INEWHORIZON

ขอบฟ้าใหม่

กษัตริย์-คู่รัก-ช้างป่า

สบาย สบาย สไตล์เกษม

เกษม อัชฌาสัย

กษัตริย์-คู่รัก-ช้างป่า

เรื่องราวต่อไปนี้ ได้มาจากรายงานของสำนักข่าวบีบีซี ที่เผยแพร่เมื่อวันที่ ๒๐ สิงหาคม ๒๕๖๓ เขียนโดย”ลินดา เพรสส์ลี”

ผมนำเอามาตัดต่อเสริมแต่งตามความเหมาะสม แต่กระนั้น ก็ยังยาวไปหน่อย ก็ได้แต่ขออภัย แต่เห็นว่า อ่านแล้ว อาจจะเกิดข้อคิด ที่มีประโยชน์ต่อสามัญชนอย่างเรา-ท่าน จึงนำมาเผยแพร่ต่อ เพื่อสะท้อนบางแง่มุมในความเป็นคน ซึ่งส่วนใหญ่ยังโลดแล่นไปตามกิเลส เป็นพฤติกรรมที่ยากจะตัดสินว่า อะไรถูก หรืออะไรผิด ไปทั้งหมด ถ้าไม่เอากรอบกฎหมายและคุณธรรมเข้ามาจับ

ทั้งนี้ เป็นผลที่เกิดจากความสัมพันธ์ ระหว่างอดีตกษัตริยสเปนกับสตรีสาวใหญ่เชื้อสายเดนมาร์ก คือ”ฆวน การ์โลส”กับ”โครินนา ซู ซาย์น-วิตเกนสไตน์”

ท่านผู้ใด อ่านแล้วได้รับบทเรียนจากเรื่องนี้มากน้อยแค่ไหน ช่วยแนะนำผม ผู้ยังคงเยาว์วัยต่อโลกย์ด้วยครับ

เมื่อเดือนสิงหาคม(๒๕๖๓)ที่ผ่านมาอดีตพระราชาธิบดี”ฆวน การ์โลส”เดินทางหลบออกจากประเทศสเปน หลังถูกตั้งข้อหาว่ากระทำผิดพลาดทางการเงิน ส่งให้กระแสความจงรักภักดีต่อราชวงศ์ที่เริ่มสั่นคลอนมาตั้งแต่ปี ๒๕๕๕ (กรณี”ซาฟารี)แล้ว ยิ่งหวั่นไหวมากขึ้น

การเสด็จล่าสัตว์แบบซาฟารีในประเทศบอตสวานาพร้อมด้วยอดีตคนรัก”โครินนา ซู ซาย์น-วิตเกนสไทน์”คราวนั้น นำมาซึ่งความอับโชคอย่างต่อเนื่อง

ล่าสุด”โครินนา”ได้ออกมาพูดคุยกับ”บีบีซี”เป็นการเฉพาะถึงของขวัญเป็นเงินมูลค่าหลายล้านยูโร ที่ได้รับจาก”ฆวน การ์โลส”พูดถึงการคุกคามจากสายลับสเปนและพูดถึงช้างป่าที่ถูกยิงตาย

แม้”โครินนา”เองไม่อยากจะพูดถึงกรณีล่าช้างป่า ซึ่งพระราชาธิบดี

“ฆวน การ์โลส” ยิงเมื่อวันที่ ๑๑ เมษายายน ๒๕๕๕ สมัยที่ยังดำรงตำแหน่งพระราชาธิบดี แต่สื่อมวลชนก็หารายละเอียดเพิ่มเติมมาจนได้ว่า ช้างที่ถูกยิงล้ม(“ล้ม”แปลว่า”ตาย”ใช้กับช้าง)นั้นอายุ ๕๐ ปี หนักห้าตัน งาทั้งสองมีความยาวกว่าข้างละหนึ่งเมตร

เธอ(โครินนา ซู ซาย์น-วิตเกนสไตน์ เป็นนักธุรกิจที่ปรึกษาเชื้อสายเดนมาร์กที่ไปเติบโตในเยอรมนี) ไม่อาจระบุสถิติตัวเลขทางกายภาพของช้างป่า เมื่อถูกตั้งคำถามถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เธอบอกว่า ไม่รู้เลยจริงๆ แม้เธออยู่ในขบวนซาฟารีของพระราชา แต่อยู่ห่างจากบริเวณที่ช้างถูกยิง

“ดิฉันเห็นช้างหลังจากนั้น เพราะทุกคนล้วนไปดู ต้องเดินตามไปใช้เวลาสองนาที”

“ดิฉันเองก็เป็นพราน แต่ในชีวิตไม่เคยฆ่าช้างและจะไม่ฆ่ามัน ด้วยประสบการณ์การล่าสัตว์ของดิฉัน ภาพที่เห็นนั้น ถือว่าเป็นแผลที่บาดลึกลงในใจเลยทีเดียว”

การไปล่าสัตว์ใน”บอตสวานา”คือของขวัญวันเกิดที่พระราชาทรงมอบให้ลูกชายของเธอ(โครินนา ซู ซาย์น-วิตเกนสไตน์)ในวาระที่มีอายุครบรอบ ๑๐ ปี

“ฆวน การ์โลส”มีความสนิมสนมใกล้ชิดกับพวกเด็กๆในระหว่างปี ๒๕๔๗ ถึง ๒๕๕๒ อันเป็นช่วงที่พระองค์กับเธอมีความสัมพันธ์อันแสนเสน่หา แต่ยังไม่เป็นที่ล่วงรู้ของพสกนิกรชาวสเปนทั่วๆ ไป นับตั้งแต่ทรงเข้าพิธีอภิเศกสมรสกับพระราชินีโซเฟียเมื่อปี ๒๕๐๕

“ดิฉันไม่ได้อยากไปซาฟารีนัก””ซู ซาย์น-วิตเกนสไตน์”อ้าง “รู้สึกเอาเองว่าพระราชาธิบดี”ฆวน การ์โลส”ทรงอยากให้ดิฉันกลับไปหาพระองค์อีก ดิฉันไม่ต้องการให้เกิดความเข้าใจผิดๆ การเดินทางครั้งนี้ จึงเหมือนกับจะเกิดลางสังหรณ์อะไรกับดิฉัน”

นั่นดูจะเป็นเหตุผลที่ดี สำหรับอุบัติการณ์ที่เกิดขึ้นตามมา ก่อนย่ำรุ่งวันที่ ๑๓ เมษายน ๒๕๕๕ ทรงล้มลงในเต็นต์อันหรูหรา ถึงกับกระดูกก้นร้าว

ระหว่างเสด็จกลับ”มาดริด”สื่อมวลชนนำเสนอข่าวซาฟารีเหมือนกับอาการสิงโตตะครุบละมั่ง เผยการล่าช้างอย่างรวดเร็ว หลังเริ่มการสอบสวนคดีฉ้อราษฎร์บังหลวง“อินากิ อูร์ดันการิน”บุตรบุญธรรมของพระราชาธิบดี ซึ่งยังคงอยู่ในคุก

ช่วงเวลาที่เกิดเหตุ สเปนตกอยู่ในความยากลำบากอย่างแท้จริง ภาวะการว่างงานพุ่งขึ้นที่ ๒๓ เปอร์เซ็นต์ หลังทรงเข้ารับการผ่าตัด กษัตริย์”ฆวน การ์โลส” ทรงปรากฏพระองค์เป็นครั้งแรกต่อสาธารณะด้วยการทรงใช้ไม้ค้ำยัน

ทรงถูกตั้งคำถามว่า”รู้สึกอย่างไร”ต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น

“ข้าพเจ้าขอโทษ”พระองค์ทรงกล่าวตอบ “ข้าพเจ้าทำผิดและจะไม่เกิดขึ้นอีก”

ตามปกติคำถามที่ว่าไม่จำเป็นต้องตั้ง เพราะโดยส่วนใหญ่จะไม่มีการแตะต้องพระราชาธิบดี ทั้งนี้ด้วยเหตุที่ว่าตำแหน่งซึ่งทรงดำรงอยู่นั้น มีประวัติศาสตร์ความเป็นมาที่เต็มไปด้วยการทรมานและการนองเลือด

บทบาทของพระองค์แท้จริงตั้งอยู่บนความนับถือและศรัทธา ในฐานะประมุขแห่งรัฐ หลังมรณกรรมของ”ฟรานซิสโก ฟรังโก”ในปี ๒๕๑๘ พระราชาธิบดี”ฆวน การ์โลส”ทรงทำหน้าที่ส่งผ่านระบอบการปกครองของสเปน จากเผด็จการไปเป็นประชาธิปไตยและได้ทรงระงับความพยายามก่อรัฐประหารไว้สำเร็จในปี ๒๕๒๔

ผู้เขียน (“ลินดา เพรสส์”)เขียนความเห็นเสริมว่า “ปัจจุบันสถาบันกษัตริย์ซึ่งเคยได้รับความนิยม เข้ามาเฉียดใกล้ภาวะที่เสื่อมถอย”

ในการนี้”โฮเซ อันโทนิโย ซาร์ซาเลโฮซ”อดีตบรรณาธิการหนังสือพิมพ์”เอบีซี”ฝ่ายขวามีนโยบายสนับสนุนระบอบกษัตริย์วิจารณ์ตรงไปตรงมาว่า“วิกฤตการณ์ระเบิดขึ้นจากการเสด็จล่าสัตว์ในบอตสวานา หลายอย่างจึงปรากฏให้เห็นบนโต๊ะหมด”

“ประการแรกพระองค์ทรงไม่ซื่อตรงต่อพระราชินีโซเฟีย ประการที่ ๒ เสด็จเยือนประเทศ(บอตสวานา)ที่สเปนไม่มีความสัมพันธ์ทางการทูต ในขณะสเปนเกิดวิฤตทางเศรษฐกิจ เมื่อเป็นเช่นนี้ในฐานะที่ทรงเป็นพระประมุข ก็ทรงออกไปนอก”เรดาร์”ของรัฐบาลสเปน ประการที่ ๓ เป็นการเดินทางที่แพงมาก เราไม่รู้ว่าใครจ่ายให้ ทำให้เกิดภาพลักษณ์ที่ไม่งามกับพระราชาธิบดี”

ทีนี้มาดูกันว่าความสัมพันธ์ระหว่างสองฝ่ายเกิดขึ้นอย่างไร พระราชาธิบดี”ฆวน การ์โลส”ทรงพบกับ”ซู ซาย์น-วิตเกนสไตน์”ในงานปาร์ตี้จัดขึ้นหลังล่าสัตว์(ไม่ระบุว่าที่ไหน)เมื่อปี ๒๕๔๗

“ซู ซาย์น-วิตเกนสไตน์”เล่าว่าปืนสั้นของพระองค์มีปัญหา “แต่ดิฉันรู้เรื่องพวกนี้ดี จึงอธิบายได้ว่าเกิดผิดพลาดอะไรขึ้นกับปืน พระองค์ทรงแปลกพระทัย ที่ดิฉันรู้เรื่องอย่างนี้”

ความสัมพันธ์ระหว่างทั้งสองดำเนินไปอย่างช้าๆ

“หลายเดือนหลังจากนั้น เราก็คุยกันทางโทรศัพท์”

“การเดต(นัดพบ)ครั้งแรกมีขึ้นต้นฤดูร้อน เราหัวเราะด้วยกันตลอด จากนั้น เราก็ทำอะไรกันหลายอย่าง สนใจเรื่องต่างๆ เหมือนกัน การเมือง ประวัติศาสตร์ อาหารที่แสนวิเศษ ไวน์….”

“ตอนนั้นดิฉันอาศัยอยู่ในลอนดอน เพิ่งเปิดกิจการให้คำปรึกษาทางธุรกิจ  ดิฉันเป็นแม่ใบเลี้ยงเดี่ยวลูกสอง ดังนั้น เราจึงพบกันใน”มาดริด”ที่กระท่อมเล็กๆ ในพื้นที่คฤหาสน์ใหญ่โต เราเดินทางด้วยกัน

“ปีแรกค่อนข้างจะยากหน่อย เพราะดิฉันมักจะยุ่งๆอยู่กับธุรกิจและพระองค์ก็ทรงมีงานเยอะ แต่ทรงโทรคุยกับดิฉันวันละ ๑๐ หน หมายความอย่างนั้นจริงๆ มันมาอย่างแทบจะทันทีทันใดและมาแรงจริงๆ นับเป็นความสัมพันธ์ที่ลึกซึ้งและมีความหมาย”

มาถึง จุดหนึ่ง “ซู ซาย์น-วิตเกนสไตน์”ถามพระองค์ว่าจะทรงจัดการอย่างไรกับพระราชินีโซเฟีย

“ทรงอธิบายว่า มีการจัดการงานในราชภารกิจเอาไว้แล้ว เป็นภารกิจที่นำไปสู่การที่ต่างคนต่างใช้ชีวิต”

“แต่ในที่สุดความสัมพันธ์เกือบตลอด ๒๐ ปีที่ผ่านมา ก็ปรากฏตัวสตรีขึ้นมาอีกคนหนึ่ง ซึ่งมีความสำคัญในพระทัยและชีวิตของพระองค์”

พระราชาธิบดีและ”ซู ซาย์น-วิตเกนสไตน์”มีความสนิทชิดเชื้อกันมาก ขนาดที่เธอได้รับอนุญาตให้พบปะกับพระสหายของพระองค์ รวมทั้งพระโอรสและพระธิดา

ในปี ๒๕๕๒ พระราชาธิบดี”ฆวน การ์โลส”เสด็จฯไปพบบิดาของ”ซู ซาย์น-วิตเกนสไตน์”

“พ่อได้โทรมาแจ้งว่าพระองค์ทรงไปพบและบอกพ่อว่ารักดิฉันมาก ทรงต้องการจะแต่งงานด้วย แต่จะทำตรงๆ ทีเดียวไม่ได้ จะต้องใช้เวลา พระองค์ทรงบอกให้พ่อรู้ว่าทรงมีความจริงจังกับดิฉัน”

“ซู ซาย์น วิตเกนสไตน์”เล่าว่าก่อนหน้าทรงไปพบพ่อปีเดียวกันนั้น ทรงเสนอขอแต่งงานกับเธอ

“ชัดเลยว่า เป็นช่วงที่หวั่นไหวมาก เมื่อเกิดอะไรขึ้นอย่างนั้น ดิฉันก็รักพระองค์มาก แต่มองไปในอนาคต ในฐานะที่ดิฉันเองเป็นนักยุทธศาสตร์การเมือง เห็นว่านั่นเป็นเรื่องที่ยากมาก ตัวดิฉันอาจเข้าไปบ่อนทำลายสถาบันกษัตริย์”

“ดิฉันจึงไม่รบเร้าอะไร เพียงดำรงไว้ซึ่งความสัมพันธ์ที่จริงจัง แทนที่จะทำให้เป็นเรื่องจริงขึ้นมา”

แต่แล้วความรักพิศวาทก็จบลงในปีนั้น

“พ่อดิฉันป่วยเป็นโรคมะเร็งตับอ่อน เหลือชีวิตอีกไม่กี่เดือน จึงตัดสินใจใช้เวลาดูแลท่าน เราสนิทกันมาก”

“ดิฉันตกใจมาก หลังฝังพ่อไม่นาน พระองค์ทรงบอกดิฉันว่าทรงมีความสัมพันธ์กับหญิงอีกคนมาสามปีแล้ว”

“ทำให้ดิฉันเสียใจมาก เพราะนั่นเป็นสิ่งสุดท้ายที่ดิฉันจะคาดถึง ดิฉันต้องการคนปลอบใจ หลังพ่อสิ้นชีวิต ข่าวนี้คือการช็อกอย่างแรงทางอารมณ์ คาดไม่ถึง นับแต่ขอแต่งงาน แล้วก็ยังไปบอกพ่อ เลยรู้สึกเลวร้ายไปหลายเดือนทีเดียว”

นอกเหนือไปจากพระราชินีโซเฟียแล้ว “ซู ซาย์น-วิตเกนสไตน์”เชื่อสนิทว่า ตัวเธอเพียงคนเดียวเท่านั้นที่มีความสัมพันธ์เป็นพิเศษกับพระราชาธิบดี

“พูดให้ชัดก็คือ ดิฉันจะไม่ทน หากพระองค์ทรงมีความสัมพันธ์กับหญิงอื่นในเวลาเดียวกัน ในตอนจบพระองค์จะทรงเสียใจในสิ่งที่ทรงกระทำลงไป แต่สำหรับดิฉัน นั่นคือสิ่งที่ดิฉันไม่สามารถเอาชนะได้”

ถึงแม้ความสัมพันธ์จะสิ้นสุดลง ทั้งสองยังคงเป็นเพื่อนกัน ส่วนหนึ่งเพราะว่าพระราชาธิบดีทรงมีความใกล้ชิดกับลูกๆ ของ”ซู ซาย์น-วิตเกนสไตน์” และเมื่อปลายปี ๒๕๕๒ ทรงขอพบเธอ

“พระองค์ทรงมีข่าวร้ายมาบอก หมอวินิจฉัยพบเนื้องอกในปอด มีคนชี้นำชวนให้เชื่อว่าเป็นมะเร็ง พระองค์ทรงกลัว ทรงบอกว่าครอบครัวของพระองค์ไม่รู้เรื่องนี้ ตัวดิฉันเองไม่อยากทอดทิ้งท่าน จึงยอมอุทิศตนแสดงความจงรักภักดีและเป็นเพื่อนสนิท เมื่อพระองค์ทรงไม่สบาย”

เมื่อถึงกำหนดผ่าตัดในปี ๒๕๕๓ “ซู ซาย์น-วิตเกนสไตน์”บอกว่าทรงขอให้เธอไปอยู่เป็นเพื่อนที่โรงพยาบาล

“ดิฉันนอนบนโซฟาถัดจากเตียงคนไข้ ก่อนจะเข้ารับการผ่าตัด พระองค์ทรงหงุดหงิดกับมันมาก แต่การตรวจชิ้นเนื้อพบว่า ไม่เป็นอันตราย

จากนั้นครอบครัวของพระองค์ก็ทรงมาถึง

“ดิฉันได้รับการร้องขอจากข้าราชบริพาร(ที่ไร้ความกรุณา)ให้ออกไปจากที่นั้น”

“เมื่อพระราชินีและข้าราชสำนักบางคนรู้ถึงความจริงจังที่พระองค์ทรงมีต่อดิฉัน การคุกคามในระดับสูงก็ติดตามมา”

ถึงกระนั้น “ซู ซาย์น-วิเกนสไตน์”ก็อ้างว่ามิตรภาพระหว่งเธอกับ”ฆวน การ์โลส”ยังคงดำเนินต่อไป

“ทรงฟื้นตัวช้ามากจากการผ่าตัด ดิฉันจึงต้องไป”มาดริด”ครั้งแล้วครั้งเล่า เพื่อดูว่าทรงฟื้นตัวอย่างไร

“โครินนา”เล่าถึงเหตุการณ์พระราชาธิบดีทรงล้มก้นกระดูกร้าว ในแคมป์ที่บอตสวานา ในปี ๒๕๕๕ ว่า

“ไม่เคยมีรายงานข่าวออกมาเลยว่า ดิฉันเป็นผู้จัดการส่งพระองค์กลับ เพราะว่าที่นั่นไม่มีแผนอะไรเลย“

“เราบินด้วยเครื่องบินส่วนตัว ดิฉันเตือนตัวเองว่า พระองค์สุขภาพไม่ดี  มีแพทย์คอยดูแลสองนาย ทำให้ดิฉันวิตก ฉะนั้นจึงต้องให้เครื่องบินอยู่ใกล้ตัวไว้ก่อน นั่นคือความรับผิดชอบอย่างมาก ต้องเตรียมพระองค์ พร้อมรับการผ่าตัด ดิฉันประสาทกินอย่างมาก กลัวว่าจะไม่สามารถนำพระองค์กลับอย่างมีชีวิต”

ประเด็นท่องซาฟารีตกเป็นข่าวใหญ่ในสื่อมวชนอย่างรวดเร็ว “ซู ซาย์น วิตเกนสไตน์”เชื่อว่ากรณีนี้ ต้องมีการเตี๊ยมกันมาเป็นอย่างดี

เมื่อขบวนเสด็จของพระราชาธิบดีกลับจาก”บอตสวานา”ไปถึง”มาดริด”ก็นำพระองค์ส่งตรงไปโรงพยาบาลทันที

หลังไปบอตสวานา”ซู ซาย์น-วิตเกนสไตน์”อ้างว่าเธอตกเป็นเป้าตามของหน่วยข่าวกรองสเปน (ซีเอ็นไอ) แฟลตของเธอใน”โมนาโก”ก็ตกเป็นเป้า

เธอเล่าด้วยว่าในปลายปี ๒๕๕๕ “เฟลิกซ์ ซานซ์ โรลดัน หัวหน้าสายลับสเปน ไปเยี่ยมเธอในกรุงลอนดอน บอกเธอว่าพระราชาธิบดีส่งเขามา เตือนว่าอย่าพูดจาอะไรกับสื่อมวลชน หากไม่เชื่อฟัง ก็จะไม่ประกันความปลอดภัยส่วนตัวของเธอและลูกๆ

อย่างไรก็ตามนักวิชาการ”เฟอร์นานโด รูดา”จากมหาวิทยาลัย”วิลานูวา”และผู้เชี่ยวชาญด้านข่าวกรองสเปนก็ว่า “เฟลิกซ์”ซึ่งสนิทชิดเชื้อกับพระราชาธิบดี บอกพระองค์ว่า “ไว้ใจ”โครินนา”ไม่ได้”และเขาไม่ใช่คนแรกที่พูดอย่างนี้

ก็เลยไม่รู้ว่า ระหว่าง”ซู ซาย์น-วิตเกนสไตน์กับ”เฟลิกซ์”คนนอกอย่างเรา-ท่าน สมควรจะเชื่อใครดี

เมื่อไม่สามารถหลุดพ้นจากข้อครหายิงช้างป่าซึ่งกลายเป็นประเด็นอ่อนไหวสร้างความสั่นคลอนอย่างแรงได้ พระราชาธิบดีก็ทรงสละพระราชบัลลังก์ให้พระโอรสคือ”เฟลิเป”ซึ่งขึ้นครองราชย์แทนในพระนาม”พระราชาธิบดีเฟลิเปที่ ๖”เมื่อปี ๒๕๕๗

แต่อดีตพระราชาธิบดี”ฆวน การ์โลส”ก็ยังทรงงานต่างๆ อยู่ในฐานะ”พระราชากิตติคุณ” เช่นงานพระราชพิธี งานด้านการค้าและการเดินทางติดต่อกับต่างประเทศ โดยเฉพาะตะวันออกกลาง

แต่การที่สนิทสนมกับชาติตะวันออกกลาง ก็กลายเป็นเรื่องจนได้ เมื่อมีข่าวจากการดักฟังระบุว่า อดีตกษัตริย์สเปนทรงขนเงินกลับบ้าน บางครั้งมากมาย ถึงห้าล้านเหรียญสหรัฐและขนมาในกระเป๋าเดินทาง อันเป็น”ตัวเร่ง”นำไปสู่การที่ศาลสูงสเปนออกหมายสอบ”ฆวน การ์โลส”

ทั้งนี้ หลังจากที่อัยการสวิสส์ สั่งสอบสวนบุคคลสามคนที่เกี่ยวข้องกับอดีตพระราชาธิบดี เพื่อหาหลักฐานว่า เงิน ๑๐๐ ล้านเหรียญสหรัฐในบัญชีธนาคารสวิสส์ ซึ่งกษัตริย์ซาอุดอาระเบียทรงสั่งจ่ายให้แก่มูลนิธิปานามาโพ้นทะเลนั้น มีข้อเท็จจริงและความเป็นมาอย่างไร เกี่ยวข้องกับการติดสินบนกรณีบริษัทรถไฟสเปนได้สิทธิในการก่อสร้างทางรถไฟในซาอุดีอาระเบียหรือไม่ ในเมื่อมูลนิธินี้ มีโยงใยกับผลประโยชน์ของอดีตพระราชาธิบดี”ฆวน การ์โลส”

ถามว่า ทำไมจึงเพิ่งจะสอบสวน

ตอบว่า เพราะก่อนหน้าที่จะสละราชสมบัติ(ปี ๒๕๕๗)ทรงได้รับการคุ้มครองจากกฎหมายที่จะไม่ถูกดำเนินคดีใดๆ

แต่เมื่อถูกสั่งสอบเมื่อต้นเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา “ฆวน การ์โลส”ก็เดินทางออกนอกประเทศหนีการสอบ หลังสุดมีข่าวว่าไปพำนักอยู่ ยังสหรัฐอาหรับเอมีเรตส์ แต่ไม่รู้แห่งหนชัดเจน

”โครินนา”เอง ก็ถูกอัยการสวิสส์เรียกสอบปากคำหลังเหตุการณ์”ซาฟารี”เพราะ”ฆวน การ์โลส”เบิกเงิน ๑๐๐ ล้านเหรียญสหรัฐจากซาอุดีอาระเบียส่งให้เธอ

“ก็แปลกใจสิ เพราะเป็นรางวัลที่ให้แบบเอื้อเฟื้อจำนวนมหาศาล”เธอกล่าวกับบีบีซี และได้ให้การต่ออัยการสวิสส์ว่า “ฆวน การ์โลส”มอบเงินให้ด้วยความสเน่หา

“จะนับว่าเป็นการแสดงความขอบใจที่คอยดูแลพระองค์อย่างใกล้ชิด ในช่วงที่ทรงลำบากอย่างแสนสาหัสก็ได้”โครินนาสรุป

แต่ในสเปน การที่”ฆวน การ์โลส”มอบรางวัลเป็นจำนวนมหาศาลสร้างความสนใจและถูกมองว่าชั่วร้าย เรื่องนี้กลายเป็นข่าวในช่วงที่สเปนกำลังเผชิญกับการแพร่ระบาดอย่างรุนแรงของ”โควิด 19”ในยุโรป นักฎหมายบางคนจึงเริ่มรณรงค์เรียกร้องให้ผันเงินนี้ไปใช้ในด้านสาธารณสุข ทั้งๆ ที่ศาลยังไม่ชี้ขาดว่า เงินนี้ผิดกฎหมายหรือไม่

ในขณะที่อีกด้านหนึ่ง ”ฆวน การ์โลส” เคยประกาศว่าจะร่วมมือในกระบวนการทางกฎหมาย แต่ขอหนีไปก่อน

เรื่องนี้จะจบลงอย่างไร โปรดรอหนัง(ที่จะฉาย)ม้วนต่อไปครับ

Facebook Comments

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *