INEWHORIZON

ขอบฟ้าใหม่

ฮัจญ์กษัตริย์

จรัญ มะลูลีม

ปีฮิจญ์เราะฮ์ 1439 (2018) ภายใต้โครงการแขกรับเชิญของกษัตริย์ (King’s Guest Program) ของราชอาณาจักรซาอุดีอาระเบีย มีผู้ที่ได้รับเชิญจากประเทศไทยภายใต้การอุปถัมภ์ของกษัตริย์สัลมาน บิน อับดุลอะซีส อัล-สะอูด (Salman Bin Abdul-Aziz Al-Saud) ซึ่งเป็นกษัติรย์องค์ปัจจุบัน 10 ท่านด้วยกันเพื่อไปประกอบพิธีฮัจญ์ ณ นครมักกะฮ์ (Makkah) และเยือนนครมะดีนะฮ์ (Madina) เป็นเวลา 15 วัน

สำหรับรายชื่อผู้ที่ได้รับเชิญจากโครงการฮัจญ์กษัตริย์ปีนี้  เรียงตามลำดับอาวุโสได้แก่

  1. ศ.ดร.อิมรอน มะลูลีม อดีต ส.ว. กรุงเทพมหานคร อดีตเลขาธิการสำนักจุฬาราชมนตรีและอดีตอาจารย์ประจำสาขาปรัชญาและศาสนา ม.เกษตรศาสตร์
  2. อิมาม เด่นพงศ์ ศรีสนิทวงศ์ รองประธานอิสลามประจำจังหวัดกาญจนบุรี ที่ปรึกษาจุฬาราชมนตรี
  3. นายมุข สุไลมาน อดีต ส.ส. ปัตตานี 5 สมัย และประธานองค์การสันติภาพและสิทธิมนุษยชน
  4. พลเอก สมโภชน์ เงินเจริญ อดีตที่ปรึกษาแม่ทัพภาคที่ 4 (พลโท ปิยวัฒน์ นาควานิช) และอดีตผู้ช่วยหัวหน้าเสนาธิการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม
  5. ศ.ดร.จรัญ มะลูลีม กีรตยาจารย์แห่งมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ หัวหน้าสาขาอินเดียศึกษาวิทยาลัยนานาชาติปรีดีพนมยงค์ อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์และอดีตหัวหน้าสาขาการระหว่างประเทศ  คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์และรองประธานศูนย์กลางอิสลามแห่งประเทศไทย
  6. นายวัชรพล โกมลตะเมธี อดีตนายกสมาคมไทย-ปากีสถานและอุปนายกสมาคมผู้ประกอบการรถผู้โดยสาร และกรรมการศูนย์กลางอิสลามแห่งประเทศไทย
  7. นายชาดา ไทยเศรษฐ อดีตนายกเทศมนตรีเมืองอุทัยธานี อดีต สส.สองสมัย พรรคชาติไทยพัฒนาและประธานกรรมมาธิการเกษตรและสหกรณ์สองสมัย และกรรมการศูนย์กลางอิสลามแห่งประเทศไทย
  8. นายบาฮารุดดีน ยูโซะ กำนันตำบลบาราเฮาะ อ.เมือง จ.ปัตตานี นายกสมาคมกำนันผู้ใหญ่บ้าน ปัตตานี กำนันยอดเยี่ยมดีเด่นปี 2556 และที่ปรึกษาคณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัดปัตตานี
  9. ผศ.ดร.มุหัมมัดรอฟลี แวหะมะ คณบดีวิทยาลัยอิสลามศึกษามหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี
  10. อ.มูหัมมัด มันซูร หมัดเร๊าะ หัวหน้าแผนกวิชาภาษาอาหรับ คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์  มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี

สำหรับแขกของกษัตริย์ในปีนี้มาจากประเทศต่างๆ และเมื่อไปนอนค้างแรมที่เขตอารอฟะฮ์ (Arafa Camp) จะประกอบด้วยกลุ่มประเทศต่อไปนี้

จอร์แดน อัฟกานิสถาน ไทย คีรกิซถาน ปากีสถาน โมร็อกโก อินโดนีเซีย ไต้หวัน มาเลเซีย คาซัคสถาน เกาหลีใต้ ฟิลิปปินส์ และอุซเบกิซถาน

ยูเครน อัลบาเนีย สหรัฐอเมริกา เนเธอร์แลนด์ บอสเนียและเฮอร์เซโกวินา โคโซโว มาซิโดเนีย ออสเตรเลีย ตุรกี บัลเกเรีย โปแลนด์ โรมาเนีย เชค นิวซีแลนด์ เอล-ซัลวาดอร์ แคนาดา ทาจิกิซสถาน มัลดีฟส์ และรัสเซีย

อะเซอร์ไบจาน กาน่า มอลตา มอริตาเนีย ไนจีเรีย อินเดีย บังคลาเทศ ศรีลังกา มองโกเลีย เมียนมาร์ เนปาล เค็นยา และไนเจอร์

ซูดาน เซเนกัล บูรุนดี ปาปัวนิวกีนี รวันดา แทนซาเนีย เอธิโอเปีย เอริเทรีย ยูกันดา กีนี อิควิตอเรียกินี กาบอง คองโก แกมเบีย ไอวอรีโดสต์และชาด

รวมประเทศที่ได้รับเชิญในโครงการฮัจญ์กษัตริย์ในปีนี้ทั้งสิ้น 63 ประเทศ

อับดุลลอฮ์ บิน เมดเลจ อัล เมดเลจ มุดลิจ (Abdullah bin  Madlej Al-Mudlij) ผู้อำนวยการฝ่ายบริหารของผู้ปกครองสองนครอันประเสริฐ (Executive Director of the Custoodian of the Two Holy Mosques) ในโครงการแขกรับเชิญเพื่อการประกอบพิธีฮัจญ์และอุมเราะฮ์   กล่าวถึงความสำคัญในการเชิญแขกจากประเทศต่างๆ ภายใต้การอุปถัมภ์ของกษัตริย์สัลมาน บิน อับดุลอะซีส อัล-สะอูด (Salman Bin Abdul-Aziz Al-Saud) ว่า

ตอนนี้เราได้เป็นประจักษ์พยานถึงช่วงขณะของการประกอบพิธีฮัจญ์อันเป็นช่วงเวลาแห่งความประเสริฐ  ซึ่งบาปของชาวมุสลิมได้รับการอภัยโทษ (Muslims sins are forgiven) ความยากลำบากได้ถูกขจัดปัดเป่าออกไป

ขอแสดงความยินดีกับแขกของกษัตริย์สัลมาน บินอับดุลอะซีส อัล-สะอูดผู้ดูแลสองมัสญิดอันประเสริฐ

โปรแกรมนี้ได้รับแรงบันดาลใจและเป็นความหวังของชาวมุสลิมนับหมื่นที่มาจากพื้นที่และดินแดนต่างๆ ของโลกซึ่งมีความแตกต่างกันเพื่อมาประกอบพิธีฮัจญ์และมาละหมาดในสองมัสญิดอันประเสริฐ  (หมายถึงมัสญิดหะรอมในนครมักกะฮ์และมัสญิดนะบะวีย์ในนครมะดีนะฮ์)

โปรแกรมการทำงานสำหรับการต้อนรับแขกของผู้ดูแลสองมหานครอันประเสริฐนี้เต็มไปด้วยภารกิจที่ยากลำบากและต่อเนื่องตลอดทั้งปี ไม่เฉพาะในช่วงของการประกอบพิธีฮัจญ์เท่านั้น เพราะภารกิจของการเป็นเจ้าภาพให้กับผู้ประกอบพิธีฮัจญ์ที่จากประเทศต่างๆ ของโลกที่มีความแตกต่างกันทางวัฒนธรรมและภาษาตลอดจนการดูแลในทุกแง่มุมระหว่างการเดินทางและการประกอบพิธีกรรมต้องอาศัยความพยายามในการอุทิศตนตลอดปี

ต่อมาวิวัฒนาการแห่งการพัฒนาที่มีอยู่ในโปรแกรม  รวมทั้งการพัฒนาทางเทคโนโลยีตามช่วงเวลาของโปรแกรมได้นำไปสู่ความสำเร็จอย่างต่อเนื่องและเป็นความสำเร็จที่เห็นได้ชัดเจน

ความใจกว้าง  ในความเป็นผู้นำของผู้ดูแลสองมัสญิดอันประเสริฐ   ทำให้พวกเราภูมิใจในความสำเร็จที่เป็นไปตามโปรแกรมและรูปแบบที่จัดไว้  รวมทั้งคุณภาพของแขกที่ได้คัดเลือกมาจากประเทศต่างๆ ที่มีพื้นฐานแตกต่างกัน

ในปี 2018 กษัตริย์สัลมานได้มีบัญชาให้ราชอาณาจักรซาอุดีอาระเบียเป็นเจ้าภาพให้แก่สตรีและบุรุษ 1300 คนจาก 60 ประเทศ  ของทวีปเอเชียแอฟริกา ยุโรปและอเมริกาเหนือเพื่อเดินทางมาประกอบพิธีฮัจญ์ในฐานะที่เป็นส่วนหนึ่งของโครงการจากพระองค์ ซึ่งเป็นผู้ดูแลสองมัสญิดอันประเสริฐ  ทั้งนี้กระทรวงกิจการศาสนาจะเป็นผู้ดำเนินการ

โครงการดังกล่าวเป็นการรวมประชาชาติที่นับถือศาสนาอิสลามเข้าด้วยกันและเป็นการสื่อสารกับชาวมุสลิมทั่วโลก  ทั้งนี้พระองค์ต้องการให้แขกของพระองค์ที่เดินทางมาประกอบพิธีฮัจญ์ได้รับความสะดวกสบายและราบรื่น

การดูแลและช่วยเหลือชาวมุสลิมที่มาจากตะวันตกและตะวันออก   และการเป็นเจ้าภาพนี้เป็นสิ่งที่พระองค์ทรงปรารถนา  และต้องการวางซาอุดีอาระเบียเอาไว้ในท่ามกลางชาวมุสลิมจากทั่วทุกมุมโลก

จุดมุ่งหมายสำคัญคือการให้การบริการต่อชาวมุสลิม  การฟื้นฟูความเป็นปึกแผ่นของอิสลามและการรวมประชาชาติอิสลามเข้าด้วยกัน  ด้วยการเน้นย้ำถึงสถานที่ของราชอาณาจักรว่าเป็นอู่แห่งคำสอนของความใจกว้างและการดูแลสองมัสญิดอันประเสริฐ   แม้ว่าโครงการที่เรียกกันโดยทั่วไปว่าฮัจญ์กษัตริย์จะมีมาตั้งแต่ปีฮิจญ์เราะฮ์ 1417 (ปัจจุบัน ฮ.ศ. 1439) หรือเมื่อ 21 ปีที่ผ่านมา  แต่โครงการของกษัตริย์สัลมานได้เริ่มขึ้นใน ฮ.ศ. 1436

ทางผู้จัดหวังว่าผู้ประกอบพิธีฮัจญ์จะเดินทางกลับบ้านของตนเองโดยไม่มีบาปติดตัวและมีร่างกายที่สมบูรณ์

ผู้จัดต้องการอำนวยความสะดวกให้แก่ผู้ประกอบพิธีฮัจญ์ในทุกแห่งที่มีพิธีกรรม  ทั้งเมื่อไปค้างแรมที่อยู่ในเขตอะเราะฟาต (Arafat) มุซดะลีฟะฮ์ (Musdhalifa) และมินา (Mina)

เมื่อถึงวันที่ 8 ของเดือนซุลฮิจญะฮ์ผู้ประกอบพิธีฮัจญ์จะเดินทางออกไปจากนครมักกะฮ์ไปทางทิศตะวันออก  มุ่งสู่หุบเขาอะรอฟะฮ์ (‘Arafa) ที่นั่นพวกเขาจะค้างแรมเป็นเวลาหนึ่ง   นี่เป็นพิธีกรรมหนึ่งที่จำเป็นของพิธีฮัจญ์  ขากลับสู่นครมักกะฮ์ คือที่ทุ่งมินาจะมีการกระทำที่เป็นสัญลักษณ์อีกสองอย่างคือ การขว้างหินไปที่เสาซึ่งเป็นเครื่องหมายของมารร้าย   นี่เป็นเครื่องหมายการสิ้นสุดระยะเวลาของการอุทิศตน ซึ่งเริ่มต้นด้วยการสวมใส่   ผู้ประกอบพิธีฮัจญ์จะถอดผ้าอิห์รอม คือผ้าขาวจำนวนสองชิ้นที่ใช้ครองกายในช่วงของการประกอบพิธีฮัจญ์เพื่อเป็นเครื่องเตือนใจให้ปฏิบัติตามหลักการศาสนาในระหว่างกระทำพิธีออกและกลับไปสู่วิถีชีวิตธรรมดา

เป็นการเน้นย้ำว่าการให้การบริการชาวมุสลิมตามหลักการของอิสลามนั้นเป็นหนึ่งในข้อเลือกแรกๆ ของกษัตริย์สัลมาน  เป็นการสร้างการสื่อสารที่มีประสิทธิภาพระหว่างชุมชนผู้นับถือศาสนาอิสลามในด้านหนึ่ง และกับผู้นับถือศาสนาอิสลามที่มาทำอุมเราะฮ์และประกอบพิธีฮัจญ์หรือจาริกยังนครมักกะฮ์อย่างน้อยครั้งหนึ่งในชีวิตในอีกด้านหนึ่ง

ชาวมุสลิมทุกๆ คนผู้มีความสามารถที่จะจาริกไปยังนครมักกะฮ์ควรจะทำเช่นนั้น  เขาสามารถไปเยือนในเวลาใดๆ ของปีก็ได้ (เรียกว่า อุมเราะฮ์-‘umra)

การไปประกอบพิธีฮัจญ์ในความหมายที่สมบูรณ์ก็คือการไปที่นั้นพร้อมกับชาวมุสลิมอื่นๆ ในเวลาพิเศษของปีคือในเดือนซุลฮิจญะฮ์ (Dhu’l-Hijja)  ผู้ที่ไม่เป็นอิสระหรือมีจิตใจไม่ปกติหรือมิได้เป็นเจ้าของทรัพยากรทางการเงินที่จำเป็นก็ไม่จำเป็นที่จะไป   (ในแต่ละปีพระองค์ได้เป็นเจ้าภาพให้กับผู้มาทำอุมเราะฮ์ถึง 1,000 คน)

ในปี 2017 พระองค์ทรงเป็นเจ้าภาพให้กับครอบครัวของกองกำลังชาวอียิปต์ 1,000 คนและตำรวจที่พลีชีพให้มาประกอบพิธีฮัจญ์    รวมทั้งชาวปาเลสไตน์อีก 1,000 คนที่มาจากครอบครัวของผู้เสียชีวิตไปในการต่อสู้เพื่อดำรงความยุติธรรมเอาไว้

เช่นเดียวกันในปี 2017 มีแขกของกษัตริย์ 1,400 คนเดินทางมาประกอบพิธีฮัจญ์ ซึ่งผลที่ออกมาพบว่าได้รับความสำเร็จโดยเฉพาะในการให้การต้อนรับแขกของพระองค์ในทุกๆ ด้าน   และในโครงการนี้จะมีคณะทำงานในการต้อนรับถึง 14 คณะ

กรรมการบริหารทั้ง 14 คณะจะประกอบไปด้วย กรรมการบริหารด้านวิทยาศาสตร์และกฎหมายอิสลาม (ชะรีอะฮ์)  ด้านบริหารการบริการ  ด้านกิจการต่างประเทศ  ด้านการต้อนรับและการเดินทาง ด้านที่อยู่อาศัย ด้านการคมนาคม  ด้านการบริการบริเวณที่ตั้งของมัสญิดอันประเสริฐ  ด้านวัฒนธรรมและการประชาสัมพันธ์  ด้านกิจการเทคนิค  ด้านแอฟริกา  กรรมการมะดีนะฮ์สำหรับโปแกรมทั่วไป  กรรมการปาเลสไตน์ในนครมักกะฮ์และกรรมการปาเลสไตน์ในนครมะดีนะฮ์

สำหรับการต้อนรับแขกของกษัตริย์ในปีนี้ก็เช่นกันเป็นความร่วมมือระหว่างหน่วยงานต่างๆ ของรัฐที่ทำงานอย่างทุ่มเท   ทั้งนี้ผู้จัดจะต้องเตรียมงานและวิเคราะห์ถึงโครงการที่ผ่านมาในปีก่อนๆ ซึ่งเริ่มจากปี 2016 เป็นต้นไป     รวมทั้งการเลือกสถานที่ให้แขกของกษัตริย์ทั้งในนครมักกะฮ์และนครมะดีนะฮ์  ความร่วมมือกับกระทรวงการต่างประเทศและสถานทูตทั่วโลก  รวมทั้งรายชื่อของผู้ที่ไดรับเชิญและการประชุมวางแผนกับคณะกรรมการต่างๆ เพื่อความราบรื่นของการจัดการต้อนรับ

ในการทำให้โครงการนี้เป็นไปตามความประสงค์ของกษัตริย์   จำเป็นต้องมีการประสานงานกับกระทรวงมหาดไทย กระทรวงการคลัง  กระทรวงต่างประเทศ กระทรวงฮัจญ์และอุมเราะฮ์ กระทรวงสาธารณสุข กระทรวงวัฒนธรรมและการประชาสัมพันธ์ และกระทรวงศึกษาธิการ  รวมทั้งสถานีวิทยุและโทรทัศน์ หน่วยงานการบินทั่วไป  การเตรียมตัวนี้ยังรวมทั้งการฝึกฝนในเรื่องการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉินอีกด้วย

ทั้งนี้ผู้จัดให้ความสนใจตั้งแต่เรื่องการมาถึงของแขกที่ได้รับเชิญภายใต้การให้ความดูและของกระทรวงกิจการศาสนาและการเชิญชวน   การดำเนินการภายใต้รัฐมนตรี ชัยค์ ศอลิห์ บิน อับดุลอะซีส บิน มุฮัมมัด อัช-ชัยค์  (Sheik Saleh bin Abdulaziz bin Mohammad Al-Sheik) โปรแกรมการเยือนสถานที่ต่างๆ อย่างเป็นทางการ  รวมทั้งการเดินทางไปประกอบพิธีกรรมในพิธีฮัจญ์ (Hajj Trip) ในพื้นที่ต่างๆ ด้วย

ในการเดินทางไปฮัจญ์กษัตริย์ครั้งนี้   เริ่มจากผู้เดินทางซึ่งเป็นแขกของกษัตริย์เดินทางมาถึงในวันที่ 1 เดือนซุลฮิจญะฮ์ ฮ.ศ.1439 ตามปฏิทินอิสลาม (ตรงกับวันที่ 13 สิงหาคม 2018) ยังนครมักกะฮ์  สำหรับผู้ประกอบพิธีฮัจญ์ที่เป็นแขกของกษัติรย์ 10 คนจากประเทศไทย เดินทางมาจากประเทศไทยในวันที่ 12 เดือนสิงหาคม โดยสายการบินมาเลเซียแอร์ไลน์   โดยแวะลงที่กรุงกัวลาลัมเปอร์

ที่กรุงกัวลาลัมเปอร์ผู้ถูกรับเชิญทั้ง 10 จากประเทศไทยจะจะทำตัวเองให้บริสุทธิ์โดยการอาบน้ำละหมาด  สวมใส่เสื้อผ้าสีขาวซึ่งทำมาจากผ้าผืนเดียว (อิห์รอม- ihram)

หลังจากนั้นก็เดินทางต่อไปโดยสายการบินแห่งชาติซาอุดีอาระเบียเพื่อไปลงยังสนามบินคิง อับดุลอะซีสที่นครญิดดะฮ์ ก่อนจะเดินทางโดยรถบัสขนาดใหญ่ที่จัดเตรียมไว้มากกว่า 30 คัน ไปพักที่โรงแรม คาสาบลังกา ตะกามุล-มักกะฮ์ (Casablanca Takamul-Hotel)  ซึ่งตั้งอยู่ที่ถนนริงโร็ด กูดัย  นครมักกะฮ์

ราวหนึ่งชั่วโมงของการเดินทางแขกผู้มาเยือนก็มาถึงนครมักกะฮ์  พวกเขาได้รับการต้อนรับด้วยน้ำซำซำ (Zam zam)    สำหรับบ่อน้ำซำซำนั้นเชื่อกันว่ามลาอิกะฮ์ (คือผู้ที่อัลลอฮ์สร้างขึ้น  ถูกสร้างจากแสงว่าง ไม่มีเพศ ไม่รับประทานอาหาร ไม่หลับนอน ไม่ขัดขืนคำสั่งของอัลลอฮ์ มีจำนวนมาก ทำหน้าที่แตกต่างกันไป)  ญิบรีล (Gabriel) เป็นผู้เปิดบ่อน้ำนี้ให้เพื่อช่วยชีวิตท่านหญิงฮาญัร (Hagar) และอิสมาอีล (Ishmael) บุตรน้อยของเธอ  และอินทผลัม   รวมทั้งเครื่องดื่มและของคบเคี้ยวหลากหลายชนิด

ในการต้อนรับแขกของกษัตริย์ทางการซาอุดีอาระเบียได้จัดเตรียมแพทย์และการบริการด้านสาธารณสุขเอาไว้อย่างครบวงจร  ทั้งนี้ตลอดระยะเวลาที่พำนักอยู่ในนครมักกะฮ์ไม่ว่าจะเดินทางไปตอวาฟ (การเดินเวียน) ยังกะอ์บะฮ์  (กะอ์บะฮ์เป็นอาคารรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า) ซึ่งมีหินดำ ตั้งอยู่ 7 รอบ  ทั้งนี้ศาสดามุฮัมมัดได้ทำให้กะอ์บะฮ์เป็นศูนย์กลางความศรัทธาของมุสลิม   หรือไปประกอบพิธีการในที่ใดๆ ทางโรงแรมก็จะให้การบริการด้านการขนส่งตามเวลาที่ได้กำหนดเอาไว้โดยตลอด

การทำฮัจญ์เป็นการเดินทางไปประกอบพิธี ณ นครมักกะฮ์ตามระยะเวลาที่กำหนดไว้ของปี  โดยมีพิธีกรรมจำนวนหนึ่งที่จะต้องปฏิบัติ   และสิ้นสุดด้วยการที่ชุมชนทั้งหมดเข้าร่วมเฉลิมฉลองในเทศกาลนั้น

การประกอบพิธีฮัจญ์เป็นการเตือนอย่างจริงจังให้นึกถึงอธิปไตยของพระผู้เป็นเจ้าและการยอมตนของมนุษย์ต่อพระองค์   ในเวลาหนึ่งของปีตามปฏิทินทางจันทรคติ  ซึ่งตามจุดมุ่งหมายด้านศาสนาจะใช้ปฏิทินที่สั้นกว่าปีทางสุริยคติประมาณสิบเอ็ดวัน

เมื่อมาถึงนครมักกะฮ์ ผู้ประกอบพิธีฮัจญ์จะเข้าไปสู่สถานอันประเสริฐคือมัสญิดหะรอม (Haram) ณ ที่นั้นสถานที่ตั้งและอาคารต่างๆ จะเต็มไปด้วยการมารวมกันทางศาสนา

นักเดินทางผู้มีชื่อเสียง คือ อิบนุ บะตูเฎาะฮ์ (Ibn Battuta) ได้กล่าวถึงบางสิ่งบางอย่างในความหมายของประสบการณ์แห่งการไปประกอบพิธีฮัจญ์ไว้ดังนี้

“ในบรรดาการกระทำอันน่าทึ่งของพระผู้เป็นเจ้าผู้ทรงสูงส่งนั้นเป็นดังนี้   นั้นคือพระองค์ทรงสร้างดวงใจของมนุษย์ขึ้นพร้อมด้วยความปรารถนาโดยสัญชาตญาณ เพื่อแสวงหาสถานที่อันบริสุทธิ์พึงเคารพเหล่านี้   และความใฝ่ฝันที่จะได้อยู่ ณ ที่ทางอันเรืองรองเหล่านั้นและทรงให้ความรักต่อสิ่งเหล่านั้นเหนือหัวใจของมนุษย์    ซึ่งไม่มีสิ่งใดที่จะทำให้มันสว่างไสวได้  แต่สิ่งเหล่านั้นกลับครอบงำจิตใจทั้งหมดของพวกเขา   หรือไม่มีสิ่งใดที่จะทำให้มันหยุดลงได้นอกจากความโศกเศร้าในยามที่ต้องแยกจากสิ่งเหล่านั้นมา”

ฮัจญ์คือการกระทำที่เป็นการเชื่อฟังต่อคำสั่งของพระผู้เป็นเจ้าตามที่แสดงไว้ในพระมหาคัมภีร์กุรอาน   เป็นหน้าที่ที่มนุษย์ทุกคนจะต้องกระทำแด่พระผู้เป็นเจ้าในอันที่จะมายังบ้านของการประกอบพิธีฮัจญ์   หากเขาสามารถหาทางมาได้  นับเป็นการแสดงความศรัทธาในพระผู้เป็นเจ้าเพียงองค์เดียว   และยังเป็นการแสดงออกให้แลเห็นเอกภาพของอุมมะฮ์ (ประชาชาติมุสลิม) อีกด้วย

ผู้ประกอบพิธีฮัจญ์จำนวนหลายพันหลายหมื่นคนจากโลกมุสลิมจะมาประกอบพิธีฮัจญ์ในเวลาเดียวกัน   พวกเขาจะเดินไปรอบๆ กะอ์บะฮ์ด้วยกัน ไปยืนอยู่ที่ทุ่ง “อะรอฟะฮ์” ขว้างมารร้ายและอุทิศสัตว์ของพวกเขา   ในการกระทำเช่นนั้นพวกเขาจะมีความเชื่อมโยงกับโลกอิสลามทั้งหมด

การจากไปและกลับของผู้ประกอบพิธีฮัจญ์มีการแสดงเครื่องหมายโดยการเฉลิมฉลองอย่างเป็นทางการ  ซึ่งถูกบันทึกไว้ในบันทึกเหตุการณ์ของท้องถิ่น   ในสมัยหลังๆ ซึ่งอย่างน้อยก็ได้แสดงไว้ตามกำแพงของบ้านต่างๆ

ในเวลาที่ผู้ประกอบพิธีฮัจญ์อุทิศสัตว์ของพวกเขาที่ทุ่งมินา (Mina) นั้น  ครอบครัวชาวมุสลิมทุกครอบครัวก็จะฆ่าสัตว์เช่นเดียวกัน   เป็นการทำให้เกิดเทศกาลอีกเทศกาลหนึ่งที่ยิ่งใหญ่ของปี     นั่นคือเทศกาลแห่งการพลีทาน (อิดิลอัฎฮา – ‘id al-adha)

ความรู้สึกว่าตนเป็นของชุมชนหนึ่งของผู้ศรัทธานั้น   แสดงให้เห็นในตัวมันเองในความคิดที่ว่ามันเป็นหน้าที่ของชาวมุสลิมที่จะดูแลสติสำนึกของกันและกัน    และเพื่อคุ้มครองชุมชนและขยายขอบเขตของมันออกไปในที่ที่จะเป็นไปได้

ฮัจญ์ตามตัวอักษรหมายถึงความพยายาม  บางครั้งมีผู้แปลว่าการแสวงบุญซึ่งยังห่างไกลจากความหมายที่แท้จริงมาก  การประกอบพิธีฮัจญ์เป็นข้อกำหนดหนึ่งในห้าข้อสำหรับชาวมุสลิม  ซึ่งกำหนดให้ทุกคนที่เป็นผู้ใหญ่แล้วไม่ว่าหญิงหรือชายจะต้องเดินทางไปยังนครมักกะฮ์ในประเทศซาอุดีอาระเบียอย่างน้อยครั้งหนึ่งในชีวิตของเขา   แต่ผู้ใดไม่มีปัจจัยทางวัตถุหรือมีความจำเป็นอย่างอื่น เช่น เจ็บ ป่วย หรือพิการก็ได้รับการยกเว้น การไปประกอบพิธีฮัจญ์นี้ก็เพื่อ “จะปฏิบัติด้วยความพยายามอันยิ่งใหญ่ที่จะทำให้ตัวเองกลมกลืนกับเจตนารมณ์ของพระผู้เป็นเจ้า”

ฮัจญ์คือกระบวนการที่ทำให้มนุษย์ตัดสินใจกลับคืนไปสู่พระผู้เป็นเจ้า  ตัวตนของเขาและความเห็นแก่ตัวทั้งหมดของเขาถูกฝังไว้ข้างนอก  มนุษย์ถูกเตือนให้รำลึกถึงเป้าหมายสุดท้ายของชีวิต ณ ที่นี้ชื่อ เชื้อชาติและฐานะทางสังคมไม่อาจทำให้มีความแตกต่างระหว่างกันได้ในการรวมตัวกัน (ของมุสลิม) อันยิ่งใหญ่นี้ บรรยากาศแห่งเอกภาพที่แท้จริงได้แผ่คลุมไปทั่วเป็นการสำแดงแก่มนุษย์ถึงเอกภาพ  (ความเป็นหนึ่งเดียว) ของพระผู้เป็นเจ้า

เมื่อชาวมุสลิมไปรวมกันในสถานที่ของการประกอบพิธีฮัจญ์นั้น  พวกเขาได้ปลดเปลื้องเครื่องแต่งกายธรรมดาของเขาออกและนุ่มห่มด้วยผ้าสีขาวอันเปรียบเสมือนผ้ากะฝั่น (ผ้าห่อศพ)

ในวันที่พวกเขาไปรวมกันอยู่เบื้องหน้าพระผู้เป็นเจ้าในวันพิพากษาความดีความชั่ว  พวกเขาต่างสลัดหน้ากากของความเป็น “ปัจเจกบุคคล” ออก กลายเป็นส่วนหนึ่งของ “มนุษย์ชาติ” เพียงหนึ่งเดียว  อัตตาและรูปแบบทั้งหลายของปัจเจกบุคคลถูกฝังไปหมดสิ้น    กลุ่มนั้นจะกลายเป็นกลุ่มมนุษยชาติหนึ่งหรือประชาชาติ (อุมมะฮฺ) หนึ่ง  คำว่า “ฉัน” ได้ตายไปแล้วจะมีคำว่า “เรา” มาแทนที่”

นครมักกะฮ์ ดูเหมือนกับอ่างใหญ่มหึมา ซึ่งล้อมไปด้วยภูเขาทุกๆ ด้าน ทุกๆ หุบเขาทุกๆ ถนนและทุกๆ ตรอก  มุ่งมาสู่ลานแห่งบ้านที่ยิ่งใหญ่นี้   ซึ่งมีกะอฺบะฮ์อยู่ตรงกลาง  ท่านจะเห็นฝูงชนที่อยู่ในสภาพเดียวกันพากันหลั่งไหลลงมาจากเนินเขาเพื่อมายังมัสญิดอัลหะรอม  ดูเหมือนกับแม่น้ำสีขาว ท่ามกลางสิ่งทั้งหมดนี้  ท่านจะรู้สึกเหมือนกับเป็นน้ำหยดหนึ่ง

นั่นเป็นภาพที่งดงามของผู้ที่ศรัทธาโดยไม่จำกัดเผ่าพันธุ์  ภาษา หรือถิ่นกำเนิด ต่างก็มีความรู้สึกถึงความจำเป็นที่จะต้องไปที่นั่น   ไปรวมกับผู้อื่นด้วยจิตใจที่เต็มไปด้วยความเสมอภาคและภราดรภาพ  พวกเขาตั้งกระโจมร่วมกันอยู่ในทะเลทรายและทำพิธีทางศาสนาร่วมกันตามวันเวลาที่ถูกกำหนดเอาไว้

พิธีฮัจญ์อันเป็นเสาหลักอันหนึ่งของอิสลามนั้นเป็นเครื่องมือที่ทรงอานุภาพที่สุดสำหรับการผนึกกำลังและการเคลื่อนไหวของประชาชาติมุสลิม  ฮัจญ์เป็นการฝึกให้ผู้เข้าร่วมได้กลายเป็นผู้ทำงานอย่างแข็งขันอยู่ในขบวนการอิสลาม  พิธีการทุกอย่างของการทำฮัจญ์นั้นฝึกให้บุคคลลืมการรับใช้ตนเองหันมารับใช้ผู้อื่น   สำหรับปีนี้ (ฮ.ศ.1439/2018) จากจำนวนประชาชาติมุสลิมทั้งหมดราวหนึ่งพันหกร้อยล้านคนทั่วโลกมาร่วมประกอบพิธีฮัจญ์  รวมทั้งแขกของกษัตริย์สัลมานทั้งสิ้น 2,368,873 คน

การประกอบพิธีฮัจญ์ในสมัยการปกครองของอาณาจักรออตโตมาน (ค.ศ.1281-1922)

ในสมัยที่ดินแดนส่วนใหญ่ของตะวันออกกลางตกอยู่ภายใต้การปกครองของอาณาจักรออตโตมานนั้นเราจะเห็นความเจริญเติบโตของการค้าทางโลกภายในชุมชนอิสลามที่กว้างใหญ่ไพศาล  และการไปประกอบพิธีฮัจญ์ประจำปียังนครมักกะฮ์ ทำให้มีความต้องการอูฐและสัตว์อื่นๆ สำหรับการขนส่ง

ผู้ประกอบพิธีฮัจญ์ส่วนมากจะไปกันเป็นกลุ่มใหญ่โดยมารวมตัวกันอยู่ในเมืองใหญ่ๆ เมืองหนึ่งของโลกมุสลิม  ในสมัยของราชวงศ์มัมลู๊กผู้ประกอบพิธีฮัจญ์จากกรุงไคโรและกรุงดามัสกัสเป็นผู้ที่มีความสำคัญมากที่สุด  ผู้ที่มาจากแถบมักริบหรือแอฟริกาเหนือมักจะเดินทางทางทะเลหรือทางบกไปยังกรุงไคโรไปพบผู้ประกอบพิธีฮัจญ์ชาวอียิปต์ที่นั่นหรือเดินทางโดยทางบกข้ามไปยังแหลมชีนาย (Sinai) และผ่านลงไปทางอาระเบียตะวันตกไปสู่นครมักกะฮ์  โดยกองคารวานที่ได้รับการจัดตั้งจะได้รับการปกป้องและถูกพาไปในนามของผู้ปกครองของอียิปต์

การเดินทางจากกรุงไคโรไปยังนครมักกะฮ์จะใช้เวลาระหว่าง 30 ถึง 40 วัน และบางทีในตอนปลายของคริสต์ศตวรรษที่สิบห้ามีผู้ไปประกอบพิธีฮัจญ์จำนวน 30-40,000 คนในทุกๆ ปี

ผู้ที่มาจากอนาโตเลีย อิหร่าน อิรัก และซีเรียจะพบกันในกรุงดามัสกัส  การเดินทางก็มาโดยกองคาราวานที่ได้รับการจัดตั้งโดยผู้ปกครองแห่งกรุงดามัสกัส  โดยใช้เวลาระหว่าง 30-40 วันเช่นกัน  กล่าวกันว่าในแต่ละปีจะมีผู้เดินทางไปประกอบพิธีฮัจญ์ 20-30,000 คน กลุ่มเล็กๆ เดินทางไปจากแอฟริกาตะวันตกข้ามซูดานและทะเลแดงมา  และจากภาคได้ของอิรักและท่าเรือต่างๆ ในอ่าวเปอร์เชียก็ข้ามเอเชียกลางมา

ทุกๆ ปีผู้ประกอบพิธีฮัจญ์นับพันนับหมื่นคนได้เดินทางมายังเมืองต่างๆ ซึ่งมีความสำคัญทางศาสนาจากทั่วโลกของอิสลาม  ผู้เดินทางชาวยุโรปผู้หนึ่งซึ่งอยู่ในนครมักกะฮ์ระหว่างการประกอบพิธีฮัจญ์ของปี 1814 ได้ประมาณการว่ามีผู้ประกอบพิธีฮัจญ์อยู่ที่นั่นราว 70,000 คน  กลุ่มต่างๆ ของผู้ประกอบพิธีฮัจญ์ได้เดินทางไปยังเมืองศาสนาหลายแห่งจากเยเมน  จากแอฟริกากลางโดยผ่านเมืองท่าต่างๆ ของซูดาน  และจากอิรักโดยผ่านอาระเบียกลาง แต่คาราวานใหญ่ของผู้ประกอบพิธีฮัจญ์จะมาจากกรุงไคโรของอียิปต์และดามัสกัสของซีเรีย

ในสองเมืองนี้ กลุ่มที่มาจากกรุงดามัสกัสมีความสำคัญมากกว่าในสมัยออตโตมาน  เพราะกรุงดามัสกัสเชื่อมต่อกับกรุงอิสตันบูลโดยเส้นทางบกสายหลัก  ทุกๆ ปีตัวแทนพิเศษที่ผู้ปกครอง (สุลฏอน) แต่งตั้งจะออกจากกรุงอิสตันบูลไปยังกรุงดามัสกัส  และร่วมเดินทางไปกับข้าราชการชั้นสูงหรือสมาชิกของครอบครัวชาวออตโตมาน

ณ กรุงดามัสกัส ผู้ตั้งใจที่จะประกอบพิธีฮัจญ์และนำเอาเงินและเสบียงอาหาร (Surra) ที่ตั้งใจจะนำไปให้พลเมืองของตนเองในเมืองศาสนาก็จะไปพร้อมกับตัวแทนของผู้ปกครองด้วย   รวมทั้งสิ่งของส่วนหนึ่งที่จะอุทิศให้เพื่อความมุ่งหมายนั้น จนกระทั่งคริสต์ศตวรรษที่สิบแปด  เงินและสิ่งของเหล่านี้ได้ถูกส่งไปทางทะเลสู่อียิปต์  แล้วถูกนำไปพร้อมกับผู้ประกอบพิธีฮัจญ์จากกรุงไคโร

พวกเขาจะเข้าร่วมกับกองคาราวานผู้ประกอบพิธีฮัจญ์ ซึ่งจัดโดยเจ้าเมืองของเมืองนั้นนำโดยเจ้าหน้าที่ซึ่งได้รับการแต่งตั้งในฐานะผู้นำของผู้ประกอบพิธีฮัจญ์ (อะมีรุลฮัจญ์ – amir al-hajj)  จากตอนต้นคริสต์ศตวรรษที่สิบแปดตำแหน่งนี้เป็นของเจ้าเมืองดามัสกัสเอง

ศตวรรษต่อๆ มาคือในตอนปลายสมัยออตโตมาน  และก่อนที่วิถีทางใหม่ของการสื่อสารจะเปลี่ยนแปลงวิถีทางของการประกอบพิธีฮัจญ์ได้ไม่นาน   นักเดินทางชาวอังกฤษ ซี.เอ็ม.โดตี (C.M. Doughty) ได้บรรยายถึงการเดินทางจากกรุงดามัสกัสไว้ว่า

ยามรุ่งอรุณเริ่มปรากฏขึ้น พวกเรายังไม่ทันได้ขยับตัวเลย เมื่อดวงอาทิตย์โผล่ขึ้น  กระโจมก็ถูกจัดเก็บอย่างเรียบร้อย   เจ้าอูฐก็ถูกนำไปรวมไว้กับฝูง  ปล่อยให้มันยืนใกล้สัมภาระ   พวกเรารอฟังเสียงปืนเพื่อทำพิธีเปิดปีแห่งการประกอบพิธีฮัจญ์  เราได้ยินเสียงปืนดังขึ้นเมื่อเกือบสิบนาฬิกาแล้ว   ต่อมากูบก็ถูกโยนขึ้นไปผูกมัดไว้บนหลังอูฐที่กำลังคุกเข่าเตรียมบรรทุกสัมภาระ  ผู้คนที่พร้อมจะขี่อูฐนับพันๆ คน  ซึ่งทั้งหมดนั้นเป็นผู้ที่เกิดในเมืองคาราวานอยู่ในความเงียบสงบ   ในเมื่อทุกอย่างเรียบร้อยผู้จูงอูฐทั้งหลายก็ถูกปล่อยให้ยืนหรือนั่งยองๆ  พักผ่อนชั่วครู่  พวกเขาพร้อมคนในค่ายอื่นและคนใช้จำเป็นต้องเดินเท้าเปล่าในระยะทางถึง 300 ลี้  ในสภาพอิดโรย  แม้ว่าพวกเขาจะรู้สึกอ่อนเพลีย   เขาก็จำเป็นต้องออกเดินทางด้วยเท้าเปล่าจากสถานที่อันศักดิ์สิทธิ์อย่างเมื่อยล้า   สักครู่หนึ่งเสียงปืนครั้งที่สองก็ดังขึ้น   แคร่ของปาชาฮ์ก็เคลื่อนตัวออกไป  ติดตามด้วยหัวหน้ากองคาราวาน อีกประมาณ 15 หรือ 20 นาที  เราซึ่งมีที่นั่งด้านหลังต้องหยุดรอจนกว่าขบวนสัมภาระอันยาวเหยียดจะจัดการเรียบร้อย   จึงได้กระตุกอูฐของเราให้อยู่ในท่าเตรียมพร้อม  และแล้วขบวนของการประกอบพิธีฮัจญ์อันยิ่งใหญ่ก็เคลื่อนตัวไป (ดู C.M. Doughty, Travels in Arabia Desert, new edn London 1921, pp.6-8)

ผู้ประกอบพิธีฮัจญ์จะเคลื่อนออกมาจากเมืองด้วยขบวนแถวที่เงียบขรึมที่นำเอามะห์มัล (mahmal) คือโครงไม้ที่ปกคลุมโดยผ้าปักดอกและธงของท่านศาสดาซึ่งถูกเก็บเอาไว้ในป้อมปราการของกรุงดามัสกัส   พวกเขาจะเคลื่อนลงไปตามเส้นทางของสถานที่พักต่างๆ ที่มีป้อม  ที่ตั้งกองทหารและเสบียงอาหารจนกว่าจะมาถึงนครมักกะฮ์   เมื่อไปถึงที่นั่นแล้วท่านเจ้าเมืองของกรุงดามัสกัสก็จะถูกถือว่าเป็นผู้ควบคุมดูแลผู้ไปประกอบพิธีฮัจญ์ทั้งหมด

การจัดการและนำคาราวานของผู้ประกอบพิธีไปนั้นอันที่จริงเป็นภารกิจที่สำคัญของเขาอย่างหนึ่ง   และการจ่ายเงินเพื่อการประกอบพิธีฮัจญ์นี้เป็นข้อเรียกร้องสำคัญซึ่งจะหารายได้ให้แก่กรุงดามัสกัสและจังหวัดอื่นๆ ของซีเรีย  กองคาราวานซึ่งเริ่มต้นจากกรุงไคโรก็มิได้มีความสำคัญน้อยไปกว่าเพราะกองคาราวานนี้ได้รวมเอาผู้ประกอบพิธีฮัจญ์จากแถบมักริบหรือแอฟริกาเหนือมาด้วย

ผู้มาถึงอียิปต์โดยทางบกหรือทางทะเล    รวมทั้งชาวอียิปต์ด้วยจะมีอะมีรุลฮัจญ์หรือผู้แทนฮัจญ์ทางการพามาเช่นกัน   และนำเอามะห์มัลและกอสวา (kiswa)  คือม่านที่คลุมภายนอกกะอ์บะฮ์มาด้วย  กองคาราวานจะผ่านภูเขาซีนายและอาระเบียตะวันตกมุ่งสู่นครมักกะฮ์  มีการนำเอาเงินบำรุงสำหรับชนเผ่าต่างๆ ที่อยู่บนเส้นทางติดตัวมาด้วย

หน้าที่พื้นฐานที่สุดของผู้ปกครองมุสลิมและหน้าที่ซึ่งได้แสดงออกมาที่ทำให้ความเป็นพันธมิตรของเขากับประชาชนมุสลิมเป็นไปอย่างเข้มแข็งก็คือการรักษากฎหมายอิสลามหรือชะรีอะฮ์เอาไว้

บรรดาผู้ที่อยู่บนเส้นทางการประกอบพิธีฮัจญ์ไปถึงนครมักกะฮ์  จะได้รับการยอมรับเป็นทางการ

อียิปต์ก็เหมือนกับซีเรีย   มีความสำคัญในเรื่องยุทธศาสตร์ การเงินและเหตุผลทางศาสนา   ทั้งสองประเทศเป็นหนึ่งในปราการแห่งการควบคุมของอาณาจักรออตโตมานทางทะเลเมดิเตอร์เรเนียนตะวันออก  เป็นประเทศซึ่งมีรายได้จากภาษีเป็นจำนวนมาก   เป็นศูนย์กลางอันเก่าแก่ของการศึกษาอิสลามและเป็นจุดที่มีการจัดการในเรื่องการประกอบพิธีฮัจญ์

ในทศวรรษ 1780 พิธีฮัจญ์ที่จัดโดยเจ้าเมืองของกรุงดามัสกัส ซึ่งนำเอาของขวัญจากกรุงอิสตันบูลไปยังพลเมืองของเมืองศาสนาต่างๆ จะได้รับการปกป้องโดยกองกำลังของอาณาจักรออตโตมานเพื่อเป็นการยืนยันประจำปีถึงอำนาจสูงสุดของอาณาจักรออตโตมานไปตลอดทางจากกรุงอิสตันบูลผ่านซีเรียและอาระเบียตะวันตกจนถึงใจกลางของโลกมุสลิม

สำหรับชาวมุสลิม อาคารต่างๆ ซึ่งมีส่วนสำคัญเป็นพิเศษในการผูกพันชุมชนมุสลิมเข้าด้วยกัน ซึ่งอยู่โพ้นไปจากขอบเขตของเมืองหนึ่งหรืออาณาบริเวณหนึ่ง  นั่นก็คือสักการสถาน  สักการสถานบางแห่งที่เป็นเครื่องหมายของการประกอบพิธีฮัจญ์และการละหมาด   ซึ่งนำมาจากจารีตประเพณีของศาสนาสมัยแรกเริ่มและมีความหมายแบบอิสลามคือ  กะอ์บะฮ์ในนครมักกะฮ์   โดมออฟเดอะร็อก (Dome of the Rock) ในนครเยรูซาเล็ม  และที่ฝังศพของบรรดาผู้ที่เกี่ยวพันกับประวัติศาสตร์อิสลามสมัยแรกที่เมืองเฮบรอน

ศาสดามุฮัมมัดกับฮัจญ์อำลา

            ในขณะที่ท่านอะลีบุตรเขยและลูกพี่ลูกน้องของท่านเตรียมตัวจะกลับมานครมะดีนะฮ์  ศาสดามุฮัมมัดก็กำลังเตรียมตัวจะเดินทางไปทำฮัจญ์และได้แนะนำให้สาวกของท่านทำดังนั้นด้วย   เดือนซุลกิอ์ดะฮ์กำลังจะจบลงแล้วและจะตามมาด้วยเดือนซุลฮิจญะฮ์  คือเดือนแห่งการทำฮัจญ์ จนกระทั่งตอนนั้นท่านศาสดายังไม่เคยประกอบพิธีฮัจญ์ให้เต็มพิธีเพื่อชาวมุสลิมจะได้เรียนรู้และปฏิบัติตาม

ในทันทีที่ผู้คนได้รู้ข่าวว่าท่านศาสดาตั้งใจจะไปทำฮัจญ์  และได้ยินคำเรียกร้องของท่านให้เดินทางไปทำฮัจญ์กับท่านด้วย  ทั่วทั้งคาบสมุทรก็สะท้านสะเทือนไปด้วยเสียงเรียกร้องนี้  ผู้คนจำนวนแสนๆ คนจากทั่วทุกมุมคาบสมุทรก็หลั่งไหลมายังนครมะดีนะฮ์  จากทุกเมืองทุกหมู่บ้านจากทุกขุนเขาทุกหุบผา    จากที่ราบทุกแห่งและทะเลทรายที่ทอดข้ามคาบสมุทรอันกว้างใหญ่   ผู้คนพากันเดินทางมาเพื่อไปประกอบพิธีฮัจญ์   ดูราวกับว่าแผ่นดินอันกว้างใหญ่ไพศาลนี้ได้ถูกทำให้สว่างไสวรุ่งโรจน์ไปด้วยแสงสว่างอันพร่างพรายของพระผู้เป็นเจ้าและศาสดาของพระองค์กระนั้น

กระโจมได้ถูกวางไว้รอบๆ นครมะดีนะฮ์เพื่อเป็นที่พักของผู้มาเยือนใหม่ๆ  ทั้งหลายซึ่งมีจำนวนถึงแสนคนหรือมากกว่านั้นซึ่งได้ลุกขึ้นตอบรับคำเรียกร้องของศาสดาของพวกเขา  มุฮัมมัดศาสนทูตแห่งพระผู้เป็นเจ้า-ขอความสันติและพรของพระองค์จงประสบแด่ท่าน  ผู้คนทั้งหลายเหล่านี้มาในแบบที่เป็นพี่เป็นน้องกัน   มาด้วยความรักและความเคารพนับถือซึ่งกันและกัน   และมารวมกันอยู่ในพันธะอันแท้จริงแห่งมิตรภาพและภราดรภาพของอิสลาม

ทั้งๆ ที่เมื่อปีกลายนี้พวกเขายังเป็นศัตรูที่ร้ายกาจต่อกันอยู่  คนนับแสนๆ คนเหล่านี้เดินไปมาอยู่ตามถนนของนครมะดีนะฮ์   ทุกคนล้วนแต่ยิ้มแย้มเพราะความศรัทธา   เพราะความแน่ใจมั่นใจ   และความไว้วางใจอีกทั้งความภาคภูมิในศาสนาอันแท้จริงนี้

การมาชุมนุมกันของพวกเขานั้นคือประจักษ์พยานอันน่าประทับใจของชัยชนะแห่งสัจธรรม  แห่งแสงสว่างของพระผู้เป็นเจ้าซึ่งสาดส่องไปอย่างกว้างขวาง   และแห่งพันธะอันลึกล้ำของความจริงแท้และความเที่ยงธรรมซึ่งได้เชื่อมผสานพวกเขาไว้ด้วยกันจนพวกเขายืนหยัดอยู่เสมือนป้อมปราการอันใหญ่หลวงป้อมหนึ่ง

 

ชาวมุสลิมเดินขบวนไปประกอบพิธีฮัจญ์

ในวันที่ยี่สิบห้าเดือนซุลกิอ์ดะฮ์แห่งปี ฮ.ศ. 10 ศาสดามุฮัมมัดก็ออกเดินทางไปยังนครมักกะฮ์พร้อมด้วยภริยาทั้งหมดของท่าน   แต่ละนางขึ้นรถของตนเอง  มีขบวนคนมากมายมหาศาลติดตามท่านไปถึง 90,000 คน  ตามที่นักประวัติศาสตร์บางท่านว่าไว้   บางคนก็ว่ามีถึง 114,000 คน  ผู้คนเหล่านี้ออกเดินทางไปด้วยสติที่ซาบซึ้งอย่างลึกซึ้งด้วยความศรัทธา   ด้วยหัวใจที่เต็มไปด้วยความปลาบปลื้มปิติและพอใจในการที่จะได้เดินทางไปทำพิธีฮัจญ์ยังสักการะสถานอันศักดิ์สิทธิ์ของพระผู้เป็นเจ้า

พวกเขาไปถึงซุลหุลัยฟะฮ์ในตอนค่ำ  และพักค้างคืนอยู่ที่นั่นไปถึงตอนเช้าวันรุ่งขึ้น   ท่านศาสดาก็แสดงตนอยู่ในสภาพอันประเสริฐบริสุทธิ์   และบรรดาชาวมุสลิมก็ทำตามท่าน  ทุกคนต่างก็ถอดเสื้อผ้าออกและสวมใส่ผ้าขาวสองผืนที่มิได้เย็บติดกัน    นับเป็นเครื่องนุ่งห่มที่ง่ายที่สุด  ด้วยวิธีนี้พวกเขาได้แสดงออกถึงคำสอนในเรื่องความเท่าเทียมกันในสิทธิประโยชน์และโอกาสของพลเมืองซึ่งมีอยู่ในอิสลามในความหมายที่ชัดเจนและสูงสุด

ศาสดามุฮัมมัดหันไปสู่พระผู้เป็นเจ้าอย่างสุดหัวใจสุดความคิดในขณะที่อ้อนวอนออกมาว่า “ขอรับใช้พระองค์ โอ้พระผู้เป็นเจ้า!   ขอรับใช้พระองค์   พระองค์ไม่ทรงมีผู้เท่าเทียม!  ขอรับใช้พระองค์ โอ้พระผู้เป็นเจ้า!  ขอการสรรเสริญมีแด่พระองค์!  ความขอบคุณมีแด่พระองค์! ขอรับใช้พระองค์  โอ้พระผู้เป็นเจ้า!  พระองค์ไม่ทรงมีภาคี โอ้พระผู้เป็นเจ้า!  ขอรับใช้พระองค์ โอ้พระผู้เป็นเจ้า!”  และชาวมุสลิมทั้งหมดก็กล่าวถ้อยคำเหล่านี้ซ้ำตามท่าน

ทั้งทะเลทราย หุบเขาภูผาต่างก็สะท้อนสะเทือนไป   ท้องฟ้าเองก็เต็มไปด้วยเสียงสะท้อนของคำเรียกร้องของบรรดาผู้มีศรัทธามั่นและหัวใจเต็มไปด้วยการเคารพสักการะนี้   ขบวนแถวได้เคลื่อนต่อไปตามทางสู่นครมักกะฮ์  ผู้คนจำนวนนับพันนับแสนเหล่านี้ทำให้อากาศก้องไปด้วยเสียงอ้อนวอน   ขบวนผู้คนจะหยุดที่มัสญิดทุกแห่งตามทางไปนครมักกะฮ์เพื่อละหมาด  และเสียงคนนับพันนับแสนเหล่านี้ก็จะดังขึ้นในการประกาศถึงเอกภาพของพระผู้เป็นเจ้า

เสียงสรรเสริญและอำนวยพรเมื่อนึกถึงวันทำฮัจญ์อันยิ่งใหญ่ ซึ่งกำลังรอพวกเขาอยู่   ทุกคนต่างก็ใจร้อนอยากไปถึงสถานสักการะพระผู้เป็นเจ้า ซึ่งพวกเขาเคารพและให้เกียรติยิ่งกว่าสิ่งใดในโลก   ไม่ต้องสงสัยเลยว่าบรรดาทะเลทราย ภูเขา หุบเขา ต้นไม้ นกและท้องฟ้าต่างก็สะท้านไปด้วยสิ่งที่พวกมันได้ประสบในการเรียกร้องอันยิ่งใหญ่นี้ซึ่งต่างก็ไม่เคยเห็นมาแต่ก่อนเลย!   สิ่งเหล่านี้และคาบสมุทรต่างก็ได้รับพรจากการมาถึงของศาสดาผู้ไม่รู้หนังสือผู้นี้คือศาสดามุฮัมมัด ข้าและผู้เผยแพร่ศาสนาของพระองค์

 

การประกอบพิธีฮัจญ์

ในวันที่แปดเดือนซุลฮิจญะฮ์อันเป็นวันแห่งตัรวิยะฮ์   ศาสดามุฮัมมัดได้ไปที่มินาและไปใช้เวลาทั้งวันทั้งคืนในบริเวณนั้น  ที่นั่นท่านได้ละหมาดซึ่งเป็นหน้าที่ที่ต้องทำในระหว่างช่วงเวลานั้น   ในวันรุ่งขึ้น  ท่านได้ละหมาดตอนเช้าตรู่   พอดวงอาทิตย์ขึ้น ท่านก็ขี่นางอูฐก็อสวา ไปที่ภูเขาอะเราะฟาต โดยมีผู้ทำฮัจญ์ทั้งหมดติดตามไป

ในขณะที่ท่านขึ้นไปบนภูเขา  ท่านก็ถูกห้อมล้อมด้วยสาวกนับพันๆ คน ซึ่งอ่าน ตัลบิยะฮ์และตักบีร (คำวิงวอนที่รวมเอาความหมายว่า “ขอรับใช้พระองค์” โอ้พระผู้อภิบาล” หรือ “พระผู้เป็นเจ้าทรงยิ่งใหญ่”  ไว้เป็นแนวเรื่องใหญ่)  ท่านศาสดาได้ยินเสียของพวกเขาแต่ก็มิได้สั่งให้หยุดแต่ก็มิได้สนับสนุน    ท่านได้สั่งสาวกบางคนของท่านให้ตั้งกระโจมให้ท่านตรงภูเขาด้านตะวันออกตรงจุดที่เรียกว่า นะมิเราะฮ์ เมื่อดวงอาทิตย์ผ่านจุดสูงสุด  ท่านก็สั่งให้ใส่อานอูฐของท่านแล้วขี่ต่อไปจนถึงหุบเขาอุรอนะฮ์

 

คำสั่งสอนครั้งสุดท้ายของท่านศาสดา

ณ ที่นั้นเอง  ในขณะที่นั่งอยู่บนหลังอูฐ  ท่านได้เทศนาให้ผู้คนของท่านฟังด้วยเสียงอันดัง เราะบีอะฮ์ อิบนุ อุมัยยะฮ์ อิบนุเคาะลัฟก็ถ่ายทอดถ้อยคำของท่านประโยคต่อประโยค  ท่านเริ่มด้วยการสรรเสิรญพระผู้เป็นเจ้าและขอบคุณพระองค์   ครั้นแล้วท่านก็หันไปยังผู้คนของท่านและกล่าวว่า

            “โอ้ผู้คนทั้งหลาย  จงฟังถ้อยคำของฉันไว้ให้ดี  เพราะฉันไม่รู้ว่าจะได้พบพวกท่านอีกหรือไม่ในโอกาสเช่นนี้ในอนาคต  โอ้ผู้คนทั้งหลาย  ชีวิตและทรัพย์สินของพวกท่านจะไม่ถูกละเมิดจนกระทั่งท่านจะพบกับพระผู้อภิบาลของท่าน   ความปลอดภัยแห่งชีวิตและทรัพย์สินของท่านจะไม่ถูกละเมิดเช่นเดียวกับในวันอันศักดิ์สิทธิ์แห่งเดือนอันศักดิ์สิทธิ์นี้  จงจำไว้ว่าท่านจะต้องพบกับพระผู้เป็นเจ้าของท่านอย่างแน่นอน  และพระองค์จะคิดบัญชีการกระทำของท่าน   ดังนั้นฉันจึงขอเตือนพวกท่านไว้  ผู้ใดก็ตามในหมู่พวกท่านได้เก็บทรัพย์สินที่บุคคลใดไว้วางใจฝากไว้กับท่าน  ก็ต้องคืนทรัพย์สินนั้นให้แก่เจ้าของที่ถูกต้องของมัน   นับตั้งแต่นี้ไปการบังคับเรียกดอกเบี้ยทุกอย่างจะต้องละเว้น 

อย่างไรก็ตาม เงินทุนของท่านนั้นเป็นของท่านที่จะเก็บไว้  ท่านจะไม่ก่อหรือไม่รับทุกข์ด้วยความไม่เสมอภาค   พระผู้เป็นเจ้าทรงตัดสินว่าจะต้องไม่มีดอกเบี้ย  และนับตั้งแต่นี้ไปดอกเบี้ยทั้งหมดที่จะต้องให้แก่อับบาส อิบนุ อับดุล มุฏเฏาะลิบจะถูกตัดออกไป  สิทธิทุกอย่างที่เกิดขึ้นจากการฆ่าคนในสมัยก่อนอิสลามนั้นจะต้องหมดไปตั้งแต่บัดนี้ เป็นต้นไป   และสิทธิอันแรกเช่นนั้นที่ฉันขอตัดทิ้งก็คือสิทธิที่เกิดจากการฆ่าเราะบีอะฮ์ อิบนุล ฮาริษ อิบนุ อับดุล มุฏเฏาะลิบ โอ้ผู้คนทั้งหลาย  มารร้ายสูญเสียความหวังทั้งหมดที่จะได้รับการบูชาในดินแดนของพวกท่านนี้ไปเสียแล้ว   แต่กระนั้นก็ดี มันก็ยังเป็นกังวลที่จะกำหนดการกระทำอันต่ำต้อยของพวกท่านอยู่   เพราะฉะนั้นจงระวังให้ดีเพื่อความปลอดภัยของศาสนาของพวกท่าน    โอ้ ผู้คนทั้งหลาย การเข้าไปสอดหรือไปเพิ่มเดือนขึ้นมานั้นคือหลักฐานพยาน   ของความไม่ศรัทธาอย่างใหญ่หลวงและยืนยันถึงการกระทำผิดของผู้ไม่ศรัทธา  พวกเขาปล่อยตามใจตนในเรื่องนั้นในปีหนึ่งแล้วก็ห้ามในปีต่อไปเพื่อจะทำให้สิ่งที่พระผู้เป็นเจ้าทรงห้ามให้เป็นสิ่งที่อนุมัติ    แบบแผนของการคิดเวลาย่อมเป็นอย่างเดียวกันเสมอ    สำหรับพระผู้เป็นเจ้า จำนวนเดือนนั้นมีอยู่สิบสองเดือน สี่เดือนเป็นเดือนศักดิ์สิทธิ์    สามเดือนตามมาติดๆ กัน ส่วนอีกเดือนหนึ่งนั้นอยู่แยกออกไประหว่างเดือนญุมาดะฮ์กับเดือนชะอ์บาน  โอ้ ผู้คนทั้งหลาย  เป็นสิทธิของท่านที่จะได้รับความนับถือจากภริยาของท่านและเป็นสิทธิของภริยาของท่านที่จะได้รับความนับถือจากท่าน   เป็นสิทธิของท่านที่พวกนางจะไม่มั่วสุมกับคนใดๆ ที่ท่านไม่เห็นชอบด้วย   รวมทั้งไม่ประกอบการผิดประเวณี แต่ถ้าพวกนางทำ  พระผู้เป็นเจ้าก็จะอนุมัติให้ท่านแยกกับพวกนางได้ภายในบ้านของนางและลงโทษนางได้โดยไม่โหดร้ายทารุณ  แต่ถ้าพวกนางถือตามสิทธิของท่านแล้วพวกนางก็มีสิทธิที่จะได้รับอาหารและเสื้อผ้าด้วยความเมตตากรุณา     จงปฏิบัติต่อภริยาของท่านอย่างดีและเมตตากรุณาต่อพวกนาง  เพราะนางเป็นผู้ร่วมชีวิตของท่านและผู้ช่วยที่ได้รับมอบหมายของท่าน    จงจำไว้ว่าท่านได้รับพวกนางไว้เป็นภริยาของท่านและหาความปิติจากเนื้อหนังมังสาจากพวกนางเพียงภายใต้การมอบหมายของพระผู้เป็นเจ้าและด้วยอนุมัติของพระองค์     เพราะฉะนั้นโอ้ผู้คนทั้งหลายจงใช้เหตุผลให้ดีและใคร่ครวญถึงถ้อยคำของฉันซึ่งบัดนี้ฉันได้กล่าวให้พวกท่านฟัง   ฉันกำลังจะมอบพระคัมภีร์แห่งพระผู้เป็นเจ้าและสุนนะฮ์ (แนวทาง) ของศาสดาของพระองค์ไว้ให้พวกท่าน   ถ้าพวกท่านทำตามถ้อยคำเหล่านี้ท่านก็จะไม่มีวันหลงทางเลย โอ้ ผู้คนทั้งหลาย จงฟังคำของฉันให้ดีเถิด  จงรู้เถิดว่ามุสลิมทุกคนก็คือพี่น้องของมุสลิมทุกคน  และชาวมุสลิมจะต้องสร้างความเป็นพี่น้องที่เป็นอันหนึ่งเดียวกันขึ้นมา  ไม่มีสิ่งใดที่เป็นของมุสลิมด้วยกันจักเป็นของมุสลิมอีกคนหนึ่งได้โดยถูกต้องนอกจากว่าผู้เป็นเจ้าของได้มอบให้โดยอิสระและด้วยความเต็มใจ   เพราะฉะนั้นจงอย่ากระทำการอยุติธรรมต่อตัวท่านเอง   โอ้ พระผู้เป็นเจ้า ข้าพระองค์ได้นำเอาคำสั่งสอนของพระองค์มาถ่ายทอดแล้วมิใช่หรือ?”

ในขณะที่ท่านศาสดากล่าวคำปราศรัยอยู่นั้น  เราะบีอะฮ์ก็ได้พูดซ้ำทีละประโยค   ประเดี๋ยวๆ ก็ถามผู้คนว่าพวกเขาเข้าใจถ้อยคำของท่านศาสดาหรือไม่    และขอให้พวกเขาจดจำไว้เพื่อจะให้แน่ใจว่าผู้คนเข้าใจและจำได้   ท่านศาสดามักจะขอให้โฆษกของท่านกล่าวว่า  “ศาสดาแห่งพระผู้เป็นเจ้าถามว่า “ท่านรู้หรือไม่ว่าวันนี้คือวันอะไร?”  ผู้ฟังก็ตอบว่า “วันนี้คือวันทำฮัจญ์ใหญ่” แล้วศาสดาก็กล่าวว่า “จงบอกพวกเขาว่าพระผู้เป็นเจ้าได้ทรงประกาศว่าจะไม่มีการละเมิดชีวิตและทรัพย์สินของพวกท่านจนกระทั่งวันที่พวกท่านจะได้พบกับพระผู้อภิบาลของพวกท่าน    จงบอกพวกเขาว่าพระองค์ได้ทำให้ทรัพย์สินและชีวิตของพวกท่านปลอดภัยไม่ถูกละเมิดเช่นเดียวกับในวันนี้”  เมื่อกล่าวคำปราศรัยจบ ศาสดาก็ถามว่า “โอ้ พระผู้เป็นเจ้า ข้าพระองค์ได้ถ่ายทอดถ้อยคำของพระองค์แล้วหรือมิใช่?”   แล้วผู้คนก็ตอบมาจากทุกมุมว่า “เป็นเช่นนั้นจริงๆ !   พระผู้เป็นเจ้าทรงเป็นพยาน”

เมื่อท่านศาสดาสั่งสอนเสร็จ  ท่านก็ลงจากหลังอูฐและรออยู่จนกระทั่งเที่ยงวัน   แล้วท่านก็ละหมาดทั้งสำหรับตอนบ่ายและสำหรับตอนบ่ายคล้อยด้วย    แล้วท่านก็ขึ้นขี่อูฐเดินไปยังอัซเซาะเคาะรอต   ณ ที่นั้นท่านได้กล่าวคำสรุปวะหฺยุ (การเปิดเผย) ของพระผู้เป็นเจ้าให้ผู้คนทั้งหลายฟังว่า “วันนี้ข้าได้ทำให้ศาสนาของพวกเจ้าสมบูรณ์แล้วและได้ประทานความกรุณาเมตตาอันครบถ้วนของข้าให้แก่พวกเจ้าแล้ว  วันนี้ข้าได้รับอิสลามไว้เป็นศาสนาของพวกเจ้า” (กุรอาน 5 : 3) เมื่อท่านอะบูบักร์ ได้ยินโองการนี้เขาก็นึกรู้ว่าเมื่อข่าวสารของพระผู้เป็นเจ้าจบสมบูรณ์ลงแล้วชีวิตของท่านศาสดาก็จะปิดฉากลงในไม่ช้านี้

ท่านศาสดาออกจากทุ่งอะเราะฟาตไปค้างคืนที่มุซดะลิฟะฮ์  ในตอนเช้าท่านได้ไปเยี่ยมสักการะสถานของอัลมัซอัรเป็นแห่งแรก   แล้วก็หยุดที่มินาซึ่งอยู่ตามทาง    ท่านได้ขว้างก้อนกรวดไปยังสัญลักษณ์ของซาตานมารร้าย   เมื่อท่านมาถึงกระโจมที่พักของท่าน  ท่านก็ได้สละอูฐเป็นพลี หกสิบสามตัว สำหรับชีวิตท่านปีละตัว  ท่านอะลีก็สละสัตว์ที่เหลือซึ่งศาสดาได้นำมากับท่านจากนครมะดีนะฮ์  ครั้นแล้วท่านศาสดาก็โกนศีรษะแล้วประกาศว่าการทำฮัจญ์ไดสิ้นสุดลงแล้ว  พิธีฮัจญ์ครั้งนี้บางทีก็เรียกว่า “พิธีฮัจญ์อำลา”  บางคนก็เรียกว่า “พิธีฮัจญ์แห่งการประกาศ” บ้างก็เรียกว่า “พิธีฮัจญ์ของอิสลาม”  อันที่จริงนั้นพิธีฮัจญ์ของท่านศาสดาเป็นทั้งสามอย่างในเวลาเดียวกัน    คือเป็น “ฮัจญ์อำลา”  ก็เพราะศาสดามุฮัมมัดได้เห็นนครมักกะฮ์และกะอ์บะฮ์เป็นครั้งสุดท้าย   เป็น “ฮัจญ์ของอิสลาม”  ก็เพราะพระผู้เป็นเจ้าทรงทำให้ศาสนาของพระองค์สมบูรณ์เพื่อประโยชน์ของมนุษยชาติและทรงประทานพรทั้งหมดให้แก่พวกเขา   สุดท้ายมันเป็น “ฮัจญ์แห่งการประกาศ” ก็เพราะว่าท่านศาสดาได้ทำการประกาศและถ่ายทอดสิ่งที่ท่านได้รับบัญชาให้ประกาศและถ่ายทอดจากพระผู้เป็นเจ้าได้สำเร็จเสร็จสิ้นแล้ว   ศาสดามุฮัมมัดนั้นแท้จริงเป็นแต่เพียงผู้ประกาศ  ผู้นำมาให้และผู้ตักเตือนที่ถูกส่งมายังผู้คนที่แลเห็นสัจธรรมและมีความศรัทธาเท่านั้น

 

ผลของ “พิธีฮัจญ์อำลา”

            เมื่อ “พิธีฮัจญ์อำลา”  เสร็จสิ้นลง  ผู้ทำฮัจญ์นับแสนคนก็เริ่มเดินทางกลับบ้าน  ผู้ที่มาจากทะเลทรายก็กลับไปยังทะเลทราย  ผู้ที่มาจากติฮามะฮ์ก็กลับไปที่นั่น   และผู้ที่มาจากภาคใต้จากยะมัน หะเฏาะเราะเมาต์  และดินแดนใกล้เคียงกันก็ทำเช่นเดียวกัน   ส่วนท่านศาสดาและบรรดาสาวกที่สนิทของท่านก็มุ่งไปยังทิศทางของนครมะดีนะฮ์

เมื่อไปถึงที่นั่น  พวกเขาก็ตั้งหลักแหล่งลงโดยมั่นใจว่าสันติภาพได้แผ่คลุมทั่วคาบสมุทรทั้งหมดแล้วนับตั้งแต่นั้นมา   ก็เป็นธรรมดาที่ท่านศาสดามุฮัมมัดจะต้องใคร่ครวญอยู่กับเรื่องสภาพของประเทศต่างๆ  ที่อยู่ภายใต้การครอบครองของไบแซนติอุมและเปอร์เซีย   โดยเฉพาะอัชชาม อียิปต์และอิรัก

บัดนี้เมื่อประชาชนเหล่านั้นได้มารับอิสลามกันเป็นกลุ่มใหญ่ๆ เช่นนั้น   และคณะผู้แทนของพวกเขาก็ได้มาประกาศความเชื่อฟังและสั่งให้ประชาชนของพวกเขา รับใช้ภายใต้ธงของอิสลามแล้วและสุดท้าย  เมื่อบัดนี้ชาวอาหรับทั้งหมดได้มารวมกันใน “พิธีฮัจญ์อำลา” นี้ คาบสมุทรอารเบียทั้งหมดก็มีแต่ความปลอดภัย   จริงๆ แล้วก็ไม่มีเหตุผลที่พวกกษัตริย์และเจ้าชายต่างๆ ของอาหรับจะถอนตัวออกไปหรือจะละเมิดความจงรักภักดีต่อท่านศาสดาหรือต่อศาสนาของท่าน

พวกเขาไม่เคยมีอำนาจหรือสามารถปกครองตนเองภายในประเทศ   ภายใต้รัฐบาลใดๆ ได้มากกว่าภายใต้การปกครองของศาสดาผู้ไม่รู้หนังสือผู้นี้   บาซาน เจ้าเมืองยะมันซึ่งเป็นชาวเปอร์เซียก็ได้รับแต่งตั้งให้กลับไปรับตำแหน่งเจ้าเมืองใหม่ในทันทีที่เขาเปลี่ยนมารับอิสลาม     หากจะมีเรื่องเล็กๆ น้อยๆ เกิดขึ้นในคาบสมุทรนั้นก็ไม่เคยถึงกับใกล้เคียงกับการแข็งข้อกบฏเลย   และพวกเขามิได้พยายามจะมีอำนาจเหนือท่านศาสดาหรือก่อให้เกิดความหวาดกลัวขึ้นในตัวท่านเลยในอนาคต  ศาสนาใหม่นี้ได้แพร่ขยายไปอย่างมั่นคงเหนือส่วนต่างๆ ของคาบสมุทร   ดวงหน้าทุกหน้าก็หันไปสู่พระผู้เป็นเจ้าผู้ทรงดำรงอยู่เป็นนิจนิรันดร   และดวงใจทุกดวงก็เชื่อมั่นอย่างแท้จริงในพระผู้เป็นเจ้าองค์เดียว ผู้ทรงอานุภาพ

ถึงแม้ว่าชาวมุสลิมจะถือว่าศาสดามุฮัมมัดเป็นมนุษย์เหมือนกับคนอื่นๆ ก็ยังมีความคิดที่ได้รับการยอมรับว่า  ท่านจะวิงวอนให้แก่ผู้คนของท่านในวันแห่งการตัดสิน (Day of Judgement)  ชาวมุสลิมจึงมาเยือนที่ฝังศพของท่านในนครมะดีนะฮ์ในระหว่างการมาประกอบพิธีฮัจญ์ยังนครมักกะฮ์

ต่อมาในปีนั้นเองท่านก็เสียชีวิตลง   ท่านได้ทิ้งมรดกไว้มากกว่าอย่างหนึ่งมรดกอย่างแรกก็คือบุคลิกของท่านตามที่ได้เห็นผ่านสายตาของสาวกผู้ใกล้ชิด  หลักฐานของพวกเขาส่วนใหญ่ได้ตกทอดมาโดยอาศัยการถ่ายทอดทางวาจา จึงมิได้มีรูปแบบที่ตายตัวจนกระทั่งหลังจากนั้นอีกเป็นเวลานาน  และในเวลานั้นเองมันได้ขยายตัวออกมากมาย   แต่ก็มีเหตุผลเพียงพอที่จะแนะว่าจากระยะเวลาแรกเริ่มนั้นบรรดาผู้ที่รู้จักและเชื่อฟังศาสดามุฮัมมัดพยายามที่จะปั้นพฤติกรรมของพวกเขาให้เหมือนกับท่าน    เมื่อเวลาผ่านไปได้มีวิวัฒนาการแห่งแบบฉบับบุคลิกภาพของมนุษย์ซึ่งอาจสะท้อนถึงบุคลิกภาพของท่านในระดับหนึ่ง

ถ้าหากว่าภาพพจน์ของศาสดามุฮัมมัดค่อยๆ เผยให้เห็นอย่างละเอียดขึ้นและถ่ายทอดจากคนรุ่นหนึ่งไปยังคนอีกรุ่นหนึ่งแล้วไซร้   ชุมชนที่ท่านสร้างขึ้นมาก็เป็นเช่นเดียวกัน    จากภาพที่ปรากฏขึ้นสมัยต่อๆ มา เป็นชุมชนที่ให้ความเคารพต่อท่านศาสดาและระลึกถึงท่านด้วยความจงรักภักดี   พยายามที่จะเดินตามทางของท่าน   และฝ่าฟันในหนทางของอิสลามเพื่อรับใช้พระผู้เป็นเจ้า  เป็นการรวมตัวกันโดยพิธีกรรมพื้นฐานแห่งความศรัทธาซึ่งทุกสิ่งเป็นแง่มุมของส่วนรวม   เช่นชาวมุสลิมเดินทางไปประกอบพิธีฮัจญ์ในเวลาเดียวกัน   ถือศีลอดตลอดเดือนเดียวกัน  และทำละหมาดร่วมกันอันเป็นกิจกรรมที่ทำให้พวกเขาแตกต่างไปจากโลกส่วนอื่นๆ อย่างเห็นได้ชัดเจน

เหนือสิ่งอื่นใด มีมรดกตกทอดของคัมภีร์อัลกุรอานอันเป็นคัมภีร์ซึ่งบรรยายโดยภาษาที่มีพลังและความงดงามที่ยิ่งใหญ่ถึงพระผู้เป็นเจ้าผู้สูงส่งเหนือธรรมชาติ ทรงเป็นแหล่งแห่งอำนาจและความดีทั้งมวล   เข้าไปสู่โลกมนุษย์ที่พระองค์ทรงสร้างขึ้น

การเปิดเผยถึงเจตนารมณ์ของพระองค์โดยอาศัยแนวทางของบรรดาศาสดาที่ถูกส่งมานั้นเป็นไปเพื่อจะตักเตือนมนุษย์และนำพวกเขากลับไปสู่ตัวตนที่แท้จริงของพวกเขาในฐานะผู้ถูกสร้างที่มีความกตัญญูและเชื่อฟัง  พระผู้เป็นเจ้าเป็นผู้ตัดสินมนุษย์เมื่ออวสานมาถึงและจะมีรางวัลและการลงโทษตามมาจากคำตัดสินนั้น

ตามทรรศนะของอิสลามมุฮัมมัด ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม มิใช่สิ่งมีชีวิตที่อยู่เหนือธรรมชาติ ท่านเป็น อันดัน รอซูลา คือเป็นคนรับใช้ของพระผู้เป็นเจ้า ซึ่งได้รับการแต่งตั้งเป็นศาสนทูตท่านต้องต่อสู้ดิ้นรนอย่างหนักเพื่อรับใช้พระผู้เป็นเจ้าของท่านอย่างที่ชาวมุสลิมทุกคนจะต้องทำ

หากดูอย่างเหมาะสมจากภาพทางประวัติศาสตร์  คำปราศรัยอำลานี้จะเป็นที่เข้าใจกันในฐานะ การตัดขาดจากยุคญาฮิลียะฮ์ ก่อนสมัยอิสลาม หรือความป่าเถื่อนทางศีลธรรมและเป็นดั่งการเริ่มต้นของวัฒนธรรมใหม่อันยิ่งใหญ่  เป็นการปฏิเสธความคิดและทรรศนะของ ญาฮิลียะฮ์ อย่างสิ้นเชิงในทางหนึ่งและในอีกทางหนึ่งเป็นการมองไปยังอนาคตของวัฒนธรรมอันเป็นสากล

การจากไปของศาสดามุฮัมมัดหลังฮัจญ์อำลา

            อุสามะฮ์เด็กหนุ่ม ซึ่งได้รับการแต่งตั้งจากศาสดามุฮัมมัดให้เป็นแม่ทัพและกองทัพของเขาได้ตั้งสำนักงานใหญ่ขึ้นที่อัลญุรฟ์ซึ่งอยู่ติดกับนครมะดีนะฮ์แล้วก็เตรียมตัวที่จะเดินทางไกลไปปาเลสไตน์อยู่ที่นั่น  ในขณะที่พวกเขากำลังเตรียมตัวกันอยู่นั้นศาสดาแหงพระผู้เป็นเจ้าก็ได้ล้มป่วยลง   อาการป่วยอันสาหัสของท่านทำให้กองทัพยกไปไม่ได้    บางคนอาจจะถามด้วยความแปลกใจว่าเหตุใดอาการป่วยของศาสดาจึงสามารถเป็นอุปสรรคต่อการเดินทัพไปรบซึ่งตัวท่านเองเป็นคนสั่งไว้ได้

อย่างไรก็ดีเราต้องจำไว้ว่า  ในการที่กองทัพจะยกไปยังอัซซาม (ซีเรีย) นั้นจะต้องข้ามทะเลทรายอันกว้างใหญ่และสถานที่อันรกร้างไปซึ่งไม่ใช่เป็นเรื่องง่ายๆ   เลยและต้องใช้เวลาหลายวันด้วย   และเมื่อคิดถึงความรักอันยิ่งใหญ่ของมุสลิมที่มีต่อท่านศาสดาแล้วก็ไม่ใช่เรื่องง่ายเลยที่พวกเขาจะปล่อยท่านไว้ในนครมะดีนะฮ์ได้  ในขณะที่ท่านกำลังทนทุกข์อยู่ด้วยอาการป่วยอย่างหนัก

คนเหล่านี้ต่างก็รู้ด้วยว่าศาสดานั้นไม่เคยป่วยหนักๆ เลย  ตลอดช่วงเวลาเหล่านั้นไม่มีอะไรมากระทบกระเทือนต่อสุขภาพของท่านในทางร้ายเลยนอกจากอาการขาดความอยากอาหารเป็นระยะสั้นๆ ในปี ฮ.ศ.6 เนื่องจากการใช้เวทมนตร์ของพวกยิวและอาการไม่สบายเล็กน้อยเนื่องจากท่านรับประทานเนื้อแกะที่มีพิษเข้าไปเมื่อ ฮ.ศ. 7 เท่านั้น

ยิ่งกว่านั้นจังหวะชีวิตของท่านและการใช้เหตุผลในคำสอนของท่านก็มักจะปกป้องท่านไว้จากโรคภัยไข้เจ็บต่างๆ  ท่านมักจะรับประทานแต่น้อยและมีความพึงพอใจกับสิ่งจำเป็นที่ง่ายๆ และมีน้อยอย่างที่สุด

เสื้อผ้าและบ้านเรือนของท่านสะอาดอย่างที่สุดอยู่เสมอ  เพราะศาสดามุฮัมมัดไม่เพียงแต่จะคอยดูแลให้ได้มีการทำหน้าที่ซักล้างเป็นไปอย่างดีอยู่ตลอดเวลาเท่านั้น  ท่านยังเคยกล่าวด้วยว่า “นี่ถ้าฉันไม่เกรงผู้คนจะลำบากมากเกินไปละก็ฉันจะสั่งให้พวกเขามีหน้าที่ต้องแปรงฟันวันละห้าครั้งทีเดียวละ”

อีกประการหนึ่งพิธีการละหมาดและการปฏิบัติประจำวันที่ท่านทำอยู่รวมทั้งนิสัยประหยัดของท่านในเรื่องที่เกี่ยวกับการหาความสำราญ  การที่ท่านงดเว้นจากการมั่วสุมในสิ่งไม่ดีนานาชนิดและความไม่สนใจกับสิ่งต่างๆ ในโลกวัตถุนี้ ซึ่งทำให้ท่านอยู่ห่างจากบ้าน  แต่กลับติดต่อกับชีวิตแห่งจักรวาลและความลับแห่งความเป็นอยู่

อุปนิสัยต่างๆ เหล่านี้ของท่านได้ปกป้องท่านจากโรคต่างๆ และทำให้ท่านมีสุขภาพดี   โครงร่างตามธรรมชาติของท่านที่แข็งแรงประกอบกับจิตใจภายในที่โน้มเอียงไปสู่คุณธรรมความดีต่างก็ทำให้ท่านมีภูมิคุ้มกันต้านทานโรคภัยไข้เจ็บได้เป็นอย่างดี

อย่างไรก็ดีในเมื่อบัดนี้ท่านป่วยหนักขึ้นมาจึงเป็นธรรมดาอยู่เองที่บรรดาสหายและสาวกของท่านจะต้องมีความเป็นห่วงเป็นใยวิตกกังวล  เกรงไปว่าการที่ท่านใช้กำลังหักโหมมาในช่วงยี่สิบปีหลังของชีวิตนั้นอาจจะเริ่มมีผลกระทบต่อท่านได้    นับตั้งแต่ท่านได้ประกาศความเป็นศาสดาในนครมักกะฮ์และเริ่มเรียกร้องผู้คนให้มาเคารพพระผู้เป็นเจ้าพระองค์เดียว   ให้ละทิ้งรูปเคารพของบรรพบุรุษเสียนั้น  ศาสดามุฮัมมัดได้ผจญกับการต่อต้านและความยากลำบากอย่างใหญ่หลวงจนสาวกของท่านต้องหนีไปอยู่ในอบิสสิเนีย  และตัวท่านเองไปอยู่ในที่โดดเดี่ยวอ้างว้างตามภูเขาและชานนครมักกะฮ์

การหนีจากนครมักกะฮ์มายังนครมะดีนะฮ์ซึ่งมาด้วยการทำสนธิสัญญาอะเกาะบะฮ์นั้นเกิดขึ้นภายใต้สภาพที่เสี่ยงภัยและเป็นอันตรายอย่างที่สุด    ศาสดามุฮัมมัดมิได้ทราบว่ามีอะไรรอท่านอยู่ในนครมะดีนะฮ์ก่อนที่ท่านจะเอาความมืดในยามค่ำคืนพรางกายไปที่นั่น    เมื่อท่านไปถึงที่นั่นก็ต้องตกเป็นเป้าของการวางแผนสมคบกันคิดร้ายของพวกยิวทันทีหลังจากที่พระผู้เป็นเจ้าได้ทรงประทานชัยชนะให้ท่านหลังจากการทดสอบเหล่านี้และทรงอนุญาตให้ผู้คนจากทุกมุมของแผ่นดินมาร่วมในศาสนาใหม่นี้แล้ว

หน้าที่ของศาสดามุฮัมมัดก็ได้เพิ่มมากขึ้นเป็นทวีคูณ    ต้องคอยรักษาสันติภาพ  ต้องเป็นผู้นำของชุมชน การสร้างสถาบันต่างๆ ของชุมชนขึ้นมา   สงครามอันต่อเนื่องที่ท่านต้องต่อสู้และการโจมตีต่างๆ ที่ท่านต้องคอยต่อต้านนั้นคงจะทำให้หลังของผู้ชายที่แข็งแรงที่สุดหักลงได้ทีเดียว

สถานการณ์ใดเล่าจะน่าเศร้าไปยิ่งกว่าตอนที่ศาสดามุฮัมมัดพบตัวท่านเองอยู่ในสงครามอุฮุดเมื่อพวกมุสลิมหนีจากฝ่ายข้าศึกไปและท่านขึ้นไปบนภูเขาลำพังคนเดียวโดยมีทหารกุร็อยช์ติดตามไป  ในท่ามกลางก้อนหินและลูกธนูของข้าศึก   ท่านล้มลงได้รับบาดเจ็บจนฟันหน้าหักไปหลายซี่?

สภาพใดที่จะน่าหวาดกลัวไปยิ่งกว่าเมื่อตอนที่ท่านไปรบที่หุนัยน์และฝ่ายมุสลิมต้องถอยหลังในตอนเช้าตรู่ต่อหน้าการโจมตีของข้าศึก   การถอยหนีข้าศึกครั้งนั้นเป็นไปอย่างน่ากลัวจนอะบู ซุฟยานสามารถพูดออกมาได้ว่า “มีแต่ทะเลเท่านั้นที่จะทำให้พวกเขากลับมาได้อีก” และท่ามกลางกระแสธารแห่งการถอยหนีของพวกทหารนี้  ศาสดามุฮัมมัดยังยืนหยัดปักหลักอยู่  คอยเรียกพวกมุสลิมว่า “จะไปไหน? จะไปไหนกัน? กลับมาก่อน! กลับมาหาฉัน!จนกระทั่วพวกเขากลับมาและได้ชัยชนะ

ยิ่งกว่านั้นยังมีภาระเรื่องการสอนศาสนาอีกเล่า รวมทั้งภาระอันหนักหน่วงเรื่องวะห์ยุ (การเปิดเผยสัจธรรมของอัล-กุรอาน)   ความพยายามทางจิตวิญญาณจนแทบจะหมดกำลังในการที่จะต้องคอยติดต่อกับความเป็นจริงแหงสากลจักรวาลกับสิ่งที่อยู่สูงส่ง อันเป็นการใช้ความพยายามที่มีรายงานว่าศาสดาต้องพบกับความลำบากยิ่งกว่าที่บังเกิดแก่ศาสดาฮูด (Hud) และอารยธรรมโบราณอย่างอื่นๆ บรรดาสาวกของศาสดาสามารถเป็นพยานในสิ่งทั้งหลายเหล่านี้ได้  พวกเขาได้เห็นท่านแบกรับภาระของท่านอย่างมั่นคงด้วยความเด็ดเดี่ยวไม่โอนเอียง

บัดนี้เมื่อท่านต้องล้มป่วยลงหลังจากการทำงานอันมีเกียรติเช่นนั้นแล้ว   ก็เป็นธรรมดาที่พวกเขาจะต้องการพลัดผ่อนการยกทัพไปยังอัชชามไว้สักระยะหนึ่ง  จนกว่าพวกเขาจะมั่นใจในเจตนารมณ์ของพระผู้เป็นเจ้า

ในระหว่างนั้นก็ได้มีเหตุการณ์เกิดขึ้นอีกอย่างหนึ่งซึ่งเพิ่มความวิตกกังวลให้แก่บรรดาสาวก  ในตอนที่ล้มป่วยลงใหม่ๆ นั้น  ในคืนวันหนึ่งศาสดานอนไม่ค่อยหลับ เนื่องจากตอนกลางวันร้อนอ้าวและยาวนาน  แต่กลางคืนสั้นและมีลมพัดเย็น

ศาสดามุฮัมมัดจึงรู้สึกอยากออกจากบ้านไปเดินเล่นรอบๆ เมือง   ในการออกไปเดินเล่นครั้งนี้มีแต่คนรับใช้ของท่านคืออะบู มุวัยฮิบะฮ์ ติดตามท่านไปคนเดียว  ท่านไปที่ไหนหรือ?  ท่านได้ไปที่บะกีอุล ฆัรก็อด ซึ่งมีหลุมฝังศพของมุสลิมเรียงรายอยู่ที่ซานนครมะดีนะฮ์

ตามรายงานมีว่าท่านได้ไปยืนอยู่ระหว่างหลุมฝังศพของสาวกของท่านที่เสียชีวิตไป และพูดกับพวกเขาด้วยคำพูดต่อไปนี้ : “ขอสันติจงมีต่อพวกท่านผู้อยู่ในหลุมศพเหล่านี้  ขอให้ท่านเป็นสุขอยู่ในภาวะปัจจุบันนี้ซึ่งท่านได้ออกมาจากภาวะของผู้ที่มีชีวิตอยู่บนผืนแผ่นดิน  การโจมตีที่ทำให้ล้มลงกำลังมีมาครั้งแล้วครั้งเล่าดุจดังลูกคลื่นแห่งความมืดแต่ละครั้งร้ายกาจกว่าครั้งก่อนๆ อยู่เรื่อยๆ”

อะบู มุวัยหิบะฮ์ได้รายงานว่าศาสดาได้บอกเขาเมื่อมาถึงบะกีอุล ฆัรก็อดว่า “ฉันได้ถูกบัญชาให้มาละหมาดให้แก่บรรดาผู้ที่นอนอยู่ในบริเวณนี้  จะไปกับฉันไหม?”  หลังจากละหมาดให้แก่คนตายที่ฝังอยู่ในสุสานนั้นแล้วก็ถึงเวลาที่จะกลับบ้าน  ศาสดาได้เดินเข้ามาหาอะบู มุวัยฮิบะฮ์และพูดกับเขาว่า “โอ้ มุวัยฮิบะฮ์ ฉันได้รับลูกกุญแจของโลกนี้และความเป็นนิรันดร์ในนั้นแล้ว  ตอนนี้ฉันได้ถูก เสนอสรวงสวรรค์และการไปเฝ้าพระผู้เป็นเจ้าของฉันด้วย   ฉันถูกให้เลือกเอาระหว่างสองอย่างนี้” 

อะบูมุวัยฮิบะฮ์ ก็ตอบว่า “มีอะไรบ้างเล่าที่ข้าพเจ้าจะให้เพื่อท่านไม่ได้?  โอ้ นายท่าน! เป็นไปไม่ได้หรอกหรือที่จะเลือกเอาทั้งสองอย่าง?   จงเลือกเอาลูกกุญแจของโลกนี้  ความเป็นนิรันดร์ในโลกรวมทั้งลูกกุญแจของสวรรค์ด้วยเถิดขอรับ”   ศาสดามุฮัมมัดก็ตอบว่า “ไม่ได้หรอก ด้วยพระนามแห่งพระผู้เป็นเจ้า โอ้ อะบู มุวัยฮิบะฮ์เอ๋ย  ฉันได้เลือกเอากุญแจแห่งสวรรค์ และการไปเฝ้าพระผู้เป็นเจ้าของฉันแล้ว”

อะบู มุวัยฮิบะฮ์คงต้องรายงานถึงสิ่งที่เขาได้เห็นและได้ยิน   ศาสดาเริ่มบ่นถึงความเจ็บป่วยของท่านตั้งแต่เช้าหลังจากคืนที่ท่านไปเยี่ยมสุสานที่อัล บากิอ์มา    ตอนนั้นเองที่ผู้คนชักเป็นห่วงและกองทัพของอุสมามะฮ์ก็ไม่ยอมเคลื่อน  ก็จริงอยู่ที่มีนักประวัติศาสตร์หลายคนสงสัยในรายงานของอะบู มุวัยฮิบะฮ์  นักประวัติศาสตร์เหล่านี้สงสัยว่าความเจ็บป่วยของศาสดาไม่ใช่เหตุผลเดียวที่หน่วงเหนี่ยวกองทัพไว้มิให้เคลื่อนไปยังอัชชาม

คนเหล่านี้เชื่อว่าเหตุผลอีกอย่างหนึ่งก็คือความผิดหวังของคนหลายคน     รวมทั้งพวกมุฮาญิรูนและอันศอรอาวุโสจำนวนหนึ่งในเรื่องเกี่ยวกับตำแหน่งแม่ทัพ  ถึงแม้ว่าจะไม่ต้องการถกเถียงถึงการตัดสินของพวกเขาเกี่ยวกับรายงานของอะบู มุวัยหิบะฮ์ไว้ ณ ที่นี้ก็ตาม แต่เราก็ไม่ได้พบเหตุผลที่จะพิสูจน์ถึงการปฏิเสธเหตุการณ์นั้นเหมือนกัน   ไม่ว่าคุณค่าของรายงานนี้จะเป็นอย่างไรก็ตาม  ก็ไม่จำเป็นที่จะต้องปฏิเสธเหตุการณ์ที่ศาสดาไปเยี่ยมสุสานที่บะกีอุล อัลฆัรก็อด ไปละหมาดให้แก่ผู้ตายหรือการที่ท่านนึกรู้ว่าเวลาที่ท่านจะได้พบกับพระผู้อภิบาลของท่าน   กำลังจะมาถึงแล้วในไม่ช้านี้

ในยุคสมัยของเรานี้  วิทยาศาสตร์ก็ยังไม่ปฏิเสธความเป็นไปได้ของการติดต่อกันระหว่างดวงวิญญาณ  มันได้จัดการติดต่อเช่นนั้นไว้ในประเภทปรากฎการณ์ทางจิต  มีคนจำนวนมากที่มีความเข้าใจที่เข้มแข็งและละเอียดอ่อนจนรู้ว่าความตายของเขาใกล้เข้ามาแล้ว    หลักฐานในเรื่องนี้ก็มีอยู่

นอกจากนั้นการติดต่อสื่อสารระหว่างคนเป็นกับคนตาย  การติดต่อระหว่างอดีตกับปัจจุบันลักษณะที่มิได้ถูกจำกัดโดยกาลเวลาหรือระยะทางนั้นทุกวันนี้ก็ถือว่าเป็นเรื่องที่ไม่มีข้อสงสัยแล้ว

ถึงแม้ว่าธรรมชาติของมนุษย์จะเป็นอย่างไรก็ตาม   เราก็ยังไม่อาจจะเข้าใจรูปร่างของมันได้   เพราะฉะนั้นจึงไม่มีเหตุผลที่จะปฏิเสธเหตุการณ์ที่ศาสดาไปเยือนสุสาน  บะกีอ์ ว่าเป็นเรื่องเหลือเชื่อได้ในเมื่อพลังทางวิญญาณและทางจิตใจของศาสดาในการที่จะติดต่อสื่อสารกับอาณาจักรแห่งความเป็นจริงและการที่ท่านทราบถึงความเป็นจริงด้านจิตวิญญาณเหนือมนุษย์ธรรมดา

ไข้ของท่านเพิ่มขึ้นในวันแรกๆ ที่ท่านล้มป่วยจนท่านรู้สึกเหมือนกับอยู่บนไฟ   เมื่อพิษไข้ทุเลาลง ศาสดาได้เดินไปยังมัสญิดเพื่อนำละหมาด  ท่านทำเช่นนี้อยู่หลายวัน แต่รู้สึกอ่อนแอเกินกว่าจะพูดกับบรรดาสาวกหรือฟังพวกเขาพูด   แต่ท่านก็ยังได้ยินคนเหล่านั้นกระซิบกระซาบกันถึงเรื่องที่ท่านแต่งตั้งคนที่หนุ่มมากให้มาบังคับบัญชาพวกมุฮาญิรูนและอันศอรอาวุโสในการไปรบที่อัชชามซึ่งกำลังจะมีมา   ทั้งๆ ที่สุขภาพทรุดโทรมลงเป็นลำดับและมีความเจ็บปวดเพิ่มขึ้น  ท่านก็ยังรู้สึกว่าจำเป็นที่จะต้องปราศรัยกับผู้คนทั้งหลายเกี่ยวกับเรื่องนี้

วันหนึ่งท่านได้ขอให้ภริยาและคนรับใช้ของท่านไปตักน้ำจากบ่อต่างๆ มารดบนตัวท่านด้วยถุงที่ทำด้วยหนังแพะหลายถุง  ได้มีการนำน้ำมาจากบ่อต่างๆ ตามคำสั่งของท่านแล้วเทลงบนตัวท่านในขณะที่ท่านนั่งอยู่ในอ่างซึ่งเป็นของฮัฟเซาะฮ์  แล้วท่านก็สวมเสื้อผ้า พันศีรษะแล้วออกไปยังมัสญิด

เมื่อไปยืนอยู่ที่ธรรมาสน์แล้วท่านก็กล่าวคำสรรเสริญพระผู้เป็นเจ้า  แล้วละหมาดให้แก่ผู้เสียชีวิตที่อุฮุด  แล้วกล่าวแก่ที่ประชุมด้วยถ้อยคำดังต่อไปนี้ : “โอ้ผู้คนทั้งหลาย จงยกทัพไปรบภายใต้การบัญชาการของอุสามะฮ์เถิด  การบ่นว่าของพวกท่านในเรื่องการที่เขาเป็นแม่ทัพ   นั้นก็เหมือนกับที่พวกท่านเคยบ่นว่าในตอนที่บิดาของเขาเป็นแม่ทัพก่อนหน้านั้นด้วยพระนามแห่งพระผู้เป็นเจ้า   อุสามะฮ์นั้นเหมาะสมที่จะเป็นนายทัพเช่นเดียวกับบิดาของเขา”

ศาสดามุฮัมมัดหยุดไปชั่วขณะหนึ่ง  มีแต่ความเงียบกริบ แล้วท่านก็พูดต่อไปว่า “เขาผู้ที่เมื่อได้มีโอกาสให้เลือกเอาระหว่างโลกนี้หรือโลกหน้า  หรือยินยอมตามพระประสงค์ของพระผู้เป็นเจ้ากลับเลือกเอาหนทางเลือกอันสุดท้ายนั้นเขามิได้เลือกได้ดีกว่าดอกหรือ?”

ศาสดามุฮัมมัดนิ่งเงียบไปอีก  ผู้คนต่างก็นิ่งขึงไม่ไหวติง   ด้วยความเข้าใจอันลึกซึ้งและความอ่อนไหว  อะบูบักร์ก็เข้าใจได้ว่าในที่นี้ศาสดาพูดถึงตัวท่านเอง    อะบูบักร์รู้สึกตื้นตันใจเพราะความจงรักภักดีต่อศาสดาและรู้สึกซาบซึ้งอย่างยิ่งในตัวท่านจนไม่สามารถกลั้นน้ำตาไว้ได้

เขาร้องไห้ออกมาและพูดว่า “แต่เราจะยอมสละชีวิตของเราและชีวิตลูกหลานของเราให้แก่ท่าน   โอ้ศาสดามุฮัมมัด!”  ด้วยความเกรงว่าความรู้สึกของอะบูบักร์จะติดต่อไปทั่วที่ประชุมนั้น  ศาสดาจึงพูดออกมาเบาๆ ว่า “โอ้ อะบูบักร์! แล้วท่านก็สั่งให้ปิดประตูมัสญิดทุกบานเสียยกเว้นแต่บานที่เปิดไปสู่บ้านของอะบูบักร์”  

เมื่อปิดประตูแล้วท่านก็กล่าวว่า “ฉันไม่รู้จักใครที่ความเป็นเพื่อนของเขาเป็นที่ชอบพอของฉันมากไปกว่าท่านเลย   ในบรรดาผู้คนทั้งหมดในโลกนี้  ฉันจะขอเลือกแต่เพียงอะบูบักร์เป็นเพื่อนถาวรและเพื่อนตลอดไปของฉัน  มิตรภาพของเขานั้นเป็นมิตรภาพและภราดรภาพที่เกิดจากความศรัทธาที่แท้จริง!”  และมันจะคงทนถาวรไปตราบจนกระทั่งพระผู้เป็นเจ้าทรงนำเรามาอยู่ด้วยกันอีก!

ศาสดามุฮัมมัดละจากธรรมาสก์กลับไปยังบ้านของท่านหญิงอาอิชะฮ์   ในขณะที่ทำดังนั้นท่านได้หันมาหาประชาชนและกล่าวว่า “โอ้มุฮาญิรูน (ผู้อพยพ) จงดีต่อพวกอันศอรเถิดชุมชนมุสลิมเพิ่มขึ้นทุกๆ วัน   แต่จำนวนของพวกอันศอรยังอยู่เท่าเดิม   อัลอันศอรนั้นคือผู้คนของฉันเอง  เป็นผู้คนที่ไว้ใจได้ซึ่งฉันได้พึ่งพิงพวกเขามา   จงดีต่อผู้ที่มีคุณธรรมในหมู่พวกเขาเถิดจงให้รางวัลแก่ผู้เคร่งครัดในศาสนา  และจงอภัยให้แก่ผู้ที่ทำผิด”

ศาสดามุฮัมมัดกลับไปถึงบ้านของท่านหญิงอาอีชะฮ์เกือบจะหมดแรงเพราะการออกแรงเมื่อคนเรากำลังป่วยเป็นไข้สูง   การที่จะลุกจากเตียงไปที่มัสญิดหลังจากต้องทำให้ตัวเย็นลงโดยการรดด้วยน้ำหลายถุงหนังแพะนั้นก็เป็นเรื่องที่ลำบากพออยู่แล้ว    แล้วศาสดาจะต้องเหน็ดเหนื่อยแค่ไหนในการที่ต้องพูดสรุปความเช่นนั้นเมื่อในขณะเดียวกันท่านก็ต้องเผชิญหน้ากับเรื่องด่วนๆ อย่างเช่น การยกทัพของอุสามะฮ์ และชะตากรรมที่ถูกคุกคามของอันศอรและของชุมชนอาหรับซึ่งเพิ่งจะประสานกันใหม่ๆ โดยศาสนาอิสลาม?

ในวันรุ่งขึ้นศาสดามุฮัมมัดพยายามจะลุกจากเตียงไปทำละหมาดที่มัสญิดเหมือนอย่างเคย  เมื่อพบว่าความพยายามของท่านไม่มีผล   ท่านจึงสั่งให้อะบูบักร์นำละหมาดท่าน   ท่านหญิงอาอิชะฮ์มีความกังวลอยากให้ศาสดาไปนำละหมาดด้วยตัวท่านเอง   นางคิดว่าไม่มีอะไรจะลบล้างความกลัวของผู้คนได้ดีไปกว่าการที่พวกเขาจะได้เห็นศาสดามาทำหน้าที่ประจำวันของท่านต่อไป

นางจึงได้ขออภัยแทนบิดาของนางเองคืออะบูบักร์ โดยบอกว่าเสียงของเขาเบาเกินไป  และเขามักจะร้องไห้ทุกครั้งที่อ่านกุรอาน    เมื่อรู้ตัวว่าไม่อาจลุกจากเตียงนอนได้  ศาสดาก็กล่าวว่า “พวกผู้หญิงนี่ช่างดื้อเสียนี่กระไร!”  ไปสั่งให้อะบูบักร์นำละหมาดเดี๋ยวนี้”

อีกวันหนึ่งเมื่ออะบูบักรไม่อยู่  บิลาลได้อะซาน เรียกผู้คนมาละหมาดและเชิญอุมัรเป็นผู้นำละหมาด   เมื่อเสียงอันดังของอุมัรได้ยินไปถึงศาสดา   ท่านก็ถือว่านี่เป็นการขัดคำสั่งเดิมของท่านอีกครั้งหนึ่ง   ท่านกล่าวว่า “อะบูบักร์อยู่ไหน?  พระผู้เป็นเจ้าและบรรดาผู้มีศรัทธาจะไม่ยอมให้อะบูบักร์ไม่ได้เป็นผู้นำหรอก”   เหตุการณ์นี้เองทำให้ผู้คนมั่นใจว่าศาสดามุฮัมมัดได้แต่งตั้งอะบูบักร์ให้เป็นผู้สืบต่อจากท่านจริงๆ เพราะการเป็นผู้นำก็คือเครื่องหมายอันแรกสุดของการสืบต่อจากศาสดา

หลังจากนี้อาการป่วยและความเจ็บปวดของศาสดาก็เพิ่มขึ้น   ไข้ของท่านขึ้นมาจนภริยาและผู้รับใช้ของท่านอาจรู้สึกได้ด้วยการแตะผ้าห่มที่ห่มท่านอยู่    ท่านหญิงฟาฏิมะฮ์บุตรีของท่านซึ่งท่านรักอย่างลึกซึ้ง   เพราะเป็นบุตรคนเดียวที่เหลืออยู่ของท่านได้มาเยี่ยมท่านทุกวัน

เมื่อใดก็ตามที่นางเข้ามาในห้องศาสดาก็จะร้องไห้  จุมพิตนางและให้เก้าอี้ของท่านเองให้นางนั่งวันหนึ่งเมื่อนางเข้ามาในห้อง   ท่านก็ทักทายนางโดยกล่าวว่า “เชิญซิ ลูกเอ๋ย” แต่นางเองเป็นผู้จุมพิตท่าน  ท่านได้ขอให้นางนั่งลงข้างๆ ท่านที่บนเตียงและกระซิบกับนางสองครั้งครั้งแรกทำให้นางร้องไห้  และครั้งหนึ่งทำให้นางหัวเราะ

อาอิชะฮ์พยายามจะรู้ว่าศาสดาพูดอะไร  แต่ฟาฏิมะฮ์ก็ไม่ยอมบอกสิ่งที่นางถือว่าเป็นความลับ   หลังจากศาสดาสิ้นชีวิตแล้วเท่านั้น ท่านหญิงฟาฏิมะฮ์จึงได้เปิดเผยว่าตอนนั้นท่านพูดอะไรกับนาง   คือตอนแรกท่านบอกว่าท่านจะต้องตายเพราะโรคนั้น  ซึ่งทำให้นางร้องไห้

ตอนหลังท่านบอกว่านางจะเป็นสมาชิกคนแรกของท่านที่ได้ไปพบกับท่านหลังจากสิ้นชีวิตแล้ว   ซึ่งทำให้นางยิ้มออกมา   เพื่อจะทำให้พิษไข้ของท่านเย็นลงศาสดามุฮัมมัดได้เอามือจุ่มลงในภาชนะที่ตั้งอยู่ข้างเตียงของท่านซึ่งจะถูกเติมน้ำเย็นๆ ลงไปอยู่เสมอ  แล้วเอามาเช็ดหน้าของท่าน   ในบางครั้งบางคราว พิษไข้สูงก็ทำให้ท่านชักกระตุก  เมื่อหายจากไข้สูงเป็นระยะๆ ท่านแอบได้ยินฟาฏิมะฮ์บุตรีของท่านพูดด้วยความเศร้าอย่างลึกล้ำว่า “โอ้ คุณพ่อของฉันต้องได้รับความเจ็บปวดอย่างเหลือเกิน!”    พอได้ยินดังนี้ ศาสดามุฮัมมัดก็พูดว่า “หลังจากวันนี้แล้วพ่อของเจ้าก็จะไม่ต้องเจ็บปวดอีกต่อไปแล้ว”  ซึ่งหมายความว่าท่านจะไปพบพระผู้เป็นเจ้าของท่านก่อนจะสิ้นวัน

ด้วยความเป็นห่วงที่จะทำให้ความเจ็บปวดของท่านเบาบางลง   บรรดามิตรสหายจึงได้เตือนท่านว่าท่านเคยบอกกับพวกเขาว่าเวลาเจ็บป่วยจงอย่าบ่นไป   ท่านจึงขอโทษพวกเขาและบอกว่าความเจ็บปวดของท่านนั้นมากกว่าคนสองคนจะทานได้เสียอีก

ในขณะที่พิษไข้กำลังขึ้นสูงและล้อมรอบด้วยผู้ที่มาเยี่ยมเยียน  ท่านได้ขอให้เอากระดาษปากกาและหมึกเข้ามา  ท่านบอกว่าท่านจะบอกคำบอกอะไรบางอย่างเพื่อประโยชน์ของสาวกของท่าน   เพื่อยืนยันกับพวกเขาว่าถ้าพวกเขายึดมันไว้  พวกเขาก็จะไม่มีวันหลงทางได้เลย   คนบางคนในที่นั้นก็คิดว่าเนื่องจากศาสดา  กำลังป่วยหนักและเนื่องจากชาวมุสลิมก็มีกุรอานอยู่แล้ว  จึงไม่จำเป็นจะต้องมีการเขียนอะไรเพิ่มเติมอีก

เล่ากันว่าความคิดเช่นนี้เป็นของอุมัร  คนที่อยู่ในที่นั้นมีความคิดเห็นไม่ตรงกัน  บางคนก็ต้องการจะนำเครื่องเขียนเข้ามาและจดสิ่งที่ศาสดาต้องการพูดลงไป  ส่วนบางคนก็คิดว่าการเขียนสิ่งอื่นลงไปนอกจากพระมหาคัมภีร์แล้วจะกลายเป็นสิ่งที่เกินความจำเป็น   ศาสดามุฮัมมัดจึงขอให้พวกเขาออกไปให้หมด    โดยพูดว่า “ไม่เป็นการดีเลยที่พวกท่านจะมาขัดกันอยู่ต่อหน้าฉัน” 

อิบนุ อับบาสรู้สึกเป็นห่วงว่าพวกเขาอาจจะพลาดอะไรที่สำคัญยิ่งไปก็ได้ถ้าไม่รีบนำเอาเครื่องเขียนเข้ามา   ในขณะที่อุมัรก็ยังยืนยันความคิดของเขาอยู่ว่า “ในพระมหาคัมภีร์ เรามีทุกอย่างอยู่แล้วโดยไม่มีอะไรเหลืออยู่อีก”

ในขณะที่ข่าวเรื่องสุขภาพอันทรุดโทรมของศาสดาแพร่หลายออกไป  อุสามะฮ์กับพวกคนสนิทของเขาจำนวนหนึ่งก็ได้ออกจากค่ายพักที่อัลญุรฟ์มายังนครมะดีนะฮ์เพื่อดูให้แน่ใจในเรื่องสุขภาพของศาสดา     อุสามะฮ์เข้ามาในบ้านของท่านหญิงอาอิชะฮ์ด้วยอาการพูดไม่ออกเมื่อศาสดาแลเห็นอุสามะฮ์เข้า   ท่านก็ยกมือขึ้นไปทางท้องฟ้าก่อนจะวางลงบนไหล่ของอุสามะฮ์เป็นเครื่องหมายว่าให้ละหมาดแก่ท่านด้วย

ในขณะนั้นสมาชิกในครอบครัวของศาสดาเห็นควรที่จะให้ยาศาสดารับประทานยานี้อัสมาซึ่งเป็นญาติของมัยมูนะฮ์เรียนวิธีปรุงมาในขณะที่นางยังอยู่ในอบิสสิเนีย (เอธิโอเปีย)   เมื่อเห็นศาสดากำลังไม่รู้สึกตัว  พวกเขาก็ถือโอกาสรินยาเข้าไปในปากของท่าน   พอได้สติขึ้นมาใหม่  ศาสดาก็ถามว่าใครให้ยาท่านและทำไมจึงให้

อัลอับบาสลุงของศาสดาจึงอธิบายว่าพวกเขาปรุงยาขึ้นและให้ท่านรับประทานเพราะเกรงว่าท่านจะเป็นโรคเยื่อหุ้มปอดอักเสบ    ศาสดาจึงพูดว่า “พระผู้เป็นเจ้าไม่ทรงให้ฉันเป็นโรคนั้นหรอก”  แล้วท่านก็สั่งให้ทุกคนในบ้านชิมยานั้นยกเว้นแต่อัลอับบาส  แม้กระทั่งมัยมูนะฮ์ ซึ่งตอนนั้นกำลังถือศีลอดก็ยังถูกบังคับให้ชิม

ตอนที่ล้มป่วยลงใหม่ๆ นั้น ศาสดามุฮัมมัดมีเงินอยู่ที่บ้านเจ็ดดินาร์   ท่านเกรงว่าท่านอาจจะสิ้นชีวิตไปในขณะที่ท่านยังมีเงินอยู่   ดังนั้นท่านจึงสั่งญาติของท่านให้เอาเงินนั้นไปให้คนยากจนเสีย   อย่างไรก็ตามเพราะมัวแต่ยุ่งอยู่กับความเจ็บป่วยของท่านและการรักษาพยาบาล   รวมทั้งมัวแต่เป็นกังวลเรื่องสุขภาพของท่านที่กำลังทรุดโทรมลง   พวกเขาจึงลืมทำตามคำสั่งของท่าน

เมื่อท่านได้สติขึ้นมาในวันอาทิตย์ซึ่งเป็นวันก่อนที่ท่านจะสิ้นใจท่านก็ได้ถามว่าพวกเขาเอาเงินไปให้คนยากจนแล้วหรือยัง   อาอิชะฮ์ตอบว่าเงินนั้นยังอยู่กับนาง   ท่านจึงขอให้นางเอามันมาวางในฝ่ามือของท่านและพูดว่า “ถ้ามุฮัมมัดจะไปพบพระผู้เป็นเจ้าในสภาพนี้จะเป็นอย่างไร?”  เงินนั้นจึงถูกยกให้แก่คนยากจนไป

ศาสดามุฮัมมัดนอนหลับในตอนกลางคืนได้อย่างสงบและไข้ของท่านก็ดูเหมือนจะลดลง  ดูราวกับว่ายาที่ญาติของท่านปรุงให้ท่านรับประทานนั้นมีผลช่วยบรรเทาโรคของท่านลงได้บ้าง  ในตอนเช้าท่านถึงกับลุกไปมัสญิดได้    ทั้งๆ ที่ยังต้องพันศีรษะไปและต้องให้อะลี อิบนุ อะบี ฏอลิบกับอัลฟัฎล์ อิบนุลอับบาสพยุงไป

เมื่อตอนที่ศาสดาเข้าไปในมัสญิดนั้น อะบูบักร์กำลังละหมาดอยู่  เมื่อเห็นศาสดาเข้ามา ผู้คนก็ดีใจกันจนเกือบจะลืมละหมาดไป  อะบูบักร์ขึ้นเสียงดังขึ้นอีกเป็นเชิงเตือนให้ละหมาดไปอย่าให้ถูกขัดจังหวะ

ศาสดามุฮัมมัดรู้สึกพอใจมากกับสิ่งที่ท่านได้แลเห็นและอะบูบักร์ก็ทราบดีว่าผู้คนจะไม่เฉไฉจากการละหมาดด้วยการมาถึงของบุคคลใดก็ตาม   ในขณะที่ศาสดามุฮัมมัดเข้ามาใกล้อะบูบักร์เพื่อจะร่วมละหมาดนั้น  อะบูบักร์ก็ได้ถอยออกไปจากที่ของผู้นำละหมาดเพื่อให้ศาสดาเข้ามาแทน    อย่างไรก็ตามศาสดาก็ได้ดันเขากลับไปที่เดิมพร้อมกับบอกว่า “ท่านนำต่อไปเถิด”  แล้วท่านก็นั่งลงข้างอะบูบักร์และท่านละหมาดท่านั่ง  เมื่อละหมาดเสร็จแล้วท่านก็เข้าร่วมวงชุมนุมและพูดด้วยเสียงแจ่มใสซึ่งดังออกมาจนถึงข้างนอกมัสญิด

ท่านพูดว่า “โอ้ผู้คนทั้งหลาย ไฟนรกนั้นพร้อมแล้ว  การโจมตีอย่างจะทำลายล้างกำลังพุ่งมาข้างหน้าเหมือนดังลูกคลื่นแห่งความมืด   ด้วยพระนามแห่งพระผู้เป็นเจ้า  ฉันจะไม่ต้องรับผิดชอบสำหรับสิ่งนี้   ฉันไม่เคยอนุญาตให้ทำสิ่งใดนอกจากสิ่งที่กุรอานทำให้เป็นสิ่งที่ถูกต้อง   และฉันไม่เคยสั่งห้ามสิ่งใดซึ่งกุรอานมิได้สั่งห้าม   การสาปแช่งของพระผู้เป็นเจ้าย่อมตกอยู่แก่บรรดาผู้ที่ถือเอาหลุมฝังศพเป็นมัสญิด”

ชาวมุสลิมต่างพากันปิติยินดีเป็นล้นพ้นเมื่อได้เห็นศาสดามีสุขภาพดีขึ้น   จนอุสามะฮ์ อิบนุ ซัยด์ ถึงกับขออนุญาต เดินทัพไปยังอัชชาม แม้กระทั่งอะบูบักร์ก็ก้าวออกมาข้างหน้าและพูดว่า “โอ้ศาสดาแห่งพระผู้เป็นเจ้า แลเห็นได้ชัดแล้วว่าพระผู้เป็นเจ้าได้ทรงอวยพรให้ท่านและทรงให้สุขภาพที่ดีแก่ท่านเหมือนอย่างที่พวกเราปรารถนาและขอวิงวอนให้    ข้าพเจ้าได้สัญญากับบุตรสาวของคอริญะฮ์ (หมายถึงภริยาของเขาเอง) ว่าจะไปอยู่กับนาง ฉะนั้นจึงขออนุญาตปลีกตัวไปก่อนได้ไหม?”

ศาสดาก็อนุญาตให้เขาไป อะบูบักร์จึงไปที่ตำบล อัช ซุนห์ ซึ่งอยู่ที่ชาน นครมะดีนะฮ์ อันเป็นที่ที่ภริยาของเขาพำนักอยู่   อุมัร และอะลีก็กลับไปทำธุรกิจตามเคยของเขา  ชาวมุสลิมต่างก็แยกย้ายกันไปด้วยความยินดีและความสุขหลังจากที่ผ่านความทุกข์โศกมาเพราะข่าวการล้มป่วยของศาสดามุฮัมมัด

ศาสดาได้กลับไปยังบ้านของท่านหญิงอาอิชะฮ์ด้วยความสุขที่ได้เห็นเพื่อนๆ มุสลิมของท่านซึ่งเข้ามาหาท่านเต็มมัสญิดและรออยู่อย่างวิตกกังวลเพื่อฟังข่าวของท่าน    คนเหล่านั้นได้มีความสุข   แต่ท่านก็รู้สึกค่อนข้างจะอ่อนเพลีย

ท่านหญิงอาอิชะฮ์ช่วยพยุงสามีของนางเข้ามาข้างในด้วยหัวใจที่เต็มไปด้วยความหวาดกลัวและเห็นอกเห็นใจ  หวังว่านางจะสามารถมอบชีวิตและกำลังกายของนางเองเพื่อทดแทนให้แก่แรงกายที่ถดถอยไปมากของท่าน

การที่ศาสดาไปเยือนมัสญิดนั้นกลายเป็นเพียงการสลับฉากของความตื่นตัวที่นำหน้ามรณภาพมาเท่านั้น   เพราะหลังจากท่านกลับมาบ้านแล้ว  สุขภาพของท่านก็ทรุดโทรมลงไปทุกนาที  ไม่ต้องสงสัยเลยว่าท่านมีเวลาที่จะมีชีวิตอยู่ได้อีกเพียงไม่นานเท่านั้น      ท่านจะใช้เวลาไม่กี่ชั่วโมงหลังของชีวิตนี้อย่างไร?

ท่านหลับตามองเห็นอะไรเป็นสิ่งสุดท้ายเล่า?   ท่านได้ใช้ชั่วขณะอันมีค่านี้ไปในการทบทวนดูภารกิจของท่านที่ท่านได้ทำมานับตั้งแต่พระผู้เป็นเจ้าทรงมอบหมายให้ท่านเป็นศาสดาและทรงแต่งตั้งท่านให้เป็นผู้นำทางแก่มนุษยชาติ

ท่านได้ระลึกถึงความยากลำบากที่ท่านได้เคยได้รับมา    ความปลื้มปิติที่ท่านเคยประสบมาและชัยชนะทางด้านจิตวิญญาณและด้านการทหารที่เคยผ่านมานั้นหรือไม่?   หรือว่าท่านได้ใช้เวลาในวาระสุดท้ายอ้อนวอนแด่พระผู้เป็นเจ้าและขอความเมตตาของพระองค์อย่างสุดจิตสุดใจเหมือนดังที่ท่านเคยทำมาตลอดชีวิตของท่าน?

หรือว่าท่านอ่อนเพลียเสียจนไม่สามารถทบทวนอะไรได้  และไม่มีสติจนแม้แต่จะวิงวอน?   มีรายงานแตกต่างกันอย่างมากมาย   รายงานส่วนใหญ่กล่าวว่าในวันนั้นคือวันที่ 8 มิถุนายน ค.ศ. 632 เป็นวันที่ร้อนที่สุดวันหนึ่งในอารเบีย  ศาสดามุฮัมมัดได้ร้องขอน้ำเย็นๆ อ่างหนึ่งซึ่งท่านเอามือจุ่มลงไปและเอามาเช็ดหน้า

รายงานส่วนใหญ่กล่าวว่าได้มีชายผู้หนึ่งจากตระกูลของอะบูบักร์เข้ามาในบ้านของท่านหญิง  อาอิชะฮ์โดยถือแปรงสีฟันอันหนึ่งมาในมือ   ศาสดาได้มองดูเขาในลักษณะที่แสดงว่าอยากได้แปรงสีฟันอันนั้น   อาอิชะฮ์จึงรับแปรงมาจากญาติของนางแล้วจัดการจนมันอ่อนดีแล้วก็ส่งให้แก่ศาสดามุฮัมมัดและท่านก็ใช้มันแปรงฟันของท่าน

รายงานเดียวกันนั้นยังบอกด้วยว่าในขณะที่ความเจ็บปวดรวดร้าวแห่งมรณภาพรุนแรงขึ้น  ศาสดาได้หันไปกล่าววิงวอนแด่พระผู้เป็นเจ้าว่า “โอ้พระผู้เป็นเจ้า ขอได้ทรงโปรดให้ข้าพระองค์เอาชนะความเจ็บปวดแห่งความตายได้ด้วยเถิด”

ท่านหญิงอาอิชะฮ์รายงานว่าในระหว่างชั่วโมงสุดท้ายนั้นศีรษะของท่านอยู่บนตักของนาง  นางเล่าว่าศีรษะของศาสดาที่อยู่บนตักของฉันนั้นหนักขึ้น    ฉันมองดูหน้าท่านและได้พบว่านัยน์ตาของท่านแน่นิ่งอยู่  ฉันได้ยินท่านพึมพำว่า  “โอ้ พระผู้เป็นเจ้าผู้ทรงอยู่ในสวรรค์อันสูงสุด”   ฉันจึงพูดกับท่านว่า “ด้วยพระองค์ผู้ทรงส่งท่านมาเป็นศาสดาให้สั่งสอนสัจธรรม   ท่านได้ถูกมอบทางเลือกให้และท่านก็เลือกได้ดีแล้ว”

ศาสดาแห่งพระผู้เป็นเจ้าสิ้นชีวิตไปในขณะที่ศีรษะของท่านวางอยู่บนสีข้างของฉันระหว่างปอดกับหัวใจของฉัน   เพราะความเยาว์วัยและขาดประสบการณ์ของฉันนั่นเองที่ทำให้ฉันปล่อยให้ท่านสิ้นชีวิตบนตักของฉัน   แล้วฉันก็จับศีรษะของท่านวางไว้บนหมอนและลุกขึ้นไปคร่ำครวญในชะตากรรมของฉัน   และไปร่วมกับผู้หญิงคนอื่นๆ ในความสูญเสีย   และโศกเศร้าของเรา

ศาสดามุฮัมมัดสิ้นชีวิตไปจริงๆ หรือเปล่า?  นี่เป็นคำถามที่ชาวอาหรับในตอนนั้นมีความคิดแตกต่างกัน   และแตกต่างกันเป็นอย่างมากเสียจนพวกเขาเกือบจะต่อสู้กัน   ต้องขอบคุณต่อพระประสงค์ของพระผู้เป็นเจ้าที่การแตกแยกนั้นได้หมดไปอย่างรวดเร็ว  และศาสนาของชาวหะนีฟ-ศาสนาอันแท้จริงของพระผู้เป็นเจ้าก็ดำรงอยู่โดยไม่มีอันตราย

การฝังศพศาสดา

            เหตุการณ์หลังการจากไปของท่านศาสดา (ขอความสันติจากพระผู้เป็นเจ้ามีแด่ท่าน) ไปจนถึงการฝังศพของท่านถูกบอกเล่าโดยนักประวัติศาสตร์  และนักคิดคนสำคัญของโลกอิสลาม  ชาวอียิปต์อย่างหุซัยน์ ฮัยกัล ดังต่อไปนี้

ชาวมุสลิมตระหนกตกใจในข่าวอสัญกรรม

เพราะฉะนั้นศาสดาจึงได้เลือกเอาการไปพบกับพระผู้เป็นเจ้าในสรวงสวรรค์ในขณะที่ท่านอยู่ในบ้านของท่านหญิงอาอิชะฮ์   และวางศีรษะของท่านไว้บนตักของนางนั่นเอง   เมื่อเหตุการณ์เกิดขึ้นดังนี้  อาอิชะฮ์ก็ยกศีรษะของท่านวางลงบนหมอนและออกไปสมทบกับสตรีคนอื่นๆ ในครอบครัว  ซึ่งรีบวิ่งเข้ามาหานางทันทีที่ได้ยินข่าวแล้วก็เริ่มร้องไห้กันด้วยความโศกเศร้าและสูญเสีย   ชาวมุสลิมที่มัสญิดรู้สึกแปลกใจที่มีเสียงร้องไห้ดังขึ้นอย่างกะทันหัน  ก็ในตอนเช้านี่เองพวกเขาได้เห็นศาสดาอยู่หยกๆ และมั่นใจว่าสุขภาพของท่านดีขึ้นแล้วเป็นอย่างมากจนอะบูบักร์ได้ขอนุญาตท่านไปเยี่ยมภริยาของเขาที่อัชซุนห์

เมื่ออุมัรได้ยินข่าวเข้าเขาก็แทบไม่เชื่อ  เขาจึงรีบกลับมาที่บ้านพักของศาสดาอย่างรวดเร็ว  เมื่อมาถึงเขาก็ตรงไปที่เตียงของศาสดาทันที   เขาเปิดผ้าคลุมออกและมองดูหน้าท่านอยู่ครู่หนึ่ง เขาคิดว่าที่ท่านนอนนิ่งมีลักษณะเหมือนคนที่หาชีวิตไม่แล้วนั้นคืออาการโคม่าซึ่งเขาเชื่อว่าอีกไม่ช้าท่านก็จะหายจากอาการนั้น   อัลมุฆีเราะฮ์ได้พยายามที่จะยืนยันถึงความจริงอันน่าปวดร้าวนั้นให้อุมัรฟังแต่ก็ไร้ผล  อุมัรยังคงเชื่อต่อไปอย่างมั่นคงว่าศาสดามุฮัมมัดยังไม่ตาย

เมื่ออัลมุฆีเราะฮ์ยืนยันหนักๆ เข้า  อุมัรก็พูดกับเขาอย่างโกรธเคืองว่า “ท่านพูดปด” ทั้งสองไปที่มัสญิดด้วยกัน  ในนั้นอุมัรได้ประกาศเสียงดังสุดเสียงว่า “คนหน้าไหว้หลังหลอกบางคนแสร้งบอกว่าศาสดา (ขอความสันติและพรของพระผู้เป็นเจ้าประสบแด่ท่านเถิด) สิ้นชีวิตแล้ว  แต่ด้วยพระนามแห่งพระผู้เป็นเจ้า  ข้าพเจ้าขอสาบานว่าท่านยังไม่ตาย  ท่านเพียงแต่ไปเฝ้าพระผู้อภิบาลของท่านเหมือนกับที่ศาสดามูซา (โมเสส)  เคยไปแต่ก่อนนั้น

ศาสดามูซาหายไปจากประชาชนของท่านเป็นเวลาสิบสี่คืนติดๆกัน  และกลับมาหลังจากคนเหล่านั้นประกาศออกมาแล้วว่าท่านตาย  ด้วยพระนามของพระผู้เป็นเจ้า   ศาสดาแห่งพระผู้เป็นเจ้าก็จะกลับมาเหมือนอย่างที่ศาสดามูซากลับมา  ผู้ใดก็ตามที่บังอาจกระพือข่าวลือ  ว่าศาสดามุฮัมมัดหาชีวิตไม่แล้วจะต้องถูกมืออันนี้แหละดัดแขนตัดขาเสีย

ที่มัสญิด เมื่อชาวมุสลิมได้ยินคำประกาศนี้จากอุมัร พวกเขาก็จะตระหนกตกใจจนตัวแข็ง  ถ้าศาสดามุฮัมมัดสิ้นชีวิตไปจริงๆ   บรรดาผู้ที่ได้เห็นท่านและได้ยินท่าน   ผู้ที่เชื่อในตัวท่านและในพระผู้เป็นเจ้าซึ่งทรงส่งท่านมาเป็นผู้สื่อสารทางนำและศาสนาอันเที่ยงแท้ก็จะพินาศกันหมด   ความสูญเสียของพวกเขาจะใหญ่หลวงเสียจนหัวใจและสมองของพวกเขาจะแตกอ้าออก

อีกด้านหนึ่งถ้าเป็นความจริงที่ว่าศาสดามุฮัมมัดยังไม่สิ้นชีวิตเพียงแต่เดินทางไปเฝ้าพระผู้เป็นเจ้าเหมือนอย่างที่อุมัรบอก  นั่นก็จะทำให้ยิ่งน่าตระหนกตกใจมากขึ้นไปอีก  ถ้าเช่นนั้นชาวมุสลิมก็ควรจะรอการกลับมาของท่านซึ่งจะเป็นเรื่องที่น่าอัศจรรย์มากขึ้นเหมือนอย่างการกลับมาของศาสดามูซา

กลุ่มชาวมุสลิมนั่งอยู่รอบๆ อุมัรและฟังเขาพูด  ออกจะเห็นด้วยกับเขาว่าศาสดาแห่งพระผู้เป็นเจ้ามิได้สิ้นชีวิต   พวกเขาไม่อาจจะเอาความตายไปรวมกับคนที่พวกเขาเพิ่งจะเห็นตัวตนอยู่จริงๆ เพียงไม่กี่ชั่วโมงที่แล้วมานี้    และผู้ที่พวกเขาได้ยินเสียงอันแจ่มใสเป็นกังวานของท่านเพิ่งสักการะและวิงวอนขอความเมตตาปรานี   และขอพรจากพระผู้เป็นเจ้าอยู่หยกๆ นั้นได้

ยิ่งกว่านั้น พวกเขายังไม่สามารถมั่นใจได้ว่ามิตรผู้ซึ่งพระผู้เป็นเจ้าทรงเลือกให้เป็นผู้นำสารอันศักดิ์สิทธิ์ของพระองค์มา   คนที่ชาวอาหรับทั้งมวลยอมจำนน และแม้แต่กษัตริย์คุสโรและจักรพรรดิ เฮราคลิอุส  ก็จะต้องยอมแพ้ในไม่ช้านี้จะสามารถตายได้

พวกเขาไม่อาจเชื่อได้ว่าคนที่เคยมีอำนาจชนิดที่สั่นโลกให้สะเทือนมาเป็นเวลายี่สิบปีติดต่อกัน  และได้สร้างพายุด้านจิตวิญญาณอันยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์จะสามารถตายได้

อย่างไรก็ดีพวกผู้หญิงก็ยังคงตีหน้าและร้องไห้อยู่ที่บ้านของศาสดาซึ่งเป็นเครื่องหมายที่เห็นได้ชัดๆ   แล้วว่าท่านได้สิ้นชีวิตไปแล้วจริงๆ   แต่กระนั้นในมัสญิดตรงนี้  อุมัรก็ยังคงประกาศอยู่ว่าศาสดามุฮัมมัดยังไม่ตาย  แต่ท่านไปเฝ้าพระผู้เป็นเจ้าเหมือนที่ศาสดามูซาเคยทำ   คนที่พูดว่าศาสดาสิ้นชีพไปแล้วนั้นคือคนหน้าไหว้หลังหลอกซึ่งจะต้องถูกตัดแขนตัดขาเมื่อศาสดากลับมา  แล้วชาวมุสลิมจะเชื่ออะไรเล่า?

ในขณะที่พวกเขาหายจากความตระหนกตกใจ  ความหวังก็เริ่มสั่นไหวอยู่ในใจพวกเขาด้วยคำอ้างของอุมัรที่ว่าศาสดาจะต้องกลับมา   ในไม่ช้าพวกเขาก็เชื่อสิ่งที่พวกเขาต้องการให้เป็นความคิดอันเต็มไปด้วยความปรารถนาของพวกเขาได้ระบายสีของท้องฟ้าให้เป็นสีน้ำเงินสดใสสวยงามสำหรับพวกเขา

อะบูบักร์เข้ามา

ในขณะที่พวกเขากำลังโอนเอียงอยู่ระหว่างการเชื่ออุมัรกับความหมายอันไม่มีที่สงสัยของการร้องไห้ของพวกผู้หญิงอยู่นั้น   อะบูบักร์ซึ่งได้ยินข่าวเข้าก็รีบกลับมาจากอัซซุนห์   เขามองผ่านประตูมัสญิดไปก็แลเห็นชาวมุสลิมกำลังฟังอุมัรพูดอยู่แต่เขามิได้เชือนแชอยู่ที่นั่น  แต่รีบตรงไปที่บ้านของท่านหญิงอาอิชะห์และขออนุญาตเข้าไปข้างใน

ท่านได้รับคำตอบว่าในวันนั้นไม่จำเป็นต้องขออนุญาตก็ได้  เขาจึงเข้าไปและแลเห็นศาสดานอนอยู่ที่มุมหนึ่งโดยมีผ้าเป็นลายริ้วคลุมไว้เขาจึงเข้าไปใกล้   เลิกผ้าคลุมหน้าออกและจุมพิตใบหน้านั้นพลางพูดว่า  ท่านช่างงดงามเสียนี่กระไรไม่ว่าจะมีชีวิตอยู่หรือไม่มีชีวิตแล้วก็ตาม!   แล้วเขาก็เอามือทั้งสองข้างประคองใบหน้าของศาสดาไว้และมองดูใบหน้านั้นอย่างใกล้ชิด

ใบหน้านั้นมิได้แสดงร่องรอยอันใดก็ตามที่ถูกความตายโจมตี  เมื่อวางศีรษะของท่านลงอีก  อะบูบักร์ได้พูดขึ้นว่า “ข้าพเจ้าจะไม่เสียสละอะไรเพื่อท่านหรือ?   ความตายที่พระผู้เป็นเจ้าได้ทรงกำหนดไว้ให้ท่านลิ้มรสเหมือนกับที่คนอื่นๆ  ก็ต้องลิ้มนั้น  บัดนี้ท่านก็ได้ลิ้มรสแล้ว   นับแต่นี้ไปจะไม่มีความตายอันใดประสบแก่ท่านอีกเลย”

เขาเอาผ้าลายริ้วนั้นคลุมหน้าศาสดาไว้  แล้วก็ตรงไปยังมัสญิดซึ่งอุมัรยังคงประกาศเสียงดังต่อไปว่าศาสดามุฮัมมัดยังไม่ตาย  ฝูงคนหลีกทางให้อะบูบักร์เดินไปถึงข้างหน้าเมื่อเขาเดินมาใกล้อุมัร  เขาก็พูดกับอุมัรว่า “เบาๆ หน่อย โอ้อุมัร! เงียบๆ เถอะ!”  แต่อุมัรก็ไม่หยุดพูดยังคงอ้างอยู่อย่างเดิมต่อไป   อะบูบักร์จึงลุกขึ้นทำสัญญาณแสดงว่าเขาต้องการพูดกับคนเหล่านั้น   ไม่มีใครกล้าขัดอะบูบักร์ในที่ประชุมเช่นนั้นได้นอกจากอุมัรเพราะเขาเป็นมิตรที่ศาสดาไว้วางใจซึ่งศาสดามุฮัมมัดได้เลือกขึ้นมาจากผู้คนทั้งหลาย    ดังนั้นจึงเป็นธรรมดาที่ผู้คนจะรีบทำตามการเรียกร้องของเขาทันทีโดยออกมาจากอุมัร

หลังจากสรรเสริญและขอบคุณพระผู้เป็นเจ้าแล้ว   อะบูบักร์ก็กล่าวคำปราศรัยสั้นๆ ดังต่อไปนี้ โอ้ ผู้คนทั้งหลาย   ถ้าพวกท่านเคยเคารพศาสดามุฮัมมัดมาก็จงรู้เถิดว่าศาสดามุฮัมมัดนั้นสิ้นชีวิตเสียแล้ว   แต่ถ้าท่านเคยเคารพพระผู้เป็นเจ้า   ก็จงรู้เถิดว่าพระองค์ยังทรงมีชีวิตอยู่และจักไม่มีวันตาย  แล้วเขาก็ท่องโองการในกุรอานออกมาว่า

“มุฮัมมัดนั้นเป็นเพียงร่อซูลท่านหนึ่ง  ซึ่งก่อนหน้านั้นเคยมีร่อซูลหลายท่านมาถึงและจากไปแล้ว   หากเขาตายไปหรือถูกฆ่า  พวกเจ้าจะทิ้งศาสนาของเจ้าเสียดังนั้นหรือ?   จงรู้เถิดว่าผู้ใดก็ตามละทิ้งศาสนาของเขาก็จะไม่เป็นอันตรายอันใดต่อพระผู้เป็นเจ้า   แต่พระผู้เป็นเจ้าจักตอนแทนแก่ผู้ที่กตัญญูต่อพระองค์อย่างแน่นอน

เมื่อเห็นว่าผู้คนถอนตัวจากเขาเข้าไปหาอะบูบักร์  อุมัรก็เงียบลงและสดับฟังคำพูดของอะบูบักร์  เมื่อได้ยินอะบูบักร์ท่องโองการกุรอานออกมา   อุมัรก็ทรุดกายลงกับพื้น   ความแน่ใจว่าศาสดาสิ้นชีพไปแล้วจริงๆ นั้นทำให้หมดกำลัง  หลังจากฟังคำพูดของอุมัรเป็นการฆ่าเวลาแล้ว  ผู้คนได้มาฟังคำแถลงการณ์ของอะบูบักร์   และฟังโองการกุรอานราวกับว่าเพิ่งได้ยินเป็นครั้งแรก   พวกเขาลืมไปว่ามีโองการเช่นนั้นอยู่

คำพูดตรงๆ โจ่งแจ้งของอะบูบักร์ได้ลบล้างความสงสัยและไม่แน่ใจให้หมดไปโดยสิ้นเชิง  การที่อะบูบักร์ยกโองการกุรอานมาอ้างนั้นเป็นการยืนยันแก่ชาวมุสลิมว่าการที่พวกเขายึดมั่นในพระผู้เป็นเจ้าผู้ทรงไม่มีวันตายนั้นเป็นเสียยิ่งกว่าการชดเชยต่อการที่ศาสดามุฮัมมัดจากไปเสียอีก

อุมัรพูดเกินความจริงไปหรือเปล่าเมื่อเขายืนยันแก่ตนเองว่า  ศาสดามุฮัมมัดมิได้สิ้นชีวิตและเมื่อเขาพยายามจะทำให้ผู้คนเชื่อเช่นเดียวกัน?    คำตอบจะต้องเป็นไปในทางปฏิเสธ  ในแนวเดียวกันนี้  นักวิทยาศาสตร์ได้บอกเราว่าดวงอาทิตย์จะขึ้นในตอนเช้าต่อไปเรื่อยๆ จนกระทั่งวันหนึ่งเมื่อมันจะระเบิดออกแล้วก็หายไป

ใครคนใดในหมู่พวกเราบ้างเล่าจะยอมรับคำอ้างเช่นนั้นโดยไม่มีความสงสัยถึงความถูกต้องและมีความจริงของข้ออ้างนั้นเลย?  ก็พวกเขาทุกคนไม่ได้ถามตัวเองหรอกหรือว่า “ดวงอาทิตย์ซึ่งทุกสิ่งในโลกนี้ต้องอาศัยแสงสว่างและความร้อนของมันนั้นจะระเบิด   และหายไปได้อย่างไรกัน?  มันจะระเบิดและหายไปแต่โลกยังคงมีอยู่หลังจากนั้นแม้เพียงวันเดียวได้อย่างไรกัน?”

แล้วก็รัศมีของศาสดามุฮัมมัดนั้นสดใสรุ่งโรจน์น้อยกว่าแสงของดวงอาทิตย์หรือและความอบอุ่นและพลังอำนาจของท่านก็เข้มแข็งน้อยกว่าของดวงอาทิตย์หรือไฉน?

ดวงอาทิตย์เป็นแหล่งกำเนิดของสิ่งดีๆ มากมาย   แต่ศาสดามุฮัมมัดนั้นมิได้เป็นแหล่งของความดีที่มากมายเท่าเทียมกันดอกหรือ?

ดวงอาทิตย์มีความสัมพันธ์กับสิ่งมีชีวิตทุกอย่าง  แต่ดวงวิญญาณของศาสดามุฮัมมัดเล่ามิได้มีความสัมพันธ์กับสิ่งมีชีวิตทุกอย่างเท่าเทียมกับดวงอาทิตย์หรือไฉน?

ความทรงจำอันมีเกียรติถึงท่านมิได้มีอยู่ทั่วไปในจักรวาลด้วยความงดงามและศักดิ์ศรีดอกหรือ?    ไม่น่าแปลกใจอะไรเลยที่อุมัรจะมั่นใจว่าศาสดามุฮัมมัดนั้นไม่สามารถจะตายได้ และที่จริงแล้ว  ในความหมายอย่างหนึ่งท่านก็ไม่ได้ตายไปและจะไม่มีวันตายด้วย

เมื่อได้เห็นท่านในตอนเช้าวันที่ท่านมาที่มัสญิด  และเมื่อคิดเช่นเดียวกับชาวมุสลิมคนอื่นๆ ว่าศาสดาได้หายป่วยแล้ว  อุสามะฮ์ อิบนุ ชัยค์ ยังกลับไปยังอัลญุรฟ์   พร้อมด้วยผู้ร่วมงานทั้งหลายของเขาซึ่งเดินทางมากับเขาที่นครมะดีนะฮ์เพื่อหาข่าวที่แน่นอน   อุสามะฮ์ได้ส่งกองทัพให้เตรียมตัวยกไปยังอัชชาม   แต่ก่อนที่กองทัพจะเคลื่อนออกไปก็ได้ข่าวอสัญกรรมของศาสดาอุสามะฮ์จึงสั่งให้กองทัพกลับมาที่นครมะดีนะฮ์    เขาเอาธงแม่ทัพของเขาปักไว้ที่ประตูบ้านของท่านหญิงอาอิชะฮ์ และตัดสินใจว่าจะรออยู่ที่นั่นจนกระทั่งชาวมุสลิมหายจากความตระหนกตกใจ

อันที่จริงนั้นพวกมุสลิมกำลังสงสัยว่าจะทำอย่างไรดี  หลังจากได้ฟังคำพูดของอะบูบักร์และแน่ใจว่าศาสดมุฮัมมัดหาชีวิตไม่แล้ว  พวกเขาก็กระจายกันไป พวกอัลอันศอรฺบางคนได้ไปรวมกันอยู่รอบๆ สะอฺด์ อิบนุ อุบาดะฮ์ ในลานบ้านของพวกบะนู ซาอิดะฮ์ ส่วนอะลี อิบนุ อะบีฏอลิบ อัชชุบัยร์ อิบนุล เอาวาม และฏ็อลฮะฮ์ อิบนุ อุบัยดุลลอฮ์ก็ไปรวมกันอยู่ในบ้านของท่านหญิงฟาฏิมะฮ์ และพวกมุฮาญิรูน กับอุชัยค์ อิบนุ หุดัยร์ และบะนู อับดุลอัซฮัลไปรวมกันอยู่รอบๆ อะบูบักร์

ในไม่ช้าก็มีชายคนหนึ่งมาหาอะบูบักร์และอุมัรเพื่อบอกว่าพวกอันศอร์กำลังรวมกันอยู่รอบๆ สะอฺด์ อิบนุ อุบาดะฮ์  ผู้นำข่าวมาบอกได้บอกด้วยว่าผู้นำทั้งสองควรจะออกไปรวมพวกผู้นำมุสลิมเสียก่อนที่การแตกแยกของชุมชนมุสลิมจะร้ายแรงยิ่งกว่านี้   เนื่องจากศพของศาสดาแห่งพระผู้เป็นเจ้า   ยังคงนอนอยู่ในบ้านไม่ได้ฝัง  ย่อมเป็นการไม่ดีเป็นอย่างยิ่งที่ชาวมุสลิมจะแตกแยกกันเอง

อุมัรได้อ้อนวอนอะบูบักร์ขอให้ไปหาพวกอันศอรฺโดยเร็วพร้อมกับอุมัรเพื่อดูว่าคนเหล่านั้นกำลังทำอะไรกัน  ในระหว่างทางคนทั้งสองพบชาวอันศอรฺที่เที่ยงธรรมและไว้วางใจได้สองคน ซึ่งเมื่อถูกถามก็ได้ตอบว่าพวกอันศอรฺกำลังจะไปไหนและทราบว่าทั้งสองคนกำลังจะไปยังที่ประชุมของพวกอันศอรฺ  เขาก็แนะนำว่าไม่ควรไป   แต่ให้พยายามจัดการเรื่องของพวกมุฮาญิรูนเองให้เรียบร้อย

แต่อุมัรนั้นตัดสินใจเด็ดขาดแล้วว่าจะไปและอะบูบักร์ก็ชักชวนได้ไม่ยากเลยในข้อนี้  ทั้งสองคนมาถึงลานบ้านของบะนูซาอิดะฮ์    และได้พบว่าพวกอันศอรฺกำลังชุมนุมกันอยู่รอบๆ  ชายคนหนึ่งซึ่งมีผ้าห่มพันกายอยู่  อุมัรอิบนุล ค็อฏฏ็อบถามว่าชายผู้นั้นเป็นใคร   ก็ได้รับคำตอบว่าเขาคือสะอุด์ อิบนุ อุบาดะฮ์ ซึ่งกำลังป่วยหนัก ในขณะนั้นก็ได้มีพวกมุฮาญิรูนจำนวนหนึ่งมาสมทบกับอะบูบักร์และอุมัร  พวกเขานั่งลงในที่ชุมนุม สักครู่ก็มีโฆษกขึ้นมาปราศรัยกับพวกอันศอรฺด้วยถ้อยคำต่อไปนี้หลังจากกล่าวคำสรรเสริญและขอบคุณพระผู้เป็นเจ้าแล้วว่า

“พวกเราคือพวกอันศอรฺ นั่นคือผู้ช่วยของพระผู้เป็นเจ้าและกองทัพแห่งอิสลาม   พวกท่านคือพวกมุฮาญิรูนนั้นเป็นแต่เพียงกองทหารกองหนึ่งในกองทัพ   อย่างไรก็ดีพวกท่านกลุ่มหนึ่งยังกระทำการอย่างสุดโต่งในการพยายามแย่งชิงตำแหน่งผู้นำตามธรรมชาติของเราไป    และปฏิเสธสิทธิของพวกเรา”

อันที่จริงนั้น เสียงร้องทุกข์เช่นนี้   มักจะมีอยู่บนริมฝีปากของพวกอันศอรฺอยู่เสมอมาแม้แต่ระหว่างที่ศาสดายังมีชีวิตอยู่

เมื่ออุมัรมาได้ยินอีกดังนี้  เขาก็แทบบังคับตัวเองไว้ไม่อยู่  อันที่จริงนั้นเขาพร้อมที่จะใช้ดาบยุติเรื่องนี้เสียให้จบสิ้นไปเสียที  หากจำเป็นเนื่องจากเกรงว่าความบุ่มบ่ามเช่นนั้นจะทำให้เรื่องราวยิ่งร้ายลงไปมากกว่าจะกลายเป็นดี   อะบูบักร์จึงได้ดึงหลังของอุมัรไว้   และขอให้เขาทำอะไรอย่างอ่อนโยน  แล้วเขาก็หันไปยังพวกอันศอรฺและกล่าวว่า “โอ้ท่านทั้งหลาย  เรา-พวกมุฮาญิรูน นั้นเป็นพวกแรกที่เข้ารับนับถือศาสนาอิสลาม   เราเป็นผู้นำสืบเชื้อสายอันดีงามที่สุด   เราเป็นผู้มีชื่อเสียงที่สุดและได้รับความนับถือที่สุด   รวมทั้งมีจำนวนมากที่สุดไม่ว่าในกลุ่มใดๆ  ในคาบสมุทรอารเบียนี้  ยิ่งกว่านั้นเรายังเป็นญาติร่วมสายโลหิตที่ใกล้ชิดที่สุดของศาสดาด้วย  กุรอานเองก็ยังกล่าวถึงพวกเรา  เพราะพระผู้เป็นเจ้าเองยังตรัสว่า

“พวกแรกสุดและยอดเยี่ยมที่สุดคือพวกมุฮาญิรูน  ต่อมาก็คือพวกอันศอรฺ ต่อมาคือบรรดาผู้ที่ตามคนสองกลุ่มนี้ในคุณธรรมและความเที่ยงธรรม”

เราเป็นพวกแรกที่อพยพมาเพื่อพระผู้เป็นเจ้าและพวกท่านนั้นตามตัวอักษรเรียกว่า “อัล อันศอรฺ นั้นคือผู้ช่วยเหลือ อย่างไรก็ดี พวกท่านก็คือพี่น้องของเราในศาสนา  เป็นผู้ร่วมของเราในผลประโยชน์จากสงครามและเป็นผู้ช่วยของเราต่อสู้กับข้าศึกศัตรู

ความดีทุกอย่างที่ท่านได้ทำมานั้นเป็นของท่านอย่างแท้จริงเพราะพวกท่านเป็นคนที่มีค่ามากที่สุดในบรรดามนุษยชาติ   แต่ชาวอาหรับนั้นไม่รับรองและจะไม่ยอมรับรองอำนาจปกครองใดๆ นอกจากจะเป็นของเผ่ากุร็อยช์   พวกกษัตริย์ต้องมาจากพวกเรา  ส่วนพวกท่านนั้นเป็นเสนาบดี”

เมื่อพูดดังนี้ คนในกลุ่มอันศอรฺคนหนึ่งรู้สึกโกรธขึ้นมาจึงพูดขึ้นว่า “นอกจากฉันซึ่งเป็นนักรบผู้เชี่ยวชาญ!   คำตัดสินทุกอย่างอยู่ที่แขนของฉันนี้   และคำตัดสินของฉันก็คือว่าพวกชาวกุร็อยช์  อาจจะมีกษัตริย์ของเขาเองได้ตราบเท่าที่พวกเราก็จะมีกษัตริย์ของเราเองด้วย”

อะบูบักร์ได้ประกาศอีกว่าพวกผู้ปกครองของชาวมุสลิมจะต้องมาจากเผ่ากุร็อยช์   ในขณะที่พวกขุนนางจะมาจากพวกอันศอรฺ  เขาได้จับมือของอุมัร อิบนุล ค็อฏฏ็อบและของอะบู อุบัยดะฮ์  อิบนุล ญัรรอฮ์ ซึ่งนั่งอยู่คนละข้างของเขาขึ้น   อะบูบักร์ได้กล่าวขึ้นว่า  “เราจะยอมรับคนหนึ่งคนใดในสองคนนี้เป็นผู้นำของชุมชนมุสลิม   จงเลือกเอาคนที่พวกท่านพอใจเถิด”

ในขณะนั้นผู้คนทั้งหลายทั้งหมดที่อยู่ที่นั่นก็เริ่มพูดขึ้นมาในเวลาเดียวกันจนที่ประชุมเกือบจะแตกแยกกัน  อุมัรได้เอ่ยขึ้นด้วยเสียงที่ดังชัดเจนว่า “โอ้ อะบูบักร์ จงยื่นมือของท่านออกมาเถิดและข้าพเจ้าจะให้สัตยาบันความจงรักภักดีของข้าพเจ้าแก่ท่าน  ก็ศาสดาเองนั้นมิได้สั่งให้ท่านเป็นผู้นำละหมาดของชาวมุสลิมดอกหรือ?    เพราะฉะนั้นท่านก็คือผู้สืบต่อของศาสดา   เราขอเลือกท่านให้ดำรงตำแหน่งนี้   ในการเลือกตั้งท่านนั้นเราได้เลือกคนดีที่สุดผู้ซึ่งศาสดาแห่งพระผู้เป็นเจ้าเคยรักและไว้วางใจ”

คำพูดของอุมัรสัมผัสหัวใจของบรรดามุสลิมที่อยู่ ณ ที่นั้นเพราะคำพูดนั้นแสดงให้เห็นเจตนารมณ์ของศาสดาจนถึงวันสุดท้ายแห่งชีวิตของท่าน  ในวันนั้นพวกเขาได้เห็นแล้วว่าศาสดาได้รบเร้าให้อะบูบักร์เป็นผู้นำละหมาด   แม้กระทั่งในตอนที่ท่านเองอยู่ที่นั่น  ดังนั้นความแตกแยกระหว่างฝ่ายอันศอรฺกับฝ่ายมุฮาญิรูนจึงมลายหายไป   และสมาชิกของทั้งสองฝ่าย  ต่างก็ก้าวมาข้างหน้าเพื่อให้สัตยาบันความจงรักภักดี

ในวันรุ่งขึ้น ขณะที่อะบูบักร์กำลังอยู่ที่ธรรมาสก์ในมัสญิด อุมัร อิบนุล ศ็อฏฏ็อบได้ลุกขึ้นยืน ณ เบื้องหน้าที่ชุมนุม  หลังจากกล่าวคำสรรเสริญพระผู้เป็นเจ้าแล้ว  เขาก็กล่าวว่า “เมื่อวานนี้ข้าพเจ้าได้เสนอความคิดใหม่แก่ท่าน   ข้าพเจ้ามิได้เอามาจากพระคัมภีร์ของพระผู้เป็นเจ้าหรือว่าจากความทรงจำใดๆ ที่ข้าพเจ้ามีต่อศาสดาแห่งพระผู้เป็นเจ้า    ข้าพเจ้าเพิ่งนึกขึ้นมาเองว่าศาสดาแห่งพระผู้เป็นเจ้าจะเป็นผู้นำทางของเราในโลกนี้ไปตลอดกาลและท่านจะมีชีวิตอยู่นานกว่าพวกเราทั้งหมด   แต่เดี๋ยวนี้ข้าพเจ้ารู้ดีกว่านั้น  พระผู้เป็นเจ้าทรงมอบพระคัมภีร์ของพระองค์   อันเป็นคลังแห่งทางนำของศาสดาของพระองค์ไว้ให้เรา

ถ้าเรายึดมันไว้ให้ใกล้ชิดพระผู้เป็นเจ้าก็จะทรงนำเราไปยังความสุขเช่นเดียวกับที่ทรงนำศาสดาของพระองค์  พระผู้เป็นเจ้าได้ทรงผนึกกำลังท่านทั้งหมดไว้ภายใต้ความเป็นผู้นำของคนที่ดีที่สุดในหมู่พวกท่าน   ในหมู่สาวกของศาสดาแห่งพระผู้เป็นเจ้า   ขอความสันติและพรของพระองค์จงประสบแด่ท่านเถิด   ผู้ไล่ตามมาอย่างกระชั้นชิด   จงลุกขึ้นให้สัตยาบันว่าจะจงรักภักดีต่อเขาเถิด”  ผู้คนทั้งหมดจึงลุกขึ้นและสัญญาว่าจะจงรักภักดีต่ออะบูบักร์    นั่นคือ บัยอะฮ์ (การให้สัตยาบัน) สาธารณะ  ซึ่งตามมาหลังจากบัยอะฮ์ส่วนตัวที่ให้ไว้ในลานบ้านของบะนูซาอิดะฮ์

หลังจากนั้นอะบูบักร์  ก็ได้ลุกขึ้นกล่าวคำปราศรัยซึ่งอาจถือได้ว่าเป็นที่รวมแห่งความปรีชาฉลาดและวิจารณญาณอันลึกซึ้งที่สุดชิ้นหนึ่ง   หลังจากกล่าวคำขอบคุณและสรรเสริญพระผู้เป็นเจ้าแล้ว อะบูบักร์ก็กล่าวว่า

“โอ้ท่านทั้งหลาย!  ณ ที่นี้ข้าพเจ้าได้รับมอบหมายให้ทำงานเป็นผู้ปกครองของพวกท่าน ทั้งๆ ที่ข้าพเจ้าไม่ได้เป็นคนดีที่สุดในหมู่ท่านเลย   ถ้าข้าพเจ้าทำงานดีก็โปรดช่วยเหลือข้าพเจ้าเถิด   ถ้าข้าพเจ้าทำผิดไปก็ขอได้แก้ไขด้วย    ความซื่อสัตย์ก็คือความจงรักภักดีและการโกหกมดเท็จคือความทรยศ   ผู้อ่อนแอจะเป็นผู้แข็งแรงในสายตาของข้าพเจ้าจนกว่าข้าพเจ้าได้นำเอาสิทธิที่เขาสูญเสียไปกลับคืนมาให้เขา   และผู้แข็งแรงจะเป็นผู้อ่อนแอในสายตาของข้าพเจ้าจนกว่าข้าพเจ้าจะนำเอาสิทธิของผู้อ่อนแอมาจากเขา    ไม่มีผู้ใดที่เลิกต่อสู้เพื่อเจตนารมณ์ของพระผู้เป็นเจ้าที่พระองค์ไม่ทรงทำให้เขากลายเป็นข้าที่ต่ำช้าน่าสังเวชและไม่มีผู้ใดที่มอบตนให้แก่ความหยาบช้าลามกที่พระองค์ไม่ทรงห้อมล้อมเขาด้วยความทุกข์    จงเชื่อฟังข้าพเจ้าตราบเท่าที่ข้าพเจ้าเชื่อฟังพระผู้เป็นเจ้าและศาสดาของพระองค์   แต่หากข้าพเจ้าไม่เชื่อฟังคำบัญชาของพระผู้เป็นเจ้าหรือของศาสดาของพระองค์   การเชื่อฟังข้าพเจ้าก็ไม่ใช่สิ่งจำเป็นสำหรับท่าน    จงลุกขึ้นละหมาดกันเถิดเพื่อว่าพระผู้เป็นเจ้าจักได้ทรงอวยพรให้ท่าน”

ตลอดเวลาที่ชาวมุสลิมมัวถกเถียงกันถึงปัญหาการสืบต่อหน้าที่ผู้นำอยู่ในลานบ้านของบะนูชาอิดะฮ์และในมัสญิดนั้น  ศพของศาสดาก็ยังนอนอยู่บนเตียงห้อมล้อมด้วยญาติสนิทของท่าน   หลังจากเลือกตั้งอะบูบักร์แล้ว  ผู้คนก็พากันมาที่บ้านของศาสดาเพื่อเตรียมทำศพและฝังศพให้ท่าน

มีความเห็นไม่สอดคล้องกันในเรื่องที่ว่าจะฝังศพของศาสดาไว้ที่ไหน    ฝ่ายมุฮาญิรูนบางคนแนะว่าควรจะฝังศพท่านไว้ในนครมักกะฮ์  อันเป็นเมืองเกิดของท่าน ใกล้ๆ กับญาติๆ ของท่านเอง   บางคนก็แนะว่าควรฝังท่านไว้ในนครเยรูซาเล็ม ซึ่งเคยฝังศาสดาอื่นๆ ก่อนหน้าท่าน  คำแนะนำอย่างหลังนี้ออกจะน่างงจริงๆ เนื่องจากว่านครเยรูซาเล็มนั้นอยู่ในมือของพวกไบแซนไตน์  และความสัมพันธ์ระหว่างพวกนี้กับชาวมุสลิมก็เป็นไปอย่างมุ่งร้ายที่สุด   โดยเฉพาะนับตั้งแต่มีการรบที่มุอฺตะฮ์และตะบูก

กองทัพที่ท่านเองได้สั่งให้เคลื่อนไปโดยมีอุสามะฮ์เป็นแม่ทัพนั้นก็กำลังจะเข้าต่อสู้และแก้แค้นแทนการที่ฝ่ายมุสลิมเคยพ่ายแพ้มาในสงครามเหล่านั้น        อย่างไรก็ตามข้อเสนอที่จะฝังศพศาสดาไว้ในนครมักกะฮ์หรือในนครเยรูซาเล็มก็ได้รับการปฏิเสธทั้งคู่

ชาวมุสลิมตกลงใจที่จะฝังท่านไว้ในนครมะดีนะฮ์นครที่เคยให้ที่พึ่งพิงและความช่วยเหลือแก่ท่านและเป็นเมืองแรกที่ชูธงอิสลามขึ้น  เมื่อได้ตัดสินใจดังนี้แล้วพวกเขาก็ออกไปหาที่เหมาะๆ สำหรับฝัง บางคนแนะให้ฝังไว้ในมัสญิดที่ท่านเคยกล่าวปราศรัยกับผู้คน   สอนศาสนาและนำละหมาดพวกเขา

พวกเขาคิดว่าจุดที่เหมาะสมที่สุดควรจะเป็นตรงที่ตั้งธรรมาสก์หรือจุดที่อยู่ติดกับจุดนั้น  อย่างไรก็ตาม ความคิดเห็นนี้ก็ไม่เป็นที่ยอมรับ  อาอิชะฮ์ได้เล่าว่าในระยะสุดท้ายของท่าน   เมื่อความเจ็บปวดของท่านเพิ่มขึ้น    ศาสดาเคยปิดหน้าแล้วก็สาปแช่งผู้คนที่เอาหลุมฝังศพของศาสดาของพวกเขามาเป็นสถานที่สักการะ

อะบูบักร์เป็นผู้ตัดสินเรื่องนี้เมื่อเขาประกาศขึ้นว่าเขาเคยได้ยินศาสดากล่าวว่าบรรดาศาสดาควรถูกฝังไว้ตรงที่ๆ ท่านเสียชีวิต   ทุกคนจึงยินยอมตามความคิดเห็นนี้

การอาบน้ำศพศาสดาก่อนจะฝังนั้น   ญาติสนิทของท่านเป็นผู้กระทำ คืออะลี อิบนุ อะบีฏอลิบ อัล อับบาส อิบนุ อับดุล มุฏเฏาะลิบ   กับบุตรชายสองคนของเขาคืออัลฟัฏล์  และกุษัม  รวมทั้งอุสามะฮ์ อิบนุ ชัยค์ ด้วย  อุสามะฮ์ อิบนุ ชัยค์กับซุกรอน ผู้อยู่ใต้อุปถัมภ์ของศาสดาเป็นผู้รินน้ำให้ในขณะที่อะลีทำความสะอาดร่างกายซึ่งมีเสื้อนอนของศาสดาปิดไว้ตามที่เป็นอยู่

เป็นที่ตกลงกันว่าในสถานการณ์ใดๆ ก็ตาม   ร่างของศาสดาไม่ควรจะเปิดอย่างเต็มที่  ในขณะที่พวกเขากำลังชำระล้างศพอยู่นั้นได้มีกลิ่นหอมลอยออกมา  จนกระทั่งอะลีต้องเอ่ยปากชมอยู่ซ้ำแล้วซ้ำเล่าว่า “อะไรกัน นี่กระผมใส่อะไรให้ท่านนะ!   ท่านช่างหอมและสวยงามเสียจริงๆ  ไม่ว่าในตอนมีชีวิตอยู่หรือในตอนที่สิ้นชีวิตแล้ว“

นักบูรพดคีชาวตะวันตกบางคนพยายามอธิบายเรื่องกลิ่นหอมที่พวยพุ่งมาจากศพของศาสดาว่าเป็นผลของการที่ท่านเคยใช้น้ำหอมอย่างมากมายเป็นประจำ   เนื่องจากจำได้ว่าครั้งหนึ่งท่านกล่าวว่าน้ำหอมเป็นของดีอย่างหนึ่งที่ท่านรักอย่างแท้จริงในโลกนี้

เมื่ออาบน้ำศพเสร็จแล้ว  ร่างของศาสดาก็ถูกห่อหุ้มด้วยผ้าสามชิ้น    สองชิ้นทำในเมืองสุฮาร  ส่วนชิ้นที่สามทำในหิบะเราะฮ์ในยะมัน (เยเมน)

เมื่อเสร็จเรียบร้อยแล้ว  ก็นำศพไปวางไว้บนเตียงที่เคยอยู่และประตูก็ถูกเปิดออกเพื่อให้ชาวมุสลิมที่เข้ามาจากมัสญิดได้มีโอกาสดูศาสดาของพวกเขาเป็นครั้งสุดท้าย  และละหมาดเพื่อท่าน ไม่ต้องสงสัยเลยว่าพวกเขาเข้ามาดูอย่างเต็มไปด้วยความโศกเศร้าและสำนึกถึงความสูญเสียอันน่ากลัวของตนเอง

ห้องนั้นแน่นขนัดไปหมดเมื่ออะบูบักร์ และอุมัรเข้ามาในห้องและร่วมทำละหมาดแก่ศาสดากับมุสลิมคนอื่นๆ   การละหมาดนี้ทำโดยไม่มีผู้นำละหมาด  เมื่อเสร็จแล้วอะบูบักร์ก็กล่าววิงวอนด้วยเสียงอันดังโดยกล่าวว่า “ขอความสันติ ความเมตตาและพรของพระผู้เป็นเจ้าประสบแด่ท่านเถิด  โอ้ศาสดาแห่งพระผู้เป็นเจ้า  เราขอเป็นพยานว่าศาสดาและศาสนทูตของพระผู้เป็นเจ้าได้นำคำสั่งสอนซึ่งท่านได้รับมอบหมายจากพระผู้อภิบาลของท่านมาแล้ว  และท่านได้ออกแรงต่อสู้ตามเจตนารมณ์ของพระองค์จนกระทั่งพระผู้เป็นเจ้าทรงมอบชัยชนะให้แก่ศาสนาของท่าน   เราขอเป็นพยานด้วยว่าศาสดาและศาสนทูตของพระผู้เป็นเจ้าได้กระทำตามสัญญาของท่านอย่างเต็มที่และท่านได้สั่งไม่ให้เราสักการะบูชาผู้ใดนอกจากพระผู้เป็นเจ้าองค์เดียวผู้ไม่มีสิ่งใดเป็นภาคี”

เมื่อพูดจบทุกๆ วลี มุสลิมทั้งหลายก็ตอบพร้อมๆ กันว่า “อามีน อามีน” เมื่อเสร็จการละหมาด  พวกผู้ชายก็ออกไปและพวกผู้หญิงและเด็กๆ ก็เข้ามาดูศาสดาเป็นครั้งสุดท้ายบ้าง ทุกคนคือผู้ชาย  ผู้หญิงและเด็กๆ ทุกคนต่างก็ออกจากห้องนั้นอย่างโศกเศร้า   รู้สึกถึงความสูญเสียอย่างลึกซึ้งที่ต้องเสียศาสดาแห่งพระผู้เป็นเจ้า   และศาสนทูตท่านสุดท้ายของพระองค์ไป   พวกเขาต่างก็เต็มไปด้วยความหวาดกลัวว่าอาจจะมีความเสียหายบางอย่างบังเกิดขึ้นแก่ศาสนาของพระผู้เป็นเจ้าก็ได้ในกาลอนาคต

ในปัจจุบันนี้คงจะไม่มีใครสามารถสร้างภาพเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นมาถึงสิบสามศตวรรษแล้วนี้ขึ้นมาได้ในจินตนาการของตนโดยไม่เต็มไปด้วยความพรั่นพรึงและเคารพนับถือภาพอันน่าเจ็บปวดรวดร้าวของร่างนี้ที่ถูกวางลงตรงมุมห้องมุมหนึ่งซึ่งกลายเป็นหลุมฝังศพไปในวันรุ่งขึ้นและซึ่งจนถึงวันก่อนหน้านั้น   เคยก้องสะท้านไปด้วยพลัง  ความเมตตา และแสงสว่างของศาสดานั้นทำให้หัวใจของผู้ศรัทธาที่เศร้าโศรกทุกคนเต็มไปด้วยความหวาดหวั่น

มันจะเป็นอย่างอื่นไปได้อย่างไร   เพราะที่นั่นคือร่างของบุรุษผู้เคยเรียกร้องผู้คนมาสู่สัจธรรม   มาสู่หนทางแห่งความเที่ยงธรรมและเคยเป็นตัวอย่างอันสูงสุดของความดีงาม  ความเมตตา ความกล้าหาญความสะอาดบริสุทธิ์   และความยุติธรรม

ขณะที่หมู่ชาวมุสลิมผ่านแคร่ใส่ศพของท่านไปอย่างหมดหวัง หมดกำลังใจ และท้อแท้นั้น ทั้งชายหญิงและเด็กๆ ทุกคนในหมู่คนนั้นได้แลเห็นร่างที่นอนนิ่งไม่ไหวติงอยู่ต่อหน้าพวกเขาว่าเป็นพ่อ  เป็นพี่ เป็นเพื่อน เป็นสหายที่มีค่า เป็นศาสดาและเป็นศาสนทูตของพระผู้เป็นเจ้า  การคำนึงถึงเวลานั้นก็คือการสร้างภาพอันน่าเวทนา  ขึ้นมาใหม่อย่างแท้จริง

เป็นเรื่องธรรมดาที่ชาวมุสลิมจะต้องรู้สึกหวาดกลัวว่าจะมีอะไรเกิดขึ้นในอนาคต  อันที่จริงนั้นเมื่อข่าวอสัญกรรมของศาสดาแพร่ไปในนครมะดีนะฮ์และไปถึงเผ่าชาวอาหรับต่างๆ ในเขตรอบๆ นั้นชาวยิวและชาวคริสเตียนก็กระโดดลุกขึ้นยืน   พวกหน้าไหว้หลังหลอกกลับมีชีวิตขึ้นมาใหม่    และความศรัทธา ของชาวอาหรับที่อ่อนแอหลายคนก็ตกต่ำลงจนกลายเป็นความสับสน

ชาวนครมักกะฮ์คิดจะละทิ้งอิสลาม แล้วก็ทำดังนั้นจนกระทั่งทำให้ความหวาดกลัวเกิดขึ้นในตัวอัตตาบ   อิบนุ อะซีด เจ้าเมืองของพวกเขาที่ศาสดาแต่งตั้งให้ปกครองพวกเขา   สุฮัยล์ อิบนุ อัมร์ ซึ่งติดตามข่าวการเสียชีวิตของศาสดามาก็ลุกขึ้นยืนกลางกลุ่มผู้คนและกล่าวว่า

“อสัญกรรมของศาสดาจะช่วยเพิ่มพลังอำนาจของอิสลามให้เข้มแข็งขึ้น   ผู้ใดก็ตามโจมตีเราหรือละทิ้งความมุ่งหมายของเรา  เราจะฟาดฟันเสียด้วยดาบ   โอ้ประชาชนชาวนครมักกะฮ์พวกท่านเป็นพวกสุดท้ายที่มาเข้ารับอิสลาม   เพราะฉะนั้นจงอย่าเป็นพวกเราที่ละทิ้งมันเลย  จงมีศรัทธาเถิดว่าพระผู้เป็นเจ้าจะทรงนำเอาชัยชนะมาให้พวกท่านในที่สุดเช่นเดียวกับที่ศาสดาแห่งพระผู้เป็นเจ้า  ขอความสันติและพรของพระผู้เป็นเจ้าจงประสบแด่ท่านเถิด  ได้สัญญาไว้กับพวกท่าน”  เมื่อเป็นดังนี้เท่านั้นชาวนครมักกะฮ์จึงได้เปลี่ยนใจ

ชาวอาหรับนั้นรู้จักวิธีขุดหลุมศพอยู่สองวิธี   ชาวนครมักกะฮ์ขุดหลุมให้แบนตรงก้นหลุมส่วนชาวนครมะดีนะฮ์ขุดก้นหลุมให้โค้ง อะบู อุบัยดะฮ์ อิบนุ ญัรรอฮ์ เป็นคนขุดหลุมศพของชาวนครมักกะฮ์ ส่วนอะบู ฏ็อลฮะฮ์ ชะฮฺล์ เป็นคนขุดหลุมของของชาวนครมะดีนะฮ์ ญาติๆ ของศาสดาไม่สามารถจะเลือกได้ว่าจะเอาใครดี   อัล อับบาส ลุงของศาสดาจึงส่งคนไปเชิญคนขุดหลุมทั้งสองมาปรึกษาหารือ   แต่ได้พบเพียงคนเดียวที่มาตามคำเชิญ   นั่นคือ อะบู ฏ็อลฮะฮ์ ชาวนครมะดีนะฮ์ เพราะฉะนั้นเขาจึงได้รับมอบหมายให้ขุดหลุมศพของศาสดาตามที่เขารู้ดีที่สุด  เมื่อถึงเวลาค่ำและชาวมุสลิมทั้งหลายได้อำลาศพของศาสดาไปแล้ว

พวกญาติๆ ของท่านก็เตรียมตัวฝังศพ   พวกเขารออยู่จนเวลาหนึ่งในสี่หรือหนึ่งในสามของเวลากลางคืนผ่านไปก่อนจะลงมือฝัง  พวกเขาได้คลี่เสื้อคลุมสีแดงที่ครั้งหนึ่งเป็นของศาสดาลงในหลุมและคนที่อาบน้ำศพให้ท่านก็ลดศพยังที่พักผ่อนครั้งสุดท้าย

พวกเขาใช้อิฐสร้างสะพานไว้เหนือศพแล้วก็ใช้ทรายถมบนหลุม   ท่านหญิงอาอิชะฮ์กล่าวว่า “เราไม่รู้ถึงการฝังศพศาสดา  จนกระทั่งเที่ยงคืนหรือหลังจากนั้น  ท่านหญิงฟาฏิมะฮ์ก็รายงานเช่นเดียวกัน  ศพของศาสดาถูกฝังในคืนวันอังคารที่ 14 เดือนเราะบีอุลเอาวัล ใน ฮ.ศ. 10 หลังจากท่านสิ้นชีวิตได้สองวัน

ท่านหญิงอาอิชะฮ์ได้อาศัยอยู่ในบ้านเดิมต่อมาติดกับหลุมศพของศาสดา  นางรู้สึกพอใจที่ได้อยู่ใกล้ชิดกับอาณาเขตอันศักดิ์สิทธิ์นี้   เมื่ออะบูบักร์สิ้นชีวิตลง เขาก็ถูกฝังไว้ในเขตที่อยู่ติดกับหลุมศพของศาสดา    ศพของอุมัร อิบนุล ค็อฏฏ็อบก็เช่นเดียวกันเมื่อเขาสิ้นชีวิตลงในภายหลัง   เล่ากันว่าท่านหญิงอาอิชะฮ์เคยไปเยี่ยมหลุมศพศาสดาโดยไม่ได้คลุมผม   จนกว่าศพของอุมัรถูกฝังไว้ที่นั้น   คือระหว่างที่ตรงนั้นมีแต่หลุมศพของบิดาและสามีของนาง  นางมิได้คลุมผมในเวลามาเยี่ยมหลุมศพ   แต่เมื่อมีศพอุมัรมาฝังไว้ด้วยแล้ว นางจะเข้ามาในห้องเฉพาะแต่เมื่อได้แต่งหิญาบอย่างเต็มที่แล้วเท่านั้น

ในทันทีที่มีการฝังศพของศาสดาเรียบร้อยแล้ว  อะบูบักร์ก็ได้สั่งให้เริ่มเคลื่อนกองทัพของอุสามะฮ์ไปบังอัชชามตามคำสั่งของศาสดาแห่งพระผู้เป็นเจ้าที่ได้สั่งไว้ในวาระสุดท้ายของท่าน  มุสลิมบางคนก็คัดค้านเหมือนอย่างที่เคยคัดค้านมาก่อนหน้านี้   อุมัรเข้าร่วมในหมู่ผู้คัดค้านด้วยโดยเหตุผลว่ากองทัพของฝ่ายมุสลิมยังไม่ควรจะจากไปในระยะที่กำลังเศร้าโศกนี้  แต่อะบูบักร์ก็มิได้รอรีในอันที่จะปฏิบัติตามคำสั่งที่ศาสดาสั่งไว้

เขาปฏิเสธไม่ยอมเชื่อบรรดาผู้ที่แนะนำว่าควรจะแต่งตั้งผู้ที่อาวุโสกว่าและมีประสบการณ์มากกว่าอุสามะฮ์ให้เป็นแม่ทัพ    อัลญุรฟ์ยังคงเป็นที่ชุมนุมกองทหารอยู่ดั้งเดิมและอุสามะฮ์ก็ยังเป็นแม่ทัพอยู่ตามเดิมด้วย   อะบูบักร์ได้ออกไปส่งกองทัพด้วยตนเองเมื่อเวลาที่มีการเคลื่อนขบวน   ที่นั่นเองอะบูบักร์ได้ขอร้องให้อุสามะฮ์ยกเว้นให้อุมัร อิบนุล ค็อฏฏ็อบ จากหน้าที่ที่จะต้องไปกับกองทัพด้วย  เพื่อว่าเขาจะได้อยู่ในนครมะดีนะฮ์  ใกล้ชิดกับอะบูบักร์ ผู้ซึ่งต้องการคำแนะนำของเขาในช่วงแรกๆ แห่งการบริหารนี้

หลังจากกองทัพเริ่มเดินทางไปทางเหนือได้ยี่สิบวัน  ชาวมุสลิมก็เข้าโจมตีเมืองบัลกอ และแก้แค้นให้แก่ความพ่ายแพ้ของฝ่ายมุสลิมที่มุอฺตะฮ์อันเป็นที่ซึ่งบิดาของอุสามะฮ์ตกอยู่ใต้อาวุธของฝ่ายไบแซนไตน์

คำโห่ร้องในสงครามครั้งนี้ก็คือ “โอ้ชัยชนะ! จงให้ความตายแก่ข้าศึกเถิด!” ดังนั้นอะบูบักร์และอุสามะฮ์ก็ได้ทำให้คำสั่งของศาสดาสัมฤทธิ์ผล  และกองทัพก็นำเอาชัยชนะกลับไปยังนครมะดีนะฮ์  อุสามะฮ์ขี่ม้าตัวเดียวกับที่บิดาของเขาเคยขี่ไปตายในการสู่รบที่มุอฺตะฮ์  นำหน้ากองทัพมาพลางชูธงซึ่งศาสดาแห่งพระผู้เป็นเจ้าได้มอบให้เขาด้วยมือของท่านเองไว้สูง

 

ศาสดาทั้งหลายไม่มีมรดกเหลืออยู่

หลังจากศาสดาสิ้นชีวิต  ท่านหญิงฟาฏิมะฮ์บุตรีของท่านได้ขอให้อะบูบักร์คืนที่ดินที่ฟะดักและค็อยบัรซึ่งศาสดาเก็บไว้สำหรับตัวท่านเองให้แก่นาง    อย่างไรก็ดี อะบูบักร์ได้ตอบนางโดยอ้างคำพูดของศาสดาเองว่า “พวกเราผู้เป็นศาสดา  มิได้ทิ้งมรดกอันใดไว้ให้ผู้ใดสิ่งใดก็ตามที่เราทิ้งไว้จะต้องยกให้เป็นการกุศลไป”

อะบูบักร์ได้พูดต่อไปด้วยถ้อยคำของเขาเองว่า “อย่างไรก็ตาม ถ้าในกรณีนี้บิดาของนางได้มอบทรัพย์สินนี้ให้แก่นาง  ดังนั้นแน่นอนฉันจะให้เกียรติแก่คำพูดของนาง   และทำให้คำสั่งของท่านที่มีต่อนางได้สำเร็จผล

เมื่อได้ยินดังนี้ฟาฏิมะฮ์ก็ตอบว่าบิดาของนางมิได้เคยเอ่ยปากยกที่ดินนั้นให้แก่นางเลย   เพียงแต่อุมมุอัยมันได้บอกนางว่า ความมุ่งหมายของศาสดามุฮัมมัดอาจจะเป็นดังนั้นก็ได้”   เพราะฉะนั้นอะบูบักร์จึงได้ตัดสินว่าที่ดินที่ฟะดักและค็อยบัรควรจะถูกกองคลังสาธารณะของชาวมุสลิมเก็บไว้เป็นที่ดินของรัฐ

 

มรดกทางจิตวิญญาณอันยิ่งใหญ่ของศาสดา

ดังนั้นศาสดามุฮัมมัดจึงได้ละโลกนี้ไปเหมือนดังที่เคยเข้ามาโดยไม่มีโซ่ตรวนทางวัตถุถ่วงไว้  มรดกอันเดียวที่ท่านทิ้งไว้ให้แก่มนุษยชาติก็คือศาสนาแห่งความจริงและความดี  ท่านได้ปูพื้นฐานและสร้างรากฐานไว้สำหรับอารยธรรมอิสลามซึ่งครอบคลุมโลกเรามาในอดีตและจะครอบคลุมโลกต่อไปในอนาคต   นั่นคืออารยธรรมที่มี เตาฮีด หรือความเป็นหนึ่งเดียวของพระผู้เป็นเจ้าเป็นเสาหลักและมีระเบียบซึ่งพระวจนะของพระผู้เป็นเจ้า  และคำบัญชาของพระองค์เป็นสิ่งสูงสุด

ส่วนถ้อยคำและคำสั่งของผู้ไม่ศรัทธาอยู่ล่างสุด  มันคืออารยธรรมที่ได้รับการชะล้างจนสะอาดปราศจากลัทธิป่าเถื่อนทั้งหลายและปราศจากรูปแบบและการแสดงออกของการบูชารูปเจว็ดทุกอย่าง   เป็นอารยธรรมที่มนุษย์ได้รับการเรียกร้องให้ร่วมมือซึ่งกันและกันเพื่อความดีงามและความผาสุกทางด้านศีลธรรมของปวงชน  มิใช่เพื่อประโยชน์ของคนกลุ่มใดหรือบุคคลใด

ศาสดามุฮัมมัดได้มอบพระคัมภีร์ของพระผู้เป็นเจ้า   อันเป็นทางนำและเป็นความเมตตาไว้ให้แก่มนุษยชาติ  ในขณะที่ความทรงจำในเรื่องชีวิตของท่านเองนั้นเป็นตัวอย่างที่สูงส่งและดีงามที่สุดสำหรับให้ผู้คนแข่งขันกันทำดี

คำสอนตอนหนึ่งที่ศาสดามุฮัมมัดได้ให้แก่ผู้คนในระหว่างที่ท่านป่วยอยู่นั้นบรรจุถ้อยคำดังต่อไปนี้”โอ้ผู้คนทั้งหลาย  หากฉันเคยโบยหลังผู้ใด ก็ขอให้ผู้นั้นออกมาโบยหลังฉันเป็นการตอบแทนเถิด  ถ้าฉันเคยด่าว่าหมิ่นประมาทผู้ใด ก็ขอให้เขาก้าวออกมาด่าว่าหมิ่นประมาทฉันให้สะใจเถิด  ถ้าฉันเคยปลดเปลื้องเอาทรัพย์สมบัติของผู้ใดไป  ก็ขอให้เขาออกมายึดทรัพย์สินไปจากฉันเถิด  เพราะฉันไม่เคยทำสิ่งเหล่านี้เลย”

มีอยู่คนเดียวเท่านั้นที่ก้าวออกมากล่าวว่าศาสดาเป็นหนี้เขาอยู่สามดิรฮัม   ศาสดามุฮัมมัดจึงจ่ายหนี้ให้เขาบนเตียงที่ท่านอนป่วยอยู่นั้นจนครบจำนวน

ศาสดาได้ทิ้งมรดกทางจิตวิญญาณอันยิ่งใหญ่ไว้ให้แก่โลกนี้   ซึ่งแสงสว่างของมรดกนั้นยังคงให้ความสว่างแก่โลกต่อไป   และจะส่องสว่างต่อไปอีกจนกระทั่งพระผู้เป็นเจ้าจะทรงทำให้คำมั่นสัญญาของพระองค์สัมฤทธิ์ผลอย่างเต็มที่และประทานชัยชนะแก่ศาสนาของพระองค์   ทั้งๆ ที่ยังมีผู้ไม่ศรัทธาทั้งหลายอยู่   ขอให้ความสันติและความโปรดปรานของพระผู้เป็นเจ้าจงประสบแด่ศาสดามุฮัมมัดด้วยเถิด!

Facebook Comments

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *