INEWHORIZON

ขอบฟ้าใหม่

วิกฤติเรื่องภาวะแวดล้อมไม่ใช่สิ่งที่ไกลเกินอีกต่อไปแล้ว

คอลัมน์ ช่วยกันคิด ช่วยกันทำ

ทหารประชาธิปไตย

วิกฤติเรื่องภาวะแวดล้อมไม่ใช่สิ่งที่ไกลเกินอีกต่อไปแล้ว

            วันนี้ต้องเขียนถึงสิ่งแวดล้อมที่กำลังจะกลายเป็นภัยพิบัติสนองคืนต่อมนุษยชาติ ที่ได้ทำร้ายทำลายธรรมชาติมาอย่างต่อเนื่อง นับจากเกิดการปฏิวัติอุตสาหกรรม อีกครั้งและหลายๆครั้ง

บทความที่แล้วได้พูดถึงการละลายของน้ำแข็งในขั้วโลกเหนือและใต้ ซึ่งจะปลดปล่อยเอาก๊าซมีเธนจำนวนมหาศาลออกสู่บรรยากาศอันจะเป็นการซ้ำเติมปรากฏการเรือนกระจก ที่ทำให้เกิดสภาวะแวดล้อมวิบัติเพิ่มมากขึ้น โดยจะส่งผลกระทบต่อสภาวะภูมิอากาศที่รุนแรงและแปรปรวนมากยิ่งขึ้น เช่น พายุ ฝน อุณหภูมิของอากาศและฤดูกาลในพื้นที่ต่างๆ

            ขณะนี้ 2 ประเทศอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ คือ สหรัฐอเมริกา และออสเตรเลีย กำลังเผชิญกับแรงกดดันภายในประเทศให้เข้าไปทำการลงนามร่วมในข้อตกลงปารีสที่จะควบคุมการปล่อยก๊าซเรือนกระจกคาร์บอนไดออกไซค์ออกไปในบรรยากาศโดยพยายามให้เป็นศูนย์ในเวลา 30 ปีข้างหน้า

มาติดตามสภาพการณ์ในขั้วโลกเหนือ นอกจากธารน้ำแข็งในภาคพื้นทวีปจะละลายหดหายไปอย่างรวดเร็วแล้ว นักวิทยาศาสตร์ยังคาดการณ์ว่าในไม่กี่สิบปี มหาสมุทรอาร์กติกจะปราศจากน้ำแข็งโดยสิ้นเชิงในฤดูร้อน และในปีนี้คือ 2020 สภาพการณ์ใกล้เคียงกับความเป็นจริงอย่างมากแล้ว ทั้งนี้เกิดจากคลื่นความร้อนจากรัสเซียที่พัดผ่านเข้ามาในทะเล Laptev ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของมหาสมุทรอาร์กติก และเป็นแหล่งสำคัญที่ทำให้เกิดการก่อตัวของแผ่นน้ำแข็งในเขตอาร์กติก

            มหาสมุทรอาร์กติกที่มีน้ำแข็งปกคลุมนั้นมีบทบาทสำคัญในการสะท้อนคลื่นสุริยกัมมันตะรังสีถึง 80% ให้กลับขึ้นไปยังบรรยากาศนอกโลก

ในขณะที่พื้นน้ำที่ปราศจากน้ำแข็งและหิมะจะซับซึมเอาสุริยกัมมันตะรังสีเอาไว้ถึง 90% ซึ่งจะทำให้เกิดการสะสมความร้อนอย่างรวดเร็ว

ในช่วงเวลาที่ผ่านมาพื้นผิวน้ำแข็งและหิมะที่ปกคลุมมหาสมุทรอาร์กติก จะละลายเพียงบางส่วนในช่วงฤดูใบไม้ผลิ และฤดูร้อน แต่ในเขตใกล้ไซบีเรียของรัสเซียมันยังคงสภาพอยู่ ครั้นเข้าฤดูใบไม้ร่วงและฤดูหนาวพื้นผิวมหาสมุทรก็กลับจับแข็งและปกคลุมไปด้วยหิมะจนสุดลูกหูลูกตา จนกล่าวกันว่าพื้นที่ในเขตที่ไม่เคยละลายเป็นแหล่งเครื่องทำความเย็นให้เกิดแผ่นน้ำแข็งและหิมะในเขตที่มีการละลายในฤดูใบไม้ผลิและฤดูร้อนให้กลับมาเป็นน้ำแข็ง แต่ในปีนี้แผ่นน้ำแข็งที่เคยจับตัวหนานับพันปีในเขต เช่น ทะเล Laptev เริ่มหลอมละลายด้วยคลื่นความร้อนทำให้อุณหภูมิในขั้วโลกเหนือเพิ่มเป็น 2 เท่าเมื่อเทียบกับการเพิ่มอุณหภูมิที่อื่น

            ในช่วงเวลา 40 ปีที่ผ่านมาแผ่นน้ำแข็งพันปีนี้หดตัวกว่าครึ่ง ซึ่งก่อให้เกิดความกังวลกับนักวิทยาศาสตร์จำนวนมาก เพราะพื้นน้ำนั้นเป็นที่เก็บสะสมความร้อนได้ดี โดยคลื่นความร้อนเหล่านั้นมาจากดวงอาทิตย์

ปฏิกิริยาดังกล่าวจะก่อให้เกิดการเร่งกระบวนการหลอมละลายของน้ำแข็งในภาคพื้นทวีป และจะเป็นเหตุให้เกิดการปล่อยเอาก๊าซมีเธนจำนวนมหาศาลออกมา นักวิทยาศาสตร์พบว่าช่วง 20 ปีที่ผ่านมาก๊าซนี้เพิ่มมากขึ้นถึง 84 เท่าของก๊าซคาร์บอนไดออกไซค์ในช่วงเวลาเดียวกัน

แม้ว่าน้ำแข็งที่กรีนแลนด์ที่ละลายออกมาในเขตเหนือจะเป็นภัยร้ายแรงที่ทำให้ระดับน้ำในมหาสมุทรสูงขึ้นถึง 7.4 เมตร แต่อันตรายที่แท้จริงมันคืออันตรายที่เกิดจากบรรยากาศและอุณหภูมิที่แปรปรวนในขั้วโลกเหนืออันถือว่าเป็นหลังคาโลกนั้นจะก่อให้เกิดภัยพิบัติอันไม่อาจคาดคำนวณได้

ขณะเดียวกันการละลายของน้ำแข็งในขั้วโลกใต้ที่เป็นไปอย่างรวดเร็วก็ก่อให้เกิดความตื่นตระหนกเป็นอย่างยิ่ง โดยเฉพาะประเทศที่อยู่ใกล้เคียง เช่น นิวซีแลนด์และออสเตรเลีย

            ในออสเตรเลีย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร อิสระ MP.Zali Staggall ได้นำเสนอกฎหมายที่ได้รับการสนับสนุนจากบรรดานักวิทยาศาสตร์ชั้นนำ และองค์การธุรกิจจำนวนกว่า 100 ราย เช่น สภาของธุรกิจขนาดเล็ก สมาคมการแพทย์ บริษัทข้ามชาติ Unilever บริษัทนักพัฒนา Software Atlassian ตลอดจนธุรกิจอื่นๆอีกมาก โดยมีการประชาสัมพันธ์ในสื่อจำนวนมากเช่นกัน ทั้งนี้กฎหมายนี้ต้องการลดการปลดปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์เป็นศูนย์ในปี 2050 อย่างไรก็ตามรัฐบาลออสเตรเลีย ซึ่งเป็นหนึ่งใน 2 ประเทศที่ไม่ยอมลงนามในข้อตกลงปารีสก็ได้รับแรงกดดันมากขึ้นจากการตื่นตัวของภาคธุรกิจของประเทศที่คำนึงถึงมหันตภัยที่จะเกิดขึ้นจากความเปลี่ยนแปลงสภาพแวดล้อม

ดังนั้นสิ่งที่เราควรสร้างความเข้าใจด้วยองค์ความรู้ที่เป็นวิทยาศาสตร์ เพื่อจะได้เกิดแรงจูงใจในการช่วยกันรักษาสิ่งแวดล้อม และช่วยกันตักเตือนกันมิให้อยู่บนความประมาทว่ามันยังเป็นเรื่องไกลตัวจึงเพิกเฉย ให้หันมาใส่ใจมากขึ้นด้วยการตระหนักรู้ถึงผลกระทบในภาพรวมเป็นเบื้องต้นดังนี้

1.ผลกระทบต่อความมั่นคงของแหล่งอาหารและน้ำจืด ผลผลิตทั้งปริมาณและคุณภาพทางการเกษตร ปศุสัตว์และการประมงที่จะลดลง ดังเช่นเกิดปัญหาภัยแล้งหรือน้ำท่วม

2.ผลกระทบต่อระบบนิเวศน์และความหลากหลายทางชีวภาพพืชและสัตว์บางชนิดสูญพันธุ์ มีผลต่อความสมดุลของระบบนิเวศน์ เช่น การขาดหายไปของห่วงโซ่อาหาร ซึ่งเราอาจนึกว่าไม่เกี่ยวกับเรา จนกระทั่งมันเกิดผลกระทบต่อเราก็สายไปแล้ว

3.ผลกระทบต่อการอพยพถิ่นฐานของประชากรโลก เนื่องจากภัยธรรมชาติ เช่น น้ำท่วม ความแห้งแล้ง ความขัดแย้งในการแย่งทรัพยากร เช่น แหล่งน้ำ พื้นที่ทำกิน ตัวอย่างเช่น ประเทศบังคลาเทศ ที่จะเกิดน้ำท่วมต่อพื้นที่ 1 ใน 3 จะทำให้ประชากรประมาณ 20 ล้านคนต้องอพยพไร้ที่อยู่อาศัยเนื่องจากระดับน้ำทะเลท่วมสูงเป็นต้น

4.ผลกระทบต่อสุขภาพอนามัย การแพร่ระบาดของโรคที่จะมีการเปลี่ยนแปลงตามภูมิอากาศ จนการแพทย์ตามไม่ทัน เช่น โควิด-19 ความเครียดจากการที่ต้องปรับตัวจากสภาพเศรษฐกิจและสังคมอันเกิดจาการเปลี่ยนแปลงสภาพแวดล้อม

สำหรับประเทศไทยรัฐบาลทั้งในอดีตและปัจจุบันยังให้ความสำคัญและความสนใจต่อการดูแลรักษาสิ่งแวดล้อมน้อยมาก แต่ยังคงมุ่งที่จะส่งเสริมอุตสาหกรรม และเกษตรกรรมโดยไม่ควบคุมการดูแลรักษาสิ่งแวดล้อม ทำให้กิจกรรมทางธุรกิจเหล่านั้น ซึ่งต้องการลดภาระต้นทุนออกไป จนกลายเป็นภาระของสังคมและกลายเป็นต้นทุนที่สูงยิ่งขึ้นหากต้องการปรับสภาพให้สมดุล เช่น การปล่อยน้ำเสีย ของเสียลงสู่แม่น้ำลำคลองและแผ่นดิน หากจะทำให้คืนภาพต้องใช้ทุนมหาศาล

แต่ปัจเจกชนและนิติบุคคลที่มุ่งหวังแต่รายได้และกำไรจะไม่ให้ความสนใจ นอกจากรัฐบาลจะเข้ามามีบทบาทในการควบคุมอย่างเข้มงวด

โครงการอิสเธิร์น ซีบอร์ด เป็นตัวอย่างที่เห็นได้ชัดเจนเพราะเมื่อเริ่มทำแผนก็มีการรายงานและบรรจุแผนดูแลสิ่งแวดล้อมอย่างดี เช่น มีกันชน ระหว่างชุมชนกับเขตอุตสาหกรรม กับวิธีการจัดเก็บขยะและสารพิษ แต่พอทำเข้าจริงมันก็เป็นเพียงแผนในกระดาษ

โครงการ EEC ก็กำลังจะเป็นโครงการต่อไปที่ในที่สุดก็ไปมุ่งแต่หารายได้และการพัฒนา แต่ต้นทุนมหาศาลที่ทิ้งไว้เป็นภาระของสังคมไม่ได้รับการเหลียวแล

คงต้องต้องรอให้เห็นโลงค่อยหลั่งน้ำตา ตั้งหน้าตั้งตาทะเลาะเบาะแว้ง และสรรหาคำด่าที่เจ็บแสบมาทำร้ายทำลายกัน สุดท้ายก็ล่มสลายไปด้วยกัน

 

Facebook Comments

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *