INEWHORIZON

ขอบฟ้าใหม่

ได้เวลาลอกบทความฝรั่ง

สบาย สบาย สไตล์เกษม

เกษม อัชฌาสัย

ได้เวลาลอกบทความฝรั่ง

ยังไม่จบครับ เรื่องเมียนมา มาบัดนี้ผมแน่ใจจริงๆแล้วว่า “มิน อ่อง ไลง์”ตั้งใจใช้กลยุทธ์”เทียนอันเหมิน”สยบชาวเมียนมาทั้งชาติเอาไว้ให้จงได้ จะไม่ยอมให้โงหัวขึ้นมา เรียกร้องประชาธิปไตยและจะไม่ยอมให้ใคร เข้าไปขัดขวาง การสืบทอดอำนาจ”สถาบันทหาร”ต่ออย่างเด็ดขาด

เพราะ”สถาบันทหาร”เป็นสถาบันเดียว ที่จะรักษา”ความมั่นคงของเมียนมา”เอาไว้ได้ อย่างอยู่ยั้งยืนนาน ชนิดที่ใคร ๆ ก็ไม่กล้าหือ

ผมในฐานะสื่อ ไม่มีหน้าที่ที่จะไปสนับสนุนหรือคัดค้านพฤติกรรมของ”คณะทหารเมียนมา” แต่พยายามมองทีท่าหรือความเป็นไปได้ในเมียนมามากกว่า

กล่าวได้ว่า ในการดำรงความเปนชาติเอาไว้ให้ได้นั้น”คณะทหารเมียนมา” ได้กระทำถูกต้องแล้ว ในแง่รวมชาติเอาไว้ก่อนเป็นเบื้องแรก(โดยคิดว่าการปล่อยให้เกิดประชาธิปไตยโดยพลเรือน คือการสร้างความแตกแยก) แม้ต้องสังเวยด้วยชีวิตประชาชนนับพันนับหมื่นก็ตาม

ส่วนประชาธิปไตยนั้นเป็นเรื่อง”ที่หลัง”

ขณะที่ผลประโยชน์ของ”คณะทหารเมียนมา”ก็คือ ผลพลอยได้ที่ตามมา(ฮะแอ้ม)

สถานะทางการเมืองและการปกครองของไทย ที่ว่าเป็น”เผด็จการ” ในทุกวันนี้นั้น ก็เข้าอีหรอบดียวกับเมียนมาเช่นกัน

แต่ไทยดีกว่าตรงที่เรายังมีสถาบันกษตริย์ คอยกันไม่ให้”คณะทหาร”เหิมเกริม กุมอำนาจเด็ดขาด ไว้แต่ฝ่ายเดียวอย่างเมียนมา เพราะที่นั่น สถาบันกษัติริย์ถูกทำลายไปนานแล้ว ในสมัยพระเจ้าสีป่อและพระนางศุภยาลัต

น่าเสียดายไหมล่ะ (โดยฝีมือของอังกฤษ)

แต่มาวันนี้ในคนไทยกลุ่มหนึ่ง พยายามกำจัดสถาบันกษัตริย์ ให้หมดไป ไม่กลัวว่า ไทยจะแตกแยก เช่น ที่เคยพยายามมาแล้ว หมายให้เป็น”ไทยเหนือ-ไทยใต้” ในระบอบ”กลุ่มอำนาจทักษิณ”

แหม…..ถ้ามีคลอง”คอคอดกระ” คงกระทำสำเร็จไปมากกว่านั้นอีก คืออาจจะกลายเป็น”ไทยเหนือ”, “ไทยกลาง”และ”ไทยใต้”(รัฐอิสลามปัตตานี)

ไม่น่าจะสนุก ใช่ไหมครับ

ประเด็นน่าคิดก็คือ”คณะทหารเมียนมา”จะรวบอำนาจไว้นานเพียงไร ด้วยตัวของตัวเอง น่าจะต้องมีการสนับสนุนจากภายนอกด้วย

เรื่องนี้ผมเอง ก็เฝ้าจับตาดูอยู่เหมือนกัน หลังจากลุ่มชาติตะวันตกนำโดยสหรัฐและอียู ซึ่งสังกัด“ค่ายประชาธิปไตยจ๋า”ออกมาต่อต้าน”คณะทหารเมียนมา”และพร้อมใจกันออกมา”แซงชั่น”ฐานมีพฤติกรรมเป็น”อาชญากรสงคราม”หรือทำ”สงครามต่อต้านมนุษยชาติ”

ที่แหลมคมกว่าใครๆ ก็คือ รัสเซีย ซึ่งนักสื่อมวลชนสากล ที่ออกมาสะท้อนให้ชัดๆว่าสนับสนุน”คณะทหารเมียนมา”ก็คือ “ไมเคิล วาติคิโอทิส”นักข่าวนักเขียนมือฉมังผู้คร่ำหวอดกิจการตะวันออกเฉียงใต้ (ไม่แพ้”โจนาธาน เฮด”แห่งบีบีซี) ที่ผมรู้จักเมื่อสมัยที่มาอยู่เมืองไทยตอนหนุ่มๆ โน้น (เขาเคยเป็นอดีตนายกสมาคมผู้สื่อข่าวต่างประเทศแห่งประเทศไทยหรือ FCCTด้วย)

รัสเซียแสดงท่าทีหนุน”คณะทหารเมียนมา”อย่างไร “ไมเคิล วาติคิโอทิส”เขียนไว้ มีใจความย่อๆ ดังที่สรุปมานี้

“การมาปรากฏตัวของรองรัฐมนตรีกลาโหมรัสเซียในพิธีสวนสนาม”วันกองทัพเมียนมา” เมื่อวันที่ ๒๗ มีนาคม ๒๕๖๔ ที่กรุงเนปิดอว์ อาจจะเป็นตัวชี้ความท้าทายด้านความสัมพันธ์ของมหาอำนาจชาตินี้ต่อ”คณะทหารเมียนมา”

“หมายถึงว่าในระดับหนึ่งแล้ว การส่งบุคลสำคัญมา คือการส่งสัญญานอย่างแรง ต่อการที่จะเข้ามามีบทบาทในภูมิภาคนี้ แม้ส่วนใหญ่แค่เพียงต้องการจะขายอาวุธให้”

“การยึดอำนาจของ”คณะทหารเมียนมา”เข้าแผน”ภูมิรัฐศาสตร์หงส์ดำ”  เป็นการเปิดช่องใหรัสเซียสามารถปักกิ่งไม้ไว้ แม้เพียงกิ่งเดียวในเอเชีย (เอาไว้ให้หงส์ดำร่อนลงมาเกาะ)”

โห….สำนวนของ”ไมเคิล วาติคิโอทิส”นี่เหลือร้ายจริงๆ

“แถมยังสะท้อนความอ่อนแอของอินเดีย(ในยุคนายกฯ”โมดี”)ที่ทำตัวเป็นพันธมิตรนิยมตะวันตก พร้อมกันนั้นก็กำหนดให้จีนมีบทบาทสำคัญในแง่ความมั่นคงหลัก ขณะที่ชาติมหาอำนาจตะวันตกทำอะไรไม่ได้นัก เพราะมัวแต่คอยระวังรัฐบาลปักกิ่ง”

แต่นั่น ก็เป็นเพียงข้อสังเกตเท่านั้น

จึงนำมาถ่ายทอดกันให้รับรู้ไว้ เพราะงานพิธีสวนสนามนี้ ก็มีหลายชาติส่งเจ้าหน้าที่ทหารเข้าร่วม รวมทั้งไทยเราที่ถูกสื่อมวลชนบางส่วน โดยเฉพาะใน”สื่อออนไลน์” โจมตีรัฐบาลพล.อ.ประยุทธ์ ว่า ทำตัวไม่ถูกต้องกรณี”คณะทหารเมียนมา” กล่าวหาว่ามีท่าทีเข้าข้าง

โดยตั้งข้อสงสัยว่า อาจเพราะเป็น”เผด็จการ”ด้วยเหมือนกัน

งานนี้ ถ้าถามผมว่า มีความเห็นอย่างไรกับท่าทีของรัฐบาลไทยต่อ “คณะทหารเมียนมา”

ขอตอบว่า รัฐบาลไทยแสดงท่าทีถูกต้องแล้ว ที่ไม่แห่ไปกับชาติอาเซียนอื่นๆ หากจะประณาม”คณะทหารเมียนมา”อย่างรุนแรง เอาแค่เพียงเรียกร้องให้”หยุดฆ่า“ก็พอแล้ว งานนี้รัฐบาลไทยต้องวางอุเบกขา

“คณะทหารเมียนมา”ยังจะอยู่อีกนานจนกว่า “มิน อ่อง ไลง์”จะถูกดำเนินคดีโดยศาลอาญาระหว่างประเทศ ซึ่งคาดว่าจะใช้เวลาอย่างน้อยๆ ก็สาม-สี่-ห้าปีโน่น

รัฐบาลไทยเรา จึงจำจะต้องต้องหลับตาข้างหนึ่ง ซึ่งต้องทำเช่นนั้น ในฐานะที่เป็นชาติที่มีพรมแดนติดกัน หากเกิดเหตุการณ์รุนแรงมากๆเข้า ก็ยังพอที่จะเจรจาต้าอ่วยกันได้ เช่น การส่งผู้อพยพที่หนีมาฝั่งไทยกลับ หรือการส่งสินค้าไปขาย ซึ่งเป็นผลประโยชน์ของเรา

จะเห็นว่า การดำเนินวิเทโศบายทางการทูตเพื่อรักษาความสัมพันธ์นั้น เป็นเรื่องละเอียดอ่อน เพราะเราจะต้องอยู่กับเขาจนโลกแตก

ไม่ใช่เรื่องธรรมดาๆ เช่นที่คุณกับผมคิด ด้วยหลักมนุษย์ธรรม ตามปกติธรรมดา แค่นั้น

ต้องมองไปข้างหน้าไกล ๆ เพื่อความมั่นคงปลอดภัยของประเทศชาติโดยรวม (ไม่ใช่ของ พล.อ.ประยุทธ์)

หาก “มิน อ่อง ไลง์”พลาดท่าเสียที ต่อพลเรือนเมียนมา เมื่อไร

เรากลับลำได้ทัน ถึงตอนนั้น ก็ไม่เห็นจะเป็นไร….นิ

 

 

 

 

Facebook Comments

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *