INEWHORIZON

ขอบฟ้าใหม่

กรณีจีนใช้กฎหมายความมั่นคงฮ่องกง

สบาย สบาย สไตล์เกษม

เกษม อัชฌาสัย

กรณีจีนใช้กฎหมายความมั่นคงฮ่องกง

วันนี้(๑กรกฎาคม)โรงเรียนเปิดแล้ว “คุณปลื้ม”น่าจะคลายใจไปได้เยอะ คงไม่เกรี้ยวกราดอะไรอีก เพราะตอนนี้ การติดเชื้อภายใน(ประเทศ) ยากจะมีแล้วครับ

ขอให้ระวังการนำพาเชื้อเข้ามา(จากต่างประเทศ)ก็แล้วกัน ต้องจำกัดและขจัดให้อยู่หมัด

อย่าให้แพร่กระจายได้ จากการชุมนุมสุมหัวใดๆ โดยเฉพาะตามสถานบันเทิงเริงรมย์ แม้จะวางกฎเกณฑ์ควบคุมเอาไว้รอบคอบแล้ว

เพราะเวลาคนที่เข้าไปใช้บริการ เกิดอาการเมามาย จะคุมอย่างไร ก็เอาไม่อยู่….เชื่อสิ

วันนี้เรื่องหลักที่จะเขียนถึง คือกรณีจีนผ่านกฎหมายความมั่นคงควบคุมฮ่องกง ว่ามีความหมายอย่างไร ต่อการปกครองและบริหารที่นั่น และจะมีผลอย่างไร ต่อนักเรียกร้องประชาธิปไตยในฮ่องกง ให้เป็นแบบตะวันตก ปลอดจากการปกครองแบบกึ่งเผด็จการคอมมิวนิสต์ แม้ในสภาพปัจจุบันมีสถานะเป็นเขตปกครองตนเอง

โดยจะพยายามขียน ชนิดที่จะไม่เบี่ยงเบนเอนเอียงเข้าข้างฝ่ายใด

จะมองแบบนักข่าว”สัมมาอาชีวะ”มองตามความเป็นจริงเท่านั้น

เรื่องของเรื่อง เป็นอย่างนี้ครับ

ตั้งแต่วันอังคารที่ ๓๐ มิถุนายนเป็นต้นไป  ฮ่องกงเริ่มมีการบังคับใช้กฎหมายว่าด้วยความมั่นคงแห่งชาติ ซึ่งผ่านการลงนามเห็นชอบของประธานาธิบดีสี จิ้นผิงแล้ว หลังจากที่สภาประชาชนแห่งชาติจีนลงมติอนุมัติร่างกฎหมายนี้(ก่อนหน้าหนึ่งวันที่จะครบรอบ ๒๓ ปีซึ่งอังกฤษคืนฮ่องกงให้แก่จีน) กรุยทางให้ทางการจีนเปิดสำนักงานความมั่นคงในฮ่องกง

สำนักงานที่ว่านี้ คงจะมีอำนาจหน้าที่ในการรักษาความมั่นคงปลอดภัยในฮ่องกงได้ถนัดถนี่มากขึ้น  หลังจากอิหลักอิเหลื่อมาตั้งแต่ปีที่แล้ว ไม่อาจใช้กำลังทหารจัดการกับกลุ่มเรียกร้องประชาธิปไตยที่ป่วนสังคม ได้อย่างเด็ดขาด ด้วยเกรงข้อครหา ว่าโหดเหี้ยมไร้คุณธรรม จากการที่ปล่อยให้ฮ่องกงเป็นเขตปกครองตนเอง ที่มีเพียงกองกำลังตำรวจเท่านั้น ที่ใช้ในการรักษาความสงบภายใน

จีนไม่กล้าใช้ทหารจัดการ คงเกรงว่าจะถูกประนาม ว่ากระทำทารุณกรรมกับประชาชนอย่างที่เกิดในกรณี”จัตุรัสเทียนอันเหมิน เมื่อ ๓๑ ปีก่อน

นอกจากนั้นแล้วฝ่ายที่บูชาสิทธิเสรีภาพอยู่เหนือสิ่งอื่นใด หรือฝ่ายที่อ้างตัวว่าเป็นประชาธิปไตย ยกตัวอย่าง เช่นสหรัฐอเมริกาหรือ

สหราชอาณาจักร หรือสหภาพยุโรป

หรือแม้แต่กระบวนการประชาธิปไตยทั้งหลายแหล่ในโลก ไม่ว่าจะที่ไหน รวมทั้งในเมืองไทย จะต้องมองว่า การกระทำด้วยการใช้กำลังทหาร ก็จะเป็นการลิดรอนสิทธิเสรีภาพอย่างป่าเถื่อน

จึงต้องออกกฎหมายความมั่นคง มาใช้บังคับแทน

การที่จีนรีรอจนกว่าออกกฏหมายฉบับนี้ใช้บังคับนั้น พอจะมองออกว่า เป็นความใจเย็นที่จะปล่อยให้สถานการณ์ในฮ่องกงปรากฏชัดเจนต่อสาธารณชนว่า ความวุ่นวายที่เกิดขึ้นนั้นนอกจาก

๑ แรงกดดันภายในจากปัญหาของฮ่องกงเอง อันเกิดจากภาวะเศรษฐกิจและความไม่เท่าเทียมกันในทางสังคมและทางเศรษฐกิจที่ปล่อยให้ทุนนิยมเข้ามีอิทธิพลควบคุมเอาไว้ ขณะที่คนส่วนใหญ่ตกทุกข์ได้ยาก ไร้คุณภาพชีวิต ปัญหาอีกอย่างก็คือ

๒ การแทรกแซงจากภายนอกที่เกิดจากกลุ่มชาติที่ส่งเสริมสิทธิเสรีภาพ หรือกลุ่มที่ใช้สิทธิเสรีภาพและการค้าเสรีเป็นเครื่องมือในการเอารัดเอาเปรียบ เช่นสหรัฐอเมริกา สหราชอาณาจักร หรือสหภาพยุโรป ที่นอกจากจะใช้สายลับ เข้าแทรกแซงแล้ว ก็ยังใช้สงครามข่าวสาร ช่วยป่วนให้เกิดความวุ่นวายในสังคมฮ่องกง ซึ่งเคยเป็นแดนสวรรค์ของนักท่องเที่ยวระดับโลก หวังแยกฮ่องกงออกมาเป็นอิสระ อย่างไต้หวัน เพื่อจะได้เป็นศูนย์กลางทำธุรกิจอย่างยั่งยืนของตะวันตกในอนาคต

ดังนั้น เมื่อจีนตรากฎหมายความมั่นคงออกมาบังคับใช้กับฮ่องกงเช่นนี้ ความหวังที่ว่า ก็จะต้องมลายหายสิ้นไป

แต่ชาติมหาอำนาจอย่างสหรัฐอเมริกา ภายใต้การนำของประธานาธิบดี”โดนัลด์ ทรัมพ์”ก็ยังมีลูกเล่นอื่นๆ อย่างแพรวพราว ในการก่อกวนและเอารัดเอาเปรียบจีน นอกเหนือไปจากการทำสงครามการค้า

ยกตัวอย่าง (แม้จะขัดหลักการของสหรัฐในการเชิดชูและยกย่องเสรีภาพ)สัญญาว่าจะไม่ขัดขวางกรณีจีน ตั้งค่ายสัมมนาชาวอุยกูร์รุ่นใหม่ กำจัดคนรุ่นเก่า ให้ละทิ้งศาสนาอิสลามและเลิกขนบธรรมเนียมประเพณีอิสลาม ที่ขัดกับลัทธิคอมมิวนิสม์จีน หมายละลายอิสลามในเขตปกครองนี้ให้สิ้นซาก

พยายามกระทำเช่นเดียวกับที่ทำกับทิเบตมาแล้ว จนประสบความสำเร็จ แม้จะไม่ทั้งหมด ในการกวาดล้างศาสนาพุทธ”นิกายวัชรญาน” ที่มี”ทะไลลามะ”(เทนซิน กยัตโส)เป็นผู้นำ แล้วแต่งตั้ง”ลามะ”ใหม่ขึ้นมาปกครอง ด้วยการรับรองของทางการปักกิ่ง

ออกนอกเรื่องมากไปหน่อย เพียงอยากจะบอกว่า จีนนั้นก็ใช่เล่น แต่มีลูกไม้มากมาย เพียงหมายรวมชาติให้เป็นหนึ่งเดียว คนอื่นจะเป็นอย่างไรก็ช่าง(หัว)มัน

จีนจึงน่ากลัวพอๆ กับชาติจักรพรรดินิยมตะวันตกที่นำโดยสหรัฐอเมริกาและสหราชอาณาจักร

ที่ต้องว่ากันยืดยาวอย่างนี้ ก็เพื่อเตือนใจ เยาวชนของเราว่า อย่าไปตามเอาอย่างใคร หรือลอกเลียนแบบใคร ชนิดที่หน้ามืดตามัว จนลืมความเป็นชาติของเรา ว่ามีความเป็นมาอย่างไร จะไปรอดอย่างไรและด้วยวิถีของเราอย่างไร

เราต้องกำหนดอนาคตชาติ ด้วยวิถีทางของเราเอง ไม่ต้องไปเลียนแบบใครทั้งสิ้น คือ เอาเยี่ยงได้ แต่ไม่ต้องเอาอย่างเป๊ะๆ

ถามว่ากฎหมายว่าด้วยความมั่นคงของฮ่องกงที่ใช้บังคังบังคับต่อ”ผู้อยู่อาศัย”อย่าง”ถาวร”และ”ไม่ถาวร”มีสาระอย่างไร

ตอบได้คร่าวๆ อย่างนี้ครับ

๑ หากกระทำผิดฐานแบ่งแยกดินแดน, โค่นล้มระบอบ, ก่อการร้าย, สมคบคิด / ร่วมกับกองกำลังต่างชาติในประการหนึ่งประการใด ต้องโทษอย่างน้อยจำคุกสามปี อย่างสูงสุดจำคุกตลอดชีวิต

๒ ยุยงส่งเสริมให้เกลียดชังรัฐบาลกลางจีนหรือรัฐบาลฮ่องกงถือว่าเป็นการล่วงละเมิดกฏหมายมาตราที่ ๒๙ (สาระเป็นอย่างไร จะไปค้นมาให้คำตอบที่หลังครับ)

๓ การทำลายระบบขนส่งสาธารณะถือเป็นความผิดฐานก่อการร้าย

๔ ผู้ถูกตัดสินว่ากระทำผิด ไม่ได้รับอนุญาตให้เข้าทำงานในสำนักงานสาธารณะ

๕ รัฐบาลปักกิ่งจะตั้งสำนักงานความมั่นคงในฮ่องกง มีเจ้าหน้าที่ซึ่งสามารถบังคับใช้กฎหมายของตนเอง ไม่ขึ้นกับระบบยุติธรรมท้องถิ่น

๖ หัวหน้าคณะผู้บริหารฮ่องกงแต่งตั้งผู้พิพากษาสำหรับคดีความมั่นคงแห่งชาติโดยรัฐมนตรียุติธรรมจะชี้ขาดว่าจะตั้งคณะลูกขุนหรือไม่

๗ จีนจะดำเนินการฟ้องร้องเองในคดีที่พิจารณาแล้วว่า”ร้ายแรง”ในบางกรณีให้พิจารณาความแบบปกปิด

๘ จะเช้มงวดกวดขัน จัดการกับองค์กรพัฒนาเอกชน(NGO)และสำนักข่าวต่างชาติ

ทั้งนี้ เป็นการยกตัวอย่างมาให้เห็นอย่างคร่าวๆ เท่านั้นครับว่า จีนเขาจะจัดการกับพวกป่วนเมืองอย่างไร

ทีนี้ กลุ่มชาวฮ่องกงที่นิยมประชาธิปไตย ที่มีผู้นำอย่าง”โจชัว หว่อง”จะมีพื้นที่เล่นในฮ่องกงต่อไปอีกหรือไม่อย่างไร ก็คงจะเห็นกันแล้วว่า ไร้อนาคต

นอกจากคุกๆๆ

ก็ใคร่ยุว่า อพยพกันไปเลย ไปอยู่ในสหราชอาณาจักรโน่น เพราะที่นั่น นายกรัฐมนตรี”บอริส จอห์นสัน” เขาออกประกาศเมื่อเร็วๆ นี้ ว่ายินดีต้อนรับชาวฮ่องกง ไปทำมาหากิน อย่างอิสระเสรี

ผมก็ได้แต่บอกเล่าเก้าสิบมา ให้คนไทยทั่วๆ ไปได้รับรู้เพิ่มเติมว่า ที่ฮ่องกงโน่น เขามีอะไรกัน

ก็เท่านั้นแหละครับ

จะได้ไม่เผลอใจ ไปร่วมไชโยโห่ฮิ้วกับเขา

 

 

 

 

 

 

Facebook Comments

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *