INEWHORIZON

ขอบฟ้าใหม่

ฟอร์ดโมเดลที “รถกระป๋อง” ขึ้นไปสู่ยอดเขาสูงสุดของอังกฤษ

ฟอร์ดโมเดลที “รถกระป๋อง” ขึ้นไปสู่ยอดเขาสูงสุดของอังกฤษ

ประสบการณ์ของดูปองท์จะแสดงให้เห็นผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงทางโครงสร้างที่เกิดขึ้น ณ เวลานั้น การกระจายธุรกิจเมื่อต้นศตวรรษที่ยี่สิบ
ดูปองท์ได้รับรู้ว่าธุรกิจเหล่านี้ไม่เพียงแต่จะมีตลาดที่แตกต่างกัน แต่ระบบการจัดจำหน่ายแตกต่างกันด้วย พวกเขาไม่สามารถบริหารอย่างมีประสิทธิภาพจากสำนักงานศูนย์กลางได้ ผู้บริหารดูปองท์ได้พัฒนาโครงสร้างแบบหน่วยธุรกิจหลายหน่วยหรือเอ็ม-ฟอร์ม ภายใต้โมเดลนี้องค์การจะแยกเป็นหน่วยธุรกิจก่อนบนพื้นฐานของผลิตภัณฑ์ ต่อไปแต่ละหน่วยธุรกิจจะแบ่งย่อยเป็นแผนกงานตามหน้าที่ต่อไป วิถีทางนี้จะเพิ่มระดับการบริหารแก่องค์การ แต่มันจะทำให้แต่ละหน่วยธุรกิจมุ่งที่ความต้องการเฉพาะของผลิตภัณฑ์ของพวกเขาเองได้
เอ็ม-ฟอร์มของดูปองท์ ได้ถูกรับไว้อย่างรวดเร็วโดยอัลเฟรด สโลนของเจ็นเนอรัล มอเตอร์ เขาไดสร้างหน่วยธุรกิจแยกจากกันห้าหน่วย บูอิค คาดิลแลค เชฟโรเลต โอลส์โมบิล และปอนเตี้ยก ปรัชญาการบริหารแบบมืออาชีพ
ของอัลเฟรด สโลนได้กลายเป็นโมเดลแก่ผู้บริหารภายในบริษัทใหญ่อื่นระหว่างยุคนี้ เขายืนยันว่าสำนักงานใหญ่ควรจะกำหนดนโยบายแก่หน่วยธุรกิจ และจากนั้นประเมินผลการปฏิบัติงานบนพื้นฐานของอัตราผลตอบแทนจากการลงทุนของแต่ละหน่วยธุรกิจ วิถีทางนี้ทำใหจีเอ็มดำเนินตามเป้าหมายของ “รถยนต์แก่ทุกกระเป๋าและความมุ่งหมาย” ตรงกันข้ามกับผลิตภัณฑ์เดียวของฟอร์ด มอเตอร์ ลูกค้าสามารถมีโมเดล “สีอะไรก็ตามตราบที่มันเป็นสีดำ”

เฮนรี่ ฟอร์ด ไม่ได้เป็นผู้คิดค้นรถยนต์สมัยใหม่ แต่จะเป็นวิศวกรเยอรมัน คาร์ล เบ็นซ์ เขาไม่ได้คิดค้นสายพานประกอบด้วย แต่แน่นอนเขาจะมีชื่อเสียงกับมัน
ดังนั้นทำไมภายในโลกบุคคลจะเรียกเฮนรี่ ฟอร์ด ว่านักนวัตกรรม กัปตันอเมริกันของอุตสาหกรรม เฮนรี่ ฟอร์ดอาจจะไม่ไดคิดค้นอะไรก็ตามต้นกำเนิด 100% แต่เขารู้ว่าจะใช้ความคิดที่มีอยู่และพัฒนามันให้เป็นบางสิ่งบางอย่างที่น่าประหลาดใจ
เฮนรี ฟอร์ด ต้องการจะใช้ความคิดของรถยนต์ที่มีไว้แก่ผู้ร่ำรวยและนำมันไปสู่บุคคล
หลายล้านคน แต่โมเดลทีของฟอร์ดที่ผลิตออกมาจากโรงงานดีทรอยตของ
ฟอร์ด มอเตอร์เมื่อ ค.ศ 1908 ได้ปฏิรูปการขนส่ง “รถโกโรโกโส” จะเป็นรถสี่ล้อไม่มีม้าราคาถูกคันแรก ครอบครัวขั้นกลางสามารถเก็บเงินไว้ซื้อได้
เฮนรี่ ฟอร์ดได้เริ่มต้นการเดินทางของเขาเมื่อ ค.ศ 1863 เขาเกิดภายในฟาร์มของครอบครัวของเขา วิลเลียม และแมรี ฟอร์ด เดียบอร์น มิชิแกน เขาจะเป็นนักประดิษฐโดยธรรมชาติ
และกระตือรือร้น พ่อของเขาได้เคยให้นาฬิกาพแก่เขา นาฬิกาพกจะเป็นอุปกรณ์กลไกอย่างแรกที่ดึงดูดจินตนาการของเขา เขาได้ทำการซ่อมแซมครั้งแรกได้สำเร็จเมื่ออายุ 13 ปี
เฮนรี่ ฟอร์ดได้แยกมันออกมาและประกอบใหม่ด้วยตัวเขาเอง เขาได้ใช้ทักษะของเขาไปทั่วเมือง การซ่อมแซมนาฬิกาของเพื่อนและเพื่อนบ้าน เขาได้เอากรอบนอกของนาฬิกาของเพื่อนร่วมโรงเรียนออกมา อัลเบิรต ฮัทชิ่ง และสกัดเงินออก ครอบครัวของอัลเบิรต ฮัทชิ่งได้บริจาคนาฬกาเรือนนี้แก่พิพิธภัณภ์
เฮนรี่ ฟอร์ดเมื่อ ค.ศ 1933
เนื่องจากเขาจะไม่พอใจกับการทำงานฟาร์ม เฮนรี่ ฟอร์ดได้ออกจากบ้านเมื่ออายุ 16 ปี ด้วยการเป็นช่างฝึกหัด ณ บริษัทก่อสร้างเรือภายในดีทรอยต์ เขาได้เรียนรู้ทักษะของเครื่องยนต์ไอน้ำและได้ศึกษาการทำบัญชีด้วย เมื่อ ค.ศ 1890 เฮนรี่ ฟอร์ด ได้ถูกว่าจ้างเป็นวิศวรกรของดีทรอยต์ เอดิสัน คอมพานี เมื่อ ค.ศ 1893 ความสามารถตามชาติของเขาได้ทำให้เขาถูกเลื่อนตำแหน่งเป็นหัวหน้าวิศวกร ตลอดเวลาเฮนรี่ ฟอร์ดได้พัฒนาแผนของเขาเพื่อรถม้าสี่ล้อไม่มีม้า เมื่อ ค.ศ 1892 เขาได้สร้างรถม้าสี่ล้อพลังแก้สโซลินคันแรกของเขา สี่กระบอกสูบ เครื่องยนต์สี่กำลังม้า เมื่อ ค.ศ 1896 เขาได้สร้างรถยนต์โมเดลคันแรกของเขา ฟอรดควอดรีไซเคิล
ภายในปีเดียวกัน เขาได้เข้าประชุมกับผู้บริหารเอดิสัน และได้นำเสนอแผนรถยนตของเขาแก่โทมัส เอดิสัน อัจฉริยะทางแสงสว่างได้กระตุ้นเฮนรี่ ฟอร์ดสร้างโมเดลที่สองให้ดีขึ้น
โมเดลทีขายโดยฟอร์ด มอเตอร์ คอมพานีตั้งแต่ ค.ศ 1908 ถึง 1927 จะเป็นความพยายามเริ่มแรกที่จะสร้างรถยนต์ที่บุคคลส่วนใหญสามารถซื้อได้อย่างแท้จริง
รถยนต์สมัยใหม่ได้ถูกสร้างครั้งแรกภายในเยอรมันโดยคาร์ล เบ็นซ์ และรถยนต์อเมริกันคันแรกภายในสปริงกฟิลด์ แมสซาชูเซตส์ เมื่อ ค.ศ 1893 โดยชารลส์ และแฟรงค์ ดูรีเอ แต่เพียงมันจะหามาได้ท่านั้นไม่ได้หมายความว่าบุคคลธรรมดาจะสามารถซื้อได้ โมเดลทีจะสามารถซื้อได้อย่างแท้จริง และมันได้กลายเป็นนิยมแพร่หลาย ณ เวลาหนึ่งที่ชาวอเมริกันส่วนใหญ่จะเป็นเจ้าของ การช่วยเหลือโดยตรงให้ชาวอเมริกันชนบทกลายเป็นเชื่อมโยงกับส่วนอื่นของประเทศ และการนำไปสู่ระบบทางหลวง ความต้องการผลิตโมเดลทีได้ไปด้วยกับการปฏิรูปกระบวนการผลิตของฟอร์ด
ตอนกลางวันเขาจะเป็นหัวหน้าวิศวกรอยู่ ณ เอดิสัน อิลลูมิเนทติ้ง คอมพานี
แต่ตอนกลางเฮนรี่ ฟอร์ด จะทำงานกับเครื่องยนต์แก้สโซลิน เขาทดสอบได้บรรลุความสำเร็จวันคริสต์มาส อีฟ ค.ศ 1893 ด้วยความช่วยเหลือจากภรรยาของเขา
เครื่องยนต์ทำงาน 30 วินาที นานเพียงพอที่จะยืนยันต่อเฮนรี่ ฟอร์ดว่าเขาจะอยู่บนลู่ทางที่ถูกต้อง สามปีต่อมาเฮนรี่ ฟอร์ด ได้สร้างรถยนต์ทดลองคันแรกของเขาคือรถม้าสี่ลัอไม่ใช้ม้าพลังแก้สโซลิน – เขาได้เรียกว่า
ควอดรีไซเคิล -ภายในโรงงานหลังบ้านของเขาเมื่อ ค.ศ 1896 ในขณะที่เขากำลังทำงานเป็นหัวหน้าวิศวกรอยู่ที่โรงงานของเอดิสัน อิลลูมิเนทติ้ง ภายในดีทรอยต์
เมื่อ ค.ศ 1903 เขาได้สร้างฟอร์ด มอเตอร์ คอมพานี ขึ้นมา รถฟอร์ดคันแรกได้ถูกประกอบ ณ โรงงานแมค อเวอนิว เมื่อ ค.ศ 1903
และห้าปีต่อมาเมื่อ ค.ศ 1908 ฟอร์ด ได้ผลิตโมเดลทีคันแรกที่บรรลุความสำเร็จสูงมาก เพื่อที่จะตอบสนองต่ออุปสงค์ที่ท่วมท้นต่อโมเดลที ฟอร์ดได้ใช้วิธีการผลิตแบบจำนวนมากปฏิรูปใหม่ รวมทั้งโรงงานผลิตใหญ่ การใช้ชิ้นส่วนมาตรฐานแทนกันได้ และเมื่อ ค.ศ 1913 ฟอร์ดได้ใช้สายพานประกอบรถยนต์ครั้งแรกของโลก เมื่อ ค.ศ 1914 เพื่อที่จะปรับปรุงประสิทธิภาพการผลิตต่อไปอีก เฮนรี่ ฟอร์ดได้แนะนำค่าจ้างรายวัน 5 เหรียญต่อวันละแปดชั่วโมงแก่คนงานของเขา เพิ่มสูงขึ้นจากวันละ 2.34 เหรียญเก้าชั่วโมง การกำหนดมาตรฐานแก่อุตสาหกรรม
เฮนรี่ ฟอร์ด ได้รับผิดชอบต่อการลดวันทำงานเก้าชั่วโมงเป็นแปดชั่วโมง ดังนั้นโรงงานสามารถเปลี่ยนแปลงเป็นวันทำงานสามกะได้ และดำเนินงานยี่สิบสี่ชั่วโมงต่อวัน เขาจะไม่ยอมให้ก่อตั้งสหภาพกับยูไนเต็ด ออโต้โมบิล เวิรคเกอร์
และป้องกันคนงานของเขาจากการกระทำสิ่งนี้ ดังนั้นเขาได้ว่าจ้างนักสืบและตำรวจบริษัทที่จะตรวจสอบคนงานของเขา เมื่อการทำงานกับสายพานประกอบได้สร้างความน่าเบื่อจนทำให้อัตราการเข้าออกงานสูงกว่า 50% เขา
ได้เพิ่มค่าจ้างเสองเท่าเป็น 5 เหรียญ การซื้อความจงรักภักดีกลับมาและเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต
ตอนเริ่มแรกของฟอร์ด รถยนต์ไม่กี่คันเท่านั้นไดัถูกประกอบต่อวัน และมันได้ถูกสร้างด้วยมือของกลุ่มคนงานจากชิ้นส่วนผลิตตามคำสั่งซื้อจากบริษัทอื่น
ภายใต้การแนะนำโมเดลทีเมื่อ ค.ศ 1908 ฟอร์ดได้บรรลความสำเร็จภายในภารกิจที่จะผลิตรถยนต์ราคาไม่แพง ไว้วางใจได้ และมีประสิทธิภาพแก่บุคคลทุกคน
เกือบครี่งหนึ่งของรถยนต์ภายในอเมริกาจะเป็นโมเดลที อุปสงคที่ดึงดูดใจของ “รถกระป๋อง” ได้นำฟอร์ดที่จะพัฒนาวิธีการผลิตแบบจำนวนมาก
ระหว่าง ค.ศ 1913 และ 1927 โรงงานฟอร์ดได้ผลิตโมเดลทีมากกว่า 15 ล้านคัน
ภายในการตอบสนองต่ออุปสงค์ที่เจริญเติบโต ฟอร์ดได้สร้างโรงงานใหม่ใช้ชิ้นส่วนมาตรฐานสามารถทดแทนกันได้และการประกอบตามสายพานลำเลียง
โรงงานสามารถที่จะผลิตรถยนต์เพียง 93 นาที การผลิตรถยนต์ประมาณหนึ่งล้านคันต่อปี โรงงานจะมีทุกสิ่งทุกอย่างที่ต้องการจะสร้างรถยนต์ พวกเขาจะมีทั้งโรงงานเหล็ก โรงงานกระจก และโรงงานสายพานประกอบ
เฮนรี่ ฟอร์ด ได้บุกเบิกการประกอบชิ้นส่วนตามสายพานภายในการผลิตรถยนต์เป็นครั้งแรก การแบ่งการผลิตรถยนต์เป็นขั้นตอนทำซ้ำที่ไม่ซับซ้อน และไม่ต้องใช้คนงานที่มีทักษะอะไร คนงานสามารถเรียนรู้งานได้อย่างรวดเร็ว การผลิตจำนวนมากได้เกิดขึ้นจากการใช้การประกอบชิ้นส่วนตามสายพานที่มีผลกระทบไปทั่วโลก
รถฟอร์ดโมเดลที เป็นรถยนต์คันแรกที่ได้ถูกผลิตเป็นจำนวนมากครั้งแรกของโลกด้วยการประกอบชิ้นส่วนตามสายพาน ก่อนหน้านี้ฟอร์ด มอเตอร์ ได้ผลิตรถยนต์ด้วยช่างทำด้วยมือราคาแพง ฟอร์ด มอเมอต์ได้สร้างความประหยัดจากขนาดจากการผลิตแบบจำนวนมาก ต้นทุนการผลิตได้ลดลงอย่างมากจาก 3,000 เหรียญต่อคันเหลือเพียง 900 เหรียญต่อคัน(ค่าเงิน ค.ศ 2501)
เฮนรี่ ฟอร์ด ไม่ได้คิดค้นรถยนต์ หรือเขาไม่ได้คิดค้นการผลิตแบบจำนวนมากหรือสายพานประกอบชิ้นส่วน เขาได้มีชื่อเสียงเพราะว่าเขาใช้แนวคิดเหล่านี้กับการผลิตรถยนตร์ที่เชื่อถือได้และราคาไม่แพง เฮนรี่ ฟอร์ด ได้กล่าวว่า ผมกำลังทำให้รถยนต์เป็นประชาธิปไตย เมื่อผมทำได้สำเร็จแล้ว บุคคลทุกคนจะมีรถยนต์หนึ่งคัน
ฟอร์ด โมเดล ที จะเป็นรถยนต์ที่่ถูกผลิตโดยฟอรด มอเตอร์ตั้งแต่ ค.ศ 1908 จนถึง ค.ศ 1927 บุคคลธรรมดาสามารถจะซื้อได้ โมเดล ที ได้ช่วยให้อเมริกาเข้าไปสู่ยุคของรถยนต์
การปฏิรูปอุตสาหกรรมรถยนตร์ได้เกิดขึ้นเป็นครั้งแรกโดบเฮนรี่ ฟอรด ผู้ก่อตั้งฟอรด มอเตอร์ ก่อนหน้านี้การผลิตรถยนตร์จะเป็นระบบช่างฝีมือ ต่อมา
เฮนรี่ ฟอร์ดได้ริเริ่มการผลิตรถยนตร์โดยใช้การประกอบชิ้นส่วนตามสายพาน การใช้เครื่องจักรเป็นครั้งแรกภายในอุตสาหกรรมรถยนตร์ เนื่องจากการประกอบชิ้นส่วนตามสายพานเป็นระบบการผลิตแบบจำนวนมาก ดังนั้นต้นทุนการผลิตรถยนตร์จะต่ำมาก โมเดล ที คือรถยนตร์ฟอร์ดรุ่นแรกที่ใช้การผลิตแบบการประกอบชิ้นส่วนตามสายพาน ราคาขายประมาณคันละ 800 เหรียญเท่านั้น การผลิตโมเดลทีได้เกิดขึ้นก่อนด้วยแปดโมเดลรถยนตที่เฮนรี่ ฟอร์ดได้พัฒนาคุณลักษณะหลายอย่างในที่สุดได้รวมเข้าด้วยกันโมเดลที
เราจะได้ยินถ้อยคำหลายครั้ง คุณสามารถมีสีอะไรก็ได้ ตราบเท่าที่มันเป็นสีดำ
มันจะเป็นถ้อยคำที่มีชื่อเสียงของเฮนรี่ ฟอร์ด การพูดย้อนตอบของเขาไปยังลูกค้าถามเกี่ยวกับทางเลือกสีของโมเดลที สีดำจะเป็นสีเดียวเท่านั้นของโมเดลทีตั้งแต่ ค.ศ 1914 ถึง 1925 และเหตุผลจะเป็นเศรษฐกิจไม่ใช่สไตล์ สีดำจะเป็นสีทาเท่านั้นที่แห้งอย่างรวดเร็วกว่าทุกสี และความรวดเร็วจะสำคัญ ณ
โรงงานฟอร์ด
นี่จะช่วยได้มากภายในการเพิ่มการผลิต การผลิตแบบสายพานประกอบจะมีประสิทธิภาพอย่างแท้จริงต่อฟอร์ด การใชีสีดำเท่านั้นจะเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตมากขึ้น
เนื่องจากปริมาณการผลิตจะมากมาย เมื่อ ค.ศ 1914 ฟอร์ดได้ผลิตโมเดลที 300,000 คัน ในขณะที่ผู้ผลิตรถยนต์ที่แข่งขันจะมีการผลิตรวมกันประมาณ 280,000 คัน การผลิตโมเดลทีได้สิ้นสุดลงเมื่อ ค.ศ 1927 ระยะเวลาเกือบ 15 ปี
ระหว่างระยะเริ่มแรกของการผลิตโมเดลที รถยนต์จะหามาได้เกือบทุกสี
ยกเว้นสีดำ ที่จริงแล้วโมเดลแรกสุดจะเป็นสีแดง โมเดลต่อมาของฟอร์ดโมเดลทีจะมีสีหลากหลายเหมือนเช่นสีเขียว สีแดง สีเทา สีน้ำตาล และสีดำ
แต่จาก ค.ศ 1914 ถึง 1925 โมเดลทีจะเป็นสีดำเท่านั้น เพราะว่าช่วงเวลานี้จะมองเห็นอุปสงค์ที่สูงของโมเดลที และฟอร์ดจะต้องตอบสนองอุปสงคที่เพิ่มขึ้นด้วยอุปทานที่เพียงพอ
บุคคลจำนวนมากจะรู้จักโมเดลทีของเฮนรี่ฟอรดด้วยชื่อเล่นของมันว่า “ทิน
ลิซซี่” แต่เราอาจจะไม่รู้ว่าทำไมโมเดลทีได้ถูกเรียกว่าทิน และมันได้ชื่อเล่นมาอย่างไร เมื่อต้น ค.ศ 1900 ผู้แทนจำหน่ายได้พยายามจะสร้างการเผยแพร่รถยนต์รุ่นใหม่ของพวกเขาด้วยการเป็นเจ้าภาพการแข่งรถยนต์ เมื่อ ค.ศ 1922 การแข่งรถยนต์ได้ถูกจัดที่ไพค์ พีค โคโลราโด ผู้เข้าแข่งขันคนหนึ่งคือ โนเอล บูลลอค และโมเดลทีของเขาชื่อ “โอลด์ ลิซ” จะเก่ามาก สีของลำตัวจะเลือนไป และฝากระโปรงรถยนต์จะหายไป ผู้ชมได้เริ่มต้นเรียกมันว่า ทิน ลิซซี่ มันจะดูคล้ายกับกระป๋องไม่ใช่รถยนต์
แต่กระนั้นโอล ริซ ได้ชนะรถยนต์สะอาดและราคาแพงมากกว่าภายในการแข่งขัน หนังสือพิมพ์ได้รายงานการชนะที่น่าประหลาดใจ แต่จะเรียกรถยนต์ว่า ทิน ลิซซี่ ไม่ใช่โอลด์ ลิซ
เฮนรี่ ฟอร์ด ได้รู้สึกคิดถึงลำดับของรถยนต์ระหว่างการก่อตั้งบริษัทเมื่อ ค.ศ 1903
และการแนะนำโมเดลที ฟอร์ด เขาได้เรียกชื่อรถยนต์คันแรกของเขาว่าโมเดลเอ และไปเรื่อยตามตัวอักษรจนถึงโมเดลที ทั้งหมดยี่สิบโมเดล ไม่ใช่ทุกโมเดลจะทำการผลิต โมเดลการผลิตทันทีก่อนโมเดลทีคือ โมเดลเอส ตามมาจากโมเดลที จะเป็นฟอร์ดโมเดลเอ ไม่ใช่โมเดลยู บริษัทได้กล่าวว่านี่เพราะว่ารถยนต์ใหม่
จะแยกออกไปจากเก่า ดังนั้นฟอร์ดได้เริ่มต้นอีกครั้งหนึ่งด้วยโมเดลเอ
เฮนรี่ ฟอร์ดจะเป็นผู้รักสันติภาพที่กระตือรือร้นและคัดค้านสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง
แม้แต่การให้เงินทุนเรือสันติภาพไปยุโรป ต่อมาเมื่อ ค.ศ 1936 เฮนรี่ ฟอร์ด
และครอบครัวของเขาได้สร้างมูลนิธิฟอร์ดที่จะให้เงินทุนแก่การวิจัย การศึกษา และการพัฒนา ภายในการบริหารธุรกิจ เฮนรี่ ฟอร์ดได้ใช้การแบ่งกำไรคัดเลือกบุคคลที่จะอยู่กับริษัทหกเดือน และสำคัญที่สุดบุคคลที่ดำเนินชีวิตของพวกเขาด้วยวิถีทางที่น่าเคารพ ในขณะเดียวกัน “แผนกสังคม” ของบริษัทจะมองที่การดื่ม การพนัน และกิจกรรมที่ไม่ยอมรับที่จะให้สิทธิต่อการมีส่วนร่วม ทั้งที่การเรียนรู้การช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ของเฮนรี่ ฟอร์ด เขาจะเป็นผู้ต่อต้านชาวยิวที่ผูกพัน
เฮนรี่ ฟอรดได้พิมพ์แผ่นพับต่อต่้านยิวรวมทั้งแผ่นพับ ค.ศ 1921 ” ยิวระหว่างประเทศ : ปัญหาที่สำคัญที่สุดของโลก” เฮนรี่ ฟอร์ดได้รางวัลแกรนด์ ครอส อินทรีแห่งแยอรมัน รางวัลสำคัญที่สุดที่นาซีจะให้กับชาวต่างชาติ โดยอดอฟท์ ฮิตเล่อร์เมื่อ ค.ศ 1938

 

เมื่อ ค.ศ 1998 การฟ้องร้องคดีได้กล่าวหาฟอร์ด มอเตอร์ จากการทำกำไรจากแรงงานบังคับหลายพันคน ณ โรงงานรถบรรทุแห่งหนึ่งภายในโคโลน เยอรมัน ระหว่างสงครามโลกครั้งที่สอง ฟอร์ด มอเตอร์ ได้กล่าวว่าโรงงานได้อยู่ภายใต้การควบคุมของนาซีไม่ใช่สำนักงานใหญของบริษัทภายในอเมริกา
เมื่อต้น ค.ศ 1920 เฮนรี ฟอร์ดได้สนับสนุนหนังสือพิมพรายสัปดาห์ที่พิมพ์มุมมองต่อต้านยิวอย่างเข้มแข็ง ในขณะเดียวกันฟอร์ด มอเตอร์ จะมีชื่อเสียงเป็นหนึ่งของบริษัทที่สำคัญไม่กี่บริษัทที่ได้ว่าจ้างคนงานผิวดำ และไม่ได้ถูกกล่าวหาจากความลำเอียงต่อต้านคนงานหรือซัพพลายเออร์ยิว เขาได้ว่าจ้างผู้หญิงและบุคคลพิการ ณ เวลาที่การกระทำสิ่งเหล่านี้จะไม่ธรรมดา
การขับฟอรดโมเดลทีขึ้นไปบนภูเขาอาจจะดูเหมือนกับความคิดที่บ้า แต่มันจะเป็นการปฏิวัติทางการตลาดอย่างหนึ่ง ฟอร์ดเพิ่งจะเข้ามาภายในอังกฤษ
และต้องการจะพิสูจน์คุณค่า
เมื่อ ค.ศ 1911 รถยนตฟอร์ดโมเดลทีได้ถูกขับไปสู่ยอดเขาสูงสุดเบน เนวิส ความคิดของการขับโมเดลทีไปยังบนสุดของภูเขาสูงที่สุดของอังกฤษจะเป็นความคิดของเฮนรี่ อเล็กซานเดอร ผู้แทนจำหน่ายฟอร์ดภายในอีดินเบอระ โมเดลทีได้ออกมาจากสายการผลิตภายในอเมริกาครั้งแรก และเฮนรี่ อเล็กซานเดอร์ ต้องการที่จะแสดงโลดโผนปีนขึ้นภูเขาต่อสาธารณะ การแสดงว่ารถยนต์อเมริกันผลิตจำนวนมากนำเข้าเหนือกว่ารถยนตอังกฤษช่างฝีมือ เขาได้ท้าทายลูกชายของเขาเฮนรี่ อเล็กซานเดอร์ จูเนียร์ ให้ขับรถยนต์ไปสู่ยอดเขาเบน เนวิส หรือมิฉะนั้นเขาจะหยุดการให้เบี้ยเลี้ยงของเขา
อเล็กซานเดอร์ จูเนียร์ ได้ขับโมเดลที 20 กำลังม้า
จากเอดินเบอระไปยังฟอร์ต วิลเลียมเพื่อการเริ่มต้นของความพยายามที่กล้าหาญ ต่อจากนั้นเขาได้เผชิญกับสถานการณ์ที่ยากลำบาก ก้อนหินและหิมะตลอดระยะทางประมาณห้าไมล์ : แปดกิโลเมตร จากระดับน้ำทะเลไปสู่ 4,413 ฟุดบนสุดของภูเขา การไปสู่บนสุดเฮนรี่ อเล็กซานเดอร์และทีมของเขาได้ใช้เวลาห้าวัน รถยนต์ได้ขึ้นสูงไปยังยอดเขาด้วยการขับคดเคี้ยวไปมา ภายในการกลับไปยังฟอร์ต วิลเลียม เขาได้ขับกลับลงมาเพียงสามชั่วโมง เฮนรี่
อเล็กซานเดอร์ ได้รับการต้อนรับจากฝูงชนหลายร้อยคนที่ให้กำลังใจ ภายหลังจากเขาได้ทำการปรับเบรคแล้ว เขาได้ขับรถยนต์กลับไปยังตัวแทนจำหน่ายของพ่อของเขา ณ เอดินเบอระ ตามมาจากการแสดงต่อสาธารณชน โมเดลทีมากกว่า 14,000 คันได้ถูกขายในอังกฤษ มันจะเป็นครั้งเดียวที่ฟอรดรู้สึกว่าการแสดงผาดโผนต่อสาธารณจำเป็นที่จะขายรถยนตที่นี่
หนึ่งร้อยปีต่อมาฟอร์ดของอังกฤษได้ฉลองหนึ่งร้อยปีของพวกเขา และระลึกถึงการขึ้นไปบนเบน เนวิสด้วยขบวนโมเดลทีมากกว่าหกสิบคนขับไปยังภูเขา ท่ามกลางโมเดลทีคันสุดท้ายมากที่ออกมาจากสายพานประกอบ โชคไม่ดีการอนุรักษสิ่งแวดล้อมได้หัามการขับรถยนต์ขึ้นภูเขา แต่กลุ่มผู้อาสาสมัครได้ถอดแบบจำลองของโมเดลที นำขึ้นไปบนภูเขา และประกอบมันเข้าด้วยกัน ณ จุดสูงสุดภายในการฉลองความสำเร็จต้นกำเนิดของมัน
รูปปั้นสีบอรนซ์ได้เปิดผ้าคลุมออกภายในศูนย์กลางเมืองฟอร์ต วิลเลียม เป็นอนุสรณ์แก่เวลาที่สำคัญภายในประวัติของโลชาเบอร์
เมื่อ ค.ศ 1911 รถยนตฟอร์ดโมเดลที ได้ถูกขับขึ้นไปบนจุดสูงสุดภายในอังกฤษโดยเฮนรี่ อเล็กซานเดอร์ ผู้แทนจำหน่ายรถยนต์รายแรกของฟอร์ด มอเตอร์แห่งสก็อตแลนด เพื่อที่จะยืนยันว่าตราสินค้าฟอร์ดเหนือกว่าตราสินค้าอื่น – รถยนต์อ้งกฤษที่ทำด้วยมือ
เขาได้สั่งลูกชายของเขา เฮนรี อเล็กซานเดอร์ จูเนียรขับรถยนต์โมเดลทีจากตีนเขาเบน เนวิสไปสู่ยอดสูงสุด ในขณะนี้อนุสรณ์สีบอรนซ์ที่จะระลึกถึงความสำเร็จได้ถูกวางไว้ภายในจัตุรัสคาเมรอน ณ ฟอร์ต วิลเลียม เราสามารถนั่งภายในรถยนต์ข้างเฮนรี่ อเล็กซานเดอร์ได้ ถ้าเราอยากจะนั่ง มันจะเป็นงานศิลปะที่ยอดเยี่ยม
เมื่อ ค.ศ 1920 เจ็นเนอรัล มอเตอร์ และบริษัทอื่นได้เริ่มต้นนำเสนอรถยนต์ด้วยสีที่หลากหลาย และเพิ่มคุณลักษณะมากขึ้น การขยายสินเชื่อเพื่อที่ลูกค้าจะรับภาระได้ ฟอร์ดได้ยืนยันกับการลดต้นทุนด้วยการนำเสนอคุณลักษณะที่จำกัดและเพียงสีดำเท่านั้น แต่ภายหลังจากการสูญเสียตลาดแก่จีเอ็ม บริษัทได้เปลี่ยนแปลงไปที่จะออกแบบโมเดลเอใหม่ ภายหลังจากนั้นฟอร์ดได้นำรถยนต์ออกมาด้วย “V-8” รถยนต์ได้บรรลุความสำเร็จอย่างมาก
เฮนรี ฟอร์ดเสียชีวิตเมื่อ ค.ศ 1947 และการเป็นซีอีโอของเขาได้ถูกส่งผ่าน
ไปยัง เฮนรี่ ฟอร์ด 2 หลานของเขา
เฮนรี ฟอร์ด ได้ถูกยกย่องจากการทำให้แนวคิดฟอร์ดนิยมนิยมแพร๋หลายเมื่อ 1920 ฟอร์ดนิยม ชื่อที่ให้เกียรติแก่เฮนรี่ ฟอร์ด จะแสดงถึงเศรษฐกิจสมัยใหม่และระบบสังคมของการผลิตและการบริโภคจำนวนมาก ฟอร์ดนิยมจะเป็นถ้อยคำภายในประวัติของเศรษฐกิจเพื่อประสิทธิภาพและผลกระทบทางเศรษฐกิจของการผลิตจำนวนมาก ตามมาจากโมเดลที เฮนรี ฟอร์ดได้พัฒนาเมื่อ ค.ศ 1910 ฟอร์ดนิยมจะเกี่ยวพันอย่างใกล้ชิดกับเทเลอร์นิยม
เฟดเดอริค เทเลอร์ วิศวกรอเมริกัน ได้พัฒนากระบวนการของการลดความสูญเสียด้วยการมองที่กิจกรรมของคนงานที่ไม่มีประสิทธิภาพ และการปรับปรุงการผลิตบนพื้นฐานการศึกษาทางวิทยาศาสตร์ของประสิทธิภาพของคนงานและระบบสิ่งจูงใจ
ฟอร์ดนิยมได้เจริญเติบโตที่จะแสดงความทันสมัย ฟอร์ดนิยมจะเป็นรากฐานของเศรษฐกิจสมัยใหม่และระบบสังคมภายในการผลิตจำนวนมากของอุตสาหกรรมและการบริโภคจำนวนมาก แนวคิดจะเป็นชื่อของเฮนรี ฟอร์ด มันได้ถูกใช้ภายในสังคม เศรษฐกิจ และการบริหารเกี่ยวกับการผลิต สภาวะการทำงาน การบริโภค และแนวคิดที่เกี่ยวพันอื่นโดยเฉพาะเกี่ยวกับศตวรรษที่ยี่สิบ ฟอร์ดนิยมจะแสดงลักษณะของเทคนิคของสายพานประกอบที่ปรับปรุงการผลิตและประสิทธิภาพ ฟอร์ดนิยมได้เกิดขึ้นเป็นระบบหนึ่งที่จะผลิตผลิตภัณฑ์ต้นทุนต่ำและมาตรฐาน การปรับปรุงประสิทธภาพการผลิต และการให้ค่าจ้างที่ดีแก่คนงาน แนวคิดได้ถูกดำเนินการครั้งแรกภายในอุตสาหกรรมรถยนต์ แม้ว่ามันจะมีประโยขน์ภายในกระบวนการผลิตอื่น ถ้อยคำฟอร์ดนิยมจะปลุกภาพพจน์ของสายพานประกอบที่เคลื่อนอย่างรวดเร็ว กองทัพคนงานหุ่นยนต์ และผลิตภัณฑ์มาตรฐาน
ฟอร์ดนิยม จะเป็นระยะเฉพาะของการพัฒนาเศรษฐกิจภายในศตวรรษที่ยี่สิบ ฟอร์ดนิยมจะเป็นถ้อยคำที่ถูกใช้อย่างกว้างขวางที่จะอธิบาย ระบบการผลิตจำนวนมากที่บุกเบิกภายในต้นศรรศรรษที่ยี่สิบโดยฟอรด มอเตอร์ คอมพานี หรือต้นแบบของการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจหลังสงคราม และการเมืองและระเบียบทางสังคมภายในทุนนิยมก้าวหน้า ครั้งหนึ่งเฮนรี่ ฟอร์ดจะเป็นสัญลักษณ์ที่นิยมแพร่หลายของการปฏิรูปจากเกษตรกรรมไปสู่เศรษฐกิจอุตสาหรรมการผลิตจำนวนมาก และการบริโภคจำนวนมาก ภายใต้ฟอร์ดนิยม การบริโภคจำนวนมากรวมกับการผลิตจำนวนมากได้สร้างการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน และความก้าหน้าทางวัสดุอย่างกว้างขวาง
ถ้อยคำฟอร์ดนิยมไม่ได้รับความนิยมแพร่หลายจนกระทั่งมันได้ถูกใช้ภายใน ค.ศ 1934 โดยอันโตนีโอ กรัมซี่ ภายในสิ่งพิมพ์ของเขาชื่อ Americanism and Fordism อันโตนีโอ กรัมซี่ จะเป็นนักปรัญชามาร์กซิสต์และนักการเมีอง
คอมมิวนิสต์ เขาจะเป็นนักคิดมาร์กซิสต์สำคัญที่สุดคนหนึ่งภายในการพัฒนามาร์กซิสต์นิยมตะวันตกเมื่อศตวรรษที่ยี่สิบ
อันโตนีโอ กรัมซี่ ได้เขียนสมุดบันทึกมากกว่า 30 เล่มและ 3,000 หน้าของประวัติและการวิเคราะห์ระหว่างการจำคุกของเขา การเขียนเหล่านี้จะรู้จักกันว่าเป็น Prison Notebooks ลำดับของบทความของเขาที่เขียนระหว่าง ค.ศ 1929 และ 1935 เขาได้อภิปรายอุปสรรคของสังคม การเมือง และเศรษฐกิจ
ต่อการถ่ายทอดอเมริกันนิยมและฟอรดนิยมมายังทวีปยุโรป เขาได้ระบุต่อไปถึงความสามารถของการปฏิรูปที่เป็นไปได้ของฟอร์ดนิยม เมื่อบริหารโดยคนงานไม่ใช่การบังคับที่อนุรักษ์นิยม ชาร์ลส เมเออร์ นักประวัติศาสตร์ยืนยัน
เทเล่อร์นิยมจะมาก่อนฟอร์ดนิยมภายในยุโรป เทเลอร์นิยมได้รับการสนับสนุนจากผู้มีปัญญาของยุโรป โดยเฉพาะภายในอิตาลีและเยอรมันภายในช่วงเวลาระหว่างศตวรรษที่สิบเก้าและสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง แนวคิดจะอ้างถึงองค์การและระเบียบวินัยของแรงงานที่สร้างบนการวิจัยทางวิทยาศาสตร์ที่มุ่งประสิทธิภาพของคนงานและระบบสิ่งจูงใจ หลักการของเทเลอร์นิยมได้ถูกรับไว้อย่างกระตือรือร้นโดยวลาดิมีร์ เลนิน เพื่อการปฎิรูปอุตสาหกรรมของรัสเซีย
มาร์กซิสต์ได้เลิกเทเลอร์นิยมและใช้ฟอร์ดนิยมเมื่อ ค.ศ 1930 และสร้างแนวคิดหลัง ฟอร์ดนิยมมื่อ ค.ศ 1970 ฟร์อดนิยมได้ถึงจุดสูงสุดภายในผลตามมาของสงครามโลกครั้งที่สอง แต่มันได้ตกต่ำลงเมื่อ ค.ศ 1970 หลังฟอร์ดนิยม จะเป็นถ้อยคำของมาร์กซืสต์ต่อสิ่งที่ตามหลังฟอร์ดนิยม หลังฟอร์ดนิยม จะเป็นระบบของการผลิต การบริโภค และปรากฏการณ์ทางสังคม-เศรษฐกิจที่เกี่ยวพันภายในประเทศอุตสาหกรรมนับตั้งแต่ปลายศตวรรษที่ยี่สิบ หลังฟอร์ดนิยมจะตรงกันข้ามกับฟอร์ดนิยม
โมเดลฟอร์ดนิยมของการผลิตจำนวนมากและการบริโภคจำนวนมากใช้ได้ดีภายในอเมริกาจนกระทั่ง ค.ศ 1970 เมื่อ “วิกฤติของฟอร์ดนิยม” ได้เกิดขึ้น
บริษัทได้ค้นหาวิถีทางใหม่ที่จะลดต้นทุนและออกไปนอกประเทศมองหาแรงงานราคาถูก การเป็นอุตสากรรมน้อยลงและการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีได้เกิดขึ้น นับตั้งแต่นั้นมาสังคมฟอร์ดนิยมได้ก้าวไปสู่สังคมหลัง
ฟอร์ดนิยม หลังฟอร์ดนิยมจะเป็นการก้าวไปจากการผลิตจำนวนมากไปสู่อุตสาหกรรมที่พึ่งพาข้อมูลและผลิตภัณฑ์ตามสั่ง หลายประเทศภายในยุโรปตะวันตกเหมือนเช่นเยอรมันและอังกฤษได้กลายเป็นหลังฟอร์ดนิยมตั้งแต่ ค.ศ 1970 ญี่ปุ่นจะเป็นประเทศหนึ่งได้ออกไปจากโมเดลของฟอร์ดนิยมมานานแล้ว
และได้ปรับอุตสาหกรรมของพวกเขาภายใต้หลังทุนนิยม

ระบบที่กำหนดภายในโรงงานรถยนต์ของเฮนรี่ ฟอร์ด หลังฟอร์ดนิยม ได้สร้างวิถีทางใหม่ของการมองการผลิตและการบริโภค การอิ่มตัวของตลาดที่สำคัญได้กลายเป็นการต่อต้านการบริโภคจำนวนมาก และการแสวงหามาตรฐานการดำรงชีวิตที่สูงขึ้น การเปลี่ยนแปลงภายในการมองตลาดจากจุดยืนของการผลิตอย่างไร ไม่ใช่การมองเป็นตลาดกว้างที่ถูกตอบสนองด้วยการผลิตจำนวนมาก ลูกค้าได้เริ่มต้นที่จะถูกมองเป็นกลุ่มที่แตกต่างกันดำเนินตามเป้าหมายที่แตกต่างกัน การตอบสนองด้วยผลิตภัณฑ์เฉพาะจำนวนน้อย ตลาดกว้างได้กลายเป็นสำคัญน้อยลงในขณะที่ตลาดผลิตภัณฑ์ฟุ่มเฟือยและตามสั่งจะสำคัญมากขึ้น การผลิตได้กลายเป็นมาตรฐานน้อยลง และหลากหลายและแตกต่างกันมากขึ้น เมื่อองค์การและความประหยัดจากขนาดไดัถูกทดแทนด้วยองค์การและความประหยัดจากขอบเขต
เราจะมีการเปลี่ยนแปลงภายหลังสงครามโลกครั้งที่สองหลายอย่างภายในการผลิตของญี่ปุ่นที่ทำให้เกิดสภาวะหลังฟอร์ดนิยม ได้พัฒนาขึ้นมา ภายหลังสงครามโลกครั้งที่สองญี่ปุ่นจะค่อนข้างแยกต่างหากเนื่องจากอุปสรรคของการนำเข้าและการจำกัดการลงทุนต่างประเทศ และด้วยเหตุนี้ญี่ปุ่นได้เริ่มต้นที่จะทดลองกับเทคนิคการผลิต เมื่อเทคโนโลยีนำเข้าได้กลายเป็นหามาได้มากขึ้น ญี่ปุ่นได้เริ่มต้นที่จะลอกเลียนแบบและปรับปรุงมัน ญี่ปุนได้เริ่มต้นที่จะมุ่งความต้องการผลิตจำนวนน้อยและเปลี่ยนแปลงสายผลิตภัณฑ์ได้อย่างรวดเร็ว เพื่อที่จะตอบสนองอุปสงค์ขอบเขตที่กว้างของผลิตภัณฑ์ภายในตลาดที่ค่อนข้างเล็ก เนื่องจากการร่วมกันกำหนดราคาไม่เป็นทางการไม่ได้อยู่บนพื้นฐานราคาแต่เป็นความแตกต่างของผลิตภัณฑ์ ด้วยเหตุนี้ผลิตภัณฑ์จะกลายเป็นมาตรฐานน้อยลงและเฉพาะด้านมากขึ้น เนื่องจากผู้ผลิตขนาดกลางและเล็กผลิตขอบเขตของผลิตภัณฑที่กว้าง พวกเขาต้องการเครื่องจักรอเนกประสงค์ไม่แพง ไม่ใช่เครื่องจักรเฉพาะด้านราคาแพง เทคโนโลยีเพื่อการผลิตที่ยืดหยุ่นได้จะสำคัญภายในญี่ปุ่น พวกเขาได้พบมันจำเป็นที่จะลดต้นทุนด้วย ญี่ปุนได้กลายเป็นผู้ใช้รายสำคัญของหุ่นยนต์และซีเอ็นซี

 

หนังสือ Concept of the Corporation โดยปีเตอร์ ดรัคเกอร์ นักวิชาการบริหารที่ยิ่งใหญ่ของโลก ได้ถูกยอมรับอย่างกว้างขวางเป็นหนังสือเล่มแรกของแนวคิดของบริษัท หนังสือเล่มนี้จะพิจารณาการบริหารของเจ็นเนอรัล มอเตอร์ การค้นหาว่าบริษัทใหญ่จะกระทบต่อสังคมบนระดับที่กว้างอย่างไร แจ็ค บีตตี้ ผู้บันทึกชีวประวัติของปีเตอร์ ดรัคเกอร ได้อ้างมันเป็น “หนังสือเกี่ยวกับธุรกิจ วิถึทางที่โมบี้ ดิคจะเป็นหนังสือเกี่ยวกับการล่าปลาวาฬ
ภายในการเขียนและการวิจัยหนังสือ ปีเตอร์ ดรัคเกอร์ ได้ถูกเชิญโดยเจ็นเนอรัล มอเตอร์ เมื่อ ค.ศ 1943
ที่จะดำเนินการวิเคราะห์บริษัทสองปี ณ เวลานั้นจีเอ็มจะเป็นบริษัทใหญ่ที่สุดของโลก เขาได้ถูกยอมให้เข้าหาทรัพยากรของเจ็นเนอรัล มอเตอร์ ได้รับเงินเดือนเต็ม และเข้าร่วมการประชุมกับอัลเฟรด สโลน นานเกือบสองปีเขาได้มีส่วนร่วมภายในการประชุมคณะกรรมการบริษัททุกครั้ง การวิเคราะห์การตัดสินใจและกระบวนการผลิต และการสัมภาษณ์ผู้บริหารระดับสูง หัวหน้าแผนก และคนงานนับไม่ถ้วน เมื่อ ค.ศ 1946 ปีเตอร์ ดรัคเกอร์ ได้พิมพผลลัพธ์ของการศึกษานี้เป็นหนังสือชื่อ Concept of the Corporation การวางรากฐานของการบริหารเป็นศาสตร์อย่างหนึ่ง
จุดมุ่งของปีเตอร์ ดรัคเกอร์จะเป็นมุมมองบุคคลวงในของบริษัท เขาได้มุ่งที่อะไรได้เกิดขึ้นภายในบริษัท และสิ่งเหล่านี้เกี่ยวพันกับความสำเร็จหรือความล้มเหลวของบริษัทอย่างไร ปีเตอร์ ดรัคเกอร์ จะเป็นบุคคลที่ยิ่งใหญและทรัพย์สินของชาติคนหนึ่ง เขาได้คิดค้นการบริหารและบุกเบิกและสร้างมาตรฐานเพื่อการคิดทางการบริหารและการเขียน ในขณะที่อัลเฟรด สโลนได้ถูกยกย่องกับการคิดค้นบริษัทสมัยใหม่ มันจะเป็นปีเตอร์ ดรัคเกอร์ที่ทำให้สามารถสร้างการคิดค้นนั้นได้ โดยการศึกษาจีเอ็มของอัลเฟรด สโลน และแนะนำความคิดของการกระจายอำนาจ หลายปีต่อมาภายหลังจากการศึกษาจีเอ็ม ปีเตอร์ ดรัคเกอร์ ได้ให้คำแนะนำที่มีชื่อเสียงแก่แจ็ค เวลซ์ ซีอีโอของเจ็นเนอรัล อิเล็คทริค ด้วยการถามว่า ” ถ้าคุณไม่ได้อยู่ภายในธุรกิจอย่างหนึ่งแล้ว คุณควรจะเข้าไปสู่มันวันนี้หรือไม่ และถ้าคำตอบว่าไม่ คุณจะทำอะไรเกี่ยวกับมัน”
ปีเตอร์ ดรักเกอร์ และอัลเฟรด สโลน ผู้คิดค้นบริษัทสมัยใหม่ มีการไม่เห็นด้วยมายาวนาน 25 ปี อัลเฟรด สโลน บุคคลที่มีวิสัยทัศน์เบื้องหล้งเจ็นเนอรัล มอเตอร์ เชื่อว่าการบริหารเป็นศาสตร์ เขามองความสำเร็จของจีเอ็มเกิดขึ้นจากความสามารถสร้างความประหยัดจากขนาด การบริหารกระแสเงินสด และการลงทุน และการขยายผู้แทนจำหน่าย
ปีเตอร์ ดรัคเกอร์ เชื่อว่าการบริหารเป็นการปฏิบัติอยู่เสมอเหมือนแพทย์ศาสตร์หรือกฏหมาย นักปฏิบัติต้องท้าทายทฏษฎีและผูกพันต่อการจำกัดความใหม่ของ “อะไร” ไม่ใช่ “อย่างไร” ปีเตอร์ ดรัคเกอร์ มองว่าความสำเร็จของจีเอ็มเกิดขึ้นจากการปฏิบัติทางการบริหาร
หนังสือการบริหารเริ่มแรกเล่มหนึ่งที่ได้สร้างความยิ่งใหญ่ ณ เวลานั้น คือ My Years With General Motor ของ อัลเฟรด สโลน บุคคลที่บริหารเจ็นเนอรัล มอเตอร์ 14 ปีในฐานะของซีอีโอ และ 19 ปี ในฐานะของประธานบริษัท หนังสือเล่มนี้ได้ถูกพิมพ์เมื่อ ค.ศ 1964 ปีเดียวกับที่วงดนตรีเดอะบีตเติ้ล I Want To
Hold Your Hands ติดลำดับ 1 ของท็อป ชาร์ต และจีเอ็มมียอดขาย 16.4 พันล้านเหียญ ติดลำดับสูงสุดของวารสารฟอร์จูน 500 หนังสือเล่มนี้ได้กลายเป็นหนังสือขายดีที่สุดทันที และได้ถูกใช้เป็นคู่มิอของผู้บริหาร การนำเสนอการปฏิบัติของวิชาการบริหารของอัลเฟรด สโลน เรื่องราวที่ไม่มีนักธุรกิจคนอื่นบอกเล่าได้เลย การบอกเล่าครึ่งศตวรรษของประสบการณ์ความเป็นผู้นำที่ใกล้ชิดกับอุตสาหกรรมยักษ์ใหญ่ และการมองภายใน ณ เหตุการณ์ที่น่าทึ่ง และการบริหารธุรกิจที่สร้างสรรค์
์หนังสือทางธุรกิจไม่กี่เล่มเท่านั้นที่ได้บรรลุฐานะความเป็นคลาสสิค การยืนหยัดต่อการทดสอบยาวนานห้าสิบปี และได้ถูกใช้เป็นตำราต้นแบบของการศึกษาการบริหารสมัยใหม่
นักธุรกิจจำนวนมากได้อ่านหนังสือเล่มนี้เป็นไบเบิ้ลและพิมพ์เขียวไม่ใช่ชีวประวัติ บุคคลที่คิดว่าพวกเขาได้ค้นพบคำตอบสำเร็จรูปต่อปัญหาทางการบริหารของพวกเขาเอง อาจจะพบว่าการเลียนแบบเจ็นเนอรัล มอเตอร์ จะไม่ง่ายเลย ความลับที่แท้จริงของความสำเร็จของจีเอ็ม ไม่ใช่เพียงแต่เทคนิคทางองค์การและการเงินของอัลเฟรด
สโลนเท่านั้น แต่เป็นวิถีทางของการพัฒนาความสามารถทางการบริหารที่มีลักษณะเฉพาะอย่างด้วย
บิลล์ เกตส์ ได้ชื่นชมกับวารสารฟอร์จูนว่าหนังสือเล่มนี้น่าจะเป็นหนังสือดีที่สุดควรจะอ่าน ถ้าเราต้องการหนังสือทางธุรกิจเพียงเล่มเดียวเท่านั้น ปีเตอร์ ดรัคเกอร์ ได้กล่าวถึงหนังสือเล่มนี้ว่า หนังสือทางการบริหารดีที่สุดเล่มหนึ่ง
เท่าที่เคยมีมา
เราไม่น่าประหลาดใจเลยว่าทำไม ฟิลิป คอตเลอร์ บิดาของการตลาดสมัยใหม่ ได้เรียกปีเตอร์ ดรัคเกอร์ ว่า ปู่ของการตลาดสมัยใหม่ นั่นเพราะว่าความคิดของปีเตอร์ ดรัคเกอร์ ยังคงมีอิทธิพลต่อทุกด้านของธุรกิจปัจจุบันนี้ ถ้าเราหยิบหนังสือทางธุรกิจขายดีที่สุดเล่มล่าสุด โอกาสของความคิดที่ถูกกล่าวถึงจะมีต้นกำเนิดมาจากที่ใดที่หนึ่งภายในผลงานของปีเตอร์ ดรัคเกอร์
ปีเตอร์ ดรัคเกอร์ ยืนยันว่าความมุ่งหมายของธุรกิจคือ “สร้างลูกค้า” โดยไม่คำนึงถึงว่าธุรกิจของเราเพื่อกำไรหรือไม่เพื่อกำไร เราต้องเข้าใจว่า แม้ว่ากำไรจะสำคัญต่อการสนับสนุนนวัตกรรมและการตลาด การทำกำไรสูงสุดไม่เพียงแต่ ไม่เป็นความมุ่งหมายเบื้องต้นของธุรกิจแล้ว แต่กำไรสามารถทำลายสังคม และเป็นอันตรายต่อสุขภาพขององค์การได้
ปีเตอร์ ดรัคเกอร์ ได้เขียนไว้ตอนเริ่มแรกว่าเนื่องจากความุ่งหมายของธุรกิจคือ การสร้างลูกค้า ธุรกิจมีหน้าที่เบื้องต้นสองอย่างคือ การตลาดและนวัตกรรม
ปีเตอร์ ดรัคเกอร์มองว่าการตลาดและนวัตกรรมสร้างผลลัพธ์ นอกจากนี้คือต้นทุน ทำไมนวัตกรรมมีความสำคัญ เพราะว่าถ้าไม่มีนวัตกรรมแล้ว เราไม่สามารถชักจูงลูกค้าให้ซื้อจากเราไม่ใช่คู่แข่งขัน และนวัตกรรมสัมพันธ์กับการตลาดอย่างไร เนื่องจากการตัดสินใจว่านวัตกรรมอะไร
ควรจะถูกลงทุน เวลา เงินทุน และความพยายามของเรา
อยู่ภายในส่วนของการตลาด
มุมมองทางการตลาดของ ปีเตอร์ ดรัคเกอร์ คือ การทำกำไรไม่ควรจะเป็น
จุดมุ่งที่สำคัญของธุรกิจ จุดมุ่งที่สำคัญของธุรกิจควรจะเป็นลูกค้าและตลาด การตลาดไม่ได้เป็นเครื่องมืออย่างหนึ่งของหลายอย่างที่สร้างกำไร การตลาดคือแรงขับเคลื่อนของธุรกิจ
ปีเตอร์ ดรัคเกอร์ เชื่อว่าความอยู่รอดของธุรกิจจะเสี่ยงภัย เมื่อผู้บริหารมุ่งแต่เป้าหมายกำไรเท่านั้น เพราะว่าเป้าหมายกำไรอย่างเดียวที่ฝังใจได้กระตุ้นผู้บริหารให้มุ่งที่การกระทำที่สร้างกำไรวันนี้เท่านั้น แต่ไม่ได้มองว่าเราจะสร้างกำไรวันพรุ่งนี้อย่างไร ภายในหนังสือ The Practice of Management ค.ศ 1954
อาชีพของ ปีเตอร์ ดรัคเกอร์ ในฐานะของนักคิดทางธุรกิจ ได้ปรากฏขึ้นเมื่อ ค.ศ 1942 การเขียนเริ่มแรกของเขาเกี่ยวกับการเมืองและสังคม ได้นำเขาไปสู่การให้คำปรึกษาแก่เจ็นเนอรัล มอเตอร์ บริษัทใหญ่ที่สุดบริษัทหนึ่งในขณะนั้น ประสบการณ์ขอวเขาจากยุโรป ได้ทำให้เขาหลงใหลกับปัญหาของอำนาจหน้าที่ เขาได้ร่วมความหลงใหลของเขากับ โดนัลด์ บราวน์
นักคิดเบื้องหลังการควบคุมทางการบริหาร ณ จีเอ็ม หนังสือที่ตามมาคือ The Concept of Corporation การทำให้โครงสร้างแบบหน่วยธุรกิจหลายหน่วย เป็นที่นิยมแพร่หลาย และนำไปสู่การเขียนบทความจำนวนมาก
ปีเตอร์ ดรัคเกอร์ ได้ยืนยันถึงความสำคัญของการกระจายอำนาจ ณ เวลาที่ โมเดลทางการบริหารของเจ็นเนอรัล มอเตอร์ ได้มุ่งการรวมอำนาจมากขึ้น ณ สำนักงานใหญ่ ปีเตอร์ ดรักเกอร์ มองว่าสายพานประกอบชิ้นส่วนที่ฝังลึกอยู่ ณ หัวใจของประสิทธิภาพทางอุตสาหกรรมจะข่าดประสิทธิภาพ เพราะว่าสายพานประกอบชิ้นส่วนได้บังคับให้เราต้องทำตามขั้นตอนเท่านั้น
ปีเตอร์ ดรัคเกอร์ มองว่าการกระจายอำนาจจะเป็นคำตอบต่อการชะงักงันทาวเศรษฐกิจ แต่กระนั้นการโต้เถียงทางเศรษฐกิจมักจะถูกครอบงำด้วยนักวิชาการทางการเงินและการคลัง แทนที่จะเป็นปัญหาทางโครงสร้่างองค์การ ถ้อยคำเหมือนเช่น การกระจายอำนาจ การรวมอำนาจ และความหลากหลาย ไม่ใช่ถ้อยคำทางเศรษฐศาสตร์ มันจะเป็นถ้อยคำทางการบริหาร แต่พวกมันเป็นถ้อยคำทางการบริหารที่สำคัญต่อยุคของเรา สังคมปัจจุบัน ต้องกระจายอำนาจ ปีเตอร์ ได้เขียนว่า องค์การต้องสามารถตัดสินใจได้อย่างรวดเร็ว

Cr : รศ สมยศ นาวีการ

Facebook Comments

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *