jos55 instaslot88 Pusat Togel Online มหกรรมขวาพิฆาตซ้ายเริ่มขึ้นแล้ว - INEWHORIZON

INEWHORIZON

ขอบฟ้าใหม่

มหกรรมขวาพิฆาตซ้ายเริ่มขึ้นแล้ว

มหกรรมขวาพิฆาตซ้ายเริ่มขึ้นแล้ว

หากติดตามสถานการณ์การเมืองในอีกรูปแบบหนึ่ง คือการเมืองภาคประชาชนและการเมืองบนท้องถนน จะสังเกตเห็นการขับเคลื่อนกระบวนการต่างๆ ซึ่งก่อตัวทวีความรุนแรงเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ

ประการแรก ทางพรรคอนาคตใหม่พยายามเคลื่อนตัวเข้าหามวลชนที่อยู่นอกรั้วมหาวิทยาลัยมากขึ้น เพราะการได้รับการสนับสนุนจากมวลชน โดยเฉพาะคนรากหญ้าย่อมทำให้พรรคอนค.มีความแข็งแกร่งมากขึ้น และหากมีการขับเคลื่อนการเมืองสู่ท้องถนน แทนการเดินการเมืองในสภาที่มีแต่การต่อรอง เพื่อผลประโยชน์แห่งพวกตนแทนผลประโยชน์ของประชาชน อันทำให้เกิดภาพเก่าๆ ซ้ำซากจำเจแบบการเมืองน้ำเน่า และเป็นเงื่อนไขให้กองทัพใช้เป็นข้ออ้างออกมายึดอำนาจได้ มันก็มีแต่ความรู้สึกเบื่อหน่ายและสิ้นหวังจากประชาชน

หากแต่การเมืองบนท้องถนนครั้งนี้อาจเทียบไม่ได้กับการเมืองบนท้องถนนในสมัย 14 ตุลาคม 16 นั่นคือ การจัดตั้งของขบวนการนักศึกษาในสมัย 14 ตุลาคมนั้นมีความเข้มแข็ง และสามารถสร้างจิตสำนึกร่วมกับชนชั้นกลางในเมือง และชาวไร่ชาวนาในชนบท โดยใช้เวลาบ่มเพาะเป็นเวลานานพอสมควร นอกจากนี้ยังได้แกนนำที่มีคุณภาพและเป็นเอกภาพที่เข้มแข็งภายใต้องค์กรนักศึกษาในแต่ละมหาวิทยาลัย

แต่การเมืองบนถนนในปัจจุบันยังขาดความเข้มแข็งขององค์กรนำในมหาวิทยาลัย ขาดแคลนผู้นำที่เข้มแข็งและมีคุณภาพสูงจำนวนมากพอ ที่สำคัญยังไม่อาจสร้างจุดร่วมให้ชนชั้นกลางในเมืองส่วนใหญ่มาสนับสนุนได้พอ ส่วนประชาชนรากหญ้าก็ยังขาดผู้นำสำคัญๆที่จะเป็นที่เคารพนับถือโดยทั่วไปเหมือน 14 ตุลาคม 16

อย่างไรก็ตามต้องยอมรับว่าประเด็นปัญหาหลักของชาติและกลายเป็นเงื่อนไขที่เด่นชัดก็คือ ความอยุติธรรมที่เกิดขึ้นในสังคม จนมีคำกล่าวกันว่าคุกมีไว้ขังคนจนเท่านั้น แต่คนร่ำรวยมักลอยนวล อีกเงื่อนไขก็คือความเหลื่อมล้ำของฐานะภาพทางเศรษฐกิจที่ถ่างกว้างออกไปทุกที จนมีคำกล่าวอีกเช่นกัน ว่าเกิดอาการรวยกระจุกจนกระจาย ได้ถูกนำเสนอโดยฝ่ายก้าวหน้าที่จะปลุกกระแสประชาชนให้ตื่นตัวมาสนับสนุน

ด้วยประเด็นดังกล่าวฝ่ายที่กุมอำนาจการปกครองจึงต้องเคลื่อนไหวเพื่อรักษาอำนาจของตนเอง ซึ่งหลายฝ่ายต่างก็มองว่าในขณะนี้ฝ่ายที่กุมอำนาจการปกครอง คือความร่วมมือกับทหารบางส่วน นายทุนชาติ และกลุ่มอำมาตย์ ที่อาจเรียกรวมๆกันเป็นอำนาจที่สามารถควบคุมการบริหารประเทศหรือรัฐบาลได้อย่างเบ็ดเสร็จ ที่เรียกว่า “รัฐลึก” (Deep State) ซึ่งแน่นอนกลุ่มอำนาจเหล่านี้ย่อมบังคับวิถีของการปกครองได้และตอบสนองต่อผลประโยชน์ของกลุ่มตน จะเห็นได้อย่างชัดเจนว่าผู้ปกครองไม่เคยพยายามที่จะลดช่องว่างของความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจลง ตรงข้ามมันกลับต่างมากขึ้น แต่กลวิธีของการดูดกลืนกินทรัพยากรของชาติ ก็คือการเน้นเรื่องการเจริญเติบโตเพื่อเร่งเอาทรัพยากรของชาติมาใช้อย่างมหาศาล และผลประโยชน์ที่ได้กลับก็จะไปตกกับกลุ่มทุนชาติ และกลุ่มผู้ปกครองอื่นๆรวมทั้งกลุ่มเทคโนแครกที่เข้าไปรับใช้กลุ่มผู้ปกครอง

ทั้งนี้อาจนิยามภาพรวมของกลุ่มนี้ก็คือพวกอนุรักษ์นิยมฝ่ายขวา ที่นิยมการปกครองแบบอำนาจนิยม ในขณะที่อีกกลุ่มหนึ่งที่ต่อต้านการปกครองแบบดังกล่าวก็จะถูกนิยามว่าเป็นพวกหัวก้าวหน้า หรือฝ่ายซ้าย แม้จะเป็นฝ่ายประชาธิปไตยก็ตาม

เมื่อฝ่ายซ้ายมีประเด็นปัญหาชาติที่เป็นหัวใจสำคัญ นั่นก็คือ ความไม่เท่าเทียมกันของประชาชนที่ต่างระดับชั้นกัน คือ คนส่วนใหญ่กับกลุ่มคนแวดล้อมผู้ปกครอง ซึ่งเงื่อนไขนี้กลุ่มผู้ปกครองไม่อาจมีคำตอบที่เป็นที่ยอมรับได้ เพราะความจริงมันฟ้องอยู่ทนโท่ และขืนปล่อยให้ความจริงข้อนี้ได้รับการขยายผลไปสู่ประชาชนส่วนใหญ่ เช่น รากหญ้า ก็จะทำให้ฝ่ายอนุรักษ์ขวาจัดต้องตกอยู่ในภาวะลำบากที่จะปกครองประเทศโดยชอบธรรม

กลุ่มขวาจึงงัดกลยุทธเก่าๆมาใช้อีกอย่างที่เคยใช้มาในอดีตนั่นคือ อ้างความมั่นคง และความสงบสุข ซึ่งก็ขายได้กับคนบางกลุ่มโดยเฉพาะกลุ่มคนชั้นกลางที่ค่อนข้างสูงอายุและมีสัดส่วนมากขึ้นในสังคม เพราะพวกนี้กลัวการเปลี่ยนแปลง แต่ประเด็นดังกล่าวอาจไม่เพียงพอที่จะกระตุ้นให้กลุ่มชนฝ่ายอนุรักษ์นิยมลุกขึ้นมาสนับสนุนและต่อต้านฝ่ายก้าวหน้าอย่างเต็มที่

ด้วยเหตุนี้อาวุธสำคัญของฝ่ายขวาที่เคยใช้มาอย่างได้ผลในการต่อสู้กับแนวทางของพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย ก็คือการยกเอาสถาบันหลักของชาติ 3 สถาบันมาเป็นกลไกหลัก นั่นคือ สถาบันชาติ ศาสนาและพระมหากษัตริย์

ทั้งนี้ก็ใช้มุกเดิมๆ คือ ปลุกปั่นให้เกิดความเคียดแค้นเกลียดชังฝ่ายตรงข้าม ซึ่งถูกระบายสีให้ใกล้เคียงกับพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย ซึ่งอ้างกันว่าจะเป็นอันตรายต่อสถาบันทั้ง 3 แต่ก็เน้นหนักที่สถาบันกษัตริย์เพราะมีกฎหมายเข้มงวดรองรับนั่นคือ ม.112 ดังนั้นอะไรก็ตามที่สามารถเชื่อมโยงไปสู่สถาบันหลักทั้ง 3 ก็จะมีการขยายผลให้เกิดความโกรธความเกลียด เพื่อเป็นการเตรียมการไว้ให้สุกงอม จะได้ขับเคลื่อนออกไปเป็นลักษณะม็อบชนม็อบในรูปแบบ 6 ตุลาคม 19 ด้วยการวางแผนให้สอดรับจึงมีการจัดตั้งกลุ่มอาชีวะแบบกระทิงแดงเหมือนในอดีต และจะมีการเสริมกำลังด้วยมืออาชีพอื่นๆ ต่อไป

ในระหว่างนี้ก็มีการใช้ทั้งสื่อกระแสหลัก สื่อออนไลน์และเครือข่ายสื่อสังคมหนุนเนื่องกันอย่างพร้อมเพรียง ทำให้เกิดกระแสเกลียดชังตามหลักจิตวิทยามวลชน นั่นคือหลัก Group Think กล่าวคือ ใครที่เห็นต่างจากกลุ่มเป็นผิดหมด และเมื่อความโกรธความเกลียดได้รับการปลุกระดมถึงที่สุด เมื่อฝ่ายตรงข้ามมีการปลุกระดมเอาการเมืองลงมาถนน กลุ่มขาวพิฆาตซ้ายก็พร้อมจะเคลื่อนกำลังเข้าทำร้ายและทำลาย เรียกว่าปฏิบัติการม็อบชนม็อบ เกิดการเข่นฆ่าผู้คนล้มตายเป็นจำนวนมาก และอย่างบ้าคลั่งโดยไร้เหตุผล

หากคนที่เกิดหรือโตไม่ทันเหตุการณ์ 6 ตุลาฯ 19 ก็คงมองไม่เห็นภาพแต่มันเป็นการเข่นฆ่าที่ทารุญโหดร้ายมาก และถูกจุดประกายให้ลุกฮือ นั่นคือการเอารูปเบื้องสูงมาแต่งแต้มบิดเบือนให้เกิดความโกรธถึงขนาดที่จับเอาคนมาแขวนคอที่ต้นมะขามสนามหลวง ขณะที่คนถูกแขวนคอยังดิ้นกระแด่วๆก็เอาเก้าอี้ฟาดซ้ำ หรือการกราดยิงเข้าไปที่กลุ่มนักศึกษาที่ธรรมศาสตร์ท่าพระจันทร์ โดยกองกำลังติดอาวุธ มีคนล้มตายจำนวนมาก บางส่วนก็ยังหาร่างไม่พบจนบัดนี้ กลายเป็นคนสาบสูญ ครั้งนั้นกลุ่มนักศึกษาบางส่วนจึงหนีเข้าป่าไปสมทบกับกองกำลังของพคท. เดชะบุญพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยไม่ได้มีแผนการที่เหมาะสมในการรองรับกำลังเหล่านี้ สุดท้ายก็ขัดแย้งกันเรื่องแนวความคิด ประกอบกับประเทศจีนหยุดให้การสนับสนุนพคท. เราเลยสามารถยุติสงครามภายในลงได้

ครั้งนี้แม้ฝ่ายซ้ายหรือฝ่ายก้าวหน้าจะไม่มีหลังพิง แต่ความเข้มข้นของความขัดแย้ง 2 มหาอำนาจจีน-สหรัฐฯก็อาจมีการเข้ามาแทรกแซงกิจการภายใน จนเกิดเป็นสงครามแบบซีเรียได้

อนึ่งความสำเร็จของการปฏิวัติประชาชน 14 ตุลา 16 นั้นส่วนหนึ่งมาจากการแอบสนับสนุนของทหารบางส่วนที่ไม่พอใจระบอบถนอม-ประภาส ที่ผูกขาดอำนาจเฉพาะกลุ่มตน ครั้งนี้ดูแล้วไม่น่าจะเกิดเหตุการณ์อย่างนั้น เพราะฝ่ายขวายังมีขุมกำลังที่สนับสนุนอยู่มากขนาดผบ.ทบ.ยังคุมไม่ได้ ดังเช่นการเคลื่อนกำลังออกมาเอ๊กเซอร์ไซด์เป็นระยะๆ จึงมองได้ว่าผบ.ทบ.ต้องเออออกับฝ่ายที่ปกครองบ้านเมืองอย่างแน่นอน

ที่น่าเสียดายก็คือชีวิตของคนรุ่นใหม่อาจถูกสังหาร บาดเจ็บและคุมขัง ส่วนที่ไม่ออกมาร่วมก็จะยิ่งตอกย้ำให้กลายเป็นคนที่ไม่สนใจสังคมอีกเลย มุ่งแต่หาความสุขไปวันๆ ด้วยวิธีการต่างๆ เมื่อเป็นอย่างนี้เราจะมีคนหนุ่มคนสาวที่จะเป็นกำลังสำคัญในการสร้างความเจริญก้าวหน้าให้แก่ชาติได้เพียงพออย่างไร ยิ่งเราก้าวเข้าสู่ยุคผู้สูงวัยมากเท่าใด ประเทศชาติก็จะมีแต่ความชะงักงัน ไม่แค่ย่ำเท้าอยู่กับที่แต่จะเกิดการถอยหลังด้วยซ้ำ

ดังนั้นการสร้างความเกลียดความโกรธให้เข่นฆ่ากันจึงไม่ใช่ทางออกที่ดีเลย ตรงข้ามมีแต่ทำลายชาติ เพื่อรักษาอำนาจของคนกลุ่มหนึ่งเท่านั้น หากเราจะชูเรื่องสถาบัน ทำไมไม่ทำนามธรรมให้เป็นรูปธรรม เช่น การรักชาติหมายถึงอะไร มันคงไม่ใช่แค่พิธีกรรมหรือวาทกรรม แต่คำว่าความรักชาตินี้น่าจะขยายขอบเขตไปถึงการอยู่ร่วมกันอย่างผาสุข เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่กันของคนในชาติที่มีความแตกต่างกัน ทั้งเชื้อชาติ ศาสนา วัฒนธรรม และฐานะทางเศรษฐกิจ การรักและเทิดทูนศาสนาคือการน้อมนำเอาหลักการศาสนามาสร้างความสุขให้กับคนในสังคม ไม่ใช่การปลุกระดมให้เกลียดชังเพราะต่างศาสนา ส่วนเรื่องสถาบันพระมหากษัตริย์ก็ต้องขยายขอบเขตมากกว่าพิธีกรรม แต่เป็นการขยายความเชื่อมโยงระหว่างพระมหากษัตริย์และประชาชน ที่ต่างก็เอื้อประโยชน์สุขต่อกัน ด้วยท่านทรงมีทศพิธราชธรรมแผ่พระบารมีด้วยเมตตาธรรมอันยังความผาสุขแก่ประชาชน

หากเราสามารถปรับจูนคลื่นความถี่เข้าหากันสร้างความเสมอภาคให้ทุกชนชั้น เราก็จะเกิดปกติสุขอย่างถ้วนหน้า ประเทศชาติก็ไม่เสียหาย ก็ไม่รู้ว่าผู้เขียนจะถูกประณามว่าเป็นพวกโลกสวยหรือเปล่า แต่บอกได้ว่ามันดีกว่ากันมากที่เราจะรักกัน เอื้ออาทรกันมากกว่าการเข่นฆ่ากันเพราะคิดต่างอย่างแน่นอน

อนึ่งก็ตั้งข้อสังเกตว่าในหมู่ผู้ปกครองรัฐลึกในกลุ่มนายทุนชาติหากไม่ปรับแนวคิดและช่วยกันลดช่องว่างทางเศรษฐกิจ-สังคม กลุ่มของท่านก็กำลังมีภัยที่ลุกคืบมาจากต่างประเทศ ด้วยตัวแทนทุนข้ามชาติแน่นอน เมื่อถึงวันนั้นพวกท่านก็หมดสิ้นเช่นกัน เพราะเราจะถูกครอบงำจากต่างชาติ แล้วเราจะร้องเพลงชาติให้ใครฟัง

Facebook Comments

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *