INEWHORIZON

ขอบฟ้าใหม่

ประชาธิปไตย “แบบเปิด” จะยังไม่เกิดในไทย

 

สบาย สบาย สไตล์เกษม

เกษม อัชฌาสัย

 

วิพากษ์วิจารณ์กันมากมาย ในขณะนี้ว่า การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร(ส.ส.)และการแต่งตั้งสมาชิกวุฒิสภา(ส.ว.)คราวนี้ ไม่เป็นไปตามระบอบประชาธิปไตย อย่างที่นานาประเทศเขาเป็นกัน

ส่วนจะเป็นแบบประชาธิปไตยครึ่งใบ หรือเพียงเศษเสี้ยวของใบ ผมก็ไม่รู้ว่า จะไปวัดได้อย่างไร

ก็ต้องยอมรับว่าเป็นจริง อย่างที่วิจารณ์กัน ว่าเราเป็นประชาธิปไตยแบบ “ปิด” ไม่ใช่ประชาธิปไตยแบบเปิด “คือ” เปิดกว้าง ไร้ข้อจำกัดอย่างต้นแบบประชาธิปไตยแห่งสหราชอาณาจักร

เหตุผลที่ต้อง”ปิด”ไม่ใช่อะไร แต่เพื่อเป็นการป้องกันนักการเมืองโกงอย่างหนึ่งและอีกอย่างหนึ่งเพื่อรักษาความมั่นคงแห่งชาติเอาไว้เป็นสำคัญ ท่ามกลางแรงกดดันจากสองกระแส กระแสหนึ่งคือ ความต้องการให้”ไทยปกครองแบบสาธารณรัฐ”ที่ธรรมดาสามัญชนเข้ามาบริหารประเทศได้ โดย”การขจัด”หรือถ้าจะให้แนบเนียนหน่อย ก็ลดบทบาทของกษัตริย์ลง เช่น ในลาวและกัมพูชา

และอีกกระแสหนึ่ง คือกระแสปฏิวัติไทย ให้เป็นคอมมิวนิสต์ เพราะเชื่อว่า ระบอบการปกครองสังคมไทยเวลานี้ รับใช้คนแค่สองกลุ่มคือชนชั้นสูงและเศรษฐี ไม่ได้รับใช้ “มวลชน” ซึ่งเป็นรากหญ้าของประเทศ ซึ่งถูกเอารัดเอาเปรียบ ทั้งในทางตรงและทางอ้อมมาตลอด เพียงแต่ไม่ค่อยจะสำนึกกัน

เมื่อไม่เป็นประชาธิปไตย ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ เสียแล้ว ก็เลยตกเป็นเป้าตำหนิและถูกโจมตีได้ง่ายๆ จากสาระพัดเหตุผล ทั้งจากนักการเมือง นักวิชาการและจากแวดวงสื่อสารมวลชนทั้งในและนอกประเทศ รวมทั้งจากชาติที่หนุนประชาธิปไตยตะวันตกด้วย เช่นสหรัฐ สหราชอาณาจักรและสหภาพยุโรป (อันที่จริงกลุ่มนี้ใช้ “ประชาธิปไตย” เป็นเครื่องมือต่อรองผลประโยชน์ที่หวังจะได้จากไทย)

ล่าสุด เมื่อวันที่ ๑๔ พฤษภาคม ๒๕๖๒ มีประกาศราชกิจจานุเบกษาแต่งตั้งสมาชิกวุฒิสภา(ส.ว.) ๒๕๐ คน ซึ่งก็ถูกวิจารณ์ว่า ๒ ใน ๓ ของสมาชิกวุฒิสภาทั้งหมด หรือราว ๑๖๐ คนนั้น ล้วนมีสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดกับรัฐบาล เพราะมีภูมิหลังเป็นทหารและตำรวจ ก่อให้เกิดเสียงวิจารณ์ว่า ส.ว. เหล่านี้เป็น “เครื่องมือในการสืบต่ออำนาจ” ซึ่งอาจนำไปสู่ความขัดแย้งทางการเมืองครั้งใหม่

ส่วนจะขัดแย้งอย่างไรนั้น เอาไว้ค่อยดูกัน

หลักฐานที่ยืนยัน เสียงวิจารณ์นี้ก็คือ การที่สมาชิกวุฒิสภามีสิทธิมีในการโหวตเสียงในการประชุมรัฐสภา(ส.ส.๕๐๐ เสียงร่วมกับ ส.ว.๒๕๐ เสียงเป็น ๗๕๐ เสียง) แต่งตั้งนายกรัฐมนตรีได้  ด้วยคะแนนเสียงอย่างน้อยกึ่งหนึ่งที่ ๓๗๕ เสียง

เพราะเท่ากับสำรอง ๒๕๐ เสียงไว้โหวตให้(พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา)ตัวแทนรัฐบาลทหารชุดปัจจุบัน ซึ่งมีพรรคการเมืองใหญ่พรรคหนึ่ง(”พลังประชารัฐ”)หนุนหลัง เสนอให้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีอยู่แล้ว หากพรรคการเมืองอื่นๆไม่สามารถโหวตเสียงเลือกนายกรัฐมนตรีของตนเองได้

เป็นความหมายมั่นปั้นมือ ของสถาบันทหาร ที่จะเข้าครอบงำการปกครองและบริหารบ้านเมืองไประยะสักระยะหนึ่ง เพื่อสร้างจิตสำนึกประชาธิปไตยที่โปร่งใส มีความมั่นคงปลอดภัย จะสำเร็จลุล่วงหรือไม่นั้น เท่าที่ประเมินจากความรู้สึกส่วนตัวของผม ในขณะนี้ น่าจะบรรลุผล ได้ไม่มากนักและไม่ถูกใจนักนิยมประชาธิปไตยแน่นอน

รัฐบาลต่อไปนี้ จะอยู่ยั้งยืนยงไปเนิ่นนานเท่าใด ครบห้าปีตามเทอมในการเลือกตั้งหรือไม่นั้น อยู่ที่ว่าผลงานจากนี้ไป จะถูกใจชาวบ้านหรือไม่

แต่สิ่งที่รัฐบาลชุดต่อไป พึงดำเนินการก็คือ

๑ เดินหน้าแก้ไขการปัญหาฉ้อราษฎร์บังหลวง อย่าให้กลายเป็นเงื่อนไข บ่อนทำลายความชอบธรรมในการบริหารประเทศ โดยเฉพาะในแวดวงนักการเมืองและสมัครพรรคพวก ที่สนิทใกล้ชิดสนิทสนมกับรัฐบาล

แต่ที่สำคัญที่สุด จะต้องไม่กระทำการฉ้อราษฎร์บังหลวงเสียเอง เช่นที่ “ระบอบทักษิณ” ทำไว้ โดยสร้างความพินาศย่อยยับต่อชาติมาแล้วอย่างหน้าด้านๆ

๒ เมื่อรู้อยู่ว่าผู้ใด”บ่อนทำลายชาติ”ไม่ว่าในทางหนึ่งทางใด ให้เร่งกำจัดเสียให้สิ้นซาก เช่นที่”โก๊ะตี๋”และ”สุรชัย แซ่ด่าน”กับพวกถูกกำจัด / “ตัวการ”ที่ยังคงหลงเหลืออยู่ ก็ต้องกำจัดด้วย อย่ากลัว อย่าไปเกรงใจในสัมพันธภาพในอดีต ต้องจัดการให้เด็ดขาด ไม่ไว้หน้า

๓ ทบทวนนโยบายเศรฐกิจใหม่

๓.๑ สร้างสมดุลให้เกิดขึ้นระหว่างอุตสาหกรรมการเกษตรกับอุตสาหกรรมอื่นๆ ในเมื่อไทยเป็นชาติที่ถนัดในการเกษตรอยู่แล้ว ก็ต้องเน้นในด้านนี้ ซึ่งก็หมายรวมถึง การฟื้นฟูแหล่งน้ำอันเป็นหัวใจสำคัญในการเกษตร ไม่ปล่อยให้แห้งแล้งกันดารอย่างที่เป็นมาและไม่ปล่อยให้เกิดภาะน้ำท่วมและแห้งแล้งคาราคาซัง ซ้ำแล้วซ้ำอีก ให้ทบทวนทำตามโครงการพระราชดำริโดยเคร่งครัด ไม่เอาแต่พูด”ปาวๆ“เพียงให้ผ่านไปวันๆ

๓.๒ ทบทวน โครงการ”แถบและถนน”ที่นำเสนอโดยจีนอย่างรอบคอบ ว่าสมควรรับได้แค่ไหนและอย่างไร ที่จะปกป้องผลประโยชน์ของชาวไทยส่วนรวมไว้ให้ได้มากที่สุด ได้ประโยชน์สูงสุด อย่าปล่อยให้จีนโกยผลประโยชน์กลับแผ่นดินใหญ่ อย่าได้ตกหลุมพรางจีน ที่อาจสร้าง”กับดักหนี้สิน”ไว้ในสัญญา ให้คนไทยต้องปวดใจ อย่างเกิดขึ้นกับศรีลังในกรณีสร้างท่าเรือน้ำลึก ซึ่งเวลานี้จีน เข้าไปบริหารเอง เพราะศรีลังกา ไม่สามารถส่งเงินต้นหรือส่งดอกคืน แถมยังจะต้องยอมให้จีนเช่าพื้นที่รอบๆ ท่าเรือ นับพันๆ เอเคอร์เป็นเวลานานถึง ๙๙ ปี

๔ ปรับนโยบายต่างประเทศให้เข้าที่เข้าทาง สร้างความสมดุลให้เกิดขึ้น ระหว่างชาติตะวันตกกับจีน ซึ่งพยายามแผ่อิทธิพลทางการทูตและทางภูมิรัฐศาสต์ในเอเชีย รวมทั้งในตะวันออกลางและในอาฟริกา

๕ ลดหรือเลิกนโยบายประชานิยม เลิกการให้เปล่า แจกและแถม เพราะพ้นช่วงหาเสียงแล้ว แต่ต้องกลับมา ส่งเสริมให้ชาวบ้าน พึ่งพาตนเอง ลดหรือกำจัดการผูกขาดการผลิตสินค้า จำหน่ายและบริการ

ส่งเสริมเศรษฐกิจชุมชน ให้พวกเขาอยู่ได้ ด้วยการทำการค้าขายตามปกติธรรมดา ไม่กีดกันด้วยการจัดระเบียบจนเลยเถิด ซึ่งจะช่วยกระจายรายได้ จากการค้าขาย เป็นการส่งเสริมเศรษฐกิจระดับรากหญ้า

๕ นโยบายปฏิรูปต่างๆ ที่ทำอยู่ก็ต้องทำต่อ อย่าเลิกเพราะเปลี่ยนรัฐบาล รวมทั้งการปฏิรูปตำรวจ ที่ทุกคนอยากเห็นอยากได้ ตำรวจที่ทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ เป็นมิตรกับประชาชนอย่างแท้จริง

นึกออกได้เท่านี้ครับ สำหรับความหวังว่ารัฐบาลใหม่ ที่เข้ามาบริหารประเทศ ต่อจากนี้ไป ไม่ว่าจะเป็นรัฐบาล ที่มาจากฝ่ายเผด็จการ หรือจากฝ่ายที่เชื่อตัวเองว่าเป็นฝ่าย”ประชาธิปไตย”

สุดท้ายนี้ ขอไทยจงผ่านพ้นจากระบอบประชาธิปไตยแบบ”ปิด”ไปเป็น”แบบ”เปิด”ในอนาคตอันใกล้นี้ครับ

แม้ว่า จะยังเป็นเพียงความฝันก็ตามที

 

 

Facebook Comments

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *