INEWHORIZON

ขอบฟ้าใหม่

อิหร่านศึกษา : การท่องเที่ยว วัฒนธรรม และ นวัตกรรม ตอนที่๔

อิหร่านศึกษา : การท่องเที่ยว วัฒนธรรม และ นวัตกรรม ตอนที่๔

 

ดร.ประเสริฐ สุขศาส์นกวิน

ศูนย์อิหร่านศึกษาและภาษาเปอร์เซีย วทส.

 

ศาสนากับการใหลบ่าอิสลามสู่อิหร่าน

Gustave Le Bon (นักปรัชญา นักประวัติศาสตร์  นักสังคมวิทยา และแพทย์ ชาวฝรั่งเศส) กล่าวในประวัติศาสตร์อารยธรรมอิสลามและอาหรับ ว่า

 “ศาสนาอิสลามมีอิทธิพลอย่างมากต่อประชาชาติที่ยอมรับมัน  ในโลกนี้น้อยมากที่จะเจอศาสนาที่มีอิทธิพลต่อจิตใจของศาสนิกชนของตนเหมือนดังศาสนาอิสลาม ทว่าอาจจะไม่เจอเสียด้วยซ้ำ ไปที่การปกครองที่เข้มแข็งมั่นคงยืนยาวได้เพียงนี้ เพราะอัลกุรอานเป็นศูนย์กลางหลักที่ผลของมันปรากฏในทุก ๆ การกระทำของมุสลิมไม่ว่าจะเรื่องเล็กเรื่องใหญ่

อีกด้านหนึ่งชาวอิหร่านเมื่อเทียบกับประชาชาติทั้งหมดที่ยอมรับอิสลาม ก็มีความโดดเด่นพิเศษเช่นกัน นั่นก็คือ ไม่มีประชาชาติใดที่เหมือนกับอิหร่านที่ไม่ยอมทิ้งระบบความคิดเดิมของตนอย่างง่ายดาย และก็ใช่ว่าจะเปิดความรักและความผูกพันในหัวใจของตนยังความคิดและความเชื่อของศาสนาใหม่ ดังคำกล่าวของ Reinhart Dozy ที่ว่าประชาชาติที่สำคัญที่สุดที่เปลี่ยนศาสนา คือ ชาวอิหร่าน เพราะพวกเขาทำให้อิสลามมีพลังและมั่นคง ไม่ใช่อาหรับ

สิ่งที่น่าสนใจก็คือว่า ศาสนาโซโรอัสเตอร์ เป็นศาสนาทางการในยุคแซสซานิด  ซึ่งทั้งภาครัฐและหน่วยงานภาคส่วนของนักบวชแห่งยุคต่างก็ให้การสนับสนุนและปกป้องอย่างจริงจัง ก็ยังไม่สามารถที่จะอยู่อย่างมั่นคงได้ในอิหร่าน ไม่เพียงแต่คริสต์เท่านั้น แม้กระทั่งยูดายและพุทธศาสนาที่ถือว่าเป็นคู่แข่งที่สำคัญ โดยเฉพาะคริสต์ที่มีความเจริญก้าวหน้า ศาสนาอื่น ๆ ภายในอิหร่าน และในหมู่ชนเผ่าอารยัน เช่นศาสนามานีและgnostikos ก็เจริญรุดหน้าส่งผลให้ผู้นับถือศาสนาโซโรอัสเตอร์มีจำนวนลดน้อยลง

ในประวัติศาสตร์นับพันปีของประเทศนี้ มีเพียงศาสนาอิสลามเท่านั้นที่เริ่มมั่นคงขึ้นเรื่อย ๆ และศาสนาต่าง  ๆ เช่น ศาสนามานีและ gnostikos หลังจากผ่านไป 2-3 ศตวรรษก็หมดไปในที่สุด ก็ยังคงมีแต่พุทธศาสนาที่เหลืออยู่ทางด้านฝั่งตะวันออกของอิหร่านและในอัฟกานิสถาน

การบริหารประเทศของแซสซานิดวางอยู่บนพื้นฐานของศาสนา  Ardashir I กษัตริย์แห่งแซสซานิดก็มาจากครอบครัวนักบวช เขาจึงรับสั่งให้แปลคัมภีร์อเวสตะ ซึ่งเป็นคัมภีร์ของศาสนาโซโรอัสเตอร์ ขึ้น มีการจัดวางองค์กรนักบวชขึ้นอย่างเป็นระบบ สรุปก็คือ นักบวชโซโรอัสเตอร์มีอำนาจอย่างมาก1

 โซโรอัสเตอร์ (Zoroastrianism)คือ ศาสนาประจำชาติเปอร์เซีย

เนื่องจากจักรวรรดิแซสซานิด ปกครองประเทศบนพื้นฐานของศาสนา โดยประกาศให้ศาสนาโซโรอัสเตอร์เป็นศาสนาทางการ นักบวชของศาสนาโซโรอัสเตอร์ มีอำนาจบารมีอย่างมาก และมักปฏิบัติไม่ค่อยจะดีมากนักกับศาสนาอื่น ๆ บางครั้งศาสนิกชนอื่นตกอยู่ภายใต้อิทธิพลของนักบวชโซโรอัสเตอร์จนต้องทิ้งศาสนาตนเองหันมาปฏิบัติตามศาสนาโซโรอัสเตอร์ และศาสนานี้ได้บังคับผู้คนด้วยคมดาบ  Arthur Christensen กล่าวถึงเรื่องนี้ไว้ ว่า

นักบวชศาสนาโซโรอัสเตอร์ มีความทิฐิเป็นอย่างมาก ไม่อนุญาตให้มีศาสนาอื่นนประเทศ ทว่าความทิฐินี้เป็นผลมาจากปัจจัยทางการเมือง ศาสนาโซโรอัสเตอร์ ไม่ใช่ศาสนาที่ทำการเผยแผ่ พวกเขาถือว่าตนเองไม่ใช่ผู้ที่เรียกร้องสู่ความรอดพ้นแก่มนุษยชาติทั้งหมด แต่พวกเขามีอำนาจเบ็ดเสร็จภายใตประเทศ พวกเขาไม่มอบความไว้วางใจแก่ศาสนาอื่น ๆ

ทว่าใช่ว่าทุกสมัยของจักรวรรดิแซสซานิดจะเข้มงวดต่อศาสนาอื่น ๆ เหมือนกันทั้งหมด และก็ใช่ว่านักบวชของศาสนาโซโรอัสเตอร์จะมีอำนาจในทุกสมัย และบรรดาผู้ปกครองแห่งอิหร่านก็ไม่ตกอยู่ภายใต้อิทธิพลของพวกเขาเสียทั้งหมด อย่างน้อยกษัตริย์ชาห์ซาปูร์ที่ 1 (Shapur I )และกษัตริย์ Khosrow I ทรงให้เสรีแก่ศาสนาอื่น

            ศาสนาคริสต์ (Christianity)

เกี่ยวกับศาสนาคริสต์ในอิหร่านที่ถูกกดดันมาตลอด แต่ชาวคริสต์ก็ยืนหยัดจนทำให้ศาสนานี้ได้แผ่ขยายออกไปอย่างกว้างขวางในอิหร่าน กระทั่งช่วงปลายจักรวรรดิแซสซานิดมีกษัตริย์บางพระองค์เข้าสู่ศาสนานี้ และครอบครัวแกนนำจำนวนมากของศาสนาโซโรอัสเตอร์ก็หันเข้าสู่ศาสนานี้ ถือว่าเป็นประสบการณ์ที่น่าสนใจและถือเป็นบทเรียนที่ชี้ให้เห็นถึงความอ่อนแอทางด้านจิตวิญญาณของศาสนาโซโรอัสเตอร์ทั้งที่นักบวชมีอำนาจบารมีในหมู่ชาวอิหร่าน

หากอิสลามไม่เข้ามาในอิหร่าน ศาสนาคริสต์ย่อมครอบคลุมทั่วทั้งอิหร่าน และศาสนาโซโรอัสเตอร์ย่อมอันตรธานไปด้วยน้ำมือของศาสนาคริสต์เป็นแน่ เหมือนดังที่ศาสนามานี และมัซดะกี (Mazdak) ที่เกิดขึ้นในอิหร่านและถือเป็นศาสนาคู่แข่งที่สำคัญของศาสนาโซโรอัสเตอร์ จึงทำให้ศาสนิกชนโซโรอัสเตอร์มีความเป็นศัตรูกับศาสนามานี ศาสนามัซดะกีและศาสนาคริสต์มากกว่าบรรดามุสลิม

โดยเราจะเห็นได้ว่าในยุคอิสลาม ชาวโซโรอัสเตอร์โดยเฉพาะนักบวชของศาสนาโซโรอัสเตอร์จะร่วมมือกันกับบรรดามุสลิมเพื่อต่อต้านศาสนามานีและศาสนามัซดะกี อีกด้านหนึ่งเราก็จะเห็นว่าชาวโซโรอัสเตอร์กดดันและกีดกันชาวคริสต์ในอิหร่าน บางครั้งถึงกับมีการฆ่าหมู่ (ในยุคกษัตริย์ซาปูร์ที่ 2) ชาวโซโรอัสเตอร์จะให้การต้อนรับชาวมุสลิมมากกว่าและยินดีกับการเข้ามาของอิสลามในอิหร่าน

การแทรกซึมและขยายตัวของศาสนาคริสต์ในอิหร่านเป็นเรื่องปกติและเป็นธรรมชาติอย่างมาก ท่าน Arthur Christensen กล่าวถึงสาเหตุการเกิดขึ้นของศาสนาคริสตร์ในอิหร่านว่า

“เมื่อการสืบทอดสันตติวงศ์ของจักรวรรดิแซสซานิดแทนที่  Parthian Empire ชาวคริสต์เคยมีศูนย์กลางเผยแผ่ที่สำคัญในเมือง “อัรรอฮา” Osroene (ตุรกี ปัจจุบัน) รัฐได้ทำสงครามครั้งใหญ่กับโรมก็ได้สร้างค่ายที่พักบริเวณนอกเมืองที่ไกลออกไปของประเทศอิหร่านให้แก่พวกเชลย ในการเคลื่อนทัพของกษัตริย์อิหร่านยังซีเรีย บางครั้งต้องทำให้ผู้คนต้องอพยพย้ายถิ่นมาอยู่ประเทศอิหร่าน เนื่องจากผู้อพยพลี้ภัยส่วนใหญ่เป็นชาวคริสต์ จึงทำให้ศาสนาศริสต์เริ่มขยายออกไปในอิหร่าน”

จริง ๆ แล้ว ศาสนาคริสต์ในอิหร่านเกิดขึ้นโดยชาว Arameans ที่เคยอยู่ในซีเรีย หรือเกิดจากนักเผยแผ่ที่มาจาก Osroene หรือเนื่องจากพวกเชลยสงครามที่เข้ามาในแผ่นดินนี้ นับตั้งแต่ปี ค.ศ. ที่ 100 ก็มีชาวคริสต์อยู่ในเมืองอัรบิล และระหว่างปี ค.ศ. ที่ 148 – 191 ก็เห็นร่องรอยการมีอยู่ของพวกเขาในเมืองกัรกูกปัจจุบัน

ศาสนาคริสต์มีอิทธิพลมากขึ้นในสมัยของกษัตริย์ Khusraw Parvēz  จะเห็นได้ว่าแม้แต่บรรดาผู้ใกล้ชิดกษัตริย์ที่เป็นชาวอิหร่านก็หันมานับถือศาสนาคริสต์ อย่างที่เราเห็นกันว่า Khusraw Parvēz  เมื่อครั้งที่จำต้องออกจากอิหร่านเนื่องจากการลุกขึ้นต่อสู้ของบะฮ์รอม ญูบีน ซึ่งเป็นแม่ทัพชาวอิหร่านที่มีชื่อเสียง โดยหันไปพึ่งบารมีของสหาย คือจักรพรรดิเมาริกิอุส Maurice เพื่อขอความช่วยเหลือให้กลับมายังเมืองหลวง กล่าวกันว่าในช่วงที่ Khusraw Parvēz   อยู่ในกรุงโรม เขาก็เข้ารับศาสนาคริสต์

ลัทธิมานี

ศาสนามานี เป็นศาสนาหนึ่งที่มีชีวิตอยู่ในยุคแซสซานิด มีคำกล่าวมากมายเกี่ยวกับความเชื่อและหลักปฏิบัติของศาสนามานี สิ่งที่เป็นที่รู้กันก็คือ ความเชื่อและหลักปฏิบัติของศาสนามานีนั้นลึกลับซับซ้อนมาก โดยทั่วไปแล้วเชื่อว่า ความเชื่อของศาสนามานีผสมผสานกันระหว่างศาสนาโซโรอัสเตอร์ ศาสนาคริสต์และศาสนาพุทธรวมทั้งสิ่งที่มีอยู่ในศาสนามานีเอง

เนื้อหาของศาสนามานีเป็นอย่างไร ท่านมานีเป็นใคร ไม่ใช่ประเด็นที่เราจะกล่าวถึงในที่นี้ เรื่องที่เกี่ยวข้องในที่นี้ก็คือ ศาสนานี้ที่เกิดขึ้นใกล้ ๆ กับการปรากฏขึ้นของศาสนาอิสลามมีสภาพเป็นอย่างไร? มีผู้นับถือมากน้อยแค่ไหน?  น่าดึงดูดและเข้ามาแทรกซึมได้อย่างไร? เป็นศาสนาที่เจริญรุ่งเรืองหรือไม่? หรือเสื่อมถอย?

สิ่งที่เป็นที่รู้กันก็คือ ศาสนานี้เป็นศาสนาที่เชิญชวนชาวโลก และท่าน มานี ก็ประกาศตนเป็นศาสดาองค์สุดท้าย และศาสนาของตนเป็นศาสนาที่สมบูรณ์ที่สุด ศาสนามานีมีนักเผยแพร่ที่เชี่ยวชาญและมีศักยภาพในยุคต่อ ๆ มา และขยายออกไปนอกพรมแดนอิหร่าน ผู้คนในประเทศต่าง ๆ ตกอยู่ภายใต้การแทรกซึมของตน  ศาสนามานีถูกบีบคั้นและกดดันจากนักบวชศาสนาโซโรอัสเตอร์ และยังคงมีอยู่กระทั่งการมาปรากฏของศาสนาอิสลาม  และพวกมานีได้แสดงตนในการเผชิญหน้ากับบรรดามุสลิมมากกว่าพวกโซโรอัสเตอร์ พวกเขายังคงมีอยู่อย่างต่อเนื่องหลายศตวรรษในยุคอิสลาม แล้วก็ค่อย ๆ หายสาบสูญไป

ศาสนามานีเกิดขึ้นช่วงต้นยุคแซสซานิด มานีประสูติแม่น้ำทั้งสองแต่ตัวเขาเองเป็นชาวอิหร่าน เขามีชีวิตในยุค Ardashir I ด้วย โดยผิวเผินเขาประกาศเป็นองค์ศาสดาในยุคของพระเจ้าซาปูร์ที่ 1 Shapur I ซึ่งเป็นพระราชโอรสของ Ardashir I และกล่าวกันว่า พระเจ้าซาปูร์ที่ 1ก็ตกอยู่ภายใต้อิทธิพลการเชิญชวนของศาสนามานีเช่นกัน กระทั่งลังเลที่จะประกาศให้ศาสนามานีเป็นศาสนาทางการแทนศาสนาโซโรอัสเตอร์ และก็กล่าวกันว่าศาสนาคงอยู่จนถึงประมาณศตวรรษที่ 7  ดังนั้นนับตั้งแต่การปรากฏศาสนามานีกระทั่งหายสาปสูญก็ประมาณ 1000 ปี เลยทีเดียว

ทั้งที่นักบวชโซโรอัสเตอร์ในอิหร่านจะกดดันศาสนามานีก็ตาม ศาสนาใหม่นี้ก็ยังคงมีอยู่ในอิหร่าน แต่ต้องหลบ ๆ ซ่อน ๆ มีบันทึกในตำราโบราณของศาสนามานีเกี่ยวกับการไล่ล่าและกดดันชาวมานีในยุคกษัตริย์แซสซานิด Narseh  และกษัตริย์ Hormizd II  อุมัร บิน อะดี กษัตริย์แห่งอาหรับเคยให้การสนับสนุนศาสนานี ความเชื่อของศาสนานี้เริ่มเกิดขึ้นที่บาบิโลน และชาวมานีก็เคยอาศัยอยู่ในเมืองหลวงแห่งอาณาจักรการปกครอง Ctesiphon  แต่เนื่องจากการถูกกดดันและถูกบีบคั้นจึงต้องอพยพไปยังทางตอนเหนือและทางทิศตะวันออกของอิหร่าน และก็มีชาวมานีจำนวนมากตั้งหลักปักฐานอยู่ในเมือง Sogdia และชาวมานีแถบบูรพาก็ค่อย ๆ ห่างเหินและขาดการติดต่อปฏิสัมพันธ์กับเพื่อนร่วมศาสนาที่อยู่ฝั่งตะวันตก

ลัทธิมัซดะกี Mazdak

อีกศาสนาหนึ่งที่เกิดขึ้นในยุคปลายอาณาจักรแซสซานิด และผู้นับถืออยู่เป็นจำนวนมาก ก็คือ ศาสนามัสดะกี เป็นศาสนาที่แยกออกมาจากศาสนามานี ในสมัยกุบาด Kavadh I บิดาของอะนูชีระวอน( Khosrow I ) มัซดักได้ประกาศตนเป็นผู้นำศาสนา เบื้องต้นกุบาด Kavadh I ยอมรับเขาเพราะความเชื่อและความผูกพันธ์หรืออาจเป็นแผนทางการเมืองเพื่อทำลายกลุ่มฐานันดรและนักบวชศาสนาโซโรอัสเตอร์ ทำให้งานของมัซดักยิ่งยากขึ้น แต่ไม่ช่วงระยะเวลาเล็กน้อยในยุคของกุบาดโดยการช่วยเหลือจากบุตรชายของเขา อะนูชีระวอน หรือยุคการปกครองของอะนูชีระวอนเอง ชาวมัซดะกี ถูกสังหารหมู่ จากนั้นมาก็กลายเป็นนิกายหนึ่ง

อย่างน้อยชาวมัซดักมีอยู่ประมาณช่วง 2-3 ศตวรรษในยุคศาสนาอิสลาม  ในยุคศาสนาอิสลามขบวนการต่าง ๆ ส่วนใหญ่ของชาวอิหร่านที่ต่อต้านคอลีฟะฮ์และบางครั้งต่อต้านอิสลามก็มักจะมีชาวมัซดะกีเป็นแกนนำ ด้วยเหตุนี้ชาวโซโรอัสเตอร์จึงไม่ให้ความร่วมมือกับพวกเขาแต่กลับให้ความร่วมมือกับอิสลามต่อต้านพวกเขา

กล่าวกันว่าผู้ให้การเกื้อหนุนศาสนามัซดะกี คือชายคนหนึ่งจากโซโรอัสเตอร์ เป็นชาวฟะซอ เมืองชีรอซ และเผยแผ่ศาสนามานีในอีกรูปแบบหนึ่ง ซึ่งขัดแย้งกับศาสนามานีที่เป็นทางการ ชายผู้นี้ได้เปิดเผยการเชิญชวนของตนในกรุงโรม จากนั้นก็เดินทางมายังอิหร่าน แล้วก็เริ่มทำการเผยแผ่ ในกรุงโรมรู้จักชายผู้นี้ในนามของ บูนดิส

ไม่มีรายละเอียดที่ถูกต้องและน่าเชื่อถือเกี่ยวกับบุคคลิกภาพของมัซดักและการประกาศเชิญวชวนของเขา  มัซดักถูกรู้จักว่าเป็นผู้มีแนวคิดแบบคอมมิวนิสต์เสียมากกว่า ศาสนามัซดะกี ฝักไฝ่ฝ่ายชนชั้นที่ด้อยโอกาส ได้ปรากฏขึ้นท่ามกลางสังคมที่แบ่งชนชั้นวรรณะกันอย่างแพร่หลาย กล่าวกันว่า มัซดัก และผู้ที่นับถือเขา เป็นผู้ที่ฝักไฝ่บุตรอีกคนหนึ่งของกุบาด คือ กาวิส ก็วางแผนและยุยุงส่งเสริมการตัดสินใจของกุบาดให้บุตรชายคนนี้ที่นับถือศาสนามัซดะกีขึ้นครองราชย์อิหร่าน  นี่คือแผนการที่วางไว้เพื่อกำจัดพวกเขา

ศาสนามัซดะกีถูกทำลายไปโดยกองกำลังและความรุนแรงอย่างหนัก แต่ดูเหมือนว่าก็ยังคงเป็นเถ้าถ่านที่ครุกรุ่นอยู่ แต่นอนหากศาสนาอิสลามไม่มาปรากฏ ศาสนามัซดะกีคงยังมีอยู่เป็นที่นับถือกันอย่างกว้างขวางเนื่องจากจุดร่วมต่าง ๆ ที่มีอยู่อันเป็นสาเหตุที่ทำให้ศาสนานี้ขยายออกไปในหมู่ผู้คนอย่างรวดเร็ว ในด้านหลักความคิดและความเชื่อเกี่ยวกับโลก การสรรค์สร้างและมนุษย์ ศาสนามัซดะกีไม่ได้ด้อยไปกว่าศาสนโซโรอัสเตอร์เลย ทว่ายังเด่นกว่าเล็กน้อยเสียด้วยซ้ำไป จึงเป็นที่ดึงดูดและน่าสนใจไม่น้อยไปกว่าศาสนาอื่น ๆ เลย  ส่วนในด้านสังคมนั้นก็เข้มแข็งและโดดเด่นกว่าศาสนาโซโรอัสเตอร์ที่ฝักไฝ่ผู้มีอำนาจบารมี ยิ่งทำให้เป็นที่ชื่นชอบระดับประชาชนคนรากหญ้า

การใหลบ่าอิสลามสู่เปอร์เซีย

ค.ศ. 633 คอลีฟะฮ์รอชิดูน (Rashidun) บุกยึดครองอิหร่านและพิชิตได้ใน ค.ศ. 651 ทำให้ชาวอิหร่านที่เคยมีความเชื่อพื้นเมืองศาสนามาณีกีและศาสนาโซโรอัสเตอร์เป็นส่วนใหญ่หันมายอมรับศาสนาอิสลาม และสามารถกล่าวได้ว่าชาวอิหร่านเป็นผู้มีส่วนสำคัญต่อยุคทองอิสลาม โดยผลิตนักวิทยาศาสตร์ นักวิชาการ ศิลปินและนักปรัชญา นักคิดทรงอิทธิพลจำนวนมาก ต่อมาการสถาปนาราชวงศ์ซาฟาวิดใน ค.ศ. 1501 ได้ส่งเสริมและสนับสนุนมุสลิมนิกายอิสนาอะชะรียะฮ์(ชีอะฮ์สิบสองอิมาม) เป็นศาสนาประจำชาติ เป็นเครื่องหมายจุดเปลี่ยนสำคัญที่สุดจุดหนึ่งในประวัติศาสตร์อิหร่าน

ถึงแม้ว่าประเทศอิหร่านจะมีศาสนาประจำชาติคือ ศาสนาอิสลามนิกายชีอะฮ์อิสนาอะชะรียะห์ (Ithnā‘ashariyyah) ซึ่งมีศาสนิกชนร้อยละ 90-95 ของประชากร ส่วนศาสนาอิสลามนิกายซุนนี มีร้อยละ 8  ส่วนอีกร้อยละ 2 คือศาสนิกชนนอกศาสนาอิสลามถือเป็นชนกลุ่มน้อย ได้แก่  ศาสนาพราหมณ์-ฮินดู ศาสนาพื้นเมืองของชาวยัซดาน ศาสนายาร์ซาน ศาสนาโซโรอัสเตอร์ ศาสนายูดาห์ และศาสนาคริสต์ แต่ก็ยังยอมรับในความต่างของศาสนาและนิกายโดยให้สิทธิและเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญที่ได้เขียนไว้

ประชากรมุสลิมที่เป็นนิกายซุนนี ซึ่งประกอบด้วยทั้ง ๔ มัซฮับ(นิกายชาฟีอี  นิกายฮานาฟี  นิกายมาลิกี  และนิกายฮัมบะลี)  ส่วนใหญ่จะในแถบจังหวัด  เคอร์ดิสถาน  ซิสตาน  และบาลูจิสถาน  ประชากรมุสลิมนิกายซุนนีเหล่านั้น มีสิทธิและเสรีภาพในทางศาสนา  การประกอบพิธีศาสนกิจและการนมาซในมัสยิด  เพราะในรัฐธรรมนูญของสาธารณรัฐอิสลามแห่งอิหร่านได้ยอมรับเสรีภาพด้านความเชื่อของทั้ง ๔ มัซฮับในฝ่ายสำนักซุนนี

ลัทธิซูฟี หรือสำนักรหัสยนัย  กลุ่มที่นิยมความลี้ลับ ถือว่าเป็นมุสลิมกลุ่มหนึ่งที่ปรากฏอยู่ในประเทศอิหร่าน  และได้รับสิทธิและเสรีภาพในการปฏิบัติธรรมและการทำศาสนพิธีตามแบบซูฟีอย่างเสรี  และบรรดานักคิด  นักปรัชญาด้านรหัสยนัยชาวอิหร่าน ที่ได้ถ่ายทอดบทกวี ล้วนแล้วแต่เป็นผู้ที่นิยมในด้านซูฟี  ไม่ว่าจะเป็น เมาลาวีรูมี  ฆอซซาลี  ฮาฟีซ  ซะดีและท่านอื่นๆ

แนวทางการทำให้จิตใจสะอาดบริสุทธิ์ การขจัดอัตตา กิเลสตัณหา ถือว่าเป็นวิธีหนึ่งที่สามารถทำให้มีความใกล้ชิดกับพระองค์อัลลอฮ และยังถือว่าเป็นวิธีที่ดีเลิศทีเดียว จากความมุ่งมั่นของสาวกศาสดามูฮัมมัด ต่อการสร้างจิตใจให้มีความบริสุทธิ์ ทำให้เป็นบ่อเกิดแห่งจุดสนใจของอนุชนรุ่นต่อมา ที่เห็นถึงความสำเร็จของพวกเขาในการจะใช้ชีวิตอย่างสมถะ ค้นคว้าหาแก่นแท้ของชีวิต  โดยที่ทำอย่างไรก็ได้ที่ทำให้เป็นที่รักยิ่งของพระองค์อัลลอฮ  จนในที่สุดเป็นที่ขานรับอย่างสูงในโลกอิสลามต่อการฝึกฝนจิตใจให้สู่ชั้นสูงสุด เพื่อสยบมารร้ายที่จะมายุแหย่เป็นที่ถูกรู้จัก ในนามของ “สำนักรหัสยนิยม”  หรือนักรู้แจ้งแห่งพระผู้เป็นเจ้า หรือสำนักซูฟี

ฮาฟีส  ได้กล่าวบทกวีของเขาบทหนึ่งเปรียบเทียบมนุษย์เหมือนอย่างนกเหยี่ยวที่บินผละหนีออกไปจากบ้านเดิมของตนไปยังนครแห่งความลี้ลับ  แต่ทว่ามันถูกเรียกร้องให้คิดถึงบ้านอยู่ตลอดเวลา  และมันก็ยังรีรอท่จะคืนกลับอยู่บ้านเดิมนั้น(บ้านแห่งเทวาจิต)

ญะลาลุดดีน รูมี ได้กล่าวถึงจิตและการเข้าถึงจิตแห่งเทวาว่า  เมื่อกระจกแห่งหัวใจใสสะอาดและปราศจากสิ่งแปดเปื้อน ภายในนั้น เจ้าก็จะพบเห็นภาพต่างๆที่โพ้นแผ่นดิน โพ้นแผ่นน้ำ  เจ้าจะเห็นทั้งสอง  ทั้งผู้วาดและภาพวาด  ทั้งพรมและผู้คลี่พรมนั้น

ชาวอิหร่านสมัยการปกครองของราชวงศ์สะฟาวีย์ ส่วนมากเป็นมุสลิมนิกายชีอะฮ์  ความเป็นชีอะฮ์ของชาวอิหร่าน ได้ก่อตัวเป็นไปตามธรรมชาติ แบบค่อยเป็นค่อยไป  ได้ขยายตัวจากพื้นที่หนึ่งสู่อีกพื้นที่หนึ่งอย่างช้า ๆ  มิได้ถูกบีบบังคับจากสถานการณ์ทางการเมืองหรือด้วยมนต์ดำ   ดังที่เราได้กล่าวผ่านมาของตอนที่แล้วว่า แท้จริงการยอมรับอิสลามของชาวอิหร่าน  แท้จริงชาวอิหร่านมีความประทับใจในเรื่องหลักคำสอนความยุติธรรมและความเสมอภาคของศาสนาอิสลาม ทำให้พวกเขายิ่งถวิลหาอิสลามมากยิ่งขึ้น   เพราะในขณะที่ชาวอิหร่านนั้นได้รับการกดขี่และไม่ได้รับความเป็นธรรมจากอำนาจรัฐมาช้านาน  และหลังจากนั้นชาวอิหร่านที่นับถือศาสนาอิสลามได้เพียรพยายามในการเรียนรู้และแสวงหาสารัตถะคำสอนของคนในครอบครัวศาสดามุฮัมมัด   จนเกิดความรู้และความเข้าใจว่า ลูกหลานศาสดามุฮัมมัดเท่านั้นที่จะเป็นเกราะป้องกันในเรื่องสิทธิและเสรีภาพ หลักความยุติธรรม และความเสมอภาค  โดยเฉพาะในเรื่องมุสลิมที่ไม่ใช่อาหรับ ทำให้ชาวอิหร่านในยุคก่อนๆที่ยอมรับอิสลาม หันมายอมรับในการปฏิบัติตามวิถีของชีอะฮ์ และชาวอิหร่านได้ค้นพบว่า แก่นของศาสนาอิสลามและคำสอนศาสนาอิสลามนั้นอยู่ที่การยึดปฏิบัติลูกหลานศาสดา

ชีอะฮ์  เป็นนิกายหนึ่งในศาสนาอิสลาม นับถือพระเจ้าพระองค์เดียว และท่านนบีมูฮัมมัด(ศ็อลฯ)เป็นนบีคนสุดท้าย และเชื่อว่าเรื่องของตำแหน่งผู้นำต่อจากท่านนบีมุฮัมมัด ว่ามาจากการแต่งตั้งของอัลลอฮ์และท่านนบีมุฮัมมัดเท่านั้น

ชีอะฮ์ ตามความหมายของปทานุกรมหมายถึง ผู้ปฏิบัติตามหรือผู้ติดตาม ซึ่งบุคคลที่เป็นชีอะฮ์หมายถึง บุคคลที่เชื่อว่า ผู้นำศาสนาหลังจากท่านศาสดามุฮัมมัด (ศ) เสียชีวิตแล้ว เป็นสิทธิของลูกหลานของท่านเท่านั้น ซึ่งชีอะฮ์จึงยึดถือและปฏิบัติ ตามแนวทางของลูกหลานของท่านศาสดา(อะฮฺลุลบัยตฺ) ทั้งด้านความรู้ และการปฏิบัติ

แม้ว่านิกายซุนนีและนิกายชีอะฮ์จะมีความแตกต่างกันอยู่บ้าง  แต่มุสลิมนิกายซุนนีและนิกายชีอะฮ์ตั้งอยู่บนหลักการของอิสลาม  มีคัมภีร์อัลกุรอาน เป็นธรรมนูญแห่งชีวิต และถือว่าเป็นพี่น้องในผู้ศรัทธาเช่นเดียวกัน  คือมีความเชื่อในเรื่องพระเจ้าองค์เดียวกัน มีคัมภีร์อัลกุรอานเล่มเดียวกัน และยึดศาสดามุฮัมมัด และซุนนะฮ์ของศาสดา

ปัจจุบันมุสลิมนิกายชีอะฮ์มีมากที่สุดในประชากรของอิหร่าน  นอกจากนั้นมีมากเกินครึ่งของประชาชนชาวอิรัก และเลบานอน  และยังมีอยู่ในประเทศต่างๆ ไม่ว่า ปากีสถาน  อินเดีย  อัฟฆานิสถาน  และมุสลิมนิกายชีอะฮ์กลุ่มนี้ ถูกเรียกว่าชีอะฮ์ อิษนาอะชะรียะฮ์(ชีอะฮ์ ๑๒ อิมาม)

นอกจากนั้นแล้วรัฐธรรมนูญของอิหร่านยังได้รับสิทธิในการนับถือศาสนาอื่นๆอีกด้วย  ซึ่งในอิหร่านมีชาวคริสเตียน ร้อยละ 0.7  ชาวยิวร้อยละ 0.3 ชาวโซโรอัสเตรียน ร้อยละ 0.1 ซึ่งในแต่ละศาสนามีเสรีภาพในการประกอบพิธีทางศาสนา  และพิธีกรรม  ตลอดจนทั้งกิจกรรมทั้งหลายตามความเชื่อและศรัทธาได้  ชนส่วนน้อยทางศาสนามีสิทธิในการเลือกผู้แทน(ส.ส.)ของตนไปนั่งในรัฐสภาได้   แม้แต่ชาวยิวที่นับถือศาสนายูดาย  มีโบสถ์ยิว ประมาณ๓๐-๕๐แห่ง   และชุมชนกลุ่มน้อยอื่นๆ ก็มีสถานศึกษา โรงเรียน  สมาคมต่างๆ และคณะกรรมการที่ดำเนินการทางสังคมเป็นของตนเอง

(เรียบเรียงจากบางส่วนของหนังสือ คุณูปการระหว่างอิสลามและอิหร่าน ตอนที่ ๒   พิมพ์ โดย ศูนย์วัฒนธรรมอิหร่าน ประจำกรุงเทพฯ :2560)

 

Facebook Comments

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *