INEWHORIZON

ขอบฟ้าใหม่

รอสส์ จอห์นสัน : “อาร์เจอาร์ แอร์ฟอร์ซ”

รอสส์ จอห์นสัน : “อาร์เจอาร์ แอร์ฟอร์ซ”

เมื่อ ค.ศ 1980 และ ค.ศ 1990 ประเด็นทางสภาพแวดล้อมได้มาอยู่แถวหน้าของการสนทนาของความรับผิดชอบทางสังคม การรั่วของแก๊สของโรงงานโบห์พาล ค.ศ 1984 และการรั่วของเรือบรรทุกน้ำมันเอกซ์ซอน วัลเดซ ค.ศ 1989 ได้ยกความความคาดหวังสูงขึ้นต่อบริษัทที่จะป้องกันและรักษาทรัพยากรธรรมชาติ ภายในเวลาเดียวกันความสนใจทั่วโลกได้มุ่งที่ความยากจนที่เกิดจากความแห้งแล้งของอัฟริกา และเด็กที่เสียชีวิตจากน้ำดื่มที่ไม่ปลอดภัย
เมื่อ ค.ศ 1987 คณะกรรมาธิการบรันดท์แลนด์ของสหประชาชาติ ได้แสดงว่าเศรษฐกิจและสิ่งแวดล้อมสามารถเกี่ยวพันระหว่างกันอย่างทำลาย และได้เรียกร้องการพัฒนาอย่างยั่งยืน หรือการตอบสนองความต้องการของคนรุ่นปัจจุบันโดยไม่กระทบความสามารถของคนรุ่นในอนาคตที่จะตอบสนองความต้องการของพวกเขา บริษัทที่ใช้การปฏิบัติทางธุรกิจที่ยั่งยืนจะต้องมองเลยพ้นจากกำไรทางการเงิน และดูที่ผลกระทบต่อสังคม เศรษฐกิจ และสิ่งแวดล้อมของชุมชน ความยั่งยืนได้กลายเป็นวิธีการที่ดึงดูดต่อธุรกิจที่จะมองความรับผิดชอบทางสังคมของพวกเขา เนื่องจากการรับเอาสามบรรทัดสุดท้ายไว้ – กำไร บุคคล และโลก
การพัฒนาอย่างยั่งยืนได้ถูกให้ความหมายภายในวิถีทางหลายอย่าง แต่คำนิยามที่ถูกอ้างอิงบ่อยครั้งที่สุดจะมาจาก “Our Common Future” : อนาคตร่วมของเรา ที่รู้จักกันเป็นรายงานของบรันดท์แลนด์ การพัฒนาอย่างยั่งยืนจะเป็นแนวคิดที่กว้างของการสร้างความสมดุลของความต้องการเพื่อการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ
กับการคุ้มครองสิ่งแวดล้อมและความเสมอภาคทางสังคม ถ้อยคำได้นิยมแพร่หลายครั้งแรกเมื่อ ค.ศ 1987 ภายใน Our Common Future หนังสือที่พิมพ์โดยคณะกรรมาธิการโลกเพื่อสิ่งแวดล้อมและการพัฒนา การพัฒนาอย่างยั่งยืนจะเป็นแนวคิดที่ได้รวมเศรษฐศาสตร์ ความยุติธรรมทางสังคม ศาสตร์ทางสิ่งแวดล้อม การบริหารธุรกิจ การเมืองและกฏหมาย ภายใน Our Common Future ดับบลิวซีอีดีได้รับรู้ว่าการบรรลุการพัฒนาอย่างยั่งยืน
ไม่สามารถปล่อยทิ้งไว้กับผู้ควบคุมของรัฐบาลและผู้กำหนดนโยบายเท่านี้น
พวกเขาได้รับรู้ว่าอุตสาหกรรมจะต้องมีบทบาทที่สำคัญด้วย
ปัจจุบันเราจะมีมุมมองใหม่อย่างหนึ่งของความรับผิดชอบทางสังคมของบริษัท เพื่อที่จะสร้างความยั่งยืนทางธุรกิจคือ สามบรรทัดสุดท้าย สามบรรทัดจะเป็นกรอบข่ายอย่างหนึ่งที่เสนอแนะว่าบริษัทควรจะผูกพันการมุ่งที่สังคมและสิ่งแวดล้อมเหมือนกับที่พวกเขาได้มุ่งที่กำไร สามบรรทัดสุดท้ายมองว่าแทนที่จะวางบรรทัดสุดท้ายเดียว เราจะมีสามบรรทัดสุดท้าย : กำไร บุคคล และโลก
สามบรรทัดสท้ายได้พยายามที่จะวัดระดับความผูกพันต่อความรับผิดชอบทางสังคมของบริษัท และผลกระทบของมันต่อสิ่งแวดล้อมตลอดเวลา
สามบรรทัดสุดท้ายจะเรียกกันว่าเป็น “สามเสาของความยั่งยืน” ความยั่งยืนของบริษัทได้กลายเป็นถ้อยคำที่นิยมกันมากภายในบริษัทใหญ่และเล็ก วอลล ์มาร์ท แมคโดนัลด์ สตราบัคส์ และบริษัทยักษ์ใหญ่หลายบริษัท
ได้ระบุความยั่งยืนเป็นความสำคัญอย่างมากที่จะมุ่งไปข้างหน้า บริษัทได้อยู่ภายใต้ความกดดันที่จะแสดงพวกเขาได้ผูกพันและนำเสนอผลิตภัณฑ์ด้วยวิถีทางที่ยั่งยืนอย่างไร
ความยั่งยืนของบริษัทจะเป็นวิถีทางอย่างหนึ่งมุ่งที่การสร้างคุณค่าของผู้มีส่วนได้เสียระยะยาว ด้วยการดำเนินกลยุทธ์ธุรกิจที่มุ่งจริยธรรม สังคม สิ่งแวดล้อม วัฒนธรรม และเศรษฐกิจของการทำธุรกิจ กลยุทธ์ที่สร้างมุ่งหวัง
ที่จะสนับสนุนความยั่งยืน ความโปร่งใส และการพัฒนาบุคลภายในองค์การ
ิความยั่งยืนของบริษัทมักจะสับสนกับความรับผิดชอบทางสังคมของบริษัท
ถ้อยคำสองคำนี้จะไม่เหมือนกัน ความรับผิดชอบทางสังคมของบริษัทจะอ้างถึงการทำธุรกิจภายในวิถีทางที่เป็นประโยชน์ไม่ใช่ทำร้ายสังคมและสิ่งแวดล้อม ความยั่งยืนทางธุรกิจจะอ้างถึงความสามารถของบริษัทที่จะอยู่รอดในอนาคต และในที่สุดอยู่อย่างยาวนานกว่าเจ้าของในขณะนี้ แม้ว่าแนวคิดเหล่านี้อาจจะดูแล้วไม่เหมือนกันตอนแรก เราจะมีการเชื่อมโยงที่แยกจากกันไม่ได้ระหว่างความรับผิดชอบทางสังคมของยริษัทและความยั่งยืนทางธุรกิจ
ความเข้าใจการกระทำอย่างมีจริยธรรมและความรับผิดชอบภายในตลาดอย่างไรสามารถมีอิทธิพลต่อความมั่นคงทางการเงินของเรา และอนาคตของธุรกิจของเราจะสำคัญต่อผู้ประกอบการและผู้บริหาร
ความรับผิดชอบทางสังคมของบริษัทจะอยู่บนความเชื่อว่าธุรกิจสามารถเจริญเติบโตได้ถ้าพวกเขาดำเนินงานภายในสังคมที่เจริญรุ่งเรือง ธุรกิจจะขึ้นอยู่กับชุมชนที่พวกเขาดำเนินงานอยู่ด้วยวิถีทางของความรับผิดชอบทางจริยธรรมและศีลธรรมต่อชุมชน ความยั่งยืนของบริษัทจะอยู่บนความเชื่อว่าธุรกิจจะดำเนินงานด้วยวิถีทางที่เขาได้ใช้ทรัพยากรที่จำกัดตอบสนองความต้องการของพวกเขาปัจจุบันนี้ิ ในขณะที่ยังคงมั่นใจว่าทรัพยากรเหล่านี้จะยังคงหามาได้ที่จะตอบสนองความต้องการของคนยุคในอนาคต
ความยั่งยืนของบริษัทจะเกี่ยวกับอนาคต ในขณะที่ความรับผิดชอบทางสังคมของบริษัทจะเกี่ยวกับอดีต
เราจะสังเกตุได้ง่ายที่ความยั่งยืนของบริษัทจะพูดเกี่ยวกับอนาคต การคิดไปข้างหน้าวางแผนที่จะทำให้ธุรกิจยั่งยืน และปรับปรุงเป้าหมาย เช่น การลดของเสีย และการพัฒนาตราสินค้า ในขณะที่ความรับผิดชอบทางสังคมของบริษัท
จะเกี่ยวพันกับการกระทำในอดีดที่จะสนับสนุนชุมชน เหมือนเช่นการสร้างห้องสมุดที่จะสนับสนุนการรู้หนัังสือภายในชุมชน หรือการจัดหาศูนย์ดูแลสุขภาพแก่ชุมชน ความรับผิดชอบทางสังคมของบริษัทจะเป็นปัจจุบันนี้ แต่ความรับผิดชอบทางสังคมของบริษัทจะเป็นระยะยาว
ถ้อยคำความยั่งยืนของบริษัทจะได้มาจากแนวคิดของ “การพัฒนาอย่างยั่งยืน” และ “สามบรรทัดสุดท้าย” รายงานของคณะกรรมาธิการบรันด์ทแลนด์ ์์Our Common Future ได้อธิบายการพัฒนาอย่างยั่งยืน จะเป็นการพัฒนาที่ตอบสนองความต้องการปัจจุบันโดยไม่ลดความสามารถของคนยุคในอนาคตที่จะตอบสนองความต้องการของพวกเขาเอง ความต้องการที่จะเจริญเติบโตนี้โดยไม่ทำลายโอกาสของคนยุคในอนาคตได้กลายเป็นจุดสำคัญต่อปรัชญาทางธุรกิจ เพื่อการระดมประเทศที่จะทำงานและดำเนินตามการพัฒนาอย่างยั่งยืนด้วยกัน องค์การสหประชาชาติได้ตัดสินใจที่จะตั้งคณะกรรมาธิการ
บรันดท์แลนด์ โกร ฮาร์เร็ม บรันดท์แลนด์ นายกรัฐมนตรีก่อนหน้านี้ของนอร์เวย์ ได้ถูกเลือกเนื่องจากประวัติที่เข้มแข็งของเธอภายในวิทยาศาสตร์
และสาธารณสุข
ภายในวงจรทางการบริหารเชิงวิชาการ จอห์น เอลคิงตัน ได้พัฒนาแนวคิดของสามบรรทัดสุดท้ายที่เสนอแนะว่าเป้าหมายของธุรกิจจะไม่ถูกแยกจากสังคมและสิ่งแวดลัอมที่พวกเขาดำเนินงานอยู่ ความยั่งยืนของบริษัทสามารถถูกมองเป็นกรอบความคิดของบริษัทที่ใหม่และวิวัฒนาการ ความยั่งยืนของบริษัทจะเป็นทางเลือกต่อโมเดลการเจริญเติบโตและการทำกำไรสูงสุดสมัยเดิม
ในขณะที่ความยั่งยืนของบริษัทจะรับรู้ว่าการเจริญเติบโตและการทำกำไรของบริษัทจะสำคัญ มันต้องการให้บริษัทดำเนินตามเป้าหมายทางสังคมด้วย โดยเฉพาะที่เกียวพันกับการพัฒนาอย่างยั่งยืน – การคุ้มครองสิ่งแวดล้อม ความยุติธรรมและความเสมอภาคทางสังคม และการพัฒนาเศรษฐกิจ
การทบทวนสิ่งตีพิมพ์ได้เสนอแนะว่าแนวคิดความยั่งยืนของบริษัทได้ใช้องค์ประกอบจากแนวคิดของการพัฒนาอย่างยั่งยืน ความรับผิดชอบทางสังคมของบริษัท และทฤษฎีผู้มีส่วนได้เสีย
ความยั่งยืนจะเป็นเป้าหมายของธุรกิจที่กล่าวถึงบ่อยครั้งเมื่อทศวรรษที่ผ่านมาแต่กระนั้นการวัดระดับที่องค์การได้ยั่งยืนหรือดำเนินตามเป้าหมานที่ยั่งยืนจะยุ่งยาก จอห์น เอลคิงตัน ที่ปรึกษาทางการบริหารและกูรูทางความยั่งยืนชาวอังกฤษที่มีชื่อเสียง ได้พยายามที่จะวัดความยั่งยืนระหว่างกลาง ค.ศ1990 โดย
การใช้กรอบข่ายใหม่ที่จะวัดการปฏิบัติงานภายในบริษัทอเมริกัน กรอบข่ายทางการบัญชีนี้ได้ถูกเรียกว่า สามบรรทัดสุดท้าย ที่เลยพ้นจากเครื่องวัดสมัยเดิมของการทำกำไร ผลตอบแทนจากการลงทุน และมูลค่าของผู้ถือหุ้น ด้วยการรวมมิติทางสิ่งแวดล้อมและสังคมเข้ามาด้วย รายงานสามบรรทัดสุดท้าย
สามารถเป็นเครื่องมือที่สำคัญอย่างหนึ่งที่จะสนับสนุนเป้าหมายความยั่งยืน
ด้วยการใช้วิธีการสามบรรทัดสุดท้าย ธุรกิจของเราสามารถขยายด้วยความเข้าใจตำแหน่งของมันภาบในเศรษฐกิจขณะนี้ และความสามารถของมันที่จะอยู่รอดในอนาคตอย่างไร ความยั่งยืนของบริษัทจะวัดความสามารถของเราที่จะอยูภายในธุรกิจอย่างไม่มีกำหนด บนพื้นฐานผลกระทบของเราต่อสิ่งแวดล้อม ความสัมพันธ์ต่อชุมชนของเรา และการมีส่วนช่วยต่อเศรษฐกิจของเรา ภายในความเป็นจริง ปัจจัยสามอย่างทุกตัวจะมีบทบาทที่สำคัญภายในการกำหนด ถ้าธุรกิจของเราสามารถอยู่ภายในตลาดและสร้างกำไร
ไม่มีบรรทัดสุดท้ายเดียวสามารถทำให้ธุรกิจยั่งยืนได้
* ธุรกิจของเราต้องการกำลังงานสุขภาพดีด้วยทักษะที่หลากหลาย มุมมองที่แตกต่างกัน และกำลังงานต้องพอใจที่จะสร้างการเจริญเติบโต
*ธุริจของเราจะดำเนินงานได้เท่านั้นภายในเศรษฐกิจที่มองเห็นลูกโซ่อุปทานและธุรกิจท้องที่ของเราเจริญเติบโต ถ้าท้องที่ของเรากลายเป็นพื้นที่แห่งความตายทางเศรษฐกิจ ธุรกิจของเราเองไม่อาจจะเข้าหาบุคคลหรือทรัพยากรในระยะยาวได้
*ธุรกิจของเราต้องการผู้พิทักษ์รักษาที่ดีของทรัพยากรธรรมชาติที่จะรับรองว่า
มันจะหามาได้ห้าถึงสิบปีในอนาคตและเลยพ้นไป
จอห์น เอลคิงตัน ได้สร้างถ้อยคำของสามบรรทัดสุดท้ายขึ้นมาเป็นครั้งแรกเมื่อ ค.ศ 1994 เป็นวิถีทางของการวัดผลการดำเนินงานภายในบริษัทอเมริกัน แนวคิดคือบริษัทควรจะถูกบริหารภายในวิถีทางที่ไม่เพียงแต่ทำกำไรทางการเงินเท่านั้น แต่ควรจะปรับปรุงชีวิตของบุคคลและโลกด้วย สามบรรทัดสุดท้ายได้ถูกอธิบายครั้งแรกอย่างสมบูรณ์โดยจอห์น เอลคิงตัน ภายในหนังสือ ค.ศ 1999 ของเขา Cannibals With Forks : The Tripple Bottom Line of 21st Century Business มันจะเป็นบรรทัดสุดท้ายที่จะวัดกำไรอยู่ต่อไป แต่จะวัดผลกระทบขององค์การต่อบุคและโลกด้วย สามบรรทัดสุดท้ายจะเป็นวิถีทางของการแสดงผลกระทบและความสามารถยั่งยืนของบริษัทบนทั้งระดับท้องที่และโลก
จอห์น เอลคิงตัน ได้เสนอแนะว่าผู้บริหารควรจะวัดผลการดำเนินงานของบริษัทภายในสามด้านคือ กำไร บุคคล และโลก ที่จริงแล้วสามบรรทัดสุดท้ายจะ เป็นกรอบข่ายทางการบัญชีธุรกิจอย่างหนึ่ง ภายใต้การบัญชีดั้งเดิม บรรทัดสุดท้ายหมายถึงกำไรหรือขาดทุน ภายในงบกำไรและขาดทุนของบริษัท แต่เมื่อ 50 กว่าปีที่ผ่านมา นักอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมและความยุติธรรมทางสังคม ได้เรียกร้องให้บริษัทมีความรับผิดชอบทางสังคมมากขึ้น ดังนั้นสามบรรทัดสุดท้าย ได้เพิ่มบรรทัดสุดท้ายเข้ามาสองบรรทัดคือ สังคม และสิ่งแวดล้อม บรรทัดสุดท้ายสามบรรทัดนี้ได้กลายเป็นความสำคัญมากขึ้นต่อธุรกิจปัจจุบันนี้ จุดมุ่งของสามบรรทัดสุดท้ายจะอยู่ที่ความยั่งยืนของธุรกิจ
ภายใต้การเงินแล้ว เมื่อเราพูดถึงบรรทัดสุดท้ายของบริษัท โดยปรกติเราจะหมายถึงกำไร กรอบข่ายสามบรรทัดสุดท้ายของจอห์น เอลคิงตันได้เสนอเป้าหมายของความยั่งยืนภายในการปฏิบัติทางธุรกิจ บริษัทควรจะมองเลยพ้นจากกำไร
ที่จะรวมปัญหาทางสังคมและสิ่งแวดล้อมไว้ด้วย เพื่อการวัดต้นทุนเต็มของการทำธุรกิจ
ยิ่งกว่านั้นหลักการของสามบรรทัดสุดท้ายได้ยึดถือว่าถ้าบริ็ษัทมุ่งที่การเงินเท่านั้น และไม่ได้พิจารณาบริษัทได้เกี่ยวพันระหว่างกันทางสังคมอย่างไร บริษัมไม่สามารถมองเห็นภาพทั้งหมดได้ ดังนั้นบริษัทไม่สามารถอธิบายต้นทุนเต็มของการทำธุรกิจได้ แนวคิดของสามบรรทัดสุดท้ายได้เรียกร้องว่าความรับผิดชอบของบริษัทจะอยู่ที่ผู้มีส่วนได้เสียไม่ใช่ผู้ถือหุ้น

1 บุคคล
บุคคลของสามบรรทัดสุดท้ายจะอ้างถึงผลกระทบที่ธุรกิจมีต่อบุคคลภายในธุรกิจและบุคคลภายนอกธุรกิจ การปฏิบัติทางธุรกิจของเราควรจะมุ่งที่ความเป็นอยู่ที่ดีและประโยชน์ของบุคคลทุกคน บริษัทจะต้องคิดถึง
เกี่ยวกับผลกระทบของพวกเขาต่อบุคคลทุกคนที่เกี่ยวพันกับพวกเขา บุคคลทุกคนตั้งแต่เกษตรกรจัดหาวัตถุดิบไปจนถึงซีอีโอของบริษัท
ผลกระทบทางบวกและลบที่บริษัทมีต่อผู้มีส่วนได้เสียของพวกเขา ผู้มีส่วนได้สียเหล่านี้จะมีทั้งพนักงาน ลูกค้า ซัพพลายเออร์ และชุมชน ที่กระทบหรือถูกกระทบโดยบริษัท
2 โลก
โลกของสามบรรทัดสุดท้ายจะอ้างถึงการพิทักษ์รักษาสิ่งแวดแวดล้อม
ผลกระทบทางบวกและลบที่บริษัทมีต่อสิ่งแวดล้อมตามชาติของพวกเขา
สิ่งเหล่านี้จะมีทั้งการลดรอยเท้าคาร์บอน การใช้ทรัพยากรธรรมชาติ วัตถุเป็นพิษ และอย่างอื่น การกำจัดความสูญเสีย และการฟื้นฟูป่าใหม่ บริษัทสามบรรทัดท้ายจะพยายามลดหรือกำจัดรอยเท้าทางสิ่งแวดล้อมของพวกเขา การรับรู้ข้อเท็จจริงว่า การไปสู่สีเขียว จะทำกำไรสูงกว่าในระยะยาว พวกเขาจะพยายามลดการใช้พลังงาน การกำจัดของเสียเป็นพิษด้วยวิถีทางที่ปลอดภัย
3 กำไร
กำไรของสามบรรทัดสุดท้ายจะเป็นบรรทัดสุดท้ายที่ทุกบริษัทร่วมกันอยู่
ไม่ว่าพวกเขากำลังใช้สามบรรทัดท้ายอยู่หรือไม่ กำไรจะอ้างถึงมูลค่าทางเศรษฐกิจที่สร้างโดยองค์การภายหลังจากหักต้นทุนทุกอย่างแล้ว เมื่อมองที่
กำไรจากจุดยืนของสามบรรทัดสุดท้าย ความคิดคือกำไรจะช่วยให้พลังและทำให้ชุมชนยั่งยืน และไม่ใช่เพียงแต่ไหลไปสู่ซีอีโอและผู้ถือหุ้น ผลกระทบทางบวกและลบที่บริษัทมีต่อเศรษฐกิจท้องที่ ประเทศ และระหว่างประเทศ สิ่งเหล่านี้จะมีทั้งการสร้างการจ้างงาน การสร้างนวัตกรรม การชำระภาษี การสร้างความมั่งคั่ง และผลกระทบทางเศรษฐกิจอื่นอะไรก็ตามของบริษัท

เมื่อไม่กี่ปีที่ผ่านมาร้านอาหารซับเวย์ได้เพิ่มจุดมุ่งของพวกเขาต่อความยั่งยืน ความผูกพันที่จะปรับปรุงอาหารและการดำเนินงานในขณะที่ลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมให้น้อยที่สุด หุ้นส่วนของบริ็ษัทด้วยเกษตรกรอเมริกันมากกว่า 150 รายจะจัดหาส่วนผสมที่สดแก้ร้านอาหารของพวกเขา เมื่อ ค.ศ 2016 บริษัทได้บรรลุเป้าหมายของการบริการไก่เลี้ยงโดยไม่ใช้ยาปฏิชีวนะภายในอเมริกา บริษัทได้เริ่มต้นระบุแคลอรี่บนรายชื่อรายการอาหารสองปีก่อนข้อกำหนดขององค์การและยา เมื่อ ค.ศ 2015 ซับเวย์ได้ผูกพันที่จะใช้ไข่ไก่เลี้ยงนอกกรงเท่านั้นภายในร้านอาหารของพวกเขาภายในอเมริกาและคานาดา
ความรับผิดชอบทางสังคมและความยั่งยืนได้ถูกฝังลึกภายในเราคือใครในฐานะตราสินค้า ความผูกพันอย่างลึกซึ้งของเราจะมีผลกระทบทางบวกต่อชุมชนของผู้รับแฟรนไชส์และร้านอาหารของเราที่บริการทั่วโลก
ร้านอาหารซับเวย์ ผู้นำอุตสาหกรรมภายในการจัดหาทางเลือกสุขภาพดีแก่ลูกค้า ได้เปิดร้านอาหารเชิงสิ่งแวดล้อมใหม่ขึ้นมาจำนวนหนึ่ง ร้านอาหารแต่ละแห่งจะถูกออกแบบด้วยลักษณะที่เป็นมิตรทางสิ่งแวดล้อมที่จะลดการใช้พลังงานและน้ำ และการลดของเสีย ด้วยวิถีทางที่มีประสิทธิภาพทางต้นทุน ร้านอาหารเชิงสิ่งแวดล้อมใหม่เหล่านี้ทุกแห่งจะสะท้อนควมผูกพันของตราสินค้าต่อความรับผิดชอบทางสังคมและความยั่งยืน
เราได้สร้างความผูกพันที่จะทำให้ร้านอาหารและการดำเนินงานของเรารับผิดชอบทางสิ่งแวดล้อมมากขึ้น การไปสู่สีเขียวจะเป็นบางสิ่งบางอย่างที่ซับเวย์จะจริงจังมาก ดร.เบอร์ฮาน กาห์นาเย็ม ผู้รับแฟรนไชส์ ได้กล่าวว่า เขาจะเป็นลูกค้าของซับเวย์ตลอดชีวิต เขาจะชอบอาหารและความสด การเปรียบเทียบอาหารของเรากับเบอร์เกอร์และร้านอาหารฟ้าสต์ฟูดอื่น อาหารของเราจะสุขภาพดีกว่ามาก
ร้านอาหารซับเวย์จะบริการทางเลือกอาหารสดและโภชนาการที่ดีแก่ลูกค้าทั่วโลกของพวกเขา ซับเวย์ไม่เพียงแต่จะบริการอาหารสดเท่านั้น แต่พวกเขาได้ทุ่มเทที่จะสนับสนุนผู้รับแฟรนไชส์ซับเวย์ำภายในวิถีทางที่ยั่งยืนทางสิ่งแวดล้อมมากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ เพราะว่าเราเชื่อว่าสุขภาพของประชาชนของเราขึ้นอยู่กับสุขภาพของโลก ความพยายามทางความยั่งยืนของเราภายในอเมริกาและคานาดาได้ลดการบริโภคทรัพยากรอย่างมาก และลดการปล่อยก๊าสเรือนกระจกลง
การสร้างความยั่งยืนของตราสินค้าซับเวย์ไม่ได้จบลงที่ร้านอาหารเชิงสิ่งแวดล้อมเท่านั้น พวกเขาได้รวมข้อแก้ปัญหางบรรจุภัณฑ์ที่จะต้องใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพและต้นทุนต่ำ ด้วยการลดจำนวนของบรรจุภัณฑ์ การขนส่งของลูกโซ่อุปทานจะถูกตัดให้สั้นลง การประหยัดต้นทุนเชื้อเพลิง และการลดการเดินทางและมลภาวะ การลดลงของสิ่งเหล่านี้จะเกิดขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงเหมือนเช่นเครื่องใช้บนโต๊ะอาหารและกระดาษเช็ดปากที่กลับมาใช้ใหม่ทำจากวัตถุดิบที่กลับมาใช้ใหม่ได้ 100% การเปลี่ยนแปลงแผงพลาส
ติครายการอาหารไปเป็นรายการอาหารกระดาษกลับมาใช้ใหม่ได้ และการ์ดซับเวย์ใหม่จะใช้พลาสติคกลับมาใช้ใหม่ 30%

ถ้อยคำความรับผิดชอบทางสังคมของบริษัทและการกำกับดูและบริษัทดูเหมือนจะคล้ายกัน แต่เราจะมีความแตกต่างที่สำคัญมากระหว่างแนวคิดสองอย่างนี้
ทั้งสองกระบวนการจะสำคัญต่อบริษัท อุตสาหกรรม และสังคม และมันจะมีผลกระทางบวกและลบต่อบริษัทและสังคม ทั้งความรับผิดชอบทางสังคมของบริษัทและการกำกับดูแลบริษัทจะมุ่งที่การปฏิบัติทางจริยธรรมและการตอบสนองขององค์การต่อผู้มีส่วนได้เสียและสิ่งแวดล้อม ความรับผิดชอบทางสังคมของบริษัทและการกำกับดูแลบริษัทจะทำให้เกิดภาพพจน์ที่ดีต่อองค์การ และกระทบโดยตรงต่อการปฏิบัติงานขององค์การ
การกำกับดูแลบริษัทจะเป็นถ้อยคำที่อ้างถึงกฏ การปฏิบัติ และกระบวนการที่ควบคุมบริษัท คณะกรรมการบริษัทและผู้บริหารระดับสูง
จะมีบทบาทที่สำคัญภายในการกำกับดูแลบริษัท แต่ผู้มีส่วนได้อื่น เช่น ลูกค้า จะมีส่วนได้เสียภายในการกำกับดูแลบริษัทด้วย การทำตามข้อกำหนด ข้อบังคับ และกฏหมาย จะรับรองได้ว่าบริษัทยุติธรรมต่อผู้ถือหุ้น ลูกค้า และพนักงานของพวกเขา การกำกับดูแลบริษัทจะสร้างกระบวนการต่อบริษัทที่จะแข่งขันอย่างยุติธรรมภายในอุตสาหกรรมด้วย
การกำกับดูแลบริษัทหรือบรรษัทภิบาลจะเป็นวิถีทางอย่างหนึ่งที่ผู้ถือหุ้น – เจ้าของ – ใช้ควบคุมผู้บริหารระดับสูงโดยเฉพาะซีอีโอที่ได้ถูกว่าจ้างเข้ามาบริหารบริษัท เนื่องจากผู้บริหารและเจ้าของไม่ใช่บุคคลคนเดียวกันตามทฤษฎีตัวแทน ทฤษฎีตัวแทนจะมีต้นกำเนิดมาจากสาขาวิชาเศรษฐศาสตร์การเงิน ถ้อยคำโดยทั่วไปของการเป็นตัวแทนคือ ความสัมพันธ์ระหว่างสองฝ่าย ฝ่ายหนึ่งคือตัวการ และอีกฝ่ายหนึ่งคือตัวแทน ความสัมพันธ์แบบตัวแทนจะเกิดขึ้นเมื่อตัวการว่าจ้างตัวแทนทำงานภายในนามของตัวการ โดยทั่วไปตัวการจะมอบหมายอำนาจหน้าที่แก่ตัวแทน ทฤษฎีตัวแทนจะแสดงได้ดีที่สุดโดยความขัดแย้งระหว่างผู้บริหารและผู้ถือหุ้นของบริษัท การแยกระหว่างเจ้าของและผู้บริหารจะสร้างความสัมพันธ์แบบตัวแทน ทฤษฎีตัวแทนจะมุ่งที่การยุติปัญหาที่อาจจะเกิดขึ้นภายในความสัมพันธ์ระหว่างผู้ถือหุ้นและผู้บริหาร
ทฤษฎีตัวแทนได้ถูกใช้อธิบายความสัมพันธ์ระหว่างตัวแทนและตัวการ ตัวแทนจะทำแทนตัวการภายในธุรกรรมทางธุรกิจ และได้ถูกคาดหวังที่จะรักษาผลประโยชน์อย่างดีที่สุดของตัวการโดยไม่มองผลประโยชน์ของตัวเอง
ความแตกต่างทางผลประโยชน์ของตัวแทนและตัวการอาจจะกลายเป็นแหล่งที่มาของความขัดแย้งได้ เมื่อตัวแทนบางคนไม่ได้กระทำอย่างแท้จริงต่อผลประโยชน์ดีที่สุดของตัวการ การสื่อสารที่ผิดและการไม่เห็นด้วยอาจจะทำให้เกิดปัญหาและความบาดหมางภายในบริษัท ความต้องการที่ไม่สอดคล้องกันจะตอกลิ่มระหว่างแต่ละผู้มีส่วนได้เสีย และทำให้ขาดประสิทธิภาพและสูญเสียทางการเงิน การนำไปสู่ปัญหาของตัวการ – ตัวแทน
ปัญหาตัวการ – ตัวแทน จะเกิดขึ้นเมื่อผลประโยชน์ของตัวการและตัวแทนขัดแย้งกัน บริษัทควรจะพยายามทำให้สถานการณ์เหล่านี้มีน้อยที่สุดด้วยนโยบายบริษัทที่มั่นคง สิ่งจูงใจอาจจะถูกใช้เปลี่ยนทิศทางพฤติกรรมของตัวแทนที่จะปรับใหม่ผลประโยชน์เหล่านี้ด้วยความห่วงใยของตัวการ
การกำกับดูแลบริษัทสามารถถูกใช้เปลี่ยนแปลงกฎที่ตัวแทนบริหารอยู่ได้
และฟื้นฟูผลประโยชน์ของตัวการได้ ตัวการที่ได้ว่าจ้างตัวแทนทำแทนผลประโยชน์ของตัวการ จะต้องเอาชนะการขาดข้อมูลเกี่ยวกับการปฏิบัติงานของตัวแทน ตัวแทนจะต้องมีสิ่งจูงใจกระตุ้นพวกเขาให้กระทำสอดคล้องกับผลประโยชนของตัวการ ทฤษฎีตัวแทนได้ถูกใช้ที่จะออกแบบสิ่งจูงใจเหล่านี้ ด้วยการพิจารณาอะไรที่จูงใจตัวแทนให้กระทำ สิ่งจูงใจที่กระตุ้นพฤติกรรมที่ผิดจะต้องถูกกำจัด และกฏที่ไม่สนับสนุนสภาวะภัยทางศีลธรรมจะต้องมีอยู่ ความเข้าใจกลไกที่สร้างปัญหาจะช่วยให้ธุรกิจพัฒนานโยบายบริษัทที่ดีขึ้นได้
ทฤษฎีตัวแทนสามารถถูกประยุกต์กับความสัมพันธทางตัวการ – ตัวแทนที่ได้มาจากการแยกระหว่างความเป็นเจ้าของและการควบคุม เมื่อ ค.ศ 1932 อดอลฟี เบอร์ลี และการ์ดิเนอร์ มีนส์ ได้พิมพ์หนังสือที่มีผลกระทบอย่างมากภายในวิสัยทัศน์ของความเป็นเจ้าของบริษัทภายใน The Modern Corporation and Private Property พวกเขาได้ยืนยันว่าบริษัทมหาชนอเมริกันสมัยใหม่จะต้องแยกระหว่างความเป็นเจ้าของและการควบคุม ผู้ถือหุ้นจะมีบทบาทที่อยู่เฉยเท่านั้นภายในทิศทางของบริษัท เนื่องจากอิทธิพลน้อยมากของพวกเขาภายในการตัดสินใจ ดังนั้นการตัดสินใจจะถูกปล่อยให้กับผู้บริหาร การให้พวกเขารับผิดชอบอย่างอิสระต่อการบริหารบริษัท
เพื่อที่จะแยกความเป็นเจ้าของออกจากการบริหาร ด้วยการผู้บริหารมืออาชีพที่ไม่ได้มีความเป็นเจ้าของ และได้ถูกว่าจ้างเข้ามาเป็นตัวแทนของเจ้าของ อาจจะใช้การฉกฉวยโอกาสทางการบริหาร แสวงหาผลประโยชน์ของตัวเอง แต่ไม่รักษาผลประโยชน์ของเจ้าของได้ ดังนั้นเจ้าของจำเป็นต้องมีกลไกการกำกับดูแลบริษัทบางอย่างควบคุมผู้บริหาร กลไกการกำกับบริษัทที่ถูกใช้กันโดยทั่วไปมากที่สุดคือ คณะกรรมการบริษัท กฏหมายและมาตรฐานได้กำหนดความรับผิดชอบของคณะกรรมการบริษัทแตกต่างกันระหว่างประเทศ แต่เรามีการเห็นพ้องต้องกันจากการสัมภาษณ์กรรมการบริษัท 200 คน จากแปดประเทศ เช่น อเมริกา อ้งกฤษ เยอรมัน และฝรั่งเศส ว่าคณะกรรมการบริษัทควรจะมีความรับผิดชอบที่สำคัญห้าอย่างเรียงลำดับตามความสำคัญต่อไปนี้
1 การกำหนดกลยุทธ์ ทิศทาง ภารกิจ และวิสัยทัศน์ของบริษัท
2 การว่าจ้างและการปลดผู้บริหารระดับสูงของบริษัท
3 การควบคุมและการตรวจสอบผู้บริหารระดับสูงของบริษัท
4 การประเมินและการเห็นชอบต่อการใช้ทรัพย์สินของบริษัท
5 การรักษาและการดูแลผลประโยชน์ของผู้ถือหุ้น
หลุยส์ เกิรทเนอร์ อดีตซีอีโอที่ได้ช่วยชีวิตไอบีเอ็มให้อยู่รอดจนทุกวันนี้ ผู้มีถ้อยคำพูดก้องโลกว่า “ใครบอกว่าช้าวเต้นรำไม่ได้” ช้างหมายถึงไอบีเอ็ม ได้
กล่าวว่า กลไกที่แท้จริงของการกำกับดูแลบริษัทคิอ การมีส่วนร่วมอย่างเข้มแข็งของเจ้าของ เนื่องจากซีอีโอต้องกำหนดและดำเนินกลยุทธ์ของบริษัท บริษัทอเมริกันโดยทั่วไป ได้ให้ซีอีโอเป็นประธานคณะกรรมการบริษัทด้วย

ความขัดแย้งทางผลประโยชน์ระหว่างผู้ถือหุ้นและผู้บริหารอาจจะเกิดขึ้นเมื่อ ผู้บริหารบางคนได้สร้างอาณาจักรด้วยการขยายตัวอย่างรวดเร็ว การกระจายธุรกิจหลายอย่างจนเกินไป แม้ว่าการขยายตัวนี้อาจจะเพิ่มการทำกำไรน้อย แต่พวกเขาต้องการตอบสนองความต้องการอำนาจ สถานภาพ ความมั่นคง และรายได้มากขึ้น ตามรูป การขยายตัวที่ทำกำไรสูงสุดแก่บริษัทควรจะมีอัตราการเจริญเติบโตอยู่ที่ G* กำไรคือ ii* แต่ผู้บริหารที่ต้องการการสร้างอาณาจักรจะมุ่งอัตราการเจริญเติบโตสูงสุดคือ G2 กำไร ii 2 เท่านั้น ผลตามมาจากการกระจายธุรกิจมากเกินไปคือ การสูญเสียการควบคุม และการทำกำไรตกต่ำลง ยิ่งกว่านั้นบริษัทที่ขยายตัวอย่างรวดเร็วมักจะสร้างหนี้สินสูงมาก การสร้างภาระทางการเงินที่สูงแก่บริษัท ถ้าเศรษฐกิจตกต่ำลง บริษัทอาจจะสร้างรายได้ไม่เพียงพอต่อการชำระหนี้ได้
บริษัทบางบริษัทได้กระจายธุรกิจเพื่อการขยายตัวอย่างรวดเร็วเท่านั้น ไม่ใช่เป็นการสร้างข้อได้เปรียบทางการแข่งขัน ไอทีที ภายใต้ความเป็นผู้นำของฮาโรลด์ จีนีน ได้เปลี่ยนแปลงไอทีทีจากบริษัทโทรคมนาคม ไปเป็นบริษัทที่กระจายธุรกิจมากกว่า 100 อย่าง เนื่องจากฮาโรลด์ จีนีน ต้องการสร้างอาณาจักรของตัวเอง ต่อมาบริษัทได้ตกต่ำลง และต้องหดตัวลงด้วยการขายธุรกิจหลายอย่างออกไป

การยกย่องรอสส์ จอห์นสัน ซีอีโอ ของอาร์เจอาร์ นาบิสโก ก่อนหน้านี้ด้วยการกำกับดูแลบริษัทที่ได้ปรับปรุงให้ดีขึ้นกำลังเหมือนจะพูดว่าเรามีโจรจี้เครื่องบิน 9/11 ที่จะขอบคุณต่อการรักษาความปลอดภัยทางสายการบินที่ดีขึ้น หรือ
ริชาร์ด นิกสัน ต่อรัฐบาลที่โปร่งใสมากขึ้น และทุจริตน้อยลง
กรณีศึกษาของอาร์เจอาร์ นาบิสโก ของ ค.ศ 1980 จะเป็นตัวอย่างของสิทธิพิเศษที่สุดขั้ว มันทำให้คณะกรรมการบริษัทยากที่จะควบคุมผู้บริหารที่ฟุ่มเฟือย รอสส์ จอห์นสัน ได้กลายเป็นซีอีโอของนาบิสโก้
กลุ่มธุรกิจบุหรี่ไปจนถึงบิสคิทส์ เมื่อ ค.ศ 1984 จนถึง ค.ศ 2532 เมื่อบริษัทไดัถูกซื้อโดยโคห์ลเบิรก คราวิส โรเบิรตส์ แอนด์ โค. ในขณะที่เขาเป็นซีอีโอของอาร์เจอาร์ นาบิสโก จอห์นสัน รอสส์ได้มุ่งการทำงานอย่างหนัก เขาจะมีชื่อเสียงเป็นซีอีโอสุรุ่ยสุร่ายมากที่สุดของบริษัทอเมริกัน สัญลักษณ์ความเลิยเถิดของรอสส์ จอห์นสัน คือ “อาร์เจอาร์ แอร์ฟอร์ซ” เครื่องบินทันสมัยสิบลำ และนักบินสามสิบหกคนที่ต้องถูกเรียกตัวได้อยู่เสมอ ไม่ว่าเขาจะไปประชุมทางธุรกิจที่วอชิงตัน การซื้อสินค้าที่นิวยอร์ค หรือการไปเล่นกอล์ฟที่อุปถัมภ์
โดยอาร์เจอาร์ นาบิสโก ณ แคลิฟอร์เนีย เครื่องบินบริษัทที่รอสส์ จอห์นสันชอบมากคือ กัลฟ์ สตรีม 04 ด้วยราคาลำละ 21 ล้านเหรียญ มันจะยั่วยวนต่อความรู้สึกสนุกสนานและความต้องการสุขสบายของเขา มันจะกว้างเพียงพอต่อสุนัขพันธุ์เยอรมันของเขาติดตามไปด้วย
เพื่อที่จะหาสถานที่เก็บกองทัพอากาศอาร์เจอาร์ รอสส์ จอห์นสัน ได้ซื้อพื้นที่ใหม่ที่จะสร้างโรงเก็บเครื่องบิน ณ สนามบินชาลี บราวน์ แอตแลนต้า แผนงานเริ่มแรกต้องใช้เงิน 12 ล้านเหรียญ แต่เงินจำนวนนี้ไม่ได้ใช้กับโรงเก็บเครื่องบิน แต่ได้ใช้กับอาคารรับรองสามชั้นอยู่ติดกันที่รอสส์ จอห์นสัน ได้สร้างขึ้นมา ด้วยพื้นที่ 20,000 ตารางฟุต หน้าต่างระบายสี ห้องโถงใหญ่สามชั้นสวยงาม และพื้นหินอ่อนอิตาลี อาคารหลังนี้ได้ถูกเรียกว่า “ทัชมาฮาลของโรงเก็บเครื่องบินบริษัท” เมื่อสถาปนิกได้เสนอแผนงานเริ่มแรกแก่เขา รอสส์ จอห์นสันได้ให้คำแนะนำแก่พวกเขาที่จะทำให้อาคารทันสมัยขึ้น สิ่งนี้ทำให้ต้องเสียต้นทุนเพิ่มขึ้น 12 ล้านเหรียญ รอสส์ จอห์นสันจะดูแผนผัง รับฟังสถาปนิก และให้ข้อเสนอแนะเพิ่มขึ้นอีก 7,000 ตารางฟุต ผู้มีส่วนร่วมกับโครงการนี้ได้วิจารณ์ว่า “พวกเขาจะเป็นบริษัทเดียวเท่านั้นที่ผมเคยทำงานโดยไม่ต้องมีงบประมาณ
รอสส์ จอห์นสัน ได้ส่งรอคโค สุนัขเลี้ยงของเขาบนเครื่องบินบริษัทเที่ยวบิน 2000 ไมล์ ตามเรื่องราวที่ได้สร้างชื่อเสียงภายใน Barbarians at the Gate หนังสือเกี่ยวกับการซื้อบริษัทโดยใช้หนี้สินของอาร์เจอาร์ นาบิสโก เมื่อ ค.ศ 1988 รอสส์ จอห์นสัน กำลังแข่งขันกอล์ฟภายในปาล์ม สปริงก์ สุนัขเลี้ยงแกะพันธุ์เยอรมันของเขาได้กัดยามรักษาความปลอดภัย ด้วยความห่วงใยทันทีว่าสุนัขของเขาอาจะถูกกักกันหรือเลวร้ายกว่านี้ ดังนั้นสุนัขรอคโคได้ถูกลักลอบนำเข้าบนเครื่องบินเอกชนของนาบิสโกระบุเป็นผู้โดยสาร “G Shepherd” และบินจากแคลิฟอร์เนีย ไปยังสำนักงานใหญ่ภายในวินสตัน ซาเล็ม นอรธคาโรไลนา ด้วยผู้บริหารคนหนึ่งเป็นพี่เลี้ยง
นาบิสโกได้รวมบริษัทกับเรโนลด์ โทแบคโคเมื่อ ค.ศ 1985 เราจะเห็นชัดเจนว่าธุรกิจบุหรี่และธุรกิจอาหารจะร่วมกันน้อยนอกจากธุรกิจทั้งสองจะเป็นผลิตภัณฑ์บริโภคเท่านั้น ในที่สุดมันได้ถูกขายผ่านร้านค้าปลีกเดียวกัน รอสส์ จอห์นสัน ได้กลายเป็นซีฮีโอของบริษัทที่รวมกัน สิทธิพิเศษของคณะกรรมการบริษัทของเขาได้ถูกกล่าวรายละเอียดภายในหนังสือ Barbarians at the Gate ของไบรอัน เบอร์โรห์
อาร์เจอาร์ นาบิสโก จะมีฝูงเครื่งบินบริษัทที่ได้ถูกอ้างว่าเป็นกองทัพอา
กาศ อาร์เจอาร์ ไบรอัน เบอรโรห์ ได้อธิบายเมื่อรอสส์ จอห์นสัน ได้ควบคุมบริษัที่รวมกัน เขาได้เปลี่ยนแปลงนโยบายการใช้เครื่องบินอย่างไร การอนุญาติให้คณะกรรมการบริษัทใช้เครื่องบินเพื่อความต้องการส่วนบุคคลได้
อาร์เจอาร์ นาบิสโก้ จะเป็นกลุ่มธุรกิจอเมริกัน ขายยาสูบและผลิตภัณฑ์อาหาร สำนักงานใหญ่อยู่ภายในอาคารคาลยอน ณ มิดทาวน์ แมนฮัตตัน นิวยอรค อาร์เจอาร์ นาบิสโก ได้ถูกก่อตั้งเมี่อ ค.ศ 1985 โดยการรวมกัน
ของนาบิสโก้ แบรนด์ และอาร์ เจ เรโนลด์ โทแบคโค เมื่อ ค.ศ 1988
อาร์เจอาร์ นาบิสโก้ ได้ถูกซื้อโดยโคห์ลเบิรก คราวิส โรเบิรต การซื้อ
บริษัทโดยใช้หนี้สินใหญ่ที่สุดภายในประวัติศาสตร์
อาร์ เจ เรโนลด์ โทแบคโค คอมพานี ได้ถูกก่อตั้งภายในวินสตัน-ซาเล็ม นอรธคาโรไลน่า และได้เปลี่ยนชื่อเป็น อาร์ เจ เรโนลด์ อินดัสตรี่ส์ เมื่อ ค.ศ 1970 ต่อมาได้กลายเป็นอาร์เจอาร์ นาบิสโก เมื่อ ค.ศ 1986 ภายหลังจากการรวมบริษัท บริษัทจะถูกรู้จักกันด้วยผลิตภัณฑ์ที่มีทั้ง

บุหรี่คาเมลและวินสตัน คุกกี้โอรีโอ และแครกเกอร์ริทส์
การซื้อบริษัทโดยใช้หนี้สินของอาร์เจอาร์ นาบิสโก ณ เวลานั้น ได้ถูกพิจารณาอย่างกว้างขวางว่าเป็นตัวอย่างที่เด่นชัดของความตะกละของบริษัทและทีมผู้บริหาร ไบรอัน เบอรโรห์ และจอห์น เฮลยาร์ ได้พิมพ์หนังสือ Barbarians at the Gate : The Fall of Nabisco หนังสือที่ขายดีที่สุดเล่มหนึ่งเกี่ยวกับเหตุการณ์ พวกเขาได้เขียนว่า รอสส์ จอห์นสัน ทำข้อตกลงยิ่งใหญ่ที่สุด ปากสว่างมากที่สุด และสุขใจกับสิทธิพิเศษยิ่งใหญ่ที่สุด
รอสส์ จอห์นสัน ซีอีโอของอาร์เจอาร์ นาบิสโก้ ได้กระตุ้นยุคของการต่อสู้การซื้อบริษัทที่ได้ถูกบันทึกเหตุการณ์ภายในภาพยนตร์และหนังสือขายดีที่สุดเล่มหนึ่ง และทำให้เขากลายเป็นสัญลักษณ์ความตะกละของบริษัท
รอสส์ จอห์นสัน ซีอีโอก่อนหน้านี้ของอาร์เจอาร์ นาบีสโก้ ไดัถูกจดจำส่วนใหญ่จากฝูงเครื่องบินบริษัทที่บินส่งเขาไปฉลองกิจกรรมกอล์ฟและสิทธิพิเศษหรูหราอื่นที่เขาให้รางวัลตัวเขาเองในฐานะซีอีโอของอาร์เจอาร์ นาบิสโก เขาจะเป็นสัญลักษณ์แห่งความเลยเถิดของบริษัท ที่ครั้งหนึ่งได้ส่งเครื่องบินบริษัทที่จะรับสุนัขรอคโคของเขามาจากปาล์ม สปริงก์ เขาจะเป็นสมาชิกสโมสรยี่สิบแห่ง ค่าสมาชิกได้ถูกจ่ายโดยผูุ้ถือหุ้น เขาจะมีบัญชีค่าใช้จ่ายที่ฟุ่มเฟือย
และล้อมรอบตัวเขาด้วยดารานักกีฬาที่โด่งดัง
ธุรกิจบุหรี่ของบริษัทอย่างเดียวสร้างรายได้เงินสด 1.2 พันล้านเหรียญ รอสส์ จอห์สัน ได้กล่าวว่า เราไม่สามารถใช้เงินพันล้านเหรียญภายในหนึ่งปี แต่เขาได้พยายาม อาร์เจอาร์ ได้ใช้เงินมากกว่า 12 ล้านเหรียญกับโรงเก็บเครื่องบิน ณ สนามบินแอตลินติค เพื่อกองทัพอากาศของเครื่องบิน 10 ลำของพวกเขา กรณีศึกษาของอาร์เจอาร์ นาบิสโก้ จะเป็นตัวอย่างที่ดีมากของโจราธิปไตย

Barbarians at the Gate : The Fall of RJR Nabisco จะเป็นหนังสือเกี่ยวกับการซื้อบริษัทโดยใช้หนี้สิน – แอลบีโอ ของอาร์เจอาร์ นาบิสโก้ เขียนโดยนักข่าว ไบรอัน เบอร์โรห์ และจอห์น เฮลยาร์ หนังสือจะอยู่บนพื้นฐานของลำดับบทความที่เขียนโดยผู้เขียนแก่วอลล สตรีท เจอร์นัล ต่อมาหนังสือได้ถูกสร้างเป็นภาพยนตร์โทรทัศน์โดยเอสบีโอและชื่อ Barbarians at the Gate หนังสือจะมุ่งอยู่ที่รอสส์ จอห์นสัน ซีอีโอ ของอาร์เจอาร์ นาบิสโก ที่ได้วางแผนจะซื้อส่วนที่เหลืออยู่ของผู้ถือหุ้นนาบิสโก บุคคลที่ต่อต้านการประมูลซื้อบริษัทของรอสส์ จอห์นสัน คือ เฮนรี่ คราวิส และหลานของเขา ยอร์จ โรเบิรต ผู้บุกเบิกการซื้อบริษัทโดยใช้หนี้สิน วีรบุรุษที่น่าอนาถคือรอสส์ จอห์นสัน บุคลคลที่สร้างตัวเองเร่งรีบจะ
เป็นผู้ประกอบการตั้งแต่เริ่มแรกภายในคานาดา จนกลายเป็นซีอีโอของอาร์เจอาร์ นาบิสโก อาร์เจอาร์ นาบิสโก จะเป็นบริษัทบุหรี่ที่ยักษ์ใหญ่สองรายได้รวมกัน นาบิสโก คอมพานี ก่อตั้งเมื่อ ค.ศ 1898 และอาร์ เจ เรโนลด์ โทแบคโค คอมพานี ได้ก่อตั้งเมื่อ ค.ศ 1875 บริษัทได้รวมกันเมื่อ ค.ศ 1986
การซื้อบริษัทโดยใช้หนี้สินจะเป็นการซื้อบริษัทจัดหาเงินทุนด้วยเงินทุนกู้ยืมเป็นส่วนสำคัญ เท็ด ฟอร์สทแมนน์ ผู้บุกเบิกธุรกิจแอลบีโอที่บรรลุความสำเร็จคนหนึ่ง ได้ถูกยกย่องกับสร้างถ้อยคำ “Barbarians at the Gate ที่จะอธิบายศิลปินของการซื้อบริษัทด้วยพันธบัตรขยะ ถ้อยคำนี้ได้กลายเป็นชื่อหนังสือขายดีที่สุด ค.ศ 1990 เกี่ยวกับการต่อสู้นั้น ตามมุมมองของผู้เขียน ภายในการประมูลอาร์เจอาร์ นาบิสโก เท็ด ฟอร์สทแมนน์ จะมองว่าเป็นการวางเดิมพันของบุคคลที่สนับสนุนเงินทุนการประมูลของพวกเขาด้วยพันธบัตรขยะ ภาพพจน์ได้เกิดภายในใจของเขา
พวกพันธบัตรขยะจะอยู่หน้าประตูเมือง…..นี่คือตรงที่เราสามารถยืนอยู่บนสะพานและผลักคนป่าถอยหลังไป
เฮนรี่ คราวิสจะเป็นบุคคลแรกที่รอสส์ จอห์นสันได้พูดเกี่ยวกับการทำแอลบีโอ และรู้สึกถูกหักหลังภายหลังจากที่รอสส์ จอหนสันต้องการจะทำข้อตกลงกับอีกบริษัทหนึ่ง ภายหลังจากที่เฮนรี่ คราวิสและรอสส์ จอห์นสันไม่สามารถปรองดองความแตกต่างของพวกเขาได้ สงครามการประมูลเพื่อการซื้อบริษัทได้เกิดขึ้นที่รอสส์ จอห์นสันได้พ่ายแพ้ในที่สุด การซื้อบริษัทโดยใช้หนี้สิน
ของอาร์เจอาร์ นาบิสโก เมื่อ ค.ศ 1988 ได้ถูกดำเนินการภายใต้สภาพแวดล้อมที่วิกฤติของความเลยเถิดของบริษัทและผู้บริหาร ทีมผู้บริหารของอาร์เจอาร์ – ซีอีโอคือรอสส์ จอห์นสัน ได้ร่วมกับเชียร์สัน ลีห์แมน ฮัตตัน และโซโลมอน บราเธอร์ ได้ยื่นประมูลครั้งสุดท้าย 112 เหรียญต่อหุ้น พวกเขามั่นใจว่าการประมูลของพวกเขาจะต้องชนะ โคล์หเบิรก คราวิส โรเบิรตส์ แอนด์ โค – เคเคอาร ได้ยื่นประมูลครั้งสุดท้าย 109 เหรียญต่อหุ้น เมื่อ 24 พฤษจิกายน ค.ศ 1988 คณะกรรมการบริษัทของอาร์เจอาร์ นาบิสโก ได้ประกาศการยอมรับข้อเสนอของเคเคอาร ด้วยมูลค่า 25 พันล้านเหรียญ เคเคอาร์ ได้ชนะกระบวนการแข่งขันเพื่อความเป็นเจ้าของและการควบคุมของอาร์เจอาร์ นาบิสโก ชัยชนะที่ทำให้เกิดธุรกรรมการควบคุมบริษัทใหญ่ที่สุดภายในอเมริกา การเปิดถนนเพื่อการซื้อบริษัทใหญ่
คณะกรรมบริษัทของอาร์เจอาร์ นาบิสโก ได้เลือกที่จะยอมรับการประมูลของเคเคอาร์ แม้ว่าข้อเสนอของเคเคอาร์จะมีราคาต่ำกว่า เพราะว่าข้อเสนอของเคเคอารได้ถูกพิจารณาว่าเป็นการรับประกัน และไม่เห็นด้วยกับข้อเสนอของทีมผู้บริหารอาร์เจอาร์ นาบิสโก

Cr : รศ สมยศ นาวีการ

Facebook Comments

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *