jos55 instaslot88 Pusat Togel Online ความยุติธรรมพระเจ้ากับความหลากหลายทางชีวภาพ - INEWHORIZON

INEWHORIZON

ขอบฟ้าใหม่

ความยุติธรรมพระเจ้ากับความหลากหลายทางชีวภาพ

 

 

โดย ดร.ประเสริฐ  สขศาสน์กวิน

ศูนย์อิสลามศึกษา วิทยาลัยเทคโนโลยีสยาม

          เราจะพบเห็นว่าสิ่งต่างๆ มากมายที่เกิดกับตัวของมนุษย์เองหรือได้เกิดขึ้นรอบๆตัวของมนุษ์  ไม่ต้องมีผู้สอนหรือไม่ต้องผ่านการเรียนการสอน เช่น  การกิน การดื่ม  การเดิน   หรือบางอย่างเราจะพบเห็นสิ่งต่างๆเกิดขึ้นมากมายและมีความแตกต่างกัน  เช่น มีสีดำ สีแดง ตัวสูง ตัวเตี้ย  สวยงาม หรืออัปลักษณ์ ขี้เหล่อะไรทำนองนั้น   ซึ่งมีความแตกต่าง  และมีชนิดและประเภทที่ต่างกันออกไป  สิ่งที่เกิดขึ้นเองในข้อแรก มันเกี่ยวข้องกับความปรารถนาของมนุษย์โดยตรงเป็นพฤติกรรมของมนุษย์และถือว่าการกระทำนั้นอยู่ภายใต้หลักเสรีภาพของมนุษย์  ส่วนประเภทที่สอง  ไม่ได้เกี่ยวข้องกับภาระหน้าที่ของมนุษย์ไม่เกี่ยวข้องกับพฤติกรรมของมนุษย์

คำถามในตรงนี้คือว่ามนุษย์มีเสรีภาพและมีสิทธิ์เลือกหรือไม่?  และมีสิ่งใดบังคับให้มนุษย์กระทำนั้นหรือกระทำสิ่งนี้ได้หรือไม่?  หรือถ้าจะมองในเชิงเปรียบเทียบระหว่างการเกิดขึ้นของสิ่งต่างๆจะพบว่ามีบางภาวะและบาสงสภาพทีดีกว่าอีกสภาพหนึ่ง หรือการดำเนินชีวิตของสิ่งหนึ่งดีกว่าอีกประเภทหนึ่ง   ถามว่าเขาสามารถจะตัดสินใจเกี่ยวกับชะตากรรมของเขาได้หรือไม่? แต่สำหรับคนที่ไม่ได้มีเงื่อนไขที่เพียบพร้อมเช่นนั้น  อยู่ในสภาพที่ลำบาก ขัดสน หรือในสิ่งแวดล้อมที่เลวร้าย แล้วเขาจะทำอย่างไร?

คำตอบในเรื่องนี้คือ  พระเจ้าทรงยุติธรรม  ดังโองการนี้ได้ตอบไว้ว่า

พระองค์อัลลอฮ์ไม่ทรงบัญชาใช้ใครคนใด นอกจากอยู่ภายใต้ความสามารถของเขา  ไม่ว่าเขาจะทำดีหรือจะทำไม่ดี ขึ้นอยู่กับตัวเขาเอง”(บทที่ ๒ โองการที่ ๒๘๖)

มุมมองของอิสลามในเรื่องการกดขี่และความยุติธรรมให้ความชัดเจนและสนับสนุนความยุติธรรม ตำหนิการฉ้อฉลและการกดขี่ทั้งหลาย คือว่า ถ้าหากมีบางคนในโลกนี้อยู่ภายใต้เงื่อนไขที่ดีของการดำเนินชีวิต หรือมีบางคนแตกต่างกับเขาคนนั้น  จะถือว่าเขาอยู่ในภาวะของถูกทดสอบจากพระเจ้า ดังนั้นทุกความลำบากและทุกข์ยากของมนุษย์ในโลกนี้ ล้วนแล้วแต่เป็นบททดสอบของอัลลอฮ์เพื่อให้มนุษย์มีความเข้มแข็งและเป็นมีรู้คุณและขอบคุณต่อพระเจ้าทุกขณะจิต

ถ้าใครก็ตามอยู่ภายใต้การทดสอบนั้น และได้ทำการเชื่อฟังพระเจ้าและเป็นผู้มีมีศีลธรรม แน่นอนพระเจ้าจะตอบแทนด้วยรางวัลที่ยิ่งใหญ่  ส่วนใครที่ไม่ได้ถูกทดสอบด้วยความทุกข์และไม่ได้มีความอดทนในเรื่องนั้น เขาจะไม่ได้รับรางวัลของการอดทนนั้น  แต่พระองค์อัลลอฮ์จะทรงทดสอบโดยใช้รูปแบบอื่นๆ   ถ้าเขาสอบผ่าน  พระองค์จะให้รางวัลแก่เขาอย่างเหมาะสม  และถ้าเขาได้ละเมิด และผิดศีลธรรม ไม่กระทำสิ่งที่ดีงาม  พระองค์จะลงโทษเขา  ดังนั้นพระเจ้าทรงยุติธรรม ไม่กดขี่มนุษย์ใดๆเลย  และพระองค์จะกำหนดภาระหน้าที่ตามความสามารถของแต่ละคน ขึ้นกับความสามารถของแต่ละคน

อิมามศอดิกได้กล่าวว่า…ไมมีภาวการณ์ถูกบังคับและไม่มีภาวะเป็นอิสระอย่างเต็มตัว  แต่ทว่าอยู่ระหว่างกลาง”  ได้มีคนถามว่า อะไรคือภาวะระหว่างกลาง? “

 อิมามศอดิกกล่าวว่า..อุปมาสิ่งนั้นเหมือนกับผู้ชายคนหนึ่งที่เจ้าเห็นว่าเขาทำบาป แล้วเจ้าได้ห้ามเขา  แต่เขาไม่เชื่อฟัง  แล้วเจ้าได้ปล่อยเขาไป  ดังนั้นเขาได้ทำสิ่งเป็นบาปนั้น  ซึ่งเขาไม่ได้เชื่อในสิ่งที่เจ้าได้ห้ามเขา ดังนั้นเป็นไปไม่ได้ที่จะกล่าวหาว่าเจ้าเป็นเสมือนผู้สั่งให้เขากระทำบาป”(อัลกาฟี เล่ม ๑ หน้า ๓๘๙)

 

ความแตกต่างคืออะไร?

ความแตกต่างที่มีระหว่างสายพันธ์มนุษย์หรือระหว่างสายตระกูลของมนุษย์ ถือว่าเป็นสิ่งที่ปกติ และเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติ  ไม่ใช่แค่เพียงในระหว่างคนผิวดำกับคนผิวขาวที่มีความแตกต่างกัน แต่ยังมีคุณลักษณะพิเศษอื่นๆที่แตกต่างกันอีกด้วย  หรือแม้กระทั้งว่าในตระกูลเดียวกัน หรือจากครอบครัวเดียวกัน หรือมองให้ใกล้กว่านั้นคือ ฝาแฝด  ก็ยังมีความแตกต่างกัน ไม่ว่าจะในเรื่องสรีระ ผิวพรรณ   ความคิดความอ่าน  จิตใจ    และอัลกุรอานได้กล่าวถึงเรื่องนี้ไว้ว่า…

 

และบางส่วนจากสัญลักษณ์แห่งพระเจ้า คือการสร้างชั้นฟ้าและผืนแผ่นดิน  และให้มีความแตกต่างในภาษา สีผิวของพวกเจ้า  แท้จริงในสิ่งนั้น มันคือสัญลักษณ์ต่างๆให้แก่ผู้รู้ทั้งหลาย(ได้เพ่งพินิจ)”(บทที่๓๐  โองการที่ ๒๒)

ความเป็นจริงแล้วในเรื่องนี้นั้น ถ้าหากสมมติฐานว่า ในโลกใบนี้ ไม่มีสิ่งใดแตกต่างกัน  ไม่ว่าสีผิว  ภาษา  ชาติพันธุ์ และอื่นๆ ปัญหาต่างๆคงจะตามมามากมายทีเดียว เพราะว่าความแตกต่างทางชีวภาพเป็นความเป็นระบบทางเอกภพและธรรมชาติ

ดังนั้นความแตกต่างที่ได้เกิดขึ้นกับมนุษย์ไม่ว่าในเรื่องชาติพันธุ์ สีผิว ซึ่งได้มีมาทุกๆชนชาติและทุกสมัยเป็นเรื่องปกติ  แต่ที่มีปัญหาและสร้างปัญหาคือการสร้างวาทกรรม คำว่าความแตกต่างนี้ไปในทางลบและไม่สร้างสรรค์ จนสร้างปัญหาทางการคิดและมีความเห้นไม่ตรงกันตลอดมา(จนเป็นปัญหาทางความเชื่อ)  ดังนั้นความแตกต่างไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะอยู่ประเทศใดประเทศหนึ่ง หรือสังคมใดสังคมหนึ่ง  แต่ทว่าได้เกิดขึ้นทุกๆสังคม แม้แต่ในสังคมประชาธิปไตย  ก็ยังเห็นถึงความแตกต่าง แต่ทว่าก็สามารถอยู่ร่วมกันได้

ความแตกต่าง หมายถึง ความไม่เหมือนกันระหว่างปัจเจกหนึ่งกับอีกปัจเจกหนึ่ง ด้วยกับอัตลักษณ์ หรือคุณลักษณะเฉพาะที่ติดตัวมาของแต่ละปัจเจกนั้นๆ เช่น สีผิว สัญชาติ  เพศ  นิกายความเชื่อ ชาติพันธุ์ หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งว่า  ความแตกต่างที่เกิดขึ้นเมื่อนำมาเปรียบเทียบระหว่างสองปัจเจก  โดยความเหมาะสมของแต่ละปัจเจกได้ถูกบรรจุไว้เป็นการเฉพาะของแต่ละหน่วยนั้น ซึ่งแต่ละหน่วยมีความสมบูรณ์ในตัวของมัน  เช่นระหว่างคนผิวดำกับคนผิวขาว  มีความเท่าเทียมในเรื่องการศึกษา หรือความสามารถ  แต่แตกต่างในเรื่องสีผิวเท่านั้น

 

 ความเหลื่อมล้ำและความต่างทางธรรมชาติ

เมื่อเรามองดูอวัยวะส่วนต่างๆ ของร่างกายเรา เราก็จะพบว่ามีอวัยวะต่างๆ ที่แตกต่างกัน  และเมื่อเปรียบเทียบกันและกันก็จะพบความต่างของอวัยวะนั้น  เช่น ดวงตา  กับใบหน้า มีความงาม และมีความน่าสนใจที่เฉพาะของแต่ละส่วน  และเมื่อมองส่วนอื่นๆ  เช่น เท้า  ไม่มีความงามหรือความน่าสนใจเหมือนส่วนของดวงตา  ดังนั้น ความแตกต่างนี้ ถือว่าเป็นความไม่ยุติธรรมในการรังสรรค์สร้างหรือไม่ หรือว่าเป็นความลำเอียง หรือ นั่นแหละคือความยุติธรรมแล้ว?

ถ้าหากว่าได้นำน้ำที่มีอยู่ในลำธาร มาใส่ในตาและในสมอง  อะไรจะเกิดขึ้น ดังนั้นสมองและดวงตา มีความละเอียดอ่อนเป็นอวัยวะส่วนเฉพาะและมีหน้าที่ที่ต่างกัน  ดังนั้นน้ำหรือของเหลวที่จะใส่ในแต่ละอวัยวะนั้นย่อมมีความต่างกัน และจะต้องมีความเหมาะสมด้วย  และน้ำโคลน ถือว่าเป็นสิ่งเลวร้ายที่สุดของสิ่งเหลว  ดังนั้นถ้าของเหลวนี้ได้นำไปใส่ในสมอง แล้วมันจะเกิดอะไรขึ้น และมันจะสร้างความเสียหายอย่างใหญ่หลวงทีเดียวหรือไม่?    และสามารถจะคาดคิดไปได้หรือไม่ว่า อวัยวะทุกส่วนมีความเหมือนกัน  และจะทำงานแบบเดียวกันและเหมือนกัน?   เช่น อวัยวะดวงตาไปอยู่ที่ของสมอง?

ดังนั้นในร่างกายมนุษย์มีความแตกต่าง แต่ไม่ใช่เป็นความลำเอียง  และในโลกธรรมชาติก็เช่นกัน เป็นเช่นนี้  ซึ่งมีสิ่งต่างๆ เกิดขึ้นอย่างมากมาย  และทุกชนิดก็มีความแตกต่างกันและกัน(ทางสรีระและทางบทบาท) และได้อยู่ในที่ที่อยู่เหมาะสมของมัน

ในสังคมมนุษย์ก็เหมือนกับร่างกาย ซึ่งแต่ละอวัยวะ มีบทบาทในการทำให้สังคมสงบน่าอยู่กันทุกส่วน   และทุกๆ ส่วนจำเป็นต้องปฏิบัติไปตามบทบาทหน้าที่ที่เหมาะสม และมีคุณค่าของตนเอง  และอวัยวะส่วนอื่น ก็ต้องให้เกียรติกับส่วนอื่นด้วย ต่างเคารพต่อกันและกัน  เพื่อมิให้เกิดการละเมิดระหว่างกัน  ดังนั้นถ้าได้ละเมิดส่วนหนึ่งส่วนใดต่อกัน เท่ากับได้ละเมิดส่วนที่เป็นสังคมโดยรวมด้วย

บนพื้นฐานกรอบแนวคิดนี้ ศาสนาอิสลามได้นำเสนอรูปแบบการบริหารจัดการทางสังคมและทางปัจเจกบุคคลให้มีความยุติธรรม  และด้วยกับการเชื่อมั่นถึงโครงการของความแตกต่างระหว่างสิ่งที่มีอยู่  ดังนั้นประการแรก จะต้องรักษาเกียรติและศักดิ์ศรีของสิ่งมีชีวิต โดยเฉพาะมนุษย์  ประการที่สอง  มาตรฐานตัวชี้วัดความสูงส่ง คือ การมีภาวะคุณธรรม ภาวะสำรวมตน  และคำนึงในเรื่องสิทธิโดยรวม และด้านต่างๆ ทางสังคม โดยเป็นเงื่อนไขต่อมาตรฐานตัววัดถึงความดีงามทางด้านปัจเจกบุคคล

ประวัติศาสตร์รัฐอิสลามในสมัยของศาสดามุฮัมมัด  ถือว่าเป็นแบบอย่างที่ดีที่สุด ต่อเรื่องความยุติธรรมทางสังคม และความเสมอภาคในด้านประชาชน  ดังตัวอย่าง  ท่านบิล้าลฮะบะชี เป็นหนึ่งจากสาวกของศาสดาที่มีความซื่อสัตย์  เป็นคนผิวสี  ซึ่งเขาได้ถูกไถ่ถอนจากความเป็นทาสหลังจากที่อิสลามได้ทอแสงขึ้นโดยศาสดาแห่งอิสลาม  และศาสดาได้ให้อิสรภาพแก่เขา  หรือสาวกคนอื่นๆ ที่มาจากหลายชาติพันธุ์  ไม่ว่าเป็นชาวเปอร์เซีย ซึ่งพูดภาษาเปอร์เซีย เช่น ซัลมาน ฟัรซี  และศาสดาได้กล่าวถึงฐานะภาพของเขาว่า “ซัลมาน เป็นหนึ่งจากครอบครัวของเรา(อะลุลบัยต์)”(อ้างอิงจากหนังสือ มุสตัดร็อกซอฮี้ฮัย  เล่ม ๓ หน้า ๕๙๘)  และทำให้มีผลสะท้อนอย่างกว้างขวางไปยังกลุ่มชนของเขาโดยนำวัฒนธรรมและอารยธรรมอิสลามไปแพร่หลาย  และนี่คือเป็นเพียงบางตัวอย่างของประชาชนที่มีคุณธรรม และเป็นบุคคลน่ายกย่องในสมัยของศาสดามุฮัมมัด  โดยเป็นการยืนยันถึงการนำหลักยุติธรรมเป็นแก่นกลาง   และไม่ลำเอียง  บนความต่างทางด้านชาติพันธุ์หรือสีผิว

 

 ความลำเอียง

คำว่า”ความลำเอียง”  สามารถให้ความหมายได้หลายแบบที่แตกต่างกัน เช่น   ความลำเอียงบิดามารดาในระหว่างลูกๆ     การลำเอียงทางสังคม ต่อกลุ่มก้อนเฉพาะ  ความลำเอียงต่อชาติพันธุ์และเผ่าพันธุ์  และอื่นๆ    ซึ่งในประเด็นต่างๆ นี้  คือว่าส่วนมากได้มองถึงเรื่องอำนาจที่มีและมองเฉพาะชนชั้นสูง  โดยไม่ได้คำนึงหรือมองดูสังคมชั้นล้างที่ยังขาดและด้อยโอกาส  ดังนั้นพวกเขาจึงได้เลือกปฏิบัติให้กับคนบางกลุ่มที่เป็นการเฉพาะ และนี่แหละที่มาของความลำเอียงทางสังคม  และในเงื่อนไขความลำเอียง และความไม่เท่าเทียมกันนั้น โอกาสของการขับเคลื่อนเรื่องต่างๆ ก็จะไม่มีความเท่าเทียมระหว่างปัจเจกชน  ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการศึกษา  เรื่องการเลือกอาชีพ  จะเป็นเงื่อนไขที่ไม่เท่าเทียมและไม่เสมอภาค

 

ความแตกต่างทางด้านชาติพันธุ์

ทั้งหมดของมนุษยชาติ มีเชื้อสายมาจากศาสดาอาดัม(อ)  และอิสลามไม่ได้ถือว่า ชนชาติอาหรับดีที่สุดเมื่อเปรียบเทียบไปยังไม่ใช่อาหรับ  และก็ไม่ถือว่า คนไม่ใช่อาหรับจะประเสริฐกว่า ชาวอาหรับ  และเช่นกัน คนผิวขาว เมื่อเปรียบเทียบไปยังคนผิวดำ ก็ไม่ได้ประเสริฐไปกว่ากัน และคนผิวสี ก็ไม่ได้ประเสริฐกว่าคนผิวขาว   ยกเว้น ความมีภาวะสำรวมตนและเป็นคนมีศีลธรรมเท่านั้น

อิมามซัยนุลอะบีดีนได้ถูกถามประโยคหนึ่ง เกี่ยวกับความหมายของคำว่า ชาตินิยมและการหลงใหลในเผ่าพันธุ์ คืออะไร?    อิมามได้กล่าวตอบว่า…”  ถ้าใครก็ตามถือว่า ความชั่วร้ายต่างๆ ของเผ่าพันธุ์หรือชาติพันธุ์ของตนดีกว่าความดีงามต่างๆ ในเผ่าพันธุ์อื่น  นั่นแหละ คือการหลงใหลในชาติพันธุ์และถือว่ามีความเป็นชาตินิยม  ด้วยเหตุนี้ ถ้าพวกเขาได้ช่วยเหลือกันในเรื่องการกดขี่และการฉ้อฉลต่อพวกพ้องตนเอง  นั่นคือ ความเป็นชาตินิยม(อัลกาฟี เล่ม ๓ หน้า ๗๕๒)

หนึ่งจากปัญหาที่ขมขื่นต่อการดำเนินชีวิตชองมนุษย์ คือเรื่องความเป็นชาตินิยม และความลำเอียงในชาติพันธุ์  ความหมายคือว่า   มีบางกลุ่มเชื่อและถือว่า เผ่าพันธุ์หรือชาติพันธุ์ของตนเองประเสริฐกว่าเผ่าพันธุ์อื่นๆ   ดังนั้นพวกเขาจะอ้างถึงความสูงส่งและความพิเศษของตนเองขึ้นมาเหนือผู้อื่น

ด้วยกับความก้าวหน้าทางด้านวัฒนธรรมและอารยธรรม และการจะปฏิรูปปัญหาต่างๆ ทางสังคม  การเมือง และวัฒนธรรมของมนุษยชาติยังคงรอความหวังที่จะให้ปัญหาทางด้านความลำเอียงและความไม่เสมอภาคของสังคมมนุษย์ได้หมดไป  และนำความยุติธรรม และความเสมอภาคคืนกลับมา  แต่ทว่า เป็นสิ่งที่น่าเสียใจ เราได้ประจักษ์เห็นถึงในโลกวันว่า มีความลำเอียงเพิ่มขึ้นมายิ่งขึ้น    ดังนั้นรากฐานหนึ่งของศาสนาอิสลาม  และเป็นสโลแกนหนึ่งคือ การต่อสู้กับความเป็นชาตินิยม  และต่อสู้กับลัทธิบูชาชาติพันธุ์  เพราะว่ามาตรฐานตัวชี้วัดความประเสริฐ  คือ การมีภาวะสำรวมตนและมีความยำเกรง ใกล้ชิดต่อพระเจ้าต่างหาก  ได้มีบทรายงานฮะดีษจากศาสดาและบรรดาคนในครอบครัวศาสดา พวกเขาได้ประณามการบูชาเผ่าพันธุ์ตนเอง  เราจะของหยิบบางฮะดีษ ดังนี้

ศาสดามุฮัมมัดกล่าวว่า…โอ้ประชาชนทั้งหลาย พระเจ้ามีองค์เดียว  และบิดาของเจ้าก็มีคนเดียว และทั้งหมดเราท่านมาจากนบีอาดีม  และนบีอาดัมถูกสร้างมาจากดิน  ดังนั้นใครก็ตามในหมู่ของพวกเจ้ามีภาวะสำรวมตนมากที่สุด นั่นคือผู้ประเสริฐสุด  ชาวอาหรับไม่ได้สูงส่งกว่าไม่ใช่อาหรับ เว้นเสียแต่เขามีความตักวา มีภาวะสำรวมตน”(มุสนัด อะหมัด เล่ม ๕ หน้า ๔๑๑)

ศาสดามุฮัมมัดกล่าวว่า จงพิจารณาเถิด  เจ้าไม่ได้เหนือกว่าหรือประเสริฐกว่า คนผิวแดง หรือคนผิวดำเลย  ยกเว้นว่า จะมีภาวะสำรวมตน จึงจะสูงส่งกว่า”(  อัซซุฮ์ดุ อิบนิ ฮัมบัล  หน้า ๓๒๒)

รายงานจากอิมามยะฟัร ศอดิกกล่าวว่า ศาสดามุฮัมมัดได้กล่าวว่า ใครก็ตามมีความเป็นชาตินิยมเพียงแค่เมล็ดข้าวบาเล่  องค์อัลลอฮ์จะให้เขาฟื้นคืนชีพมากับกลุ่มชนอาหรับญาฮีลียะฮฺ”(อัลกาฟี  เล่ม ๓ หน้า ๗๕๐)

ศาสดามุฮัมมัด ถือว่าท่านเป็นบุคคลที่ได้ต่อสู้กับการเป็นชาตินิยมและความคลั่งในเผ่าพันธุ์โดยตัวของท่านเอง และได้ปกป้องสิทธิมนุษยชน  จนกระทั้งได้ทำให้ประเด็นนี้หมดไป  ในสมัยของศาสดา  มีหัวหน้าเผ่าของกุเรชได้อ้างตนเองว่ามีความเทียบเท่ากับศาสดา และไม่ยอมรับในเรื่องความเสมอภาคที่ศาสดาได้นำมาสองสั่ง พวกเขาได้กล่าวกับศาสดาว่า   “สาเหตุที่เราไม่ยอมนั่งร่วมกับเจ้า เนื่องจากว่า มีบุคคลเช่น บิล้าล ฮะบะชี และซัลมาน ฟัรซี  และมีทาสอื่นๆ อีกหลายคน นั่นร่วมกับท่าน  ดังนั้นจงไล่พวกเขาออกไปแล้วเราจะมานั่งร่วมวงกับท่าน”

ศาสดาไม่ยอมรับสิ่งที่พวกเขาได้ต้องการนั้น  ต่อมาพวกเขาได้เรียกร้องข้อเสนออื่นว่า “ หรือไม่เช่นนั้น ก็จงให้เวลาอื่นกับพวกเรา วันนี้เฉพาะพวกเรา และอีกวันเฉพาะพวกเขาไป”

ดังนั้นโองการอัลกุรอานได้ถูกประทานมา

เจ้าจงอย่าขับไล่บรรดาผู้ที่วิงวอนต่อพระเจ้าของพวกเขา ทั้งในเวลาเช้าและเวลาเย็น โดยปรารถนาความโปรดปรานจากพระองค์ ไม่เป็นภัยแก่เจ้าแต่อย่างใด ในการชำระพวกเขาและก็ไม่เป็นภัยแก่พวกเขาแต่อย่างใด จากการชำระเจ้าแล้วเหตุใดเจ้าจึงจะขับไล่พวกเขา? (ถ้าเจ้าทำเช่นนั้นแล้ว) เจ้าก็จะกลายเป็นผู้หนึ่งในหมู่ผู้อธรรม(บทที่ ๖  โองการที่๕๒)

และเมื่อโองการนี้ถูกประทานลงมา ศาสดาก็ได้ปฏิเสธข้อเสนอของพวกเขาอีกครั้ง

พระเจ้าได้กล่าวไว้อย่างชัดเจนถึงเรื่องเผ่าพันธุ์และชาติพันธุ์ว่ามีความแตกต่างกัน  และเป้าหมายเพื่อให้เกิดปฏิสัมพันธ์ระหว่างกันและรู้จักกันและกัน  และจะต้องไม่เป็นข้ออ้างถึงความสูงส่งกว่ากันและกัน

และสิ่งที่จะต้องต่อสู้ร่วมกับคือ ความอยุติธรรมและการกดขี่ทุกรูปแบบ  และแน่นอนกว่า ความเป็นชาตินิยมและความคลั่งในเผ่าพันธุ์คือหนึ่งจากเหตุปัจจัยที่จะเกิดความอยุติธรรมและการฉ้อฉล ซึ่งในประวัติศาสตร์ได้จารึกถึงเรื่องนี้ไว้แล้ว  นั่นคือ การเกิดสงครามและการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์

 

ความแตกต่างทางเพศ

ไม่สงสัยเลยว่า แท้จริงระหว่างเพศชายกับเพศหญิงมีความแตกต่างกัน  และขณะเดียวกันระหว่างสองเพศนี้ก็มีความเหมือนกัน และในบางมุมมีความแตกต่าง  สำหรับศาสนาอิสลามได้กำหนดสิทธิทั้งสองไว้อย่างละเอียดทั้งสิทธิสตรีและสิทธิบุรุษ  หรือในนั้นคือสิทธิทางด้านกฎหมาย และสิทธิทางด้านจริยะ ซึ่งศาสนาอิสลามได้ให้ความสำคัญทั้งสองด้าน ไม่ว่าจะเป็นผลทางด้านปัจเจกบุคคลหรือทางด้านสังคม   โดยเฉพาะอย่างยิ่งปัญหาสตรีและครอบครัว   และประเด็นที่น่าสนใจคือว่าในมุมมองอิสลาม สิทธิสตรีและบุรุษมีความเท่าเทียมกัน  แต่ไม่เหมือนกัน  คือ คุณค่าทุกๆ สิทธิของสตรีได้กำหนดไว้ จะเท่าเทียมกับสิทธิบุรุษที่ได้กำหนดไว้เช่นกัน  แต่จะมีรายละเอียดของประเภทและปลีกย่อยเนื่องจากความต่างทางเพศ ทางธรรมชาติเป็นตัวกำหนดทั้งทางสรีระและทางจิตวิญญาณต่อความต่างนั้น และอัลกุรอานได้กล่าวถึงความมีเกียรติและการมีคุณค่าของมนุษย์  ดังนั้นเพศหญิงและเพศชาย ทั้งคู่คือมนุษย์และมีความเท่าเทียมกัน และเราไม่สามารถมองตามโลกตะวันตกที่กล่าวถึงความคล้ายระหว่างบุรุษกับสตรีในเรื่องสิทธิ  เพราะว่ามันน่าขำเสียมากว่าที่จะกล่าวว่า สตรีและบุรุษมีความแตกต่างในด้านสรีระและจิตใจ แล้วจึงมีความแตกต่างคามต้องการและความจำเป็นต่างๆ  จึงกล่าวว่า บุรุษและสตรีมีความคล้ายกันในเรื่องสิทธิ

ชะฮีดมุเฎะฮารีได้กล่าวถึงตัวอย่างความแตกต่างระหว่างคำว่า”ความเท่าเทียม กับความเหมือนทางด้านสิทธิระหว่างชายกับหญิงไว้ว่า…

เป็นไปได้ที่ผู้เป็นบิดาจะแบ่งทรัพย์สินให้กับลูกทุกๆ คนอย่างเท่าเทียม  แต่จะไม่แบ่งในมุมมองที่มีความเหมือนกัน  เช่นตัวอย่าง บิดาอาจจะมีลูกๆ ที่มีอาชีพหลายรูปแบบ  อาจจะทำธุรกิจในบ้าน  หรือ เจ้าของสวนไร่นา  หรือเป็นเจ้าหน้าที่ให้บริหารให้เช่าที่  แต่ทว่าเขานั้นได้พิจารณาถึงความสามารถของลูกๆ ทุกคนไว้แล้ว  และเมื่อจะแบ่งทรัพย์สินให้กับลูกๆ   เขาจะต้องแบ่งในฐานะความเป็นลูก  นั่นคือให้ตามคุณค่าของความเท่าเทียมกัน(ในความเป็นลูก) ไม่ใช่ให้แบ่งความเหนือกว่าหรือพิเศษกว่าของอาชีพและการงาน  และเขาจะแบ่งให้แต่ละคน ของทรัพย์สินนั้น ซึ่งก่อนหน้านั้นได้ทดสอบความสามารถอย่างเหมาะสมแล้ว  ด้วยเหตุนี้อิสลามไม่ได้ต่อต้านความเท่าเทียมสิทธิระหว่างบุรุษกับสตรี แต่ไม่เห็นด้วยกับความคล้ายกันของสิทธิระหว่างชายกับหญิงต่างหาก

สำหรับฐานะภาพและคุณค่าของสตรีในมุมมองอิสลามนั้น แท้จริงแล้วใครก็ตามที่ถือว่าสามัญสำนึกหรือสติปัญญาของชายและหญิงมีความแตกต่างกัน  หรือได้เชื่อว่า สตรีนั้นมีสามัญสำนึก มีสติปัญญาน้อยกว่าเพศชาย ถือว่าไม่ถูกต้อง เพราะว่าอัลกุรอานได้กล่าวไว้อย่างชัดเจนในเรื่องนี้ว่า เพศหญิงได้ถูกสร้างเหมือนกับเพศชายในเรื่องสัญชาตญาณบริสุทธิ์และสามัญสำนึก  ดังโองการที่ว่า

มนุษยชาติทั้งหลาย ! จงยำเกรงพระเจ้าของพวกเจ้าที่ได้บังเกิดพวกเจ้ามาจากชีวิตหนึ่ง และได้ทรงบังเกิดจากชีวิตนั้นซึ่งคู่ครองของเขา และได้ทรงให้แพร่สะพัดไปจากทั้งสองนั้น ซึ่งบรรดาชายและบรรดาหญิงอันมากมาย และจงยำเกรงอัลลอฮ์ที่พวกเจ้าต่างขอกัน ด้วยพระองค์และพึงรักษาเครือญาติ แท้จริงอัลลอฮ์ทรงสอดส่องดูพวกเจ้าอยู่เสมอ (บทที่ ๔  โองการที่ ๑)

และได้กล่าวถึงมนุษย์ทั้งหมดว่า

และหนึ่งจากสัญญาณทั้งหลายของพระองค์คือ ทรงสร้างคู่ครองให้แก่พวกเจ้าจากตัวของพวกเจ้า เพื่อพวกเจ้าจะได้มีความสุขอยู่กับนาง และ ทรงมีความรักใคร่และความเมตตาระหว่างพวกเจ้า แท้จริงในการนี้ แน่นอน ย่อมเป็นสัญญาณแก่หมู่ชนผู้ใคร่ครวญ(บทที่๓0 โองการที่ ๒๑)

จากโองการข้างต้นเข้าใจได้อย่างง่ายๆ ว่า ชายและหญิง มีฟิตเราะฮ์เดียวกัน และเป็นประเภทเดียวกัน(ประเภทมนุษย์) และจากหลักการที่อิสลามได้กล่าวเน้นถึงความมีเกียรติของมนุษย์ โดยหมายถึงทั้งสองเพศ มีความเหมือนกัน คือทั้งเพศชายและเพศหญิงอยู่ในระดับเดียวกัน เพราะว่าทั้งคู่อยู่ในฟิตเราะฮ์เดียวกัน  กล่าวอีกนัยยะหนึ่งคือ คุณค่าและฐานะภาพของสตรีและบุรุษอยู่ที่ความเป็นมนุษย์  และทั้งสองเพศอัลกุรอานได้กล่าวถึงการมีความสูงส่งทางฟิตเราะฮ์ และทั้งสองเพศได้นำฟิตเราะฮ์นั้นมาใช้ประโยชน์(ในการแยกแยะ)

คำสอนของอัลกุรอาน    สตรีเพศเหมือนกับบุรุษเพศในด้านสิทธิ ที่เกี่ยวพันกับโครงสร้างและความเป็นมนุษย์  เช่น สิทธิการใช้ชีวิต  สิทธิการเป็นกรรมสิทธิ์  ความมีเกียรติ  เกียรติยศและศักดิ์ศรี  เสรีภาพ  สิทธิในการเลือกและอื่นๆ

แต่ทว่าอย่างไรก็แล้วแต่ดังที่กล่าวผ่านมา ว่าด้วยเรื่องกฎหมายของอิสลามเกี่ยวกับสิทธิสตรีที่ได้กล่าวไว้นั้น  มีบางหมวดและบางเรื่อง ได้พิจารณาในด้านสรีระและด้านจิตใจ(เป็นที่มาของบทบาทและหน้าที่แตกต่างกันออกไป)  เช่นตัวอย่าง คามมีเสรีภาพทางด้านปัจเจกบุคคล และทางสังคม  จะอยู่ภายใต้ร่มของเสรีภาพทางด้านภายในและทางด้านจิตวิญญาณ จึงจะสามารถมิเกิดความบกพร่องและมีความสมบูรณ์  ด้วยเหตุนี้ปัญหาในเรื่องการคลุมผ้าฮิญาบและความปลอดภัยของสตรี  มาจากคำสอนที่บัญญัติของพระเจ้า  และความมีเสรีภาพด้านภายในของสตรีและความปลอดภัยทางสังคมจากความเสื่อมโสมและความเสียหายและคงรักษาเกียรติและศักดิ์ศรีของสตรีเอาไว้นั่นเอง

เช่นบางประเทศที่ห้ามการใส่ชุดฮิญาบ  ถือว่าเป็นการละเมิดและผิดที่ใหญ่หลวงในการการนำเสนอประเด็นสิทธิมนุษยชน  แต่เป็นสิ่งที่น่าเสียใจ   มันคือของขวัญ(คำว่าสิทธิมนุษยชน)ของประเทศในโลกตะวันตก  และได้ปฏิเสธเสรีภาพทางด้านจิตวิญญาณออกไป

อิสลามได้เน้นหนักในเรื่องของฮิญาบและเรื่องทางเพศ ระหว่างญาติกับคนไม่ใช่ญาติ  โดยถือว่าเป็นโครงสร้างในการทำให้สถาบันครอบครัวและสังคมมีความเข้มแข็งและสร้างสรรค์ที่ดี  จึงได้กำหนดให้มีเรื่องการสวมใส่เสื้อผ้าของสตรีในอิสลามขึ้น  ซึ่งมิได้หมายความว่า ห้ามมิให้บรรดาสตรีออกจากบ้าน  หรือการจองจำ กักขังพวกเธอไว้ในบ้าน  ซึ่งการกระทำเช่นนี้ในบางสังคมมีให้เห็นอยู่  แต่สำหรับในอิสลามไม่มีคำสอนเช่นนี้

การปกปิดเรือนร่างสตรีในอิสลาม คือ การใช้ชีวิตของเธอ จะไม่อนุญาตให้ชายแปลกหน้าที่ไม่ใช่ญาติใกล้ชิดเห็นเรือนร่างอวัยวะของเธอ  ไม่อนุญาตให้เธอแสดงตัวตน เปิดเผยเรือนร่าง  และปัญหาในเรื่องฮิญาบ  โดยผิวเผินแล้วก็คือเนื้อหานี้ว่า สตรีสามารถจะเปิดเผยเรือนร่างของเธอได้หรือไม่หรือจำเป็นจะต้องปกปิด?  และบางครั้งได้เกิดการเรียกร้องแสดงการเห็นอกเห็นใจต่อสตรีว่า  ดีที่สุดสตรีนั้นจะต้องมีอิสระและเสรีภาพใช่หรือไม่ในการจะให้ใช้ประโยชน์จากเพศของสตรี และจะต้องมีเสรีภาพเต็มร้อยใช่หรือไม่?  แท้จริงแล้วการคิดเช่นนี้ เป็นผลประโยชน์สำหรับบุรุษต่างหาก ไม่ใช่สำหรับสตรี  หรือไม่ก็อย่างน้อย บุรุษก็จะมีโอกาสและประโยชน์มากกว่า  ซึ่งในเรื่องปัญหาทางเพศ  และความต้องการทางเพศ เป็นเรื่องที่มีมากเรื่องหนึ่งของมนุษย์  ดังนั้นการมีเสรีภาพในเรื่องทางเพศ จะเป็นเหตุให้เกิดไฟแห่งกามอารมณ์ และความอยากเพิ่มมากขึ้น  ในขณะที่มนุษย์ถูกสร้างมาภายใต้ฟิตเราะฮ์ให้มุ่งทะยานสู่ความใกล้ชิดต่อพระผู้สร้าง(ไม่ใช่จมอยู่กับกิเลส ตัณหา)  และเมื่อไหร่ที่ตกเป็นทาสแห่งวัตถุ  มนุษย์จะไม่มีวันจะประสบกับชัยชนะได้

อิสลามได้วางพื้นฐานให้ปกป้องและรักษาความมีศักดิ์ศรีของสตรีและบุรุษ และรักษาเกียรตินั้นไว้ ซึ่งในความเป็นจริงคือการควบคุมความปรารถนาทางเพศ  เพื่อไปถึงความสงบมั่นทางจิตใจ  และจะนำเสนอ ๒ หนทางเพื่อแก้ปัญหาในเรื่องนี้ คือ

หนึ่ง สร้างความพอใจต่อความต้องการทางเพศในทางสายกลาง  โดยการยึดมั่นคำสอนของอิสลาม ในเรื่องการมีคู่ครองและการแต่งงาน

สอง สกัดกั้นและห้ามการสร้างแรงกระตุ้นอย่างสุดโต่งในเรื่องทางเพศ  ซึ่งอิสลามได้นำเรื่องฮิญาบ มาเป็นบทบัญญัติต่อสตรี

ด้วยเหตุนี้จากเนื้อหากล่าวไปทั้งหมดชี้ให้เห็นว่า พระเจ้าทรงยุติธรรมและสรรสร้างทุกสิ่งมาอย่างสมบูรณ์และเหมาะสม และความหลากหลายทางชีวภาพและความแตกต่างของสิ่งที่มีอยู่บนโลกใบนี้ด้วยแล้วแต่มีความงดงาม และมีดุลยภาพระหว่างกันและกัน

Facebook Comments

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *