๆกัน โดยมีแสงแดดส่องผ่านไปที่ผมนั่งอยู่ เห็นคนไทยหันมามองผม แล้วก็หัวเราะกัน เมื่อกินข้าวเสร็จ ได้ถามว่าหัวเราะอะไรกัน กลุ่มเขาบอกว่า ด้วยแสงแดดที่ส่องผ่าน ทำให้เห็นว่า ฝรั่งที่คุยกับผมตลอดเวลานั้น มีฝอยน้ำลายลงไปที่จานข้าวผมตลอด ตรงนี้ เป็นบทเรียนนี้จำขึ้นใจเลยว่า เวลากินข้าวกับฝรั่ง แล้วต้องนั่งคุยกัน อย่านั่งตรงข้าม หรือติดกัน ให้ห่างๆกันหน่อย
    ในหลักสูตรที่ไปเรียนนี้ มีการไปทัศนศึกษา ซึ่งได้กำหนดไปประเทศปอร์ตุเกต  ซึ่งได้เดินทางไปทั้งหมดทุกหลักสูตรของส่งเสริมการเกษตร จำนวนมากพอสมควร ผู้จัดได้ ให้ดูงานในเวลากลางวัน แล้วตอนกลางคืน ต้องมาประชุมพูดคุยกันว่า รายการที่ไปดูนั้น ได้เห็น และสังเกตอะไรที่น่าสนใจบ้าง เพื่อกลับไป จะได้ช่วยกันทำรายงานเป็นผลงานของรุ่น ที่ปอร์ตุเกตนี้ มีข้อจดจำอยู่หลายอย่าง ที่จำได้ไม่ลืม เลย คือไปกินอาหารที่ร้านไหนไม่ว่า ร้านเล็กหรือใหญ่ พอไปนั่งโต๊ะ เขาจะเอาไวน์แดงเป็นเหยือกมาเสิร์พทันที ทุกร้าน โดยเฉพาะที่กลุ่มของเราแวะกินอาหารเที่ยงข้างทาง เป็นร้านสเต็ก อร่อยมาก และสเต็กชิ้นใหญ่มาก ตอนแรกคิดว่าจะกินไม่หมด แต่ด้วยความอร่อย ทุกคนก็กินกันหมด  ข้อจดจำเรื่องที่ ๒ คือกาแฟ ที่เข้มข้น ถ้วยเล็กๆ ก้นถ้วยจะมีกากกาแฟแข็งๆ วันนั้น มื้อเย็น เขาเสิร์พกาแฟฟรี ผมเลยเล่นเสีย ๒ ถ้วย คืนนั้นทั้งคืนนอนไม่หลับเลย วิดพื้นก็แล้ว ทำอะไรก็แล้ว ยังไงก็ไม่หลับ ขอจำไว้เลยว่าเข็ดแล้ว ในวันรุ่งขี้นอีกวันหนึ่ง ผมไปเมายังไงมาจำไม่ได้ แต่จำได้ว่าเตลิดไปคนเดียว ไปเจอชาวบ้านหนุ่มๆ ๕-๖ คน ที่ร้านตัดผม ไปพูดคุยกับเขา แล้วเขาพาผม ซึ่งเป็นคนแปลกหน้าคนเดียว ไปเที่ยวไนท์คลับ เมื่อถึงไนท์คลับ สักพักก็ไปเข้าห้องน้ำ ผมคิดได้ว่า พวกเขาจะหลอกให้เราจ่ายเงินหรือเปล่านะ ซึ่งก็ไม่ค่อยมีอยู่แล้ว จึงแอบหนีออกจากไนท์คลับ กลับโรงแรมโดยปลอดภัย ก็ยังมีบุญอยู่บ้างที่ตลอดรอดฝั่งมาได้
    ในวันสุดท้าย ก่อนจะเดินทางกลับอังกฤษ ได้ไปดูงานโรงงานทำไวน์ที่มีชื่อเสียงมากของปอร์ตุเกต ที่นี่ เขามอบให้ผมเป็นตัวแทนของคณะทั้งหมด กล่าวขอบคุณและมอบของที่ระลึก ตอนหนึ่งในอารัมภบท ผมกล่าวว่า ตั้งแต่มาปอร์ตุเกตจนถึงวันนี้ ที่กำลังจะกลับ ผมยังไม่เคยดื่มน้ำเลย พอพูดถึงตรงนี้ ทุกคนก็เฮ หัวเราะกัน เพราะเป็นที่เข้าใจว่า ไม่มีโอกาสดื่มน้ำ เพราะไปที่ไหนก็ไวน์ ไวน์ และไวน์ อาจารย์ที่ไปด้วยวันนั้น ต่อมาหลายๆปี ได้มาเมืองไทย ยังจำสำนวนนี้ และนำมาพูดด้วยความประทับใจ เมื่อกลับถึงอังกฤษ เหมือนกลับบ้าน ที่เราอยู่และคุ้นเคย เมื่อกลับมาทำงานแล้ว และได้ไปอังกฤษอีกหลายครั้ง ก็มีความรู้สึกคุ้นๆ เหมือนกลับบ้าน
    สภาพของประเทศอังกฤษในสายตาของผมนั้น เขาชอบรักษาของเก่าๆ ที่เป็นตึกเก่าๆที่แข็งแรง และเป็นแบบนี้ทั่วๆไป รวมทั้งในยุโรบด้วย แต่ข้างในตกแต่งสวยงามมาก แต่ละตึกยาวๆ จะแบ่งออกเป็นบ้านแต่ละล็อกๆ บ้านนั้น อาจมีหลายชั้น บางคนเปิดให้เช่าเป็นห้องๆ ฝรั่งบางคน ที่มีรายได้ไม่พอ อาจจะไม่มีโอกาสเป็นเจ้าของบ้าน ต้องเช่าเขาตลอดชีวิต แนวทางนี้ ชักจะนำมานิยมในหมู่วัยรุ่น ที่ซื้อบ้านผ่อนส่งระยะยาว ๓๐ ปี พอผ่อนหมด ก็ต้องกู้ซ่อมแซมต่อไปอีก ก็เหมือนกับเช่าบ้านอยู่ตลอดชีวิตเหมือนกัน ทั้งนี้ ถ้าเป็น ที่คนอยู่กันหนาแน่น เป็นล็อกๆ หรือเป็นห้องๆ จึงมีความจำเป็นที่จะต้องออกมาอยู่สวนสาธารณะ ซึ่งมีอยู่มากมายกระจายทั่วไป โดยเฉพาะในฤดูใบไม้ผลิ ตามสวนสาธารณะและริมถนน ได้ปลูกดอกไม้หลากสี โดยเฉพาะทิวลิป  อังกฤษ อยู่ทางเหนือของโลก จึง มีฤดูกาลที่มีความแตกต่างกันมาก คือ ฤดูหนาวจะสว่างตอน ๘ โมงเช้า และมืดตอน ๔ โมงเย็น ในขณะที่ ฤดูร้อน จะมีช่วงกลางวันตั้งแต่ ตี ๕ ถึง ๓-๔ ทุ่ม  ตอนหน้าหนาว ผู้คนจะมีจิตใจที่ห่อเหี่ยว พอถึงฤดู ใบไม้ผลิ ก็จะแช่มชื่นขึ้นมาทันที ต่างก็ออกไปนั่งเล่นที่สวนสาธารณะ ในวันที่มีแดด    พวกเราคนไทยที่มาเรียนในคอร์สต่างๆ และเช่าอยู่ในละแวกนั้น จะชอบไปที่ริมแม่น้ำเทมส์ ซึ่งสวยมาก หรือไปที่สุสาน ซึ่งมีอยู่ทั่วเมือง ขนาดใจกลางเมืองยังมีหลุมศพโบราณที่เขารักษาไว้ และตั้งไว้ ขนาดทำถนน ต้องทำอ้อมหลุมศพโบราณเก่าๆเหล่านั้น การไปสวนสาธารณะนั่งเล่น พักผ่อนจึงเป็นกิจวัตรของคนเมืองหนาว แม้กระทั่ง ผู้ใดก็ตามที่ต้องการเลี้ยงสุนัข ที่ต้องไปขอใบอนุญาตเลี้ยง และกฎข้อหนึ่งของการเลี้ยง คือต้องพาสุนัขออกมาเดินที่สวนสาธารณะทุกวัน ที่อากาศอำนวย
    เนื่องจากอังกฤษ เป็นประเทศที่ขับรถชิดซ้ายเหมือนประเทศไทย และสามารถใช้ใบขับขี่สากลที่ติดตัวไป ในการเช่ารถได้ และยังมีบริการให้ซื้อประกันรถได้เป็นครั้งๆที่เช่า  การเช่ารถจึงเป็นกิจวัตรของพวกเราที่ได้ท่องเที่ยวไปในที่ต่างๆได้โดยง่าย เพราะสามารถอ่านแผนที่ และดูป้ายบอกทางได้ชัดเจนมาก ได้ไปเที่ยวทางชายทะเล แถบทางใต้ และไป กรุง Cardiff ในแคว้น Wales และที่ Wales นี้ เป็นแหล่งที่ผมถูกส่งมาฝึกงานที่นี่ เป็นเวลาประมาณ ๑ สัปดาห์ด้วย ตอนที่ไปฝึกงานั้น ค่ำๆอยู่คนเดียว เลยไปนั่งผับทุกวัน มีคนแถบนั้น มาทักว่าทำไมเงียบจัง ก็ไม่มีคนคุยด้วย จะคุยกับผู้ชายก็ไม่กล้า จะคุยกับผู้หญิงก็ไม่มีใครสน
    ที่เมือง Bournmouth ถ้าจำไม่ผิด มีอยู่ครั้งหนึ่ง เพื่อน ๔-๕คนได้เช่ารถกันไป เพื่อเยี่ยมคนไทยคนหนึ่งที่ทำงานที่นั่น เมืองทางแถบนี้ เราไปมาหลายครั้ง แล้ว แต่ครั้งนี้ ไม่ได้เข้าพักโรงแรม เพื่อประหยัดเงิน เราซื้อตั๋วเข้า  discotheque เต้นกันเล่นๆ จนถึงตี ๒ ที่เขาปิด แล้วก็กลับไปนอนในรถถึงเช้า เพื่อไปหาบ้านเพื่อน ซึ่งหาไม่ยาก เราเข้าห้องน้ำ ตอนเช้าที่บ้านเพื่อน และเริ่มต้นเฮฮาตั้งแต่นั้นเลย
     ช่วงที่หยุดกลางภาค พวกเรา ได้ขึ้นไปที่สกอตแลนด์ เมือง Glasgow เพื่อไปเที่ยว ได้พักกับ อ.ดร.นิพนธ์ (อดีตอธิการบดี มช.)  ซึ่งตอนเรียนภาษาอังกฤษที่เรดดิ้ง ได้ร่วมวงกันทุกวัน จากGlasgow ได้เช่ารถขึ้นไปที่ Inverness ซึ่งเป็นเมืองท่องเที่ยวในฤดูหนาวที่คนไปเล่นสกีหิมะกัน และขับผ่านทะเลสาบที่ลือกันว่ามีสัตว์ประหลาด ตอนที่ขับรถขึ้นไปนั้น ขาไปต้องติดกับถนนที่กำลังกวาดหิมะ ไปไม่ได้ ทุกคนก็ปวดปัสสาวะกัน จึงออกไปยืนเรียวแถว จัดการกันตรงนั้นเลย ต่อมา รถที่รออยู่ก็ผ่านไปได้ พอผ่านแถวที่เรายืนปัสสาวะกัน ทุกคันจะบีบแตร ด่าเรา เพราะ พฤติกรรมแบบนี้ ที่อังกฤษ ไม่ทำกัน
    ทุกครั้งที่เช่ารถขับ ผมจะเป็นผู้ขับ และมีคนช่วยดูแผนที่อีกคนหนึ่ง มีอยู่ครั้งหนึ่ง ขับไปเมืองทางใต้ ปรากฎว่าจะขับขึ้นทางเท้า ซึ่งรถเร็วไปหน่อย ชนทางเท้า ยางแตก พอดี คนไทยที่ตั้งใจไปหาที่เมืองนั้น เป็นช่างคล่องมาก เปลี่ยนยางแค่ ๕ นาทีก็เสร็จเรียบร้อย  และอีกครั้งหนึ่ง มีเพื่อนรุ่นน้องที่เป็นอาจารย์ต้องการไปทำธุระที่ลอนดอน จึงมาหาผมเช่ารถจาก เรดดิ้งไปลอนดอน ปรากฎว่า ขับในลอนดอนสักพัก รถคลัชหลุด ผมจึงให้เขาขึ้นรถสาธารณะไปธุระต่อ สำหรับผม ขับรถที่คลัชหลุดกลับ เรดดิ้งคนเดียว โดยติดไฟแดงก็ดับเครื่อง พอไฟเขียว ก็เข้าเกียร์ ๔ ไว้ แล้วติดเครื่อง ค่อยๆเลี้ยงคลัชให้รถออกไปได้ ทำแบบนี้ จนถึงเรดดิ้ง ระยะทางประมาณ ๑๐๐ กิโลเมตรกว่า ได้เอารถไปคืนสำเร็จโดยไม่ต้องจ่ายอะไร เพราะซื้อประกันไว้แล้ว
    นอกจากจะเป็นมือขับรถแล้ว ผมยังเป็นมือกล้องอีกด้วย เพราะมีกล้อง Pentax อยู่อันหนึ่ง ถ่ายรูปแล้วไปอัดที่ร้าน เขาให้ฟิล์มฟรีมาเท่าจำนวนที่ไปอัด จึงเสียแต่ค่าอัดรูปเท่านั้น เวลาไปไหน ผมจึงช่วยถ่ายรูป ให้ทุกๆคนเป็นที่ระลึก ผมเลยไม่มีรูปถ่ายที่อังกฤษมากนัก รุ่นน้องรับปริญญาที่โน่น ผมก็ได้ไปถ่ายรูปให้ด้วย เท่าที่ทำมา รูปที่ให้บรรยากาศมากๆ คือภาพวิว โดยเฉพาะตอนที่ต้นไม้เปลี่ยนสี ในฤดูใบไม้ร่วง สวยมากๆ
    อยู่ไปๆวันหนึ่ง ทีคนติดต่อมาทางมหาวิทยาลัย ว่าต้องการล่ามภาษาไทย เพราะมีคนขับรถคนหนึ่ง ที่ต้องการมาสอบใบขับขี่ แต่พูดอังกฤษยังไม่ได้ ผมจึงอาสาไปเป็นล่ามในครั้งนั้น ปรากฎว่าสอบไมผ่าน  ไม่ทราบว่าเป็นความผิดของผมหรือเปล่า ที่เขาห้ามเราพูดกับคนขับขณะสอบ แต่ก็ผ่านไปแล้ว เมื่อเสร็จ คนที่สอบเขาถามว่า จะคิดเงินเขาเท่าไหร่ ผมปฏิเสธ ไม่คิดเลย เพราะเป็นคนไทยด้วยกัน ปรากฎว่า ผ่านไป ๒-๓ วัน คนขับรถนั้นมาที่บ้าน หอบเอาอาหารและไวน์มามากมาย บอกว่านายเขาให้เอามาให้ เพราะไม่คาดคิดว่าผมจะไปเป็นล่ามให้ฟรีๆ อาหารและไวน์วันนั้น น่าจะเกินค่าใช้จ่ายมากกว่าที่จะคิดเงินอีก อ้อ ผมลืมบอกเขาไปว่า ผมเองเป็นตัวซวย ไปทำอะไรร่วมกับใคร มักจะไม่ค่อยผ่าน หรือสำเร็จ โทษที แฮ่ะๆๆๆ   
        ที่อังกฤษ เขาหยุดคริสตมาสตั้งแต่กลางเดือนธันวาคม จนถึงเลยปีใหม่ ผู้คนหายกันไปหมด รถใต้ดิน รถไฟ ก็ไม่ค่อยมีวิ่ง เหมือนกับหยุดโลกไว้ สถานศึกษาก็หยุดสอน ยิ่งวันอาทิตย์ ปกติ ก็หยุดกันแบบบ้านเมืองโหรงเหรง ไม่มีกิจกรรมอะไรอยู่แล้ว ปีใหม่ยิ่งกว่า ในช่วงวันหยุดยาวนั้นเอง เพื่อนๆคนไทยที่เคยเรียนภาษาอังกฤษด้วยกันที่เร้ดดิ้ง ประมาณ เกือบ ๒๐ คน มาอัดกันอยู่ที่บ้านที่ผมอยู่นี้  เป็นเวลานาน ๒ สัปดาห์ เวลานอน ต้องอัดกัน จนไม่มีช่องว่างจะเดิน อาหารที่ซื้อมาตุนมากมาย รวมทั้งเบียร์เป็นแพคๆ ต้องแช่ไว้นอกหน้าต่าง ซึ่งเย็นแข็งกว่าในตู้เย็นเนื่องจากหิมะ และอุณหภูมิต่ำ เวลากินข้าว ผมต้องออกไปซื้อกระดาษหนังสือพิมพ์มาปูรอง เจอเจ้าของร้าน บอกว่าฉบับที่ผมซื้อนี้ ของเมื่อวาน และเมื่อวานซืน ผมบอกไม่เป็นไร เอา ๑๐ ฉบับเลย เจ้าของร้านคงงง ว่าไอ้กระเหรี่ยงนี่ ไม่ได้เรื่อง ซื้อไปทำไมไม่รู้ นอกจากนั้น เวลาเบียร์หมด ร้านขายเบียร์ปกติก็ปิดในช่วงเทศกาล ผมจึงต้องไปซื้อร้าน take away (ซื้อกลับบ้าน) คนขายถามว่าเอากี่กระป๋อง ผมบอกว่าเอา ๑๐ แพคเลย คนขายตกใจ เพราะไม่เคยมีใครมาซื้อเบียร์ที่นี่มากขนาดนั้น เพราะราคาที่นี่แพงกว่าที่อื่น พอช่วงถัดไปอีกสักเดือน ผมเข้าไปที่ร้าน นั้น คนขายจำได้ ถามว่าวันนี้ คุณจะเอากี่แพค (แพคละ ๖ กระป๋อง) ตอนที่ซื้อบุหรี่ ก้เหมือนกัน ปกติ ผมสูบ มาร์โบโร่ ชอบรสชาติมัน แต่เนื่องจากเป็นคนติดอ่าง เวลาไปซื้อบุหรี่ พูดคำว่า มาร์โบโร่ไม่ออก พูดได้แต่คำว่า มาร์……..  วินซ์ตัน     ต้องเปลี่ยนเป็นซื้อวินซ์ตั้นแทน
    มีเรื่องที่ดีๆอยู่เรื่องหนึ่ง คือผมได้เจอเพื่อนสนิทที่เรียนเกษตรมาด้วยกัน ชื่อ เป็ด( ดร. ฉันทนา) ซึ่งเป็ดเป็นดอกเตอร์แล้ว หรือมาทำวิจัยอะไรสักอย่าง ดีใจมากๆที่เจอเพื่อน ซึ่งที่เมืองไทยก็ไม่ได้เจอกันเลย โดยเฉพาะเป็ดได้ชวนไปกินข้าวเย็นที่พักของเขา ที่ Kent ซึ่งอยู่ทางใต้ของลอนดอน ฉะนั้น ผม พี่เหลือง และประชาที่อยู่ด้วยกันและจบจากเกษตร ทั้ง ๓ คน (ผม ประชา และเป็ดรุ่นเดียวกัน) ก็ไปด้วยกัน เราดื่มกินกันสนุกมากๆ จนถึงเวลาที่ต้องกลับแล้ว จะกลับเรดดิ้งคงไม่ไหว เพราะเมากันมากทุกๆคน จึงไปเช่าโรงแรมแขกที่ในลอนดอนกัน ทุกคนก็พักฟื้นกันตามอัธยาศัย แต่ยกเว้นผมนัดฝรั่งเจ้าของโรงเรียนอนุบาลคนหนึ่ง ซึ่งสนใจพุทธศาสนา อยู่แถวเมืองริชมอนด์ จึงต้องตื่นแต่เช้ามากๆ ไปบ้านฝรั่งด้วยอาการแฮ้งโอเวอร์ เพื่อไปวัดพุทธประทีป ร่วมกิจกรรมวิปัสนากรรมฐาน ที่ร่วมกันวันนั้น เป็นวงประมาณ ๒๐-๓๐ คน มีผู้ชายคนหนึ่ง อธิบายเป็นภาษาอังกฤษ ให้นั่งสมาธิ และเดินจงกรม สลับกัน  ซึ่งชัดเจนดีมาก จนกระทั่งช่วงสุดท้ายที่ให้นั่งนานๆ ทำให้ผมเงียบในภวังค์ไปพักหนึ่ง แต่ก็ตื่นพร้อมทุกๆคน เชื่อไหมว่า มีอาการสดชื่น และปิติเกิดขึ้นกับผม และที่แฮ้งโอแวอร์ปวดหัวนั้น หายหมดเลย ครั้งนั้น เกิดขึ้นเพียงครั้งเดียว จนถึงปัจจุบัน
    พูดถึงเรื่องเมาแล้ว ทำให้เสียคนนั้นเป็นความจริง และยิ่งกว่าจริงคือเสียเงินโดยใช่เหตุอีก ผมมีวีรกรรมเรื่องนี้เยอะ แต่เลือกเอาที่ เมามากๆแล้วกัน  เรื่องที่ ๑ เวลาอยู่บ้านว่างๆ ผมมักจะเอาเบียร์ที่แช่ตู้เย็นไว้มาดื่ม ปกติ ก็ดื่มเพียงหอมปากหอมคอ แต่บางครั้งเกิดติดลมขึ้นมาครั้งใด ก็จะไปคุยบ้านเพื่อน ๒ สามี ภรรยาชาวญี่ปุ่น ซึ่งภรรยาเขาสวยน่ารักมาก ไม่ทราบว่า ญี่ปุ่นเขารำคาญหรือเปล่า เมาทีไร ไปหาทุกที เขาก็ต้อนรับอย่างดี แบบญี่ปุ่น เขาคงรู้อยู่ว่าจริงๆแล้ว ต้องการไปดูภรรยาคนสวยของเขา บางครั้งเมาๆ ก็ขึ้นรถไฟ ไปกินต่อที่ร้านอาหารไทยที่ลอนดอน ซึ่งมีใบอนุญาตขายเบียร์ได้ แต่ร้านแบบนี้อาหารและเบียร์จะแพงมาก เพราะสถานที่ขายแอลกอฮอล์ปกติเป็นผับโดยเฉพาะ เมื่อหายเมาแล้ว ก็รู้สึก ว่าไม่น่าเลย เงินหมดอีกแล้ว ในปัจจุบันนี้ เห็นมีร้านอาหารไทยเปิดในเมืองเรดดิ้งแล้ว นอกจากดื่มที่บ้านแล้ว เราจะไปผับกัน หลังอาหารเย็น บางครั้งไปผับนอกเมืองตามชนบท ที่ผู้คนเป็นมิตรมากๆ สามารถพูดคุยกันสนุกสนาน คนไทยนี้เวลาไปผับ มักจะแย่งกันเป็นเจ้ามือ ซื้อเบียร์สำหรับทุกคนๆละเหยือก เรียกว่า ๑ รอบ พอเหยือกแรกหมด อีกคนก็เป็นเจ้าภาพบ้าง คนละรอบ ถ้ามีคนอังกฤษ หรือต่างชาติร่วมวงด้วย ยิ่งสนุก ไป ๕ คน ก็ ๕ รอบ หรือ ๕ เหยือก ยังมีโชคที่ ผับ เขาบังคับให้เปิด ๒ ช่วง กลางวัน ตั้งแต่ ๑๑ โมงถึงบ่าย ๒ ซึ่งเราไม่ได้ไปในช่วงนั้น แต่ตอนเย็นที่เปิด ๕ โมง ถึง ๔ ทุ่ม และวันหยุด ก็สามารถ อยู่เพิ่มได้อีกชั่วโมง  เราไปช่วงนั้น แต่เราจะไม่เมามาก เพราะเขากำจัดเวลาดื่ม ให้เรายั้งได้ 
เรื่องที่ ๒ ผมได้ไปร่วมงานคอกเทลปาร์ตี้ ที่ริชมอนด์ เพียงคนเดียว แหม่ม เจ้าของโรงเรียนอนุบาลเขาเชิญมา ไปถึงไม่รู้จักใคร แต่บังเอิญไปพบกับสาววัยรุ่นอเมริกัน มาฝึกงานที่นี่ เขาเป็นเด็กสาวที่น่ารัก และพูดเล่นเก่ง หัวเราะง่าย ถูกคอมาก ดื่มจนลืมตัว จนเลิกงานประมาณ ๔ ทุ่ม สาวชวนให้ไปต่อ แต่รู้ตัวว่าไปไม่ไหว และสาวเจ้าก็ยืนกับหนุ่มที่เหมาะสมกันแล้ว สาวๆน่ารักแบบนี้ คงไม่ได้อยู่รอดมาถึงผม ผมจึงกลับเรดดิ้งโดยรถไฟคนเดียว ขณะที่นั่งรถไฟ เกิดหลับไม่รู้ตัว ปรากฎว่าพนักงานมาปลุก ขอตรวจตั๋วรถไฟ ซึ่งอยู่ไหนไม่ทราบหาไม่เจอ ต้องใช้เวลานาน กว่าจะพบ พอพบแล้ว ทุกคนในรถไฟตู้นั้น ตบมือกันดังมาก แสดงว่าทุกคนกำลังดูและเอาใจช่วยผมอยู่ขณะนี้ ถือเป็นโชคมาก ที่เขามาปลุกขอตรวจตั๋ว ไม่งั้น คงนั่งหลับในรถไฟเลยไปถึงไหนก็ไม่ทราบได้
เรื่องที่ ๓ คือวันที่เลี้ยงรุ่นใหญ่ที่เรียนกันปีนั้น ก็มีการดื่มในงาน เมื่อกลับบ้านแล้ว พบ เพื่อนรุ่นน้องคนไทยคือ อ. วีรศักดิ์ มาค้างด้วย ก็ดื่มกันไป ทั้งเหล้า ไวน์ แชมเปญ ปนกันยุ่งไปหมด ดื่มกันถึงสว่างให้สัญญากันเรื่องนัดเจอกันเมื่อกลับและอยู่เมืองไทยแล้ว พอเลิกดื่มแล้ววันนั้น ป่วยมาก ต้องนอนซม กินอะไรไม่ได้ไปถึง ๒ วัน และต้องขาดเรียน และกิจกรรมต่างๆด้วย
เรื่องหลงทาง เป็นของธรรมดามากสำหรับผม แม้แต่อยู่ในเมืองไทย เพราะมีนิสัยชอบไปเส้นทางใหม่ๆ แต่ในอังกฤษผมหลงทางเกี่ยวกับรถไฟ เพราะตรงเวลามากและผมไม่รอบคอบ ตั้งใจจะขึ้นรถไฟ จากสถานีที่ริชมอนด์กลับเรดดิ้ง ดูป้ายบอกว่ารถจะมา ๔ โมงเย็น ปรากฎว่า อีก ๑ นาที จะ ๔ โมง รถไฟเข้าสถานี ผมลืมดูสัญญาณให้ชัดอีกครั้ง คิดว่าเป็นขบวนเดียวกัน ขึ้นไปเลย ปรากฎว่าไม่ใช่ รถไฟวิ่งไป Waterloo คนละทาง กว่าจะกลับได้ ต้องเสียเวลาไป อีก ๒-๓ ชั่วโมง
ครั้งที่ ๒  ที่เรานั่งรถไฟไป Birmingham กัน ๓-๔ คน ขากลับ เรามาที่สถานีรถไฟเพื่อกลับเรดดิ้งโดยมาถึงเร็ว ก่อนรถออกนาน จึงขึ้นไปนั่งเล่นในรถไฟ ปรากฎว่า รถออกก่อนเวลา ๑ ชั่วโมง เราก็ตกใจ คิดว่าขึ้นขบวนผิด สอบถามได้ความว่า ที่ประเทศอังกฤษนี้ เขาเปลี่ยนเวลาในฤดูร้อน และฤดูหนาวต่างกัน ๑ ชั่วโมง เพื่อให้เด็กๆไปโรงเรียนอย่างปลอดภัย ช่วงวันนั้น เขาเปลี่ยนเวลาเร็วขึ้น ๑ ชั่วโมงพอดี แต่เราไม่ได้ฟังข่าว เลยไม่ทราบ เดชะบุญ ที่มาเร็ว และขึ้นนั่งในรถไฟเรียบร้อยแล้ว (จำไม่ได้ แตเข้าใจว่า ฤดูหนาวเปลี่ยนเวลาให้ช้าขึ้น และฤดูร้อนเปลี่ยนกลับมาเป็นปกติ) 
ช่วงสุดท้ายก่อนที่จะกลับเมืองไทย ผมได้ไปอยู่ที่ Birmingham ประมาณ ๕ วัน เพื่อไปเป็นเพื่อนรุ่นน้องเกษตรคนหนึ่ง ไปหาที่เรียนต่อที่นั่น ก็ได้ไปพักกับคนไทย และเดินแถวเมืองนี้เป็นที่ปรุโปร่ง
ถ้าจะกล่าวถึงเรื่องเที่ยวแล้ว ก็ได้ไปในสถานที่ต่างๆ ที่เป็นจุดท่องเที่ยว โดยเริ่มต้น ก็ไปกับคณะที่ไปเรียนภาษาอังกฤษที่ บริทิชเคานซิลจัดบริการให้ ต่อๆมา มีแขก จากเมืองไทย หรือมาจากต่างประเทศ มาแวะเที่ยว ผมก็เลยทำหน้าที่เป็นไก้ด์ จำเป็น ไปจุดท่องเที่ยวซ้ำๆ หลายครั้ง เหมือนกับเป็นคนที่นั่น  จนเดี๋ยวนี้ ก็ยังจำได้ว่ามีอะไรอยู่ที่ไหน ยกเว้นที่ใหม่ๆ ไม่มีในสมัยนั้น เช่น ชิงช้าสวรรค์ ที่ใหญ่มากๆ แถวแม่น้ำ Thames แถบ Westminister เพิ่งจะมีหลังจากที่ผมกลับแล้ว
แม้จะมีโอกาสอยู่อังกฤษ เพียงปีเดียว แต่ได้กลับไปอีกหลายครั้ง ทุกครั้งที่กลับไป มีความรู้สึกคุ้นเคยเหมือนกลับบ้าน ครั้งสุดท้ายที่ได้กลับไป คือเมื่อปี ๒๕๔๙ ซึ่งเป็นปีที่ผมเกษียณอายุราชการ ได้มีโอกาสไปเยี่ยมเรดดิ้ง ซึ่งเปลี่ยนไปมาก แต่โครงสร้างเดิมยังอยู่ และได้เดินไปดูบ้านที่เคยอยู่ ได้เห็นเค้าเดิม แต่บ้านปรับปรุงใหม่ โดยเฉพาะชั้นใต้ถุน (basement) ที่เราอยู่กัน  อย่างไรก็ตาม อังกฤษ เป็นเสี้ยวหนึ่งของชีวิต ที่ทำให้วิธีการทำงานของผมเปลี่ยนไป โดยมีความเชื่อมั่นมากขึ้น ความกล้าที่จะเสนอความคิดทางวิชาการมากขึ้น และเพิ่มจิตวิญญาณในความเป็นนักวิชาการมากขึ้น

                                                                  ชวาลวุฑฒ ไชนุวัติ (บู๊ คนเคยหนุ่ม)     

Facebook Comments

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *