INEWHORIZON

ขอบฟ้าใหม่

วอร์เรน บัฟเฟตต์ การลงทุนเพื่อคุณค่า

วอร์เรน บัฟเฟตต์ การลงทุนเพื่อคุณค่า.

กลยุทธ์ของวอร์เรน บัฟเฟตต์ คือ วิถีทางการลงทุนเพื่อคุณค่าระยะยาวถ่ายทอดลงมาจากสำนักคุณค่าของเบนจามิน กราแฮม เขาได้สอนกลยุทธ์การลงทุนเพื่อคุณค่าระยะยาวของการซื้อหุ้น ณ ราคาที่ต่ำกว่ามูลค่าแท้จริงของมัน แล้วถือครองมันจนกระทั่งราคาของมันสะท้อนมูลค่าที่แท้จริงของบริษัท
วอร์เรน บัฟเฟตต์ได้อธิบายหนังสือ Intelligent Investor ของเบนจามิน กราแฮม เป็นหนังสือดีที่สุดของการลงทุนที่เคยเขียนมา ภายใน Intelligent Investor เบนจามิน กราแฮม ได้ใช้อุปมา นายตลาด แสดงนักลงทุนที่ฉลาดควรจะใช้ประโยชน์การกำหนดราคาหลักทรัพย์ที่ขาดประสิทธิภาพอย่างไร นี่คือรากฐานของกลยุทธ์ของวอร์เรน บัฟเฟตต์ ของการลงทุนเพื่อคุณค่าระยะยาว
เบนจามิน กราแฮม เป็นนักเศรษฐศาสตร์ นักวิชาการ และนักลงทุน เขาเกิดที่ลอนดอน อังกฤษ และครอบครัวของเขาได้ย้ายมาสู่อเมริกาในขณะที่เขายังเป็นเด็ก
เขาได้เข้าศึกษาที่มหาวิทยาลัยโคลัมเบีย และเมื่อจบการศึกษาเขาได้รับงาน ณ วอลล สตรีท เมื่ออายุ 25 แี เขามีรายได้ประมาณ 500,000 เหรียญต่อปี
การพังทลายของตลาดหุ้น ค.ศ 1929 ทำให้กราแฮมสูญเสียการลงทุนของเขา
และได้สอนบทเรียนที่มีคุณค่าแก่เขาเกี่ยวกับโลกของการลงทุน การสังเกตุของเขาภายหลังการพังทลายได้บันดาลใจเขาที่จะเขียนหนังสือกับเดวิด
ดอดด์ ชื่อ Security Analysis หนังสือเล่มนี้ได้ถูกพิมพ์ครั้งแรก ค.ศ 1934 ณ การเริ่มต้นการตกต่ำครั้งใหญ่ ในขณะที่เบนจามิน กราแฮม เป็นผู้บรรยาย ณ คณะบริหารธุรกิจโคลัมเบีย หนังสือได้วางรากฐานของการลงทุนเพื่อคุณค่า การซื้อหุ้นต่ำกว่ามูลค่าด้วยศักยภาพที่จะเจริญเติบโตตลอดเวลา ณ เวลานั้นตลาดหุ้นได้รู้จักกันเป็นพาหนะของการเก็งกำไร แนวคิดของมูลค่าแท้จริงและส่วนเผื่อเพื่อความปลอดภัย ได้ถูกแนะนำครั้งแรกภายใน Security Analysis ปูทางเพื่อการวิเคราะห์พื้นฐานของหุ้นหลีกเลี่ยงการเก็งกำไร เขาถูกรู้จักอย่างกว้างขวางเป็น บิดาของการลงทุนเพื่อคุณค่าความคิดและวิธีการลงทุนของเขาได้ถูกเขียนเป็นหนังสือของเขา Security Analysis ค.ศ 1934 และ The Intelligent Investor ค.ศ 1949 ตำราการลงทุนที่มีชื่อเสียงมากที่สุดที่เคยเขียนมา
วอร์เรน บัฟเฟตต์ ได้ถูกพิจารณาอย่างกว้างขวางเป็นนักลงทุนยิ่งใหญ่ที่สุดคนหนึ่งตลอดกาล แต่ถ้าเราถามเขาใครที่เขาคิดว่าเป็นนักลงทุนยิ่งใหญ่ที่สุด เขาน่าจะกล่าวถึงบุคคลหนึ่ง ครูของเขา เบนจามิน กราแฮม
ตามแนวคิดของกราแฮมและดอดด์ การลงทุนเพื่อคุณค่าคือ การได้มูลค่าที่แท้จริงของหุ้นไม่ขึ้นอยู่กับราคาตลาด ด้วยการใช้ปัจจัยของบริษัท เช่น ทรัพยสิน กำไร และเงินปันผล มูลค่าที่แท้จริงของหุ้นสามารถถูกพบได้และเปรียบเทียบกับมูลค่าตลาด
กลยุทธ์ของวอร์เรน บัฟเฟตต์ยึดอยู่กับกลยุทธ์การลงทุนเพื่อมูลค่าระยะยาว อย่าให้ความกลัวและความโลภเปลี่ยนแปลงเกณฑ์และคุณค่าของเรา หลีกเลี่ยงการท่วมท้นด้วยพลังถายนอกที่กระทบต่อความรู้สึกของเรา อย่าขายภายในความตื่นตกใจ
การลงทุนภายในอะไรที่เราเข้าใจ บัฟเฟตต์ ลงทุนภายในบริษัทที่เขาเข้าใจ
และเชื่อว่ามีผลิตภัณฑมั่นคงหรือคาดคะเนได้ต่อ 10 – 15 ข้างหน้า นี่คือทำไมโดยทั่วไปเขาได้หลีกเลี่ยงบริษัทเทคโนโลยี
การลงทุนคล้ายกับเรากำลังซื้อทั้งบริษัท การปฏิบัติการลงทุนภายในหุ้นราวกับเรากำลังซื้อทั้งบริษัท ผมได้มองที่คุณค่าของธุรกิจ เพราะว่านี่คือราคาทั้งหมดของบริษัท มีนคือราคาที่เราควรจะจ่ายเพื่อบริษัท ถ้าเราสามารถซื้อทั้งหมด ณ ราคาในขณะนี้
บริษัทที่มีข้อได้เปรียบทางการแข่งขัน บริษัทด้วยอำนาจกำหนดราคา ทรัพย์สินทางกลยุทธ์ ตราสินค้ามีพลัง หรือข้อได้เปรียบทางการแข่งขันอื่น สามารถที่จะดำเนินงานได้เหนือกว่าภายในช่วงเวลาที่ดีและท้าทาย
กลยุทธ์การลงทุนเพื่อคุณค่าระยะยาวต้องการการลงทุนภายในบริษัทที่สามารถเผชิญทั้งช่วงเวลาเศรษฐกิจที่ดีและไม่ดี
ชาลี มังเกอร์ ได้กล่าวว่า การลงทุนเพื่อคุณค่าได้เปลี่ยนแปลงตลอดปีื แต่วิถีทางรากฐานที่ลูกศิษย์คิดเกี่ยวกับมันไม่ได้เปลี่ยนแปลง
โดยพื้นฐานการลงทุนทุกอย่างเป็นการลงทุนเพื่อคุณค่า ด้วยเหตุผลที่เราพยายามอยู่เสมอที่จะได้โอกาสดีขึ้นที่เราได้จ่ายให้ แต่เราไม่สามารถมองไปทุกที่ได้ทันที ดังนั้นเราต้องมีระบบการคิดบางอย่างถึงสถานที่บางแห่งที่จะมองเป็นพื้นที่การล่าของเรา แต่เราต้องมองคุณค่าภายในทุกกรณี มันยากมากขึ้นภายในอเมริกาที่จะค้นหาการลงทุนเพื่อคุณค่าได้ง่าย เพราะว่าโลกแข่งขันรุนแรงมาก ในขณะนี้เรามีวิถีทางแตกต่างกันที่จะมองหาการลงทุนเพื่อคุณค่า ทำนองเดียวกับเรามีสถานที่แตกต่างกันที่จะตกปลา และกฏข้อแรกของการตกปลาคือ ตกปลาตรงที่ปลาอยู่ กฏข้อแรกของการลงทุนเพื่อคุณค่าคือ ค้นหาสถานที่บางแห่งที่จะตกการลงทุนเพื่อคุณค่า ตรงที่มันมีคุณค่าอยู่จำนวนมาก
ภายในสภาพแวดล้อมที่ลำบากขึ้น เบิรคไชน์ ฮาทธาเวย์ ต้องตกปลาภายในสถานที่ที่ไม่เคยตกมาก่อน ดีงนั้นเราเพียงแค่กำลังมองภายในสถานที่แตกต่างกัน แต่เราเป็นนักลงทุนเพื่อคุณค่า ดังนั้นกฏข้อแรกของการตกปลาคือ ตกปลาตรงที่ปลามีอยู่ และข้อสองอย่าลืมข้อหนึ่ง เราได้สิ่งที่ดี ณ การตกปลาตรงที่ปลามีอยู่ เรามีเรือหลายลำเกินไปภายในแม่น้ำที่น่ารำคาญ แต่ปลายังคงมีอยู่ภายในมัน นักประมงที่ดีสามารถหาปลาได้มากขึ้นภายในจีน มันเป็นพื้นที่การล่าที่มีความสุขมากขึ้น
ผมคิดว่าบริษัทที่เข้มแข็งที่สุดไม่ได้อยู่ภายในอเมริกา ผมคิดว่าบริษัทจีนเข้มแข็งกว่าของเรา การเจริญเติบโตรวดเร็วกว่า มันช่วยได้อย่างแท้จริงถ้าเรารู้ว่าพื้นที่การล่าไหนควรจะมอง ตรงที่เราทำการล่าได้ดีกว่า และล่าตรงที่การล่าง่าย ผมมีเพื่อนคนหนึ่งเป็นชาวประมง เขากล่าวว่าผมมีกฏธรรมดาเพื่อความสำเร็จภายในการตกปลา ตกปลาตรงที่ปลามีอยู่ เราต้องการตกปลาตรงที่การต่อรองมีอยู่ ถ้าการตกปลาวุ่นวายตรงที่คุณอยู่ มองหาอีกสถานที่หนึ่งที่จะตกปลา
การทำความเข้าใจวงกลมความสามารถช่วยให้เราหลีกเลี่ยงปัญหาได้ ระบุโอกาสเพื่อการปรับปรุง และเรียนรู้จากบุคคลอื่น แนวคิดของวงกลมความสามารถได้ถูกใช้ตลอดมาโดยวอร์เรน บัฟเฟตต์ เป็นวิถีทางหนึ่งที่ให้นักลงทุนมุ่งการดำเนินงานภายในขอบเขตที่พวกเขารู้ดีที่สุดเท่านั้น วงกลมความสามารถจะเรียบง่าย เราแต่ละคนผ่านประสบการณ์หรือศึกษา ได้สร้างความรู้ที่เป็นประโยชน์บนขอบเขตหนึ่งของโลก บางขอบเขตเข้าใจโดยเราส่วนใหญ่ ในขณะที่บางขอบเขตต้องการความเชี่ยวชาญที่จะประเมิน วงกลมความสามารถเป็นขอบเขตเรื่องที่สอดคล้องกับทักษะหรือความชำนาญส่วนบุคคล
โมเดลทางความคิดได้ถูกพัฒนาโดยวอร์เรน บัฟเฟตต์ และชาลี มังเกอร์ อธิบายข้อจำกัดการลงทุนของบุคคลหนึ่งภายในขอบเขตตรงที่บุคคลอาจจะมีความเข้าใจหรือประสบการณ์จำกัด การมุ่งที่ขอบเขตตรงที่บุคคลมีความคุ้นเคยที่สุด บัฟเฟตต์ ได้สรุปแนวคิดภายในคำขวัญว่า “รู้วงกลมแห่งความสามารถของเรา และยึดอยู่ภายในมัน ขนาดของวงจรนั้นไม่สำคัญมาก แต่กระนั้นการรู้พรมแดนของมันจะสำคัญ” สิ่งที่นักลงทุนต้องการคือ ความสามารถประเมินธุรกิจที่คัดเลือกอย่างถูกต้อง สังเกตุถ้อยคำว่า คัดเลือก เราไม่จำเป็นต้องเป็นผู้เชี่ยวชาญทุกบริษัท หรือแม้แต่หลายบริษัท เราเพียงแต่มีความสามารถประเมินบริษัทภายในขอบเขตของความสามารถของเราเท่านั้น
บุคคลทุกคนได้วงกลมความสามารถที่แตกต่างกัน สิ่งที่สำคัญไม่ใช่ขอบเขตจะใหญ่แค่ไหน สิ่งที่สำคัญคือ การอยู่ภายในขอบเขต
วงกลมความสามารถได้อธิบายการลงทุนภายในขอบเขตที่เรารู้เท่านั้น เราน่าจะบรรลุความสำเร็จได้มากขึ้น ถ้าเราลงทุนภายในธุรกิจที่เรารู้และเข้าใจ
การปฏิบัติอยู่ภายในวงกลมความสามารถของเราทำให้มันเป็นไปได้ที่จะประเมินธุรกิจได้เพียงพอ ดังนั้นวอร์เรน บัฟเฟตต์ ยากที่จะลงทุนภายในธุรกิจที่เขาไม่เข้าใจเหมือนเช่นธุรกิจภายในกลุ่มเทคโนโลยีที่อยู่ภายนอกวงกลมความสามารถของเขา

ไมเคิล พอร์เตอร์ ได้กล่าวว่า ” บริษัทที่บรรลุความสำเร็จคือ บริษัทที่สร้างคุณค่าใหม่บนพื้นฐานการตอบสนองต่อความต้องการของลูกค้าได้ดีกว่า”
เขาเป็นที่ปรึกษาภายในสาขาวิชาการแข่งขันแก่ผู้นำของหลายประเทศ เช่น อเมริกา ไอร์แลนด์ รัสเซีย อังกฤษ และสิงคโปร์ เขาได้ถูกเชิญโดยรัฐบาลจากหลายประเทศที่จะแนะนำกลยุทธ์ความสามารถแข่งขันของประเทศ ไมเคิล พอร์เตอร์ เป็นอาจารย์ดีเด่นที่สุดคนหนึ่งภายในประวัติของมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด
ผลงานคลาสสิคของเขาเหมือนเช่น Competitive Advantage Competitive Strategy และ National Competitive Advantage ได้ถูกพิจารณาเป็นหนังสือข้างเตียงของผู้บริหารธุรกิจทั่วโลกนานกว่า 30 ปี เขาได้เขียนหนังสือ มากกว่า 20 เล่มและบทความมากมาย
Competitive Advantage เป็นชื่อหนังสือเล่มหนึ่งของไมเคิล พอร์เตอร์ และได้กลายเป็นคัมภีร์ไบเบิ้ลของผู้บริหารบริษัทเมื่อ ค.ศ 1985 การสะท้อนความคิดของข้อได้เปรียบการเปรียบเทียบของเดวิด ริคาร์โด นักเศรษฐศาสตร์ศตวรรษที่ 19 หนังสือเล่มนี้ตามมากับหนังสือคลาสสิคชื่อ Competitive Strategy ของเขา พิมพ์เมื่อ ค.ศ 1980 เป็นสหายคู่เคียงที่ขาดไม่ได้เลยของหนังสือ Competitive Strategy หนังสือ Competitive Advantage พิมพ์เมื่อ ค.ศ 1985 พิมพ์ 30 ครั้ง และแปลเป็นภาษาต่างประเทศ 13 ภาษา
ไมเคิล พอร์เตอร์ ได้ชี้ให้เห็นว่าบริษัทมีการทำกำไรที่สูงกว่าคู่แข่งขัน เนื่่องจากบริษัทมีข้อได้เปรียบทางการแข่งขัน บริษัทสามารถสร้างข้อได้เปรียบทางการแข่งขันด้วยวิถีทางสองอย่างคือ ต้นทุนต่ำ หรือความแตกต่าง
ไมเคิล พอร์เตอร์ ได้ถูกมองเป็นบิดาของกลยุทธ์ธุรกิจสมัยใหม่ ต้นกำเนิดความคิดของพลังห้าตัวของอุตสาหกรรม ลูกโซ่คุณค่า และข้อได้เปรียบทางการแข่งขัน ในขณะกลยุทธ์ธุรกิจหลายอย่างเป็นแฟชั่นเข้ามาและออกไป
ความคิดของพอร์เตอร์ยังคงถูกใช้อย่างกว้างขวางโดยผู้บริหาร ที่ปรึกษา และเอ็มบีเอ จนทุกวันนี้ 40 ปี ภายหลังการแนะนำผลงานต้นกำเนิดของพอร์เตอร์เป็นหนังสือสองเล่ม Competitive Strategy และ Competitive Advantage
ครอบคลุม 1000 หน้า
Competitive Strategy 1980 ได้สร้างรากฐานของการคิดทางกลยุทธ์สมัยใหม่ อเมซอน ได้กล่าวว่าหนังสือได้ถูกพิมพ์มาแล้ว 60 ครั้ง และแปลเป็นภาษาต่างประทศ 19 ภาษา ไมเคิล พอร์เตอร์ ได้กล่าวว่าข้อได้เปรียบโดยพื้นฐานเกิดขึ้นจากคุณค่าที่บริษัทสามารถสร้างแก่ลูกค้าของพวกเขาที่สูงกว่าต้นทุนของการสร้างมัน คุณค่าคือสิ่งที่ลูกค้าเต็มใจจะจ่าย และคุณค่าที่เหนือกว่าเกิดขึ้นจากการนำเสนอราคาที่ต่ำกว่าคู่แข่งขันต่อประโยชน์ที่เท่าเทียมกัน หรือการให้ประโยชน์ที่ไม่เหมือนใครที่ชดเชยมากว่าราคาที่สูงกว่า เรามีข้อได้เปรียบทางการแข่งขันพื้นฐานสองประเภท : ความเป็นผู้นำทางต้นทุน และความแตกต่าง
ไมเคิล พอร์เตอร์ ได้ชี้ให้เห็นว่าบริษัทมีการทำกำไรที่สูงกว่าคู่แข่งขัน เนื่่องจากบริษัทมีข้อได้เปรียบทางการแข่งขัน บริษัทสามารถสร้างข้อได้เปรียบทางการแข่งขันด้วยวิถีทางอย่างใดอย่างหนึ่งจากสองวิถีทางต่อไปนื้คือ
1 บริษัทสามารถผลิตและขายผลิตภัณฑ์ที่เหมือนกัน ณ ต้นทุนและราคาที่ต่ำกว่าคู่แข่งขัน หรือ 2 บริษัทสามารถผลิตและขายผลิตภัณฑ์ที่แตกต่างกัน ณ ราคาที่สูงกว่าคู่แข่งขัน ตามวิถีทางแรกบริษัทมีข้อได้เปรียบทางต้นทุนต่ำ ตามวิถีทางที่สองบริษัทมีข้อได้เปรียบทางความแตกต่าง
การนำเสอคุณค่าจะสำคัญเพื่อความเข้าใจข้อได้เปรียบทางการแข่งขัน ถ้าการรนำเสนอคุณค่าแก่ลูกค้าดีกว่าและคุณค่าสูงกว่า การนำเสนอคุณค่า
สามารถสร้งข้อได้เปรียบทางการแข่งขันภายในผลิตภัณฑ์ได้
ข้อได้เปรียบทางต้นทุนและความแตกต่างรู้จักกันเป็นข้อได้เปรียบทางตำแหน่ง เนื่องจากมันได้อธิบายตำแหน่งของบริษัทภายในอุตสาหกรรมเป็นผู้นำภายในต้นทุนหรือความแตกต่าง มุมมองบนพื้นฐานทรัพยากรย้ำว่าบริษัทต้องใช้้ทรัพยากรและความสามารถของพวกเขาที่จะสร้างข้อได้เปรียบ
ทางการเเข่งขัน ในที่สุดผลลัพธ์คือการสร้างคุณค่าที่เหนือกว่า รูปได้รวม
มุมมองบนพื้นฐานทรัพยากรและการวางตำแหน่งทางกลยุทธ์ที่จะแสดงแนวคิดของได้เปรียบทางการแข่งขัน
ตามมุมมองของไมเคิล พอร์เตอร์ บริษัทสามารถสร้างข้อได้เปรียบทางการแข่งขันโดยการลดต้นทุนของหน้าที่ทุกอย่างภายในลูกโซ่คุณค่าให้ต่ำกว่าคู่แข่งขัน หรือการสร้างผลิตภัณฑ์ที่แตกต่างจ่กคู่แข่งขัน การลดต้นทุนทำให้บริษัทมีโครงสร้างต้นทุนต่ำกว่าและทำกำไรสูงกว่าคู่แข่งขัน และการสร้างผลิตภัณฑ์ที่แตกต่างทำให้บริษัทกำหนดราคาได้สูงกว่าและทำกำไรสูงกว่าคู่แข่งขัน
ข้อได้เปรียบทางการแข่งขันถูกสร้างโดยการใช้ทรัพยากรและทรัพยากรที่จะบรรลุโครงสร้างต้นทุนทุนต่ำกว่า หรือผลิตภัณฑ์ที่มีความแตกต่าง บริษัทวางตำแหน่งตัวเองภายในอุตสาหกรรมผ่านทางการเลือกต้นทุนต่ำหรือความแตกต่าง การตัดสินใจนี้เป็นส่วนประกอบที่สำคัญของข้อได้เปรียบทางการแข่งขันของบริษัท การตัดสินใจที่สำคัญอีกอย่างหนึ่งคือ บริ็ษัทมุ่งส่วนของตลาดเป้าหมายที่กว้างหรือแคบ ไมเคิล พอร์เตอร์ ได้สร้างตารางใช้การมุ่งข้อได้เปรียบทางต้นทุนหรือข้อได้เปรียบทางความแตกต่าง และการมุ่งส่วนของตลาดที่แคบหรือกว้าง ระบุทางเลือกกลยุทธ์การแข่งขันโดยทั่วไปคือ ความเป็นผู้นำทางต้นทุน การสร้างความแตกต่าง และการจำกัดขอบเขต
บริษัทสามารถดำเนินตามที่จะสร้างข้อได้เปรียบทางการแข่งขันที่ยั่งยืนได้พวกเขาสามารถสร้างคุณค่าโดยการทำลำดับของกิจกรรมที่ไมเคิล พอร์เตอร์ ระบุเป็นลูกโซ่คุณค่า ลูกโซ่คุณค่าเป็นเครื่องมือที่จะเเยกบริษัทเป็นกิจกรรมที่สำคัญ เพื่อที่จะระบุแหล่งที่มาของข้อได้เปรียบทางการแข่งขัน เพื่อการบรรลุข้อได้เปรียบทางการแข่งขัน บริษัทต้องกิจกรรมสร้างคุณค่าอย่างหนึ่งหรือมากกว่าภายในวิถีทางที่สร้างคุณค่ารวมมากกว่าคู่แข่งขันทำ คุณค่าที่เหนือกว่าได้ถูกสร้างผ่านทางต้นทุนที่ต่ำกว่าหรือความแตกต่างที่เหนือกว่าต่อลูกค้า
ุพลังห้าตัวของไมเคิล พอร์เตอร์ เป็นเครื่องมิออย่างหนึ่งเพื่อการวิเคราะห์สภาพแวดล้อมทางการแข่งขันของบริษัท การวิเคราะห์พลังห้าตัวสามารถใช้นำทางกลยุทธ์ทางธุรกิจที่จะเพิ่มข้อได้เปรียบทางการแข่งขัน
เรามีแหล่งที่มาของข้อได้เปรียบทางการแข่งขันที่เป็นไปได้หลายอย่าง ไมเคิล พอร์เตอร์ เสนอแนะว่าการปฎิบัติงานของบริษัทภายในสภาพแวดล้อมการแข่งขันขึ้นอยู่กับข้อได้เปรียบทางการแข่งขันที่เทียบเคียงไม่ได้ ยิ่งกว่านั้นบริษัทสามารถสร้างและรักษาข้อได้เปรียบทางการแข่งขันให้ยั่งยืนภายในทุกอุตสาหกรรม
ผู้เขียนได้ยืนยันต่อไปว่าคุณค่าที่บริษัทสร้างแก่ลูกค้าจะต้องสูงกว่าต้นทุนที่บริษัทใช้สร้างคุณค่านั้น ยิ่งกว่านั้นมันได้เสนอแนะว่าข้อได้เปรียบทางการแข่งขันของบริษัทจะเกิดขึ้นจากกิจกรรมสร้างคุณค่าเหล่านี้
ชาร์ล ฮิลล์ นักวิชาการ มหาวิทยาลัยวอชิงตัน และแกเรธ โจนส์ นักวิชาการมหาวิทยาลัยเท็กซัส เอ แอนด์ เอ็ม ได้ระบุรากฐานการสร้างคุณค่าสี่ตัวที่จะอธิบายแหล่งที่มาของได้เปรียบทางการแข่งขัน ภายในตำราของพวกเขา
Strategic Management รากฐานสี่ตัวของข้อได้เปรียบทางการแข่งขันของพวกเขาคือ ประสิทธิภาพที่เหนือกว่า คุณภาพที่เหนือกว่า นวัตกรรมที่เหนือกว่า และการตอบสนองลูกค้าที่เหนือกว่า
1 ประสิทธิภาพ
ประสิทธิภาพคือ ปัจจัยตัวหนึ่งที่สร้างข้อได้เปรียบทางการแข่งขัน การเพิ่มประสิทธิภาพจะทำให้ต้นทุนต่ำล และกลายเป็นข้อได้เปรียบทางต้นทุนต่ำลง
บริษัทเป็นเครื่องมืออย่างหนึ่งของการแปรสภาพปัจจัย เช่น วัตถุดิบ แรงงาน และที่ดิน ให้เป็นผลผลิต เช่น ผลิตภัณฑ์ หรือบริการ ดังนั้นเครื่องวัดประสิทธิภาพง่ายที่สุดคือ ผลผลิต/ปัจัย เรามีส่วนประกอบสำคัญที่สุดของประสิทธิภาพคือ ประสิทธิภาพของบุคคล เช่น เราอาจจะวัดจากผลผลิตต่อคนงาน และประสิทธิภาพของทุน เช่น เราอาจจะวัดจากการใช้กำลังผลิตของเครื่องจักร
2 คุณภาพ
คุณภาพคือปัจจัยตัวที่สองที่สร้างข้อได้เปรียบทางการแข่งขัน การผลิตผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพสูงกว่าจะทำให้บริษัทมีข้อได้เปรียบทางความแตกต่าง และกำหนดราคาได้สูงกว่าคู่แข่งขัน เช่น รถยนต์เล็กซัสของโตโยต้ามีคุณภาพสูงกว่าคู่แข่งขัน ไม่ว่าจะเป็นสมรรถนะ ความเชื่อถือได้ หรือสไตล์
3 นวัตกรรม
นวัตกรรมคือ ปัจจัยตัวที่สามที่สร้างข้อได้เปรียบทางการแข่งขัน การสร้างผลิตภัณฑ์ใหม่ออกสู่ตลาดจะทำให้บริษัทมีข้อได้เปรียบทางความแตกต่าง และกำหนดราคาได้สูง เนื่องจากไม่มีคู่แข่งขัน บางทีนวัตกรรมคือรากฐานที่สำคัญที่สุดของได้เปรียบทางการแข่งขัน ในระยะยาวแล้วการแข่งขันจะถูกผลักดันจากนวัตกรรม นวัตกรรมจะสร้างผลิตภัณฑ์ใหม่ที่ตอบสนองความต้องการของลูกค้าได้ดีขึ้น
4 การตอบสนองลูกค้า
การตอบสนองลูกค้าคือ ปัจจัยตัวที่สี่ที่สร้างข้อได้เปรียบทางการแข่งขัน การออกผลิตภัณฑ์ใหม่สู่ตลาดอย่างรวดเร็ว การจัดส่งที่รวดเร็ว หรือการบรืลูกค้าที่ดีกว่าคู่แข่งขัน จะทำให้บริษัทมีข้อได้เปรียบทางความแตกต่าง และกำหนดราคาได้สูงกว่า เช่น การจัดส่งพัสดุและเอกสารเพียงข้ามคืนของเฟดเอ็กซ์ความรวดเร็วจะเป็นปัญหาอย่างหนึ่งของบริษัทอเมริกันที่ได้เผชิญอยู่กับการแข่งขันจากบริษัทญี่ปุ่นภายในอุตสาหกรรมรถยนต์ เมื่อหลายปีที่ผ่านมาบริษัทญี่ปุ่นสามารถออกแบบและนำรถยนต์ใหม่ออกสู่ตลาดภายในสามปี แต่บริษัทอเมริกันต้องใช้เวลาห้าถึงแปดปี

การวางตำแหน่งทางกลยุทธ์สะท้อนการเลือกของบริษัทเกี่ยวกับประเภทชองคุณค่าที่จะสร้าง และคุณค่านั้นจะสร้างให้แตกต่างจากคู่แข่งขันอย่างไร การวางตำแหน่งทางกลยุทธ์ควรจะถ่ายทอดให้เป็นข้อได้เปรียบทางต้นทุนหรือความแตกต่าง
ข้อได้เปรียบทางต้นทุนและความแตกต่างได้ถูกระบุเป็นข้อได้เปรียบทางตำแหน่ง เนื่องจากมันได้แสดงตำแหน่งของบริษัทภายในอุตสาหกรรมเป็นผู้นำ
ภายในต้นทุนหรือความแตกต่าง บริษัทต้องใช้ทรัพยากรและความสามารถ
ที่จะสร้างข้อได้เปรียบทางการแข่งขัน ในที่สุดทำให้เกิดการสร้างคุณค่าที่เหนือกว่า
มันเป็นไปได้ที่จะเเข่งขันบนต้นทุนต่ำและความแตกต่างในขณะเดียวกัน บริษัทพยายามเป็นทุกสิ่งแก่ลูกค้าทุกคนสมามารถจบลงที่ตกอยู่ภายในตรงกลาง ข้อผิดพลาดทางกลยุทธ์ที่ไมเคิล พอร์เตอร์ เรียกว่า จูบแห่งความตาย
บริษัทต้องใช้ทรัพยากรและความสามารถสร้างความสามารถดีเด่น : ความสามารถแกน เพื่อที่จะบรรลุปัจจัยรากฐานสี่ตัวของข้อได้เปรียบทางการแข่งขันคือประสิทธิภาพที่เหนือกว่า คุณภาพที่เหนือกว่า นวัตกรรมที่เหนือกว่า และการตอบสนองลูกค้าที่เหนือกว่า การนำไปสู่ข้อได้ปรียบทางต้นทุนต่ำ หรือขัอได้เปรียบทางความแตกต่าง ข้อได้ปรียบทางการแข่งขันสองอย่างนี้จะทำให้บริษัทสร้างคุณค่าแก่ลูกค้าที่เหนือกว่าคู่แข่งขัน และการทำกำไรที่สูงกว่าในที่สุด
บริษัทมีข้อได้เปรียบทางการแข่งขัน เมื่อทำกำไรสูงกว่าคู่แข่งขันภายในอุตสาหกรรม และมีข้อได้เปรียบทางการแข่งขันที่ยั่งยืน เมื่อทำกำไรที่สูงกว่าอยู่นานหลายปี บริษัทจะทำกำไรได้สูงมากน้อยแค่ไหนขึ้นอยู่กัยปัจจัยสามตัวคือ การให้คุณค่าแก่ผลิตภัณฑ์ของลูกค้า ต้นทุนของการสร้างผลิตภัณฑ์ และการกำหนดราคาผลิตภัณฑ์ เราจะมีความแตกต่างที่สำคัญระหว่างคุณค่าและราคา คุณค่าคือบางสิ่งบางอย่างที่ลูกค้าให้กับผลิตภัณฑ์ คุณค่าขึ้นอยู่กับคุณภาพของผลิตภัณฑ์ เช่น สมรรถนะ รูปแบบ ความคงทน หรือการบริการ ลูกค้าย่อมจะให้คุณค่ากับรถยนต์หรูหราเล็กซัสของโตโยต้าสูงกว่ารถยนต์ประหยัดของเจ็นเนอรัล มอเตอร์ บริษัทที่สร้างคุณค่าได้สูงกว่าตามสายตาของลูกค้าแล้ว บริษัทจะมีทางเลือกกำหนดราคาได้มากขึ้น
การเพิ่มราคาให้สูงขึ้นที่จะสะท้อนคุณค่าที่สูง การลดราคาลงที่จะจูงใจได้ลูกค้ามากขึ้น แต่ไม่ว่าบริษัทจะกำหนดราคาอย่างไร บริษัทจะต้องกำหนดราคาต่ำกว่าคุณค่าเสมอ เนื่องจากการแข่งขัน ถ้าบริษัทไม่ได้เป็นผู้ผูกขาด
นักเศรฐศาสตร์มองว่าลูกค้าจะได้ส่วนเกินผู้บริโภค
บริษัทสามารถสร้างคุณค่าแก่ลูกค้าโดยใช้ข้อได้เปรียบทางการแข่งขัน อย่างน้อยที่สุดแม้ว่าจะไม่สูงกว่ามาตรฐานการแข่งขันระดับโลก คุณค่าจะถูกวัดโดยคุณภาพที่ลูกค้าเต็มใจจะจ่ายเงิน หลักฐานชี้ให้เห็นว่าลูกค้าจำนวนมากขึ้นจะรับรู้คุณค่าสูงขึ้นต่อตราสินค้าระดับโลก ไม่ใช่ระดับประเทศเท่านั้น ในที่สุดการสร้างคุณค่าจะเป็นแหล่งที่มาของการทำกำไรที่สูง บริษัทอาจจะสร้างคุณค่าโดยข้อได้เปรียบทางต้นทุนต่ำ หรือข้อได้เปรียบทางความแตกต่าง
V = คุณค่าต่อลูกค้า
P = ราคา
C = ตันทุนการผลิต
V-P = ส่วนเกินผู้บริโภค
P-C = กำไรขั้นต้น
V-C = คุนค่าที่สร้างขึ้นมา
เราจะมองเห็นได้ว่า คุณค่าของผลิตภัณฑ์ต่อลูกค้าคือตัว V การกำหนดราคาผลิตภัณฑ์ของบริษัทภายใต้การแข่งขันคือตัว P และต้นทุนการผลิตของผลิตภัณฑ์คือตัว C กำไรขั้นตันเท่ากัย P-C ส่วนเกินผู้บริโภคเท่ากับ V-P
บริษัทจะทำกำไรนานตราบเท่าที่ P > C และการทำกำไรจะยิ่งสูงขึ้นเมื่อ C ยิ่งต่ำลง ความแตกต่างระหว่าง P และ V ส่วนหนึ่งจะถูกกำหนดจากความรุนแรงทางการแข่งขันภายในอุตสาหกรรท ความรุนแรงทางการแข่งขันยิ่งน้อยลงเท่าไร ราคาที่ถูกกำหนดเทียบเคียงกับ V ยิ่งสูงขึ้นเท่านั้น
การสร้างคุณค่าของบริษัทจะถูกว้กจากความแตกต่างระหว่าง V และ C V-C บริษัทสามารถสร้างคุณค่าแก่ลูกค้าให้สูงขึ้นด้วยการลด C ให้ต่ำลง หรือการทำให้ V เพิ่มสูงขึ้น ด้วยการเพิ่มความดึงดูดของผลิตภัณฑ์มากขึ้น
ลูกค้าย่อมจะเต็มใจจ่ายราคาทีสูงขึ้น คำอธิบายเหล่านี้ได้เสนอแนะว่าบริษัทจะทำกำไรเพิ่มสูงขึ้นและมีข้อได้เปรียบทางการแข่งขัน ถ้าบริษัทได้สร้างคุณค่าแก่ลูกค้าสูงกว่าคู่แข่งขัน แนวคิดของการสร้างคุณค่าจะอยู่ที่หัวใจของข้อได้เปรียบทางการแข่งขัน บริษัทที่สร้างข้อได้เปรียบทางต้นทุนต่ำจะมุ่งที่การลด C และบริษัทที่สร้างข้อได้เปรียบทางความแตกต่างจะมุ่งที่การเพิ่ม V เพื่อที่จะเพิ่มคุณค่าต่อลูกค้าให้สูงขึ้น
รูปจะแสดงให้เห็นทางเลือกการกำหนดราคาของบริษัท
สมมุติว่าทางเลือกการกำหนดราคาปัจจุบันของบริษัทคือรูปตรงกลาง เมื่อบริษัทได้ใช้กลยุทธ์ของการเพิ่มคุณภาพของผลิตภัณฑ์จาก V เป็น V* เพื่อที่จะเพิ่มการทำกำไร การเพิ่มคุณค่าทำให้ต้นทุนการผลิตเพิ่มสูงขึ้น ในขณะนี้บริษัทจะมีทางเลือกของการกำหนดราคาสองทาง
ทางเลือกที่หนึ่งคือ การเพิ่มราคาสะท้อนคุณค่าที่เพิ่มขึ้น
บริษัทเพิ่มราคาสูงกว่าต้นทุนที่เพิ่มขึ้น ดังนั้นกำไรจะเพิ่มขึ้น ทางเลือกที่สองคือ บริษัทได้ลดราคาลง เพื่อที่จะเพิ่มยอดขายให้สูงขึ้น ลูกค้ารับรู้ว่าราคาต่ำกว่าคุณค่ามาก ส่วนเกินผู้บริโภคจะเพิ่มสูงขึ้้น ดังนั้นลูกค้าจะซื้อเพิ่มมากขึ้น อุปสงค์เพิ่มสูงขึ้น เมื่อยอดขายเพิ่มสูงขึ้นจากอุปสงค์ที่เพิ่มสูงขึ้น บริษัทจะมีความประหยัดจากขนาด ต้นทุนเฉลี่ยต่อหน่วยจะต่ำลง ดัวนั้นแม้ว่าราคาจะต่ำลง การสร้างคุณค่าทำให้ต้นทุนเพิ่มสูงขึ้น แต่ความประหยัดจากขนาดทำให้ต้นทุนเฉลี่ยต่อหน่วยต่ำลง จากยอดขายที่เพิ่มสูงขึ้น บริษัทจะทำกำไรเพิ่มมากขึ้น
เราจะพิจารณาอุตสาหกรรมรถยนต์ ตามการวิจัยของฮาเบอร์ แอนด์ เอสโซซิเอทส์ เมื่อ ค.ศ 2001 โตโยต้า มอร์เตอร์ทำกำไร 800 เหรียญ ต่อคันที่ผลิตภายในอเมริกา แต่เจ็นเนอรัล มอเตอร์ทำกำไร 176 เหรียญต่อคัน ความแตกต่างของการทำกำไรเกิดจากอะไร ประการแรกรถยนต์ของโตโยต้ามีคุณภาพสูง คุณภาพที่สูงย่อมจะถ่ายทอดให้เป็นคุณค่าที่สูง โตโยต้าจะกำหนดราคาได้สูงกว่าเจ็นเนอรัล มอเตอร์ 5 ถึง 10% ประการที่สองต้นทุนการผลิตของโตโยต้าต่ำกว่าเจ็นเนอรัล มอเตอร์ ประสิทธิภาพการผลิตของแรงงานจะสูงกว่า โรงงานโตโยต้า ณ อเมริกา ได้ใช้ชั่วโมงแรงงานเฉลี่ย 31.06 ต่อการผลิตรถยนต์หนึ่งคัน แต่โรงงานเจ็นเนอรัล มอเตอร์ได้ใช้ชั่วโมงแรงงานเฉลี่ย 40.52 ข้อได้เปรียบ 9.5 ชั่วโมงทำให้โตโยต้ามีตันทุนที่ต่ำกว่า
ดังนั้นเมื่อโตโยต้ามี V สูงกว่า P สูงกว่า และ C ต่ำกว่าเจ็นเนอรัล มอเตอร์
โตโยต้าย่อมจะทำกำไร สูงกว่าเจ็นเนอรัล มอเตอร์

Cr : รศ สมยศ นาวีการ

Facebook Comments

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *