INEWHORIZON

ขอบฟ้าใหม่

ทอมส์ ชูส์

ทอมส์ ชูส์

เมื่อ ค.ศ 2011 ทอมส์ มีอัตราการเจริญเติบโตต่อปีของการดำเนินงานห้าปี 300% เเละเราได้ให้รองเท้าสิบล้านคู่ของเรา โมเดล หนึ่งเพื่อหนึ่งที่ไม่
ถูกพิจารณาเริ่มแรกโดยนักธุรกิจสมัยเดิมได้กลายเป็นความสำเร็จอย่างชัดเจน วันนี้เรามีบริษัทอื่นได้เดินตามรอยเท้าของทอมส์ด้วยโมเดล หนึ่งเพื่อหนึ่ง ทอมส์ให้รองเท้าไปเเล้ามากกว่า 60 ล้านคู่และพวกเขาได้ขยายตัวไปสู่เเว่นตา กระเป๋าสะพายหลัง และกาแฟเบลค มายคอสกี้ ได้กล่าวว่า เราไม่ได้เริ่มต้นบริษัทด้วยภารกิจ แต่เรามี ภารกิจที่กลายเป็นบริษัืทและผมคิดว่านั่นเป็นความแตกต่างที่สำคัญอยางแท้จริง เพราะว่าผมได้เริ่มต้นทอมส์โดยพื้นฐานที่จะหาทุนแก่การให้ที่ผมต้องการทำเพื่อเด็กที่ผมได้พบภายในอาร์เจนตินา ผมไม่ต้องการจะเริ่มต้นการกุศลขึ้นอยู่กับการบริจาค ในขณะนี้บุคคลจำนวนมากเรียกมันว่าธุรกิจเพื่อสังคม หรือทุนนิยมที่มีจิตสำนึก ผมได้คิดถ้อยคำว่า “เราเป็นภารกิจอยู่กับบริษัท” น่าจะเป็นวิถีทางที่ดีที่จะอธิบาย มันตรงกันข้ามต่อบริษัทที่มีภารกิจ ผมเป็นภารกิจอยู่กับบริษัท หมายความว่าจุดมุ่งพื้นฐานของเขากับบริษัทของเขา ไม่เพียงแค่ทำกำไร เเต่ใช้ธุรกิจเป็นพาหนะขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงสังคมทางบวก โดยพื้นฐานแล้ว การวางภารกิจของการช่วยเหลือบุคคลออื่น ณ แถวหน้าของทุกสิ่งทุกอย่างที่บริษัททำ ไม่ใช่เพียงแค่การเป็นบริษัท ด้วยภารกิจด้านข้าง ความคิดของผมเป็นภารกิจอยู่กับบริษัท มุ่งเน้นว่าเเรงจูงใจพื้นฐานของบริษัทคือ สร้างการเปลี่ยนแปลงที่มีความหมาย ผ่านการดำเนินงานของพวกเขา โมเดล หนึ่งเพื่อหนึ่ง เป็นแกนของภารกิจของทอมส์ ผมไม่ได้เริ่มเดินทางที่จะเริ่มต้นบริษัทรองเท้าผมเริ่มต้นเดินทางที่จะให้รองเท้าแก่เด็กที่ต้องการ ต่อเด็กที่ผมพบภายในอเมริกาใต้ บางสิ่งบางอย่างที่เรียบง่ายเหมือนรองเท้าคู่หนึ่งสามารถเป็นการเปลี่ยนแปลงชีวิต เมื่อผมได้เริ่มต้นทอมส์ ผมต้องการที่จะช่วยเหลือพวกเขาได้รองเท้า ธุรกิจจะเป็นผู้สนับสนุนของงานที่ดีที่เราต้องการทำ ดังนั้นเราต้องดำเนินธุรกิจที่ยิ่งใหญ่ทำมันให้สำเร็จเบลค มายคอสกี้ได้พยายามต่อสู้กับความซึมเศร้าเเละความเหงาอยู่นานหลายปี เขาได้กล่าวว่า เขารู้สึกถูกตัดจากผู้บริหารที่บริหารบริษัท เขาได้รู้สึกว่าเขาสูญเสียความรู้สึกของความมุ่งหมายและความหมายด้วย เบลค มายคอสกี้ได้มองว่าบทบาทของเขา ณทอมส์ กลายเป็นเหมือนงานหนึ่งมากขึ้น และเขาได้สูญเสียการเชื่อมโยงของเขากับภารกิจต้นกำเนิดของบริษัท วัฒนธรรมของบริษัทได้กลายเป็นลำดับชั้นมากขึ้น และบุคคลได้ออกไปเพื่อโอกาสอื่นผมยิ่งคิดเกี่ยวกับความคิดนี้มากเท่าไร ผมยิ่งรับรู้มากขึ้นเท่านั้นว่าทอมส์ได้หันเหไปจาก “ทำไม” ของพวกเขา ภายในตอนเริ่มแรกเราได้นำอยู่เสมอด้วยเรื่องราวของเรา : เราไม่ได้ขายรองเท้า เรากำลังขายคำสัญญาว่ารองเท้าทุกคู่ที่ซื้อจะเป็นประโยชน์โดยตรงและมองเห็นได้แก่เด็กที่ต้องการแต่ ภายในหกปีนับตั้งแต่ผมได้ก่อตั้งทอมส์ ชูว์ มันได้เจริญเติบโตจากพื้นฐาน

สตาร์ทอัพภายในอพารตเม้นท์ เวนิส แคลิฟอร์เนีย ของผม ไปสู่บริษัทโลกด้วยรายได้มากกว่า 300 ล้านเหรียญ และผมยังคงเป็นเจ้าของมัน 100%เรายังคงให้สัญญาของเราอยู่การให้รองเท้าหนึ่งคู่แก่บุคคลที่ต้องการต่อรองเท้าทุกคู่ที่ขายได้ แต่ผมรู้สึกผิดหว้งเมื่อรู้ว่าบางสิ่งบางอย่างไม่ดีอย่างที่คิดไว้ วันของผมซ้ำซากจำเจ และผมได้สูญเสียการเชื่อมโยงของผมกับผู้บริหารหลายคนที่ดำเนินงานประจำวัน ผมคิดอย่างมากเกี่ยวกับ”ทำไม” ส่วนบุคคลของผม ในที่สุดผมได้นำมาสู่ข้อสรุปอย่างน่าประหลาดใจมาก ผมรู้สึกว่าหลงทางไปแล้ว เพราะว่าทอมส์ ชูส กลายเป็นมุ่งกระบวนการมากว่าความมุ่งหมาย เราได้มุ่งเน้นอย่างหนักบนอะไรและอย่างไรของการขยายขนาด ที่เราได้ลืมภารกิจที่สำคัญที่สุดของเรา ใช้ธุรกิจปรับปรุงชีวิตมันจะเป็นข้อได้เปรียบทางการแข่งขันยิ่งใหญ่ที่สุดของเรา มันทำให้เราได้สร้างสายใยความรู้สึกกับลูกค้า และการจูงใจบุคคลของเรา เพราะว่าพวกเขารู้สึกว่าพวกเขาซื้อสินค้าและทำงานเพื่อขบวนการที่ยิ่งใหญ่กว่าตัวพวกเขาเอง ภายหลังจากเวลาของผมออกไปจากธุรกิจ ผมได้กลับมาด้วยพลังที่เริ่มใหม่ ภารกิจของผมชัดเจน : สร้างทอมส์ให้เป็นขบวนการอีกครั้งหนึ่งภายในต้น ค.ศ 2010 การใส่ทอมส์เป็นถ้อยคำที่หมายความว่าคุณเป็นแฟชั่น และช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ ตราสินค้ามีมูลค่า 625 ล้านเหรียญเมื่อ ค.ศ 2014 แต่เมื่อ ค.ศ 2019 กลุ่มเจ้าหนี้ของทอมส์ได้ได้ยึดครองบริษัทอย่างเป็นทางการจากเบน แคปปิตอลและเบลค มายคอสกี้ ภายหลังจากบริษัทไม่สามารถชำระหนี้ของพวกเขาได้ภายหลังการก่อตั้งบริษัทรองเท้าเมื่อ ค.ศ 2006 โดยใช้โมเดลซื้อหนึ่ง ให้หนึ่งที่ได้มองเห็นรองเท้า 86 ล้านคู่ถูกบริจาคแก่บุคคลที่ต้องการ เบลคมายคอสกี้ได้ขาย 50% ของบริษัทของเขา มูลค่า ณ 625 ล้านเหรียญ แก่ เบน เเคปปิตอล มูลค่า 300 ล้านเหรียญเมื่อ ค.ศ 2014 และได้ก้าวลงจากซีอีโอเมื่อ ค.ศ 2015 เขารักษาบทบาทของเขาเป็น “Chief Shoe Giver” ไว้ เขาได้เรียนรู้ว่าความสำเร็จทางการเป็นผู้ประกอบการพาคุณมาจนถีงตอนนี้ อะไรได้เกิดขึ้นภายหลังการขาย ผู้บริหารใหม่ไม่สามารถพลิกผันการตกต่ำของบริษัทได้ เมื่อ ค.ศ 2019 เจ้าหนี้ของทอมส์ได้ยึดครองการควบคุมบริษัททอมส์ ชูส์ ตกต่ำลงเนื่องจากเหตุผลหลายอย่างมีทั้งการขาดการกระจายธุรกิจ การขึ้นอยู่กับรองเท้าสัญลักษณ์ของพวกเขา และการลุกขึ้นมาของคู่เเข่งขัน ทอมส์อาศัยมากเกินไปกับรองเท้าสวมอัลพรากาต้า ที่สร้างรายได้ครึ่งหนึ่งของพวกเขา การออกแบบรองเท้าอัลพรากาตาง่ายที่จะเลียนเเบบ คู่เเข่งขันได้เลียนแบบร้องเท้าผ้าใบและโมเดลบริจาคของทอมส์ ชูว์ ในที่สุดทอมส์ ได้ก้าวออกไปจาก โมเดลซื้อหนึ่งให้หนึ่งของพวกเขา และในขณะนี้ได้ให้หนึ่งในสามของกำไรของพวกเขาแก่องค์การที่สร้างความดีรากหญ้าโมเดล หนึ่งเพื่อหนึ่งของทอมส์รู้จักกันเป็นโมเดลโบโก – ซี้อ-หนึ่ง-ให้-หนึ่ง ด้วย นานหลายปี เบลค มายคอสกี้ และทีมของเขาได้พยายามขยายตัวแนวคิดโบโกไปยังผลิตภัณฑ์อื่น เช่น แว่นกันแดด กาแฟ และกระเป๋าสะพายหลังแต่ความพยายามเหล่านี้ไม่นิยมแพร่หลาย คู่เเข่งขันได้สร้างรุ่นที่ราคาถูกกว่าของรองเท้าอัลพรากาของทอมส์ และเเม้แต่ได้สร้างโบโกของพวกเขาเอง รองเท้าไม่ได้ทันสมัยที่จะสะท้อนแนวโน้มใหม่ และรสนิยมของลูกค้าที่เปลี่ยนแปลง

เศรษฐกิจความมุ่งหมายเป็นถ้อยคำที่สร้างโดยแอรอน เฮิรสท์ เขาเป็นผู้เขียน “The Purpose Economy” หนังสือได้แนะนำความคิดของเศรษฐกิจความมุ่งหมาย อธิบายงานกำลังเปลี่บนแปลงที่ได้สะท้อนความต้องการเพื่อความมุ่งหมายที่สูงขึ้นภายในงานอย่างไรเศรษฐกิจความมุ่งหมายเป็นแนวคิดจากผลงานของแอรอน เฮิรสท์ เศรษฐกิจความมุ่งหมายเป็นวิถีทางของการทำธุรกิจที่ให้ความสำคัญความมุ่งหมายและคุณค่าเหนือกำไรแอรอน เฮิรสท์ เสนอแนะว่าบริษัทจะบรรลุความสำเร็จมากที่สุด ถ้าพวกเขามีความรู้สึกที่ชัดเจนของความมุ่งหมายที่บุคคลสามารถระบุได้ เขาได้ทำนายว่าความมุ่งหมายจะเป็นยุคเศรษฐกิจที่สำคัญต่อไป วิชาชืพที่รวมศูนย์ความมุ่งหมายจะเป็นที่ต้องการ และมันจะสร้างอาขีพที่พอใจมากขึ้น และมีส่วนช่วยมากขึ้นต่อองค์การ เศรษฐกิจมุ่งหมายอ้างถึงแนวโน้มการเจริญเติบโต ตรงที่บุคคลและธุรกิจให้ความสำคัญการค้นหาความหมาย และผลกระทบทางสังคมภายในงานของพวกเขา มันสอดคล้องกับค่านิยมส่วนบุคคลของพวกเขาทั้งอิคิไกและ เศรษฐกิจและความมุ่งหมายจะกระตุ้นบุคคล แสวงหางานที่สอดคล้องกับค่านิยมส่วนบุคคลของพวกเขา และมีส่วนช่วยทางบวกต่อสังคมไปเลยพ้นจากกำไรทางการเงินอิคิไกช่วยเหลือบุคคลระบุเหตุผลเพื่อการดำรงชีวิตอยู่ของพวกเขา โดยการพิจารณาความลุ่มหลง ความสามารถ และความต้องการทางสังคมของพวกเขา มัันสามารถถูกประยุกต์ใช้ ที่จะค้นหาความมุ่งหมายภายในอาชีพหรือธุรกิจภายในเศรษฐกิจความมุ่งหมาย

ไซมอน ซีเนค สำรวจผู้นำสามารถบันดาลใจความร่วมมือ ความไววางใจ และการเปลี่ยนแปลงอย่างไร เขาเป็นผู้เขียนหนังสือขายดีที่สุดหลายเล่มมีทั้ง “Start With Why” “Leaders Eat Last” “Together is Better” และ “The Infinite Game” ถ้าเราไม่คุ้นเคยกับไซมอน ซีเนคเราควรจะเลิกอะไรที่เราทำอยู่ดูเท็ด ทอล์ค ที่มีชื่อเสียงของเขา “How Great Leaders Inspire Action”ภายในการพูดของเขา ไซมอน ซีเนค ได้ใช้โมเดลเรียกกันว่าวงกลมทองอธิบายผู้นำตำนานหมือนเช่น ดร. มาร์ติน ลูเธอร์ คิง สตีฟ จ้อป และพี่น้องตระกูลไรท์ สามารถบันดาลใจไม่ใช่หลอกล่อเพื่อที่จะจูงใจบุคคล มันเป็นกรอบข่ายเพื่อ “ทำไม”กลายเป็นผู้นำที่พวกเขาเป็นอยู่ พวกเขาจะมีอะไรคล้ายกันน้อย แต่พวกเขาเริ่มต้นด้วย “ทำไม” พวกเขารับรู้ว่าบุคคลไม่ได้ซื้อผลิตภัณฑ์ บริการ การเคลื่อนไหว หรือความคิด จนกว่าพวกเขาเข้าใจ “ทำไม” เบื้องหลังมัน ไซมอน ซีเนค ได้อธิบายส่วนผสมความลับ ต่อความสำเร็จของพวกเขาคือ แรงจูงใจเบื้องหลังการกระทำของพวกเขา ไม่ใช่การคิดเกี่ยวกับพวกเขาทำอะไร หรือพวกเขาทำมันอย่างไร จุดมุ่งของพวกเขาอยู่ที่ “ทำไม” และวิถีทางของพวกเขาไม่ใช่ทำกำไร นั่นเป็นผลลัพธ์เมื่อใช้วงกลมทองนี้ บุคคลและองค์การควรจะเริ่มต้นจากวงกลมข้างในของ “ทำไม” และการ
หาทางออกของมัน การปล่อยให้มันบันดาลใจด้วยอย่างไรและอะไร แต่บุคคลส่วนใหญ่ไม่ได้ทำ พวกเขาหาทางออก เริ่มต้นด้วยอะไรที่พวกเขาต้องทำ จากนั้นค้นหาทำมันอย่างไร บ่อยครั้งทำไมเป็นเพียงแค่ไตร่ตรองสรุปไซมอน ซิเนค กล่าวว่า “มาร์ติน ลูเธอร์ คิง ได้ให้คำปราศัย ผมมีความฝัน ไม่ใช่คำปราศัยผมมีแผน” เมื่อ ค.ศ 1963 บุคคลจากทั่วประเทศ ได้เคลื่อนลงมา บนอนุสาวรีย์วอชิงตันฟัง มาร์ติน ลูเธอร์ คิงให้คำปราศัยที่มีชื่อเสียงของเขา “ผมมีความฝัน” มาร์ติน ลูเธอร์ คิง ไม่ได้เป็นบุคคลเดียวเท่านั้นที่มีชีวิตอยู่ระหว่างเวลานั้น รู้ว่าอะไรต้องเปลี่ยนเเปลง นำมาซึ่งสิทธิมนุษยชนภายในอเมริกา เขามีความคิดหลายอย่างเกี่ยวกับอะไรต้องเกิดขึ้น แต่กระนั้นมาร์ติน ลูเธอร์ คิงแท้จริงภายในความเชื่อของเขา เขารู้ว่าการเปลี่ยนแปลงต้องเกิดขึ้นภายในอเมริกา ความชัดเจนของ “ทำไม” ของเขา ความรู้สึกของความมุ่งหมาย ให้ความเข้มเเข็งและพลังแก่เขา ดำเนินการต่อสู้ของเขาที่ไม่น่าจะชนะได้ มาร์ติน ลูเธอร์ คิง มีพรสวรรค์ เขาพูดเกี่ยวกับเขาเชื่ออะไร และคำพูดของเขามีพลังที่จะบันดาลใจ “ผมเชื่อ ผมเชื่อ ผมเชื่อ”

Cr : รศ สมยศ นาวีการ

Facebook Comments

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *