INEWHORIZON

ขอบฟ้าใหม่

บทบาทชีอะฮ์กับวิกฤติการเมืองในอิรัก

บทบาทชีอะฮ์กับวิกฤติการเมืองในอิรัก

ประเสริฐ สุขศาสน์กวิน

ศูนย์อิสลามศึกษา  วทส.

คงสร้างความวิตกไม่น้อยสำหรับผู้ติดตามการเมืองประเทศอิรัก กับสื่อกระแสหลักพูดถึงและเผยแพร่ภาพของการประท้วงของประชาชนที่ไม่พอใจรัฐบาลปัจจุบัน และยังแสดงถึงความวิกฤตการเมืองของอิรัก จนทำให้สื่อและนักวิเคราะห์มองไปไกลว่าอาจจะไปถึงความเป็น”รัฐล้มเหลวก็เป็นได้  กอรปกับกระแสข่าวได้รายงานถึงความรุนแรงของผู้ประท้วงชาวอิรักที่นิยมต่อซัยยิด มุกตะดา ศ็อดร์หรือที่รู้จักในนาม”ขบวนเคลื่อนไหวอัศ-ศ็อดร์”และตีข่าวถึงความขัดแย้งการเมืองชีอะฮ์ในอิรัก  และมองว่าความวิกฤติการเมืองในอิรักครั้งนี้จะส่งผลกระทบในวงกว้างทั่วทั้งภูมิภาคตะวันออกกลาง โดยเฉพาะอิทธิพลของอิหร่านในอิรักอย่างน่าติดตามมากทีเดียว

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากกรุงแบกแดด ประเทศอิรัก ว่าซัยยิดมุกตะดา อัล-ศอดร์ นักการศาสนาและนักการเมืองชื่อดังชีอะฮ์และยังเป็นผู้ทรงอิทธิพลการเมืองคนสำคัญของอิรักในวันนี้ก็ว่าได้ เขาได้ ประกาศ ขอยุติบทบาททางการเมือง โดยให้เหตุผลเกี่ยวกับความล้มเหลวของฝ่ายชีอะห์ ในการร่วมปฏิรูปทางการเมือง และเขายังได้วิจารณ์ธรรมาภิบาลของรัฐบาลปัจจุบันว่าเป็นรัฐ “ที่ล้มเหลว”  อีกทั้งยังได้คอรัปชั่นอย่างน่าเป็นห่วงและยังมีข่าวว่ากลุ่มนิยมมุกตะดาต่างได้ก่อความวุ่นวายและสร้างความเสียหายในวงกว้างอย่างน่าเป็นห่วง

ข่าวรายงานอีกว่า เนื่องจากการจัดตั้งรัฐบาลยังคงไม่สำเร็จ หลายฝ่ายจึงมองว่า ยิ่งเป็นการสะสมความตึงเครียด และความรุนแรงที่ปะทุยิ่งบานปลาย โดยผู้สนับสนุนและฝ่ายต่อต้าน อัดศอ็ดร์ ปะทะกันอย่างหนัก ในหลายพื้นที่ของกรุงแบกแดด รวมถึงกรีนโซนที่เป็นเขตความมั่นคงสูง ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตแล้วมากกว่า 50 รายและบาดเจ็บหลายร้อยคน และยังจะบานปลายการก่อความวุ่นวายลามมายังเมืองนะยัฟและกัรบาลาเป็นช่วงเทศกาลอัรบะอีนอิมามอุเซนที่มีชาวชีอะฮ์ทั่วโลกจะเดินทางไปยังกัรบาลาหลายสิบล้านคน

ข่าวรายงานว่า ประธานาธิบดี นายบัรฮัม ศอและ เรียกนายกรัฐมนตรี  ประธานรัฐสภาและประธานศาลสูงสุดเพื่อหารือประชุมด่วนสี่ฝ่ายเพื่อแก้วิกฤติการเมืองอิรักครั้งนี้ โดยได้ระบุว่าสถานการณ์น่าเป็นห่วงมาก   และประธานาธิบดีอิรักยังได้เรียกร้องให้ประชาชนรักษากฏหมายและอยู่ในความสงบ รวมถึงกลุ่มการเมืองทั้งหลายให้เคารพกฏหมายและรัฐธรรมนูญของประเทศ

และจากความขัดแย้งนั้นทำให้สถานการณ์บานปลายนั่นคือได้เกิดความขัดแย้งระหว่างกลุ่มการเมืองชีอะฮ์ในอิรักกันเองระหว่างกลุ่มที่สนับสนุนมุกตะดาอัศ ศ็อดร์กับกลุ่มสนับสนุนอิหร่าน จนทำให้อายาตุลลอฮ์ ซัยยิด กาศิม ฮาอิรี ได้ประกาศสละตำแหน่งมัรเญียอ์(อุลามาห์ระดับสูงผู้อยู่ในฐานะนักวินิจฉัยศาสนาโลกชีอะฮ์) ด้วยเหตุผลเรื่องสุขภาพและความชราภาพที่ไม่เอื้อต่อการทำหน้าที่นี้ได้อย่างสมบูรณ์ แต่ในคำประกาศนั้นได้เน้นย้ำสั่งเสียให้ชีอะฮ์ถือปฏิบัติตามอายาตุลลอฮ์  ซัยยิดอะลี คาเมนาอี ผู้นำทางจิตวิญญาณสูงสุดของอิหร่าน แทนตัวเอง  อีกทั้งสั่งเสียให้บรรดาชีอะฮ์ชาวอิรัก สมานสามัคคี อย่าแตกแยกและจงขับไล่กองกำลังของสหรัฐอเมริกาออกจากประเทศอิรัก และท่านยังได้แนะนำให้บรรดาอุละมาอ์ นักวิชาการตลอดจนนักเขียนและผู้ที่มีบทบาทในการทำงานด้านวัฒนธรรมด้านการเมืองให้แยกแยะระหว่างมิตรกับศัตรู และอายาตุลลอฮ์ ฮาอิรียังได้กล่าวตำหนิ “ซัยยิดมุกตะดา ศ็อดร์”ผู้นำของขบวนการอัศ-ศ็อดร์ ที่ได้สร้างความวุ่นวายการเมืองในอิรัก   และต่อมาทำให้”ซัยยิดมุกตะดา ศอ๊ดร์”ประกาศลาออกจากตำแหน่งทางการเมืองทุกตำแหน่งที่มี  จึงยิ่งทำให้สถานการณ์การเมืองในประเทศอิรักเลวร้ายลง และเกิดความวุ่นวายและได้ปะทะกันระหว่างกลุ่มสนับสนุนมุกตะดา ศ็อดร์กับกลุ่มที่ได้สนับสนุนอิหร่านอย่างน่าเป็นห่วง

หลังจากนั้นซัยยิดมุกตะดา ศ็อดร์ออกมาประกาศสั่งให้ผู้เลื่อมใสฝ่ายตนยุติความรุนแรงและออกจากเขตกรีนโซนในแบกแดดทันที มิฉะนั้นตัวของเขาจะลาออกจากการเป็นแกนนำกลุ่มทันที และถ้ายังฝ่าฝืน จะตัดสินใจใช้มาตรการเด็ดขาด   และซัยยิดมุกตะดา ศ็อดร์ยังกล่าวว่า “การนองเลือดกองกำลังอิรักถือเป็นฮะรอม ” (ต้องห้าม)  จนทำให้สถานการณ์คลี่คลายและสงบลง และนี่คืออีกครั้งที่สถานการณ์เลวร้ายนั้นถูกแก้ไข  นักวิเคราะห์มองว่า สำหรับการเมืองกลุ่มก้อนชีอะฮ์ในอิรักมีวัฒนธรรมหนึ่งที่เป็นจุดแข็งคือ การเคารพต่อสถาบันอุลามาอ์สูงสุด(มัรเญี๊ยะ) ถ้าได้มีการออกคำฟัตวาห์หรือคำวินิจฉัยทางศาสนาประชาชนจะเชื่อฟัง  และครั้งนี้เป็นอีกครั้งซึ่งจะเห็นว่าการก่อความวุ่นวายและการนองเลือดกันเองเป็นสิ่งต้องห้าม ดังนั้นอายาตุลลอฮ์ ซิสตานีก็ได้ออกคำวินิจฉัยว่า การก่อความวุ่นวายช่วงอัรอะอีนถือเป็นสิ่งฮะรอมและต้องห้ามเด็ดขาด   จึงทำให้สถานการณ์เข้าสู่ภาวะปกติ

          ก่อนที่เราจะนำบทวิเคราะห์และหาสาเหตุความวิกฤติการเมืองในอิรักครั้งนี้นั้น อยากจะให้ผู้อ่านย้อนดูบทบาทของชีอะฮ์ในอิรักสักนิดเพื่อจะได้เห็นฉากทัศน์และการเคลื่อนไหวทางการเมืองชีอะฮ์อย่างเป็นระบบและมีความเหมือนความต่างกับกลุ่มก้อนชีอะฮ์ในประเทศอื่นๆอย่างไร

บทบาททางการเมืองชีอะฮ์ในอิรัก

ก่อนอื่นให้ย้อนดูการขึ้นมาปกครองของพรรคสังคมนิยมบาธโดยการนำของซัดดาม ฮุสเซนนั้นถือว่าเป็นช่วงเลวร้ายของชีอะฮ์ในอิรักก็ว่าได้ เพราะชีอะฮ์ได้ถูกควบคุมและไม่ให้มีอำนาจทางการเมืองใดๆ   ทำให้กลุ่มชีอะฮ์ได้สร้างยุทธศาสตร์ทางการเมืองและสังคม ออกเป็น  ๒ ลักษณะ หนึ่ง– รักษาและธำรงไว้วัฒนธรรมประเพณีเดิมที่ได้ยึดมั่นผู้นำทางจิตวิญญาณ ผู้นำศาสนา(มัรเยี๊ยะ)ในด้านสังคมและการเมืองอย่างเข้มแข็งซึ่งถือว่าเป็นอัตลักษณ์สำคัญของนิกายชีอะฮ์  สอง-การจัตั้งกลุ่มการเมืองต่างๆขึ้น ไม่ว่าจากสายตระกูลใหญ่ๆในอิรัก อย่างสายตระกูล อัศ-ศ๊อดร์ หรือ สายตระกูลอัล-ฮากีม    และต่อมาได้จัดตั้งพรรคการเมืองในระดับที่สูงและถูกยอมรับมากขึ้น อย่างพรรคดะวะตุลอิสลามี (حزب دعوة الاسلامية)และพรรคมัจลิสอัลอะลา(مجلس الاعلی)

พรรคฮิซบุดะวะติลอิสลามียะฮ์(حزب دعوة الاسلامية ได้ก่อตัวขึ้นในปีค.ศ.1950 โดยการรวมตัวของบรรดาอุลามาห์ชีอะห์กลุ่มหนึ่ง  สาเหตุจากการรุกคืบของแนวคิดแบบสังคมนิยมและการแยกศาสนาออกจากการเมืองและความไม่เป็นธรรมในสังคมอิรัก จนในปีค.ศ. 1957 ได้นัดประชุมครั้งแรก ณ บ้านของอายาตุลลอฮ์ ซัยยิด มุฮัมมัด บาเกร ศ๊อดร์ และได้วางรากฐานทางการเมืองเริ่มระดับแรกคือการสร้างอุดมการณ์อิสลามการเมืองและการเข้าไปมีบทบาททางการเมืองของอิรักโดยสร้างแนวร่วมทางการเมืองทุกฝ่าย จนสามารถสร้างอำนาจทางการเมืองในอิรักได้อย่างน่าสนใจมาก และต่อมากลุ่มการเมืองกลุ่มนี้นี้มีความทันสมัย โดยยอมรับในระบอบรัฐสภาที่มีรัฐธรรมนูญและยอมรับการเลือกตั้ง หลังจากนั้นกลุ่มการเมืองกลุ่มนี้ได้เริ่มด้วยการออกคำฟัตวาห์ต่อต้านการปกครองของพรรคบาธโดยการนำของซัดดาม อุสเซน ในปีค.ศ.1980 โดยอายาตุลลอฮ์ ซัยยิด มุฮัมมัด บาเกร ศ๊อดร์  เริ่มขบวนการต่อต้านอำนาจรัฐของซัดดาม อุสเซนในเมืองนะจัฟ ทำให้คนหนุ่มสาวอิรักเข้าร่วมอุดมการณ์อย่างมากของพรรคฮิซบุดะวะติลอิสลามียะฮ์อย่างมากทีเดียว  และพรรคฮิซบุดะวะฮ์ฯนี้ได้สืบเนื่องมาจนถึงวันนี้และถือว่าเป็นพรรคการเมืองชีอะห์ที่ทรงอิทธิพลอย่างมาก

องค์การแรงงานอิสลาม  (มุนัซซอม อะมัลอิสลามี)ได้เริ่มก่อตัวทางสังคมและการเมืองในปี1961 โดยอายาตุลลอฮ์ มุฮัมมัด ชีรอซี ได้ก่อตัวขึ้นในเมืองกัรบาลา  โดยมีนโยบายต่อต้านแนวคิดคอมมิวนิสต์  แลจัดตั้งขึ้นเพื่อสร้างกองกำลังอาสาสมัครของชีอะฮฺเพื่อไปสู่อิสลามการเมือง

มัจลิสอะลา อินกิลาบ อิสลามี ฟีล อิรัก مجلس الاعلی الانقلاب الاسلامي في العراق) )ได้จัดตั้งขึ้นโดย ซัยยิด มุฮัมมัด บาเกร อัลฮากีม ปี1982  ได้มีนโยบายเรียกร้องทุกนิกายทุกศาสนาเพื่อเข้าร่วมการจัดตั้งการเมืองแบบใหม่ เป็นการเมืองแบบอิสลามและต่อต้านพรรคบาธที่มีซัดดาม อุสเซนเป็นผู้นำ และกลุ่มการเมืองกลุ่มนี้ได้มองว่ารัฐอิสลามอิหร่านเป็นต้นแบบและพวกเขาได้รับแรงบรรดาลใจจากการปฎิวัติในอิหร่าน1983 โดยการนำของอายาตุลลอฮ์อิมามโคมัยนี  และต่อมาในปีค.ศ.1983 ได้จัดตั้งกองกำลังเป็นของตัวเองและยังได้ร่วมเป็นพันธมิตรกับชาวเคิร์ดในภาคเหนืออิรัก จนกระทั้งในปี 1987 ได้ผนึกกำลังระหว่างกันในต่อต้านระบอบซัดดามอุสเซน ต่อมาพรรคการเมืองนี้ได้จัดตั้งกองกำลัง มี ๓ หน่วย  หนึ่ง กองกำลังพิเศษ ชื่อว่า”กองกำลังบะดัร”เป็นกองกำลังภายในรักษาความมั่นคงภายในของอิรักและมีความสัมพันธ์ที่ดีกับกองกำลังกุดส์ IRGCของอิหร่าน  สอง กองกำลังเตรียมการ  สาม กองกำลังอาสาสมัครและต่อมาพรรคมัจลิสอะลาอิสลามีนี้ได้รวมผนึกกำลังกันกับพรรคดะวะตุลอิสลามี  ต่อมาพวกเขาได้สร้างเครือข่ายในต่างประเทศและตั้งสำนักงานในต่างประเทศและหลังจากการล่มสลายของระบอบซัดดามสองพรรคการเมืองใหญ่นี้ได้รวมตัวกันและทำงานไปในทิศทางเดียวกันพร้อมกับมียุทธศาสตร์ทางการเมืองเพื่อสร้างอิสลามการเมืองในอิรักที่ยอมรับความครอบคลุมทุกๆนิกายและศาสนาต่างๆ อีกทั้งยังมีวัฒนธรรมความเป็นชีอะห์ นั่นคือการยึดมั่นต่อผู้นำทางจิตวิญญาณ ผู้นำทางศาสนาสูงสุดต่ออายาตุลลอฮ์ ซิสตานี ในเมืองนะยัฟ

ขบวนการทางการเมืองซัยยิดมุกตะดา ศ๊อดร์

ถ้าย้อนกลับไปดูการเลือกตั้งปี2021ในอิรัก ทำให้เราได้เห็นชื่อของซัยยิดมุกตะดา ศ็อดร์ถูกกล่าวถึงทั้งสื่อกระแสหลักและสื่อท้องถิ่นเองอย่างหนาหูมากขึ้นทีเดียว เพราะว่าคะแนนการเลือกตั้งของกลุ่มการเมืองศ็อดร์ได้เพิ่มขึ้นจากการเลือกตั้งในปี2018 จำนวนมากทีเดียว โดยการเลือกตั้งครั้งก่อนได้ไป50กว่าที่นั่ง แต่ครั้งนี้ได้มากถึง73ที่นั่ง  และยังถือว่าเป็นพรรคการเมืองที่มีส.ส.มากที่สุดอีกด้วย จึงทำให้เขามีสิทธิ์ในการจัดตั้งรัฐบาล   และซัยยิดมุกตะดา ศ็อดร์กล่าวว่า  คณะกรรมาธิการการพูดคุยระหว่างพรรคการเมืองนั้น เป็นคนของเรา และคนอื่นไม่มีสิทธ์เข้ามาแทรกแซง ซึ่งหมายถึงกลุ่มการเมืองที่อิหร่านสนับสนุน

ซัยยิด มุกตะดา อัศ-ศ็อดร์ เขานั้นทำกิจกรรมทางการเมืองอย่างต่อเนื่อง จุดเด่นของกลุ่มการเมืองนี้คือเขาได้รวบรวมชาวอิรักที่เป็นคนหนุ่มสาวจำนวนมากมายและถือว่าเป็นความหวังของชาวอิรักยุคใหม่เพื่อเข้าถึงประชาชนที่ยากจนและเขาได้รวบรวมกลุ่มก้อนที่เป็นสายตระกูล อัศศ๊อดร์ เข้าด้วยกัน  ต่อมาเขาได้จัดตั้งกองกำลังอาสา”เยชุลมะฮ์ดี(กองกำลังอิมามมะดี)”  จุดเด่นของขบวนการศ๊อดร์ คือเขาได้นำเรื่องปัญหาปาเลสไตน์ผูกโยงกับปัญหาในอิรักและเขาสนับสนุนกลุ่มติดอาวุธฮามาสต่อสู้กับอิสราเอลและยังสนับสนุนกลุ่มกองกำลังฮิซบุลลอฮ์ในเลบานอนอีกด้วย และซัยยิดมุกตะดา ศ็อดร์ยังทำงานร่วมกับกลุ่มการเมืองของนิกายซุนนีในเขตพื้นที่ฟะลูจา และจุดยืนขบวนการการเมืองซัยยิดมุกตะดา อัศศ็อดร์ ต่อต้านสหรัฐฯอย่างรุนแรงและเรียกร้องให้สหรัฐฯถอนฐานทัพออกไปจากอิรัก ไม่ต่อต้านกลุ่มชีอะอ์อื่นๆ  เรียกร้องความเป็นเอกภาพในหมู่ชีอะห์และไม่เผชิญหน้ากับผู้นำทางจิตวิญญาณระดับสูงชีอะฮ์อย่างอายาตุลลอฮ์ ซิสตานี มีความสัมพันธ์อันดีกับอิหร่าน ถึงแม้ว่าจะมีนโยบายทางการเมืองแตกต่างกันอยู่บ้างก็ตาม และเขายังมีแนวคิดสร้างเมือง”อัศศ๊อดร์” ในแบกแดดรวบรวมประชาชนจะอยู่รวมกันมากถึงสองล้านคน

ซัยยิด มุกตะดา อัศศอดร์ เคยเอนเอียงไปทางอาหรับโดยเฉพาะสร้างความสัมพันธ์ระหว่างซาอุดิอาระเบีย และได้แสดงความเห็นที่ต่างการเมืองกับอิหร่าน แต่ในเวลาต่อมา ซัยยิดมุกตะดา อัศศอดร์ กับการปรากฏตัวของเขากับผู้นำสูงสุดอิหร่าน อายาตุลลอฮ์ ซัยยิด อะลี คามาเนอี ชี้ให้เห็นว่าอัศศอดร์กำลังหารือเรื่องการเมืองกับผู้นำสูงสุดอิหร่าน และการได้คะแนนจำนวนส.ส.มากที่สุดในการเลือกตั้งครั้งนี้นั้น ทำให้เป็นที่จับตามองว่าท่าทีของซัยยิดมุกตะดา ศ็อดร์กับอิหร่านเป็นอย่างไร แต่การแสดงออกทางการเมืองของกลุ่มนิยมศ็อดร์ได้มีท่าทีที่แข็งกร้าวต่ออิหร่านและนโยบายของอิหร่านในอิรัก ซึ่งนั่นหมายความว่า ซัยยิดมุกตะดา ศ็อดร์รับโจทย์ใหญ่ที่ท้าทายระหว่างกลุ่มที่ไม่เห็นด้วยกับการแทรกแซงของอิหร่านว่าจะสร้างจุดร่วมอย่างไร

ส่วนซัยยิด มุกตะดา ศ็อดร์ มีท่าทีต่อบทบาทของอิหร่านในการเข้ามามีอิทธิพลในอิรักนั้นว่าไม่เป็นผลบวกต่อการเมืองอิรักในระยะยาว เขาจึงได้เอาใจบางกลุ่มที่สุดโต่งต่อต้านอิหร่าน และมุกตะดา ศ็อดร์มองว่า การมีนโยบายการเมืองที่เป็นตัวของตัวเอง นั่นคือไม่อิงอยู่กับอิหร่านมากเกินไปและไม่ให้สหรัฐฯครอบงำอิรักต่อไปนั้น ถือว่าเป็นจุดยืนที่เหมาะสมกว่า เพราะว่าจะมีแนวร่วมจากกลุ่มประเทศอาหรับอื่นๆมาเป็นพันธมิตรมากขึ้น จึงได้ชูสโลแกน”ชีอะฮ์อาหรับ ชีอะฮ์เปอร์เซีย”  แต่อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์มองว่าอุดมการณ์ทางการเมืองหรือรากฐานการเมือง ระหว่างซัยยิดมุกตะดาศ็อดร์ กับอิหร่านไม่ได้แตกต่างกัน เพราะเขาก็ได้ยึดมั่นการเมืองอิสลามแบบชีอะฮ์  โดยมีจุดร่วมเหมือนกันนั่นคือ การต่อสู้และขับไล่ให้สหรัฐฯออกไปจากประเทศอิรักและต่อต้านอิสราเอล  แต่ในขณะเดียวกันมุกตะดา ศ็อดร์ก็มีนโยบายอีกแบบหนึ่ง นั่นคือต้องการให้อิรักมีความเป็นอิสระมากขึ้น ไม่ผูกติดอยู่กับอิหร่านมากจนเกินไปเหมือนกับกลุ่มของฮิซบุลเลาะฮ์ในเลบานอน

อย่างไรก็ตามบทบาทอิหร่านในการเสริมสร้างความเข้มแข็งให้กับอิรักโดยเสริมกองกำลังในอิรักทั้งในนะยัฟ และเมืองกัรบาลาหรือแม้แต่ในกรุงแบกแดดในการต่อสู้กับสหรัฐฯและการต่อสู้กับกลุ่มก่อการร้ายไอเอสเป็นสิ่งที่ชาวอิรักปฎิเสธไม่ได้และซัยยิดมุกตะดา ศ็อดร์เองก็เห็นด้วยกับนโยบายนั้น จนกระทั้งทำให้นายพลกอซิม สุไลมานีถูกสังหาร และโจทย์ใหญ่คือซัยยิดมุกตะดา ศ็อดร์จะหาจุดสมดุลระหว่างกลุ่มสุดโต่งของเขาเองที่ไม่นิยมอิหร่านกับอิทธิพลของอิหร่านในอิหร่านได้อย่างไร ซึ่งคงต้องติดตามกัน

นักวิเคราะห์ด้านตะวันออกกลางศึกษามองว่าฉนวนความขัดแย้งและวิกฤตมีหลายปัจจัย ดังนี้

 หนึ่ง-เนื่องจากกลุ่มขบวนการอัศ-ศ็อดร์ และพันธมิตรมีความขัดแย้งกันเองระหว่างกลุ่มการเมืองชีอะฮ์กันเอง   ซึ่งมุกตะดา ศอ๊ดร์ได้กล่าวย้ำตลอดว่า นักการเมืองคนใดก็ตามซึ่งอยู่ในอำนาจ นับตั้งแต่การรุกรานของสหรัฐ ไม่สมควรอยู่ในอำนาจอีกต่อไป  นั่นหมายถึงกลุ่มการเมืองของอดีตนายกรัฐมนตรี นูรี อัลมาลีกี    สมมติฐานข้อนี้ บ่งชี้ว่าเนื่องจากกลุ่มการเมืองของอดีตนายกรัฐมนตรี นูรี อัลมาลืกี ได้นิยมต่อผู้นำจิตวิญญาณอย่างอายาตุลลอฮ์ ซิสตานี และหลายๆต่อหลายครั้งที่กระแสข่าวออกมาหนาหูว่า ซัยยิดมุกตะดา ศ็อดร์ ได้ขัดแย้งกับอายาตุลลอฮ์ ซิสตานี แต่ก็มีกระแสข่าวว่าช่วงหลังๆ ซัยยิดมุกตะดา ศ็อดร์ได้เข้าพบกับอายาตุลลอฮ์ ซิสตานีบ่อยครั้ง ดังนั้นสมมติฐานข้อนี้อาจจะเป็นไปได้ในช่วงแรกๆของการเมืองอิรัก แต่ปัจจุบันความขัดแย้งไม่สูงและทั้งสองฝ่ายหันมาพูดคุยกันมากขึ้น

 สอง- ความขัดแย้งระหว่างกลุ่มการเมืองที่อิหร่านสนับสนุนกับกลุ่มขบวนการศ็อดร์ กลุ่มนิยมใน ซัยยิด มุกตะดา ศ็อดร์มองว่าอิหร่านเข้ามาแทรกแซงการเมืองภายในมากเกินไป  นักวิเคราะห์มองว่ากลุ่มสุดโต่งที่อยู่ในขบวนการอัศศอ๊ดร์ไม่เห็นด้วยกับการเข้ามามีอิทธิพลของอิหร่าน โดยกลุ่มอัศศอ๊ดร์มองว่าชีอะฮ์อาหรับควรจะแยกออกจากชีอะฮ์เปอร์เซีย และชาวอิรักต้องกำหนดทางการเมืองของตัวเอง

 สาม- เหตุปัจจัยภายนอกที่ต้องการทำลายเสถียรภาพการเมืองในอิรักและความเป็นเอกภาพระหว่างกลุ่มการเมืองชีอะฮ์ด้วยกัน นั่นคือสหรัฐฯและอิสราเอลอยู่เบื้องหลังความวุ่นวายและสร้างสถานการณ์ในครั้งนี้ขึ้น  สมมติฐานข้อนี้มีความเป็นไปได้สูงมาก เพราะความขัดแย้งของกลุ่มนิยมศ็อดร์กับกลุ่มนิยมอิหร่าน มาจากปัญหาการแย่งชิงพื้นที่กัน  ซึ่งถ้าดูนโยบายของกลุ่มการเมืองนิยมอิหร่านมีเป้าหมายหลักคือการขับไล่สหรัฐฯออกไปจากอิรักและมิให้อิสราเอลเข้ามาแทรกแซงในอิรัก ในขณะที่กลุ่มนิยมมุกตะดาก็มีเป้าหมายเดียวกันกับกลุ่มสนับสนุนอิหร่าน ดังนั้นการสร้างสถานการณ์ให้เกิดขัดแย้งกันเองมาจากปัจจัยภายนอก

สี่-เนื่องจากความแข็งกร้าวมากจนเกินไปของซัยยิด มุกตะดา ศ็อดร์ จนไม่สามารถหาจุดร่วมกับกลุ่มการเมืองอื่นๆได้ และพยายามจะสร้างอัตลักษณ์ตัวเองให้โดดเด่นทางการเมืองในอิรัก โดยไม่ฟังผู้นำจิตวิญญาณระดับสูงของโลกชีอะฮ์ อย่าง อายาตุลลอฮ์ ซิสตานี และพยายามจะอยู่ตรงกันข้ามกับการต่างประเทศของอิหร่าน โดยเฉพาะยุทธศาสตร์การเมืองอิหร่านกับอิรัก

ห้า-เนื่องจากการคอรัปชั่นของคณะรัฐบาลชุดปัจจุบันและไม่มีธรรมาภิบาลการบริหารประเทศ สมมติฐานข้อสุดท้ายนี้น่าสนใจกว่า นั่นคือความจริงทางการเมืองในอิรัก ดังนั้นความขัดแย้งที่เห็นเป็นความขัดแย้งของฝ่ายการเมืองอีกกลุ่มที่ไม่เห็นด้วยกับการบริหารประเทศของรัฐบาลชุดปัจจุบัน   และจริงๆแล้วการเมืองในอิรักมีความซับซ้อนมากกว่าที่เห็น เราคงจะนำบทวิเคราะห์มากล่าวกันในครั้งต่อไป

Facebook Comments

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *