INEWHORIZON

ขอบฟ้าใหม่

แรงงานอพยพโวยไทยแก้ปัญหา”โควิด”ผ่าน”อัลจาซีรา”

สบาย สบาย สไตล์เกษม

เกษม อัชฌาสัย

แรงงานอพยพโวยไทยแก้ปัญหา”โควิด”ผ่าน”อัลจาซีรา”

 

เว้นวิจารณ์ว่างเว้น สดับฟัง

เว้นที่ถามอันยัง      ไป่รู้

เว้นเล่าลิขิตสัง        เกตว่าง เว้นนา

เว้นดั่งกล่าวว่าผู้     ปราชญ์ได้ ฤามี

 

เท่าที่ได้สดับตรับฟังผ่านสื่อมวลทั่วไป ในระยะเวลาที่ผ่านมา ได้ความว่า รัฐบาลไทยพยายามมุ่งแก้ไขปัญหา การแพร่ระบาดของโรค”โควิด 19”ให้แก่แรงงานอพยพต่างชาติเป็นเบื้องแรก ก่อนที่จะลงมือแก้ไขปัญหา ในหมู่คนไทยเสียด้วยซ้ำไป

แต่ก็ยังไม่เป็นที่พอใจของแรงงานอพยพเหล่านั้นส่วนหนึ่ง เพราะยังทำไม่ทั่วถึงจริงๆ ซึ่งก็ต้องยอมรับ

กรณีนี้ สำนักข่าว”อัลจาซีรา”ซึ่งอ้างตัวว่าเป็นสำนักข่าวอิสระในหมู่สื่อมวลชนอาหรับและสากล ได้แสดงพยายามสะท้อนเสียง ของแรงงานอพยพต่างชาติในไทย ต่อกรณีที่รัฐบาลไทย”ดูแล”พวกเขา จากการระบาดของโรค”โควิด 19” ไม่ทันใจและใม่ทั่วถึง

อย่างไร ก็สมควรจะรับฟังเอาไว้

แม้ไม่เป็นที่พึงใจผมและคนไทยนัก

“คาเล็บ ควินลีย์”นักเขียนของ”อัลจาซีรา”รายงานว่า ช่วงที่ไทยตรวจพบเชื้อ”โควิด 19”ได้ที่”อำเภอแม่สอด”เป็นครั้งแรกในเดือนเมษายน พ.ศ. ๒๕๖๓ นั้น ใครๆ ก็ไม่คาดคิดว่า สถานการณ์ต่อมาจะเลวร้ายอะไรมาก เพราะตัวเลขการติดเชื้อและอัตราการตายรายวัน ในไทยขณะนั้น ยังคงเป็นเลขตัวเดียวโดดๆ

โรงเรียนของชาวเมียนมาอพยพที่นั่น(แม่สอด) ก็ยังคงเปิดสอนเป็นปกติ ด้วยความหวังว่า การแพร่ระบาดของโรค จะยุติลงในไม่ช้า

แต่กลับปรากฏว่าช่วงเวลาอีกหนึ่งปีต่อมา สถานการณ์กลับแปรผันไปมาก

เมื่อเชื้อไวรัสกลายพันธุ์เป็น”เดลตา”สายพันธุ์ใหม่ มี”โทษสมบัติ”แพร่ระบาดอย่างรวดเร็ว ผิดปกติ โดยเฉพาะตามโรงงานต่างๆที่ชนชาวเมียนมาทำงานอยู่ในแม่สอด

สถานการณ์นี้ ทำให้โรงพยาบาลต่างๆ งานล้นมือ รับภาระไม่ไหว ทำให้บรรดาจังหวัดติดพรมแดนเมียนมา ต้องขยายเวลา”ล็อกดาวน์”ออกไป

ที่สำคัญเริ่มมีผู้เสียชีวิตรายวันเพิ่มขึ้น ขณะที่การแพร่ระบาดในพื้นที่แม่สอด ขยายตัวไปอย่างกว้างขวาง

ผู้ติดเชื้อในพื้นที่นั้น รวมทั้งชาวเมียนมา ไปโรงพยาบาลเพื่อเข้ารักษาอาการ แต่โรงพยาบาลไม่มีเตียงพอ แม้บางคนจะพยายามติดต่อขอความช่วยเหลือซ้ำๆ แต่เงียบกริบ ไร้การตอบสนอง

ครูชาวเมียนมาคนหนึ่ง ฟ้อง”อัลจาซีรา”ว่า บรรดาเจ้าหน้าที่ฝ่ายบริการฉุกเฉินไทย จะให้ความช่วยเหลือ เฉพาะเพียงคนไทยเท่านั้น

จึงมีชาวเมียนมาบางคนเสียชีวิตไปเพราะไม่ได้รับความช่วยเหลือ

นี่คอข้อกล่าวหา

ตัวเลขล่าสุดของ”อัลจาซีรา”(ขณะรายงานเรื่องนี้)ระบุว่า จำนวนผู้ติดเชื้อสะสมล่าสุดของไทยอยูที่ ๑.๓ ล้านคน เสียชีวิตสะสมที่กว่า ๑๓,๐๐๐ คน ติดเชื้อรายวันอย่างน้อย ๑๕,๐๐๐ คน เสียชีวิตรายวันเฉลี่ยที่ ๑๗๕ คน ต่างจากตัวเลขรายวันของปีก่อน ที่มีไม่มากและเสียชีวิตน้อยราย

ในการนี้”อัลจาซีรา”รายงานว่า องค์กรต่างๆ ที่ทำงานตามพรมแดนชี้แจงว่าบรรดาผู้อพยพ(migrants)จำนวนหลายพันคนกับผู้ลี้ภัย(refugees)กว่า ๙๐,๐๐๐ คนในไทย ต้องเผชิญกับความสุ่มเสี่ยงหลายอย่าง เพราะไม่สามารถเข้าถึงการดูแลสุขภาพและเมื่อโรงงานหรือแหล่งงานต้องปิดไป การดำรงชีพก็ตกอยู่ในอันตราย แถมมีผลต่อสุขภาพจิต

ทั้งนี้ ยังหมายรวมถึงโรงเรียนที่สอนเด็กอพยพด้วย ที่ต้องปิดการเรียนการสอน เพราะมาตรการ”ล็อกดาวน์”

แน่นอนว่า เมื่อใช้มาตรการ”ล็อกดาวน์” ผู้คนก็จะไม่มีงานทำและ ไม่มีเงินใช้

อย่างกรณีครูสอนเด็กอพยพนั้น ตามปกติจะมีรายได้เดือนละราว  ๓,๐๐๐ บาท แค่เอาไว้ซื้ออาหาร ก็แทบจะไม่พอยาไส้แล้ว

ส่วนเด็กๆ ลูกหลานของผู้อพยพ เมื่อไม่มีห้องเรียน ก็ตกอยู่สภาพที่ถูกบังคับให้ออกไปหางานทำและจบลงที่การเร่ร่อนไปตามท้องถนน

ทางการแม่สอดได้ใช้มาตรการเข้มงวดกวดขันโรค”โควิด 19”มาตั้งแต่ปลายเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา เนื่องจากจำนวนผู้ติดเชื้อในโรงงานต่างๆ มากเหลือเกิน เฉพาะในเดือนมิถุนายนนั้น คนงานกว่าครึ่งในสามโรงงานรวมกัน ๔๕๒ คน ตรวจเชื้อพบว่า มีค่าเป็นบวก ผู้ว่าราชการจังหวัดตาก ก็เลยต้องสั่งปิดทั้งสามโรงงาน

พอมาถึงเดือนกรกฏาคม ทางการประกาศใช้”เคอร์ฟิว”ทั่วทั้งจังหวัดตาก หลังจาก ๒๐.๐๐ น.เป็นต้นไป แถมสั่งห้ามผู้อพยพเคลื่อนย้ายข้ามอำเภอ เว้นแต่ได้รับอนุญาต จากนายอำเภอเท่านั้น

ที่สำคัญบางท้องที่ของอำเภอแม่สอด วัคซีนไปไม่ถึง ทำให้ผู้อพยพเสี่ยงต่อการติดเชื้อไวรัส

ทั้งหมดนี้ เป็นเพียงข้อมูลส่วนหนึ่งของข้อเท็จจริงทั้งหมดที่”อัลจาซีรา”นำมาเปิดเผย

จึงใคร่เสนอตัว ทำหน้าที่ประชาสัมพันธ์ ชี้แจงแทนรัฐบาลไทยสักครั้งหนึ่ง ที่ถูกกล่าวหาเต็มๆ ว่า ”ไม่ให้ความใส่ใจเพียงพอ” ต่อแรงงานอพยพ

จึงใคร่ขอชี้แจง”อัลจาซีรา”ว่า ทางการไทยมีภาระหนักหนาสาหัสสากรรจ์มากจริงๆ ในการรับมือกับโรค“โควิด 19” โดยเฉพาะกรณีแรงงานอพยพ ซึ่งไม่ได้มีเฉพาะแค่ในอำเภอแม่สอดที่”อัลจาซีรา”หยิบยกมาเท่านั้น

แต่แรงงานอพยพชาวเมียนมานั้น นอกจากมีที่แม่สอด แล้วก็ยังมีอีกมาก ในที่อื่นๆ เช่นชนิดที่เป็นกลุ่มเป็นก้อนที่สมุทรสงครามและสมุทรสาคร เป็นต้น

หรือตามสถานที่ก่อสร้างต่างๆ ในกทม.นับร้อยแห่ง

นอกจากนั้นแล้ว ก็ยังมีชาวกัมพูชาและชาวลาว อีกไม่รู้เท่าไร ซึ่งรวมๆ กันแล้ว คาดว่า (จากทั้งสามชาติ) มีไม่ต่ำกว่าสี่ล้านคน ที่ทางการไทยพยายามรับผิดชอบอยู่ในเวลานี้ โดยไม่ทอดทิ้ง ทั้งในการป้องกันการแพร่ระบาดและฉีดวัคซีน ให้ทั่วถึง

คาดว่าทุกชาติที่มีแรงงานอพยพ ไม่ว่าจะสิงคโปร์หรือมาเลเซีย ก็ล้วนแต่ต้องเผชิญปัญหาการรักษาหรือการฉีดวัคซีนอย่างหนัก ว่าจะให้บริการใคร ก่อน-หลังอย่างไร ย่อมมีข้อบกพร่อง

ซึ่งย่อมเป็นที่ ไม่พอใจของทุกๆ ฝ่าย ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์

ข้อเท็จจริงก็คือ หากไม่จำเป็น คง”ไม่มี”ชาติไหน ให้การรักษาหรือฉีดวัคซีนแรงงานอพยพชาวต่างชาติ ก่อนพลเมืองของตนแน่ๆ

ยกเว้นจะมีความจำเป็นเร่งด่วน เพื่อรักษาผลประโยชน์ของส่วนรวมเท่านั้น

อย่างไรก็ตาม การที่”อัลจาซีรา”นำเสนอข่าวเกี่ยวกับการป้องกันและการรักษาแรงงานต่างชาติในไทย ในกรณี”โควิด 19” นั้น ก็น่าสนใจ ที่ยังอุตส่าห์มีสื่อนานาชาติ คอยจับตาดูพฤติกรรมของไทยเรา ซึ่งต้องเข้าใจว่า รัฐบาลไทยลำบากยากเข็ญอยู่แล้ว

ก็ต้องขอขอบคุณ ที่เตือนมา

เพราะฉะนั้น คนไทย จะต้องช่วยกันทำใจ ให้กว้างเข้าไว้มากๆ ต้องสามารถทนทาน ต่อเสียงวิจารณ์ ต่างๆ นานา

เพื่อจะได้มีสติ ปรับปรุงตัว ให้อยู่กับโลกสากล ได้ทันสมัยมากขึ้น

เสร็จการทำหน้าที่ แทนโฆษกรัฐบาลแล้ว ก็ขอกล่าว”สวัสดี”ลากันตรงนี้ละครับ

Facebook Comments

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *