INEWHORIZON

ขอบฟ้าใหม่

ปรากฏการณ์”ตู้ปันสุข”บ่งชี้อะไร

ปรากฏการณ์”ตู้ปันสุข”บ่งชี้อะไร

สบาย สบาย สไตล์เกษม

เกษม อัชฌาสัย

เป็นปลื้มสิครับ สำหรับผม เมื่อได้เห็นและได้ยินเรื่องราวของ”ตู้ปันสุข”ที่อุบัติขึ้นทั้งในเขตกทม.และต่างจังหวัดในขณะนี้ มาหลายวันแล้ว

ปรากฏว่ามีผู้ยากไร้ ไปใช้บริการกันด้วยความสบายใจ เพราะมีทั้งอาหารและน้ำ รวมทั้งอาหารแห้งในบางตู้

ส่วนที่ตำหนิกันเกรียวกราว ในบางกรณีถึงกับแช่งด่าในสื่อออนไลน์ ที่บางผู้คน ยกโขยงกันไปขนอาหารจาก”ตู้ปันสุข” ไม่แค่เอาไปแต่พอกิน แต่เอาไปด้วยโลภะ เป็นอย่างไรนั้น ผมจะพูดถึงในตอนท้ายครับ

ปรากฏการณ์นี้ ทำให้ข้อเสนอเดิมๆของผม ที่เรียกร้องให้ตั้ง”โรงทานสี่มุมเมือง”ในกรณีที่จำนวนผู้อดอยากเพิ่มขึ้นมากมาย เพราะตกงาน เพราะไม่มีจะกิน  ในยามที่โรคระบาด”โควิด 19”คุกคามนั้น ล้าสมัย”ตกเทร็นด์”ไปเลย

“ตู้ปันสุข”คืออะไร ? คือการให้ทาน แบบผู้ให้และผู้รับไม่ต้องเจอกันให้เสียเวลา ไม่ต้องใช้โรงทาน ไม่ต้องเตรียมการปรุงอาหารเป็นการใหญ่โต ไม่ต้องจัดที่จัดทาง

แต่ทำด้วยการ ไปตั้งตู้กับข้าว หรือจะตู้อะไรก็ได้ ง่ายๆ ไว้ตามที่สาธารณะ เพื่อให้”คนหิว” นำไปบริโภคโดยสะดวก เมื่อไรก็ได้

ในอีกทางหนึ่งนั้น ก็ให้โอกาสแก่ผู้ที่ประสงค์จะให้ทานคนอื่นๆ ร่วมกันทำบุญ ด้วยการเอาข้าวปลาอาหารแห้งและอาหารสดไปวางสำหรับคนยากไร้

ถือเป็นการ”เว้นระยะห่างทางสังคม”หรือ Social distancing ที่แยบคายยิ่ง เพียงแต่ผู้ให้ทานจะต้องแน่ใจว่า ระหว่างที่นำเอาอาหารไปวางนั้น ตนเองปลอดจากเชื้อไวรัสแล้ว จะได้ไม่แพร่ติดถึงผู้ที่มาเอาอาหารไปบริโภค

ถามว่าแนวความคิดนี้มาจากไหน ตอบว่ามาจากยุโรป เช่น จาก

สหราชอาณาจักรและจากเยอรมนี เป็นต้น

โดยเฉพาะในเยอรมนีนั้น จำไม่ได้ที่เมืองไหน มีชาวบ้านเริ่มต้นด้วยการเอาถุงอาหาร ไปแขวนไว้ที่รั้วบ้าน หรือตามสถานที่สาธารณะ มองเห็นได้ง่าย ไม่ว่าใครก็สามารถหยิบฉวย เอาไปกินได้อย่างสบายใจ โดยไม่ต้องทำตัวเป็นขอทาน ทำให้กระทบกระเทือนถึงศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์

สำหรับในเมืองไทย จากรายงานของ”ไทยรัฐ ทีวี ๓๒”รายการ”ข่าวเช้าไทยรัฐ”ระบุว่าต้นคิดในการทำ”ตู้ปันสุข”มาจากชาวเฟซบุ๊กกลุ่ม”อิฐน้อย”ได้นำเอาแบบอย่างมาจากอังกฤษ ทำตู้กับข้าวร่วม หรือ Pantry of sharing โดยเริ่มต้นโครงการนำร่อง ในเขตกรุงเทพมหานครสี่แห่งและที่ระยอง(เมือง”ฮิ”)หนึ่งแห่ง

โดยตั้งตู้ไว้ที่

๑ สุขุมวิท ๗๑ หน้าร้านประจักษ์เบเกอรี

๒ เพชรเกษม ๕๔ หน้ายุวพุทธสมาคม แห่งประเทศไทย

๓ ซอยวิภาวดี ๖๐ (วงเวียนกลางซอย)

๔ ภายในตลาดบางคอแหลม

๕ บ้านแลง หน้าโครงการ Sky Ville (ระยอง)

ทั้งนี้ ภายใต้“สโลแกน”ที่ว่า “หยิบไปแต่พอดี ถ้าท่านมี ใส่ตู้แบ่งปัน”

ทั้งหมดนี้ เป็นไปตามหลักธรรมว่าด้วย”มงคล ๓๘ ประการ”

โดยเฉพาะในมงคลที่ ๑๕ ความว่า “ทานัญจะ เอตัมมังคะละมุตตะมัง” ซึ่งมีความหมายว่า”การให้ นับเป็นมงคลอย่างยิ่ง”

นับเป็นหนึ่งใน”ทาน”สามประเภท (อามิสทาน-ธรรมทานกับวิทยาทาน-อภัยทาน)

กล่าวคือ “การให้”แบบนี้ เข้าข่าย”อามิสทาน”คือการให้วัตถุสิ่งของเป็นทาน

“ทาน”นั้น ในพระพุทธศาสนานับเป็นการสร้างกุศลบารมีขั้นสูงสุดระดับหนึ่ง(ก่อนจะหลุดพ้น) จะรองมาก็แต่”ศีล”และ”ภาวนา”เท่านั้น

เพราะฉะนั้น จึงเป็นเรื่องไม่แปลกที่พระสุตตันฏปิฎกหนึ่งในสามหมวดใหญ่ของพระไตรปิฎก (พระไตรปิฎกแบ่งออกเป็นสามหมวดคือ ๑ พระวินัยปิฎก ๒ พระสุตันฏปิฎกหรือพระสูตร ๓ พระอภิธรรมปิฎก) จะระบุไว้ใน”เวสสันดรชาดก” ว่า

”พระเวสสันดรทรงบำเพ็ญทานบารมีต่อไป ภพนี้เป็นภพสุดท้ายที่ทรงบำเพ็ญบารมีเบื้องหน้าแต่นี้จักเสด็จอุบัติในดุสิตภพและเมื่อเสด็จจุติจากดุสิตภพนั้นแล้วก็จะเสด็จอุบัติในมนุษยโลกเป็นพระโคตมสัมมาสัมพุทธเจ้าซึ่งเป็นพระชาติสุดท้ายไม่ทรงเกิดอีกต่อไป”

คือหมายความว่า เมื่อทำ”ทานบารมี”ได้สมบูรณ์ลุล่วง เมื่อเกิดชาติต่อไปในโลกมนุษย์ จะเป็นชาติสุดท้าย (ที่เกิดเป็นพระพุทธเจ้า) ก็จะได้บรรลุพระนิพพาน ไม่วนเวียนกลับมาเกิดอีกในชาติภพใดๆ ทั้งสิ้นเพราะดับสูญไปแล้ว

เท่าที่เขียนมานี้ ก็เพื่อจะเน้นย้ำและให้กำลังใจทุกท่านว่า การทำทานรวมทั้งการทำ”ตู้ปันสุข”นั้น ได้อานิสงส์มากมายมหาศาลนัก

ไม่เพียงแต่ช่วยเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน ให้พ้นจากทุกขเวทนาอันเกิดจากความหิวโหยเท่านั้น แต่เป็นการบำเพ็ญ”ทานบารมี”ไปพร้อมๆ กันด้วย โดยมีเป้าหมายสูงสุดคือการหลุดพ้นหรือพระนิพพาน

ใครที่ยังไม่ศรัทธา ก็จะได้อานิสงส์แค่ก่อให้เกิดความปลื้มปีติปัจจุบันในใจ ซึ่งเป็นความสุขเฉพาะหน้า ก็แล้วกัน

เรื่องของ”ทาน”ด้วย”ตู้ปันสุข”นั้น ก็พอดีเกิดขึ้นมา ในช่วงเดียวกันกับการถือศีลอดในเดือน”รอมะฏอน”(๒๔ เมษายนถึง ๒๓ พฤษภาคม)ของชาวมุสลิม(ผู้ที่นับถือศาสนาอิสลาม)ทั่วโลก

ระหว่างนี้ชาวมุสลิมที่มีฐานะดี จะบริจาคทาน(“ซะกาต”)ตามที่ศาสนาบัญัติ ให้แก่ผู้ที่มีฐานะยากจน เพื่อการเฉลี่ยความมั่งคั่งให้แก่ผูที่มีฐานะต่ำกว่า ได้ดำรงชีวิตอยู่ได้เช่นกัน

จึงเป็นนิมิตหมายที่ดี ที่คนไทยทั้งชาติทุกศาสนา จะได้ทำบุญทำทานกันถ้วนหน้า ในวาระ”โควิด 19” ซึ่งมิใช่เพื่อช่วยคนอื่นเท่านั้น แต่เป็นการสร้างบุญแก่ตัวเองด้วย จึงนับว่าเป็น”มหามงคล”อย่างยิ่งตามที่พรรณาไปแล้ว

จะเห็นได้ว่า การมีศาสนากำกับมนุษยชาตินั้น มีคุณยิ่งกว่าการไม่มีศาสนากำกับเลย

ผมเชื่ออย่างนั้น ซึ่งเห็นได้จากจิตใจที่เต็มไปด้วยบุญสุนทานของคนไทยทั่วๆ ไป ซึ่งใช้หลัก ”เมตตา-กรุณา-มุทิตา-อุเบกขา”กำกับชีวิตโดยอัตโนมัติ โดยไม่ต้องบอก จนกลายเป็นนิสัยประจำชาติไปแล้ว

ส่วนที่เห็นการขนข้าวขนของจาก”ตู้ปันสุข”นั้น ให้ถือว่าเป็นปรากฏการณ์มนุษย์ ที่ไม่ได้เกิดขึ้นบ่อยนัก

หรือเกิดแล้วก็จะค่อยๆ หายไป เพราะผิดหลักธรรมดา ที่คนส่วนใหญ่ยอมรับ

เมื่อคนส่วนมากไม่ยอมรับ พฤติกรรมอย่างนี้ ก็จะอยู่ไม่ได้อย่างถาวร

เอวัง ก็มีด้วยประการฉะนี้

Facebook Comments

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *