INEWHORIZON

ขอบฟ้าใหม่

โฮวาร์ด แพทนั่ม ตำหรับเอสเอ็มเอซี ตอนที่2

ภายในหนังสือเล่มใหม่ Great by Chioce โดย จิม คอลลินส์ เขาจะครุ่นคิดกับคำถามนี้ เพื่อที่จะได้คำตอบทางประสบการณ์บางอย่าง เราได้ศึกษาผู้นำของบริษัทที่ได้เจริญเติบโตกลายเป็นยิ่งใหญ่ภายในอุตสาหกรรมที่ไม่แน่นอนสูงหรือแม้แต่สับสนวุ่นวาย อุตสาหกรรมเหล่านี้จะมีทั้ง ไบโอเทค เซมิคอน คอมพิวส่วน และสายการบิน ซีอีโอของบริษัทเหล่านี้ ได้เผชิญกับการลบล้างของเทคโนโลยี การถดถอยของอุตสาหกรรม สงครามราคา แต่พวกเขาได้นำบริษัทของุพวกเขาไปสู่ผลการดำเนินงานทางการเงินระยะยาวที่ยิ่งใหญ่ ประสบการณ์ของพวกเขาสามารถชี้นำผู้นำที่ต้องนำภายในโลกที่วุ่นวายปัจจุบันนี้ได้ ผู้นำเหล่านี้บางคนได้กลายเป็นตำนานไปแล้ว เช่น แอนดี้ โกรฟ แห่งอินเทล และเฮอรเบิรต คุณลักษณะของความเป็นผู้นำของพวกเขาคืออะไร น่าประหลาดใจ พวกเขาไม่ได้มีวิสัยทัศน์มากกว่า พวกเขาไม่ได้เด่นชัดต่อความสามารถที่จะมองอนาคต และโดยทั่วไปพวกเขาไม่ได้มีบารมีมากกว่า เราได้ค้นพบคุณลักษณะอย่างอืนสามอย่างคือ
1 การคลั่งไคล้ระเบียบวินัย
การคลั่งไคล้ระเบียบวินัยจะแสดงให้เห็นการกระทำที่สม่ำเสมอ ไม่ยอมรับแรงกดดันให้ทำตามด้วยวิถีทางที่ขัดแย้งกับค่านิยมขององค์การ มาตรฐานการปฏิบัติงาน และความทะเยอทะยานในระยะยาว การเดินทาง 20 ไมล์จะกำหนดทั้งขอบเขตล่างและขอบเขตบนของการเจริญเติบโตของบริษัท บริษัท 10X จะก้าวไปเหมือนเดิมอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าสภาวะจะเป็นอย่างไร พวกเขาจะกำหนดเป้าหมายภายในด้านอะไรก็ตาม : การขาย นวัตกรรม การเจริญเติบโต และบรรลุเป้าหมายเหล่านี้ทุกปีอย่างน้อยที่สุด 25 ปี โดยไม่มีข้อยกเว้น จิม คอลลินส์ จะเรียกวิธีการนี้ว่า การเดินทาง 20 ไมล์ การอ้างอิงเรื่องนักสำรวจขั้วโลกใต้ที่เดินทาง 20 ไมล์ทุกวัน ไม่ว่าสภาวะอากาศจะดีหรือไม่ดีแค่ไหน
ด้วยคำพูดอีกอย่างหนึ่ง เราไม่จำเป็นจะต้องรอให้สภาวะดีขึ้น และวางแผนชดเชยความสูญเสียทีหลัง ความผูกพันต่อการบรรลุผลลัพธ์ที่สม่ำเสมออย่างเดียวกันไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นก็ตาม
ระเบียบวินับสามารถหมายถึงหลายสิ่งหลายอย่าง การทำงานหนัก การทำ
ตามกฏ การเชื่อฟัง และอย่างอื่น ผู้นำภายในการศึกษาของเราจะแสดงระเบียบวินัยด้วยความสม่ำเสมอของการกระทำ – ความสม่ำเสมอกับค่านิยม เปีาหมายระยะยาว และมาตรฐานการปฏิบัติงาน ความสม่ำเสมอกับวิธีการ และความสม่ำเสมอกับเวลา
ระเบียบวินัยจะไม่ใช่อย่างเดียวกับการทำตามระเบียบ ระเบียบวินัยจะไม่ใช่อย่างเดียวกับการวัด ระเบียบวินัยจะไม่ใช่อย่างเดียวกับการเชื่อฟังอำนาจหน้าที่ ระเบียบวินัยที่แท้จริงตัองการความเป็นอิสระของจิตใจที่จะไม่ยอมรับแรงกดดันให้ทำตามวิถีทางที่ไม่สอดคล้องกับค่านิยม มาตรฐานการปฏิบัติงาน และความทะเยอทะยานระยะยาว
จิม คอลลินส์ ได้เปรียบเทียบการคลั่งไคล้ระเบียบวินัยกับการเดินทาง 20 ไมล์
เขาได้เล่าเรื่องทีมนักสำรวจสองทีมได้ทำอะไรภายในการเดินทางแข่งขันกันของพวกเขา
ไปยังขั้วโลกใต้เมื่อ ค.ศ 1911 ทีมนักสำรวจที่หนึ่งจะนำโดยโรอัลด์ อมุนด์เซน และทีมนักสำรวจที่สองจะนำโดยโรเบิรต สก็อต ดังนั้นเรื่องราวการเดินทางสำรวจ
นี้จะเกี่ยวพันกับการเดินทาง 20 ไมล์และประสิทธิภาพส่วนบุคคลอย่างไร
ภายใต้ถ้อยคำที่เรียบง่ายอย่างมาก โรอัลด์ อมุนด์เซนได้แสดงความคลั่งไคล้ระเบียบวินัย ในขณะที่โรเบิรต สก็อตจะแสดงความไมอดทนและความไม่สม่ำเสมอ
ทั้งสองทีมจะมีอุปกรณ ทักษะ และประสบการณ์เท่าเทียมกัน ทีมของโรอัลด์
อมุนด์เซน ได้ใชกลยุทธ์ของการเดินทาง 20 ไมล์ทุกวัน ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นก็ตาม ภายใต้สภาวะอากาศหริิอสถานการณอะไรก็ตาม พวกเขาจะเดินทาง 20 ไมล์ ในขณะที่ทีมของโรเบิรต สก็อตจะใช้กลยุทธของการใช้ข้อได้เปรียบที่อากาศดี
เดินทาง 40 ถึง 60 ไมล์ เมื่ออากาศไม่ดีพวกเขาจะใช้เป็นข้อได้เปรียบของพวกเขา และพักผ่อนอย่างอบอุนภายในเต้นท้ของพวกเขา ดังนั้นกลยทธ์ไหนที่บรรลความสำเรจ ทีมของโรอัลด์ มุนด์เซนเดินทางวันละ 20 ไมล์ ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นก็ตาม พวกเขาได้มาถึงขั้วโลกใต้เป็นครั้งแรกและกลับบ้านได้อย่างปลอดภับ ในขณะที่ทีมของโรเบิรต สก็อตได้ถูกพบการเสียชีวิตเมื่อฤดูใบไม้ผลิต่อมา
2 ความคิดสร้างสรรค์ทางประสบการณ์
ความคิดสร้างสรรค์ทงประสบการณ์จะต้องดูที่หลักฐานของการทดลองไม่ใช่บุคคลอื่น การใช้การสังเกตุโดยตรงและการทดลองทางปฏิบัติ และการสร้างรากฐานทางประสบการณ์ที่ลึกลงไปเพื่อการตัดสินใจและการกระทำ บริษัท 10X จะมองที่หลักฐานทางประสบการณ์ ไม่ใช่ภูิมิปัญญาสมัยเดิมระหว่างช่วงเวลาของความไม่แน่นอน ความคิดสร้างสรรค์จะเป็นธรรมชาติ เราทุกคนจะเป็นนักคิดที่สร้างสรรค์ แต่ระเบียบวินัยจะต้องถูกเรียนรู้และปฏิบัติ ความคิดสร้างสรรค์ทางประสบการณ์จะเป็นการผสมผสานกันของความคิดสร้างสรร์และระเบียบวินัย มันไม่ใช่ว่าบริษัท 10X จะมีความคิดสร้างสรรค์มากกว่า ความสำเร็จของพวกเขาจะเกิดขึ้นจากวิถีทางที่พวกเขาได้คิดสร้างสรรค์ จิม คอลลินส์ ได้พบว่าบริษัทไบโอเทค ที่บรรลุความสำเร็จสูงจะมีความคิดสร้างสรรค์น้อยกว่าบริษัทที่เปรียบเทียบ ถ้าเราจะวัดด้วยจำนวนของสิทธิบัตร
บริษัท 10X จะไม่มองที่ภูมิปัญญาสมัยเดิมกำหนดเส้นทางของพวกเขา
ระหว่างช่วงเวลาของความไม่แน่นอน หรือการมองดูที่บุคคลอื่นได้กระทำ
อะไร หรือผู้เชี่ยวชาญได้พูดว่าพวกเขาจะกระทำอะไร บริษัท 10X จะมองดู
ที่หลักฐานทางประสบการณ์เท่านั้น หลักฐานทางประสบการณ์จะได้รับจาก
การสังเกตุและการทดลอง ด้วยคำพูดอีกอย่างหนึ่ง เราจะต้องดูมัน หรือทำมัน
ที่จะเชื่อมัน พวกเขาจะสร้างการรุกคืบอย่างกล้าหาญและผูกพันความเสี่ยงภัยของพวกเขาพร้อมกัน “ยิงลูกกระสุน” ที่จะทดลองอะไรใช้การได้ และต่อจากนั้นบนพื้นฐานของหลักฐาน “ยิงกระสุนปืนใหญ่”
3 ความหวาดระแวงอย่างมีประสิทธิผล
ความหวาดระแวงอย่างมีประสิทธิผลจะเป็นความสามารถของการระมัดระวังอย่างมากต่อเหตุการณ์ที่ไม่ดีที่อาจจะเกิดขึ้น และสามารถทำลายบริษัทของเราได้ ต่อจากนั้นเราจะเปลี่ยนแปลงความกลัวให้เป็นการตระเตรียมและการ
กระทำที่ไม่สับสน เราไม่สามารถนั่งรอด้วยความกลัว เราจะต้องกระทำบางสิ่งบางอย่าง เฮอร์เบิรต เคลลีเฮอร์ ซีอีโอ ของเซ้าธ์เวสท์ แอร์ไลน์ ได้ยืนยันต่อการลดต้นทุนและการดำเนินงานอย่างคล่องตัวภายในช่วงเวลาที่ดีื ดังนั้นพวกเขาได้ตระเตรียมต่อพายุุครั้งต่อไปไม่ว่าจะจริงหรือไม่จริง
บิลล์ เกตส์ ได้สร้างบริษัทที่เจริญเติบโตแต่ไม่เคยหยุดดมกลิ่นธนบัตรดอลล่าร์เลย เขาจะมีความระมัดระวังสูงมากเกี่ยวกับอะไรจะโจมตีและทำลายไมโครซอฟท์ เขาได้กล่าวเมื่อ ค.ศ 1994 ว่า ความกลัวควรจะนำทางเรา ผมจะพิจารณาความล้มเหลวอยู่เป็นประจำ
เขาจะกังวลใจเกี่ยวกับไมโครซอฟท์ภายในวิถีทางที่ดี การสร้างเครื่องกันกระแทกต่อพลังทางลบที่มองไม่เห็น และสามารถกระทบทางลบต่อบริษัท
ของเขา
บริษัท 10X เข้าใจว่าพวกเขาจะมีการคุกคามและการเปลี่ยนแปลงภายในสภาพแวดล้อม พวกเขาจะรับรู้ความกลัวและความกังวลของพวกเขา และนำลงไปสู่การกระทำ พวกเขาจะวางแผนตามสถานการณ์ และรักษาจำนวนที่เผื่อเพื่อความปลอดภัยไว้มาก จิม คอลลินส์ ได้ชี้ว่าบริษัท 10X จะตระเตรียมเพื่อเหตุการณ์ “หงษ์ดำ” หมายถึงเหตุการณ์ที่ไม่คาดฝัน เนื่องจากบริษัท 10X ไม่สามารถคาดคะเนว่าเมื่อไรเหตุการณ์จะเกิดขึ้น พวกเขาชอบจะมีส่วนเผื่อความปลอดภัยไว้มากและทางเลือกหลายทางก่อนที่ “หงษ์ดำ” จะเกิดขึ้น
พวกเขาจะสร้างกันชนและเครื่องกันกระแทกเพื่อที่จะจัดการเหตุการณ์ที่ไม่ได้คาดหวัง
จิม คอลลิน ได้ใช้เรื่อราวจริงของการเดินทางปีนภูเขา ที่จะแสดงแนวคิดของความหวาดระแวงอย่างมีประสิทธิผล ทั้งสองทีมนักเดินทางได้พยายามจะปีนไปสู่เม้าท์ เอเวอรเรส เมื่อ ค.ศ1990 ทีมที่หนึ่งบรรลุความสำเร็จ แต่ทีมที่สองได้เสียชีวิต ผู้นำแบบความหวาดระแวงอย่่างมีิ ทำอะไร
1 พวกเขาจะสร้าสำรองเงินสดและกันชนที่จะเตรียมตัวต่อเหตการฟณที่ไม่ได้คาดหวังและโชคไม่ดีก่อนที่มันจะเกิดขึ้น
2 พวกเขาจะผูกพันต่อความเสี่ยงภัยสามประเภท ความเสี่ยงภัยของเส้นตาย ความเสี่ยงภัยที่ข้อมูลไม่สมดุล และความเสี่ยงภัยที่ควบคุมไม่ได้
3 พวกเขาจะปรับภาพที่อยู่ไกล ต่อจากนั้นปรับภาพให้ใกล้เข้ามา การยังคงระมัดระวังอย่างคลั่งไคล้อยู่ที่จะรับรู้สภาวะที่เปลี่ยนแปลงและตอบสนองอย่างอย่างมีประสิทธิภาพ
บริษัทยากที่จะสะสมเงินสดแต่จะใช้เงินสด ทำงานหนักที่จะหาประโยชนจากโอกาสใหม่ แต่กระนั้นบริษัท 10X ระมดระวังที่จะสร้างสำรองเงินสด และสร้างกันชนต่อสู้กับสภาพแวดล้อมทีไม่สามารถคาดคะเนไม่ได้ การสร้างสำรองเงินสดจะทำให้บริษัทต้านพายุทางการเงินได้ พวกเขาระมัดระวังที่จะเตรียมตัวต่อสิ่งที่เลวที่สุดก่อนที่มันจะเกิดขึ้น บริษัท 10X จะไม่รอให้พายุถล่ม พวกเขารู้ว่ามันกำลังจะมา พวกเขาเพียงแต่ไม่รู้ว่าเมื่อไร ดังนั้นพวกเขาจะตระเตรียมอย่างระมัดระวังและทำตามระเบียบวิธีเพื่อการมาถึงของมัน
เมื่อ ค.ศ 1991 เฮิรบ เคลลีเฮอร์ ของเซ้าธ์เวสท์ ได้ยึดหลักการนี้อย่างดีที่สุด เมื่อเขาได้อธิบายทำไมเซ้าธ์เวสท์ได้รักษางบดุลที่อนุรักษ์นิยมมาก ช่วงเวลาที่วุนวายจะเกิดขึ้น เฮิรบ เคลลีเฮอร์ได้เข้าใจและวางแผนเพื่อความวุนวายนี้ เขาไม่ได้ระบุความวุ่นวายจะดูคล้ายกับอะไร แต่เขาได้ตระเตรียมการตอบสนองต่อความวุนวาย คอลลินสงสัยว่าความสำเร็จของบริษัท 10X เนื่องจากความเต็มใจที่จะเสี่ยงภัยสูงหรือไม่ แต่กระนั้นการวิจััยของพวกเขาแสดงตรงกันข้าม ผู้นำของบริษัท 10X จะอนุรักษ์นิยมมากขึ้นต่อวิถีทางที่จะเสี่ยงภัยของพวกเขา พวก้ขาจะจำกัดการเจริญเติบโตภายในการเดินทาง 20 ไมล์ พวกเขาจะยิงลูกกระสุนก่อนการยิงกระสุนปืนใหญ่ พวเขาจะรอบคอบทางการเงิน การสร้างการเก็บซ่อนถังออกซิเจนเพิ่มเข้ามา
การปรับภาพที่อยู่ไกลและจากนั้นปรับภาพให้ใกล้เข้ามาจะช่วยเรามองเห็นความเสี่ยงภัย จิม คอลลินส์ ได้กล่าวถึงเกี่ยวกับนักปีนเขาเอเวอร์เรตจะต้องมองไปที่ขอบฟ้าอยู่เสมออย่างไร มองดูที่พายุที่ใกล้เข้ามาขัางล่างพวกเขา และประเมินสถานการณ์โดยทั่วไป และจากนั้นปรับภาพให้ใกล้เข้ามากับสถานการณ์โดยเฉพาะของพวกเขาและใช้การกระทำที่เหมาะสม
เราต้องการทักษะของความเป็นผู้นำสามอย่างเหล่านี้ภายในโลกของความไม่แน่นอน การคลั่งไคล้ระเบียบวินับจะรักษาให้เราอยู่บนลู่ ความคิดสร้างสรรค์ทางประสบการณ์จะรักษาเราให้มีชีวิตชีวา และความหวาดระแวงอย่างมีประสิทธิผลจะทำให้เรามีชีวิตอยู่

ภายในหนังสือ Great by Choice จิม คอลลินส์ ได้อธิบายแนวคิดที่สำคัญหลายอย่างจากการวิจัยของพวกเขา และแนวคิดหนึ่งจากแนวคิดเหล่านี้คือ การเดินทาง 20 ไมล์ เราจะต้องไม่เคยอวดดีภายในช่วงเวลาที่ดี และไม่เคยจะลำบากภายในช่วงเวลาที่ไม่ดี การเดินทาง 20 ไมล์ จะอ้างถึงเรื่องราวของ
ทีมนักผจญภัยสองทีม แข่งขันที่จะไปสู่ขั้วโลกใต้ เมื่อ ค.ศ 1911 ผู้นำของทีมสำรวจทั้งสองทีมคือ โรอัลด์ อมุนด์เซน และโรเบิรต สก็อต พวกเขาจะมีภูมิหลังและทักษะอย่างเดียวกัน และทั้งสองทีมนักสำรวจจะเผชิญกับสภาวะทางสิ่งแวดล้อมอย่างเดียวกันระหว่างการเดินทางของพวกเขา ทีมแรกจะมีแผน ทุกวันพวกเขาจะเดินทาง 20 ไมล์ ไม่มากหรือไม่น้อยกว่านี้ เพื่อที่จะรักษาพลังไว้ ทีมที่สองจะไม่มีแผน พวกเขาต้องการจะไปสู่จุดหมายปลายทางให้รวดเร็วที่สุด ดังนั้นพวกเขาจะเดินทางอย่างบ้าคลั่ง เรื่องราวได้จบลงด้วยทีมแรกได้ชัยชนะไปสู่ขั้วโลกใต้เป็นครั้งแรก และเดินทางกลับมาด้วยความปลอดภัยทุกคน ทีมที่สองได้พ่ายแพ้ไปถึงขั้วโลกใต้ได้ช้ากว่า และได้เสียชีวิตจากการเดินทางกลับทุกคน
บริษัท 10X จะมีความคลั่งใคล้ระเบียบวินัยของการเดินทาง 20 ไมล์ แทนที่จะเปลี่ยนแปลงเส้นทางอย่างต่อเนื่อง การก้าวไปข้างหน้าอย่างรุกราน และการรับเอาความเสี่ยงภัยที่สูง พวกเขาจะคิดถึงความเป็นได้อยู่เสมอที่เหตุการณ์จะกลายเป็นต่่อต้านพวกเขาได้ทุกเวลา
บริษัท 10X จะคิดถึงแผน และระมัดระวัง และติดอยู่กับแผนนั้น พวกเขาจะมุ่งไปสู่เป้าหมายระยะยาว ไม่ใช่การหันเหไปสู่สิ่งล่อใจระยะสั้น ความหวาดกลัว และสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลง พวกเขาจะไม่ตกใจภายในช่วงเวลาที่ไม่ดีื หรือพวกเขาจะไม่ขยายตัวอย่างมากภายในช่วงเวลาที่ดี
การเดินทาง 20 ไมล์ จะไม่เป็นเพียงแต่แนวคิด มันจะเกี่ยวกับการมีกลไกที่มีตัวตน ชัดเจน และมุ่งการปฏิบัติงานที่รักษาเราให้อยู่บนเส้นทาง การเดินทาง
20 ไมล์ จะสร้างความไม่สบายที่บังคับตัวเราเองสองประเภท : ความไม่สบายของความผูกพันอย่างแน่วแน่ต่อการปฏิบัติงานที่สูงภายในสภาวะที่ยากลำบาก
และความไม่สบายของการยับยั้งการปฏิบัติงานที่ไม่สูงเกินไปภายในสภาวะที่ดี
การเดินทาง 20 ไมล์ : มาตรฐานการปฏิบัติงานที่ระบุไว้อย่างชดเจนที่มีทั้งขอบเขตล่าง – ความทะเยอทะยานที่จะบรรลุเป้าหมาย และขอบเขตบน – การควบคุมตัวเองที่จะยับยั้งแม้ว่าจะบรรลุสูงกว่าเป้าหมายได้ง่าย
ตัวอย่างเช่น เซ้าธ์เวสท์ แอร์ไลน์ ได้กำหนดเป้าหมายที่จะสร้างวัฒนธรรมบริษัทที่แตกต่างออกไป และได้ทำกำไรอยู่ทุกปี แม้ว่าอุตสาหกรรมสายการบินโดยส่วนรวมจะขาดทุน เนื่องจากการถดถอยทางทางเศรษฐกิจ สายการบินอื่นต้องปลดบุคคลออกจากงาน และขาดแคลนเงินสดจำนวนมาก เซ้าธ์เวสท์ แอร์ไลน์ ได้บรรลุเป้าหมายของพวกเขาสามสิบปีติดต่อกันมาโดยไม่ต้องปลดบุคคลออกจากงานแม้แต่คนเดียว ดังที่จิม คอลลินส์ ได้อธิบายภายในหนังสือที่เกิดขึ้นจากการวิจัยบริษัท 10X ของพวกเขาชื่อ Great by Choice เซ้าธ์เวสท์ แอร์ไลน์ ได้ เจริญเติบโตอย่างระมัดระวังและมั่นคง
เซ้าธ์เวสท์ แอร์ไลน์ จะมีระเบียบวินัยของการยับยั้งภายในช่วงเวลาที่ดี พวกเขาจะไม่ขยายตัวเลยพ้นไปจากความสามารถที่จะรักษาการทำกำไรและวัฒนธรรมของเซ้าธ์เวสท์ พวกเขาจะไม่ขยายตัวออกไปภายนอกเท็กซัส จนกระทั่งเกือบแปดปี เซ้าธ์เวสท์ ได้ก้าวออกไปจากเท็กซัสด้วยขั้นตอนที่รอบคอบ เมี่อ ค.ศ 1996 มากกว่าหนึ่งร้อยเมืองได้ครึกโครมจากการบริการของเซ้าธ์เวสท์ และจำนวนสี่เมืองที่เซ้าธ์เวสท์ ได้เปิดบริการสายการบินภายในปีนั้น สี่เมืองเท่านั้น
จิม คอลลินส์ ได้เรียกชื่อบริษัท 10X ที่ใช้แนวทางอย่างระมัดระวังและมั่นคงว่า ” การเดินทาง 20 ไมล์ ” การเดินทาง 20 ไมล์ จะเป็นการเปรียบเทียบที่ถูกใช้อธิบายความแตกต่างของกลยุทธ์ระหว่างนักสำรวจ โรอัลด์ อมุนด์เซน และ โรเบิรต สก็อต ภายในความพยายามนำทีมของพวกเขา ไปสู่ขั้วโลกใต้เป็นครั้งแรก
จิม คอลลินส์ ได้เล่าเรื่องราวของการค้นพบขั้วโลกใต้ที่มีชื่อเสียง การแข่งขันระหว่างโรอัลด์ อมุนด์เซน นักสำรวจชาวนอร์เวย์ และโรเบิรต สก็อต นักสำรวจชาวอ้งกฤษ พวกเขาทั้งสองได้แข่งขันกันเป็นนักสำรวจคนแรกที่จะปักธงของประเทศของพวกเขา ณ ขั้วโลกใต้ มันจะเป็นการเดินทางที่น่าทึ่งของทั้งสองทีม พวกเขาต้องเผชิญกับการเดินทางไปและกลับมากกว่า 1,400 ไมล์ ภายในสิ่งแวดล้อมที่อุณหภูมิอาจจะลดลงถึง 20 ต่ำกว่าศูนย์ แม้แต่ระหว่างภายในช่วงเวลาของฤดูร้อน การจบลงด้วยชัยชนะของโรอัลด์ อมุนด์เซน และความเศร้าสลดจากการเสียชีวิตของโรเบิรต สก็อต
โรอัลด์ อมุนด์เซน ได้ตระเตรียมงานอย่างมาก เขาได้เรียนรู้เกี่ยวกับอากาศที่หนาวจัด เขาได้อยู่กับชาวเอสกิโมดูว่าพวกเขาจัดการกับความหนาวจัดอย่างไร เขาได้วิจัยการเดินทาง เขาได้ซ่อนวัสดุไว้มากกว่าที่เขาต้องการ เผื่อไว้บางสิ่งบางอย่างที่อาจจะเกิดขึ้นระหว่างทาง
โรเบิรต สก็อต จะตรงกันข้าม แทนที่จะใช้สุนัขลากเลื่อนเหมือนกับโรอัลด์ อมุนด์เซน ที่ได้เรียนรู้จากชาวเอสกิโม โรเบิรต สก็อต ได้ใช้รถลากเลื่อนที่ล้มเหลวภายในไม่กี่วันของช่วงการเดินทาง ภายใต้การไม่ได้ตระเตรียม ความไว้วางใจสัญชาติญาณของเขา เขาได้นำวัสดุเพื่อทีมสิบเจ็ดคนของเขา น้อยกว่าที่โรอ้ลด์ อมุนด์เซน ได้นำไปกับทีมห้าคนของเขา โรอัลด์ อมุนด์เซน ได้วางแผนเดินทาง 20 ไมล์ต่อวัน ถ้ามากกว่านี้เขาจะเสี่ยงภัยจากทีมสุนัขของเขาจะเหนื่อยเกินไป และถ้าน้อยกว่านี้เขาจะไม่สามารถบรรลุเป้าหมายของการเดินทางไปถึงขั้วโลกใต้ก่อนคริสต์มาสได้ เมื่อวันที่ 11 ธันวาคม ทีมของโรอัลด์ อมุนด์เซน ได้สร้างประวัติศาสตร์ด้วยการพิชิตขั้วโลกใต้ได้เป็นครั้งแรก ผ่านไป 45 วัน ทีมของโรเบิรต สก็อต ได้เดินทางมาถึง และมองเห็นภาพที่เจ็บปวดคือ ธงชาติของนอร์เวย์ได้ปักอยู่ก่อนแล้ว ทีมของโรอัลด์ อมุนด์เซน ได้เดินทางกลับมาที่ค่ายพักฐานได้อย่างปลอดภัย แต่ทีมของโรเบิรต สก็อตไม่มีใครรอดชีวิตกลับมาได้เลย พวกเขาได้เสียชีวิตระหว่างทางจากสภาพอากาศที่เลวร้าย
อะไรคือความแตกต่าง ทำไมทีมนักสำรวจของโรอัลด์ อมุนด์เซน บรรลุความสำเร็จ แต่ทีมของโรเบิรต สก็อต ล้มเหลว
นักสำรวจทั้งสองคนได้ใช้วิธีการที่แตกต่างกันมุ่งไปสู่เป้าหมายอย่างเดียวกัน โรอัลด์ อมุนด์เซน ได้ใช้วิธีการของการเดินทาง 20 ไมล์ ต่อวัน วางแผนทุกสิ่งทุกอย่าง ไม่ว่าสภาพอากาศจะเป็นอย่างไร หรือภูเขาจะสูงชันแคไหน ทีมของพวกเขาจะต้องเดินทางได้วันละ 20 ไมล์
โรเบิรต สก็อต ได้ใช้วิธีการของความบุ่มบ่าม การผลักดันทีมของพวกเขาให้เดินทางไปไกลและรวดเร็วภายใต้สภาพอากาศที่ดี และหยุดพักภายในค่ายภายใต้สภาวะอากาศที่ไม่ดี
ความแตกต่างจะอยู่ที่ทางเลือกที่เรียบง่ายของความเป็นผู้นำ โรอัลด์ อมุนด์เซนด์ เขาได้กำหนดเป้าหมายของการเดินทาง 20 ไมล์ ทุกวัน
ตลอดการเดินทาง โรอัลด์ อมุนด์เซน จะยึดมั่นกับระเบียบวินัยของความก้าวหน้าอย่างสม่ำเสมอ พวกเขาจะเดินทางวันละประมาณ 10 – 15 ไมล์ อยู่เสมอภายในวันที่อากาศที่ดี เมื่อสมาขิกของทีมโรอัลด์ อมุนด์เซน ได้เสนอแนะว่าพวกเขาสามารถเดินทางไปไกลขึ้นถึง 25 ไมล์ต่อวัน โรอัลด์ อมุนด์เซน ได้กล่าวว่า ไม่ พวกเขาจะต้องพักผ่อนและนอน เพื่อที่จะเสริมพลังของพวกเขาอย่างต่อเนื่อง
พวกเขาสามารถเดินทางได้วันละ 30 ไมล์ แต่โรอัลด์ อมุนด์เซน ต้องการจะเดินทางวันละ 15 – 20 ไมล์ อยู่เสมอ แม้ว่าภายใต้สภาวะอากาศที่เลวร้าย โรอัลด์ อมุนด์เซน ยังจะต้องออกเดินทางวันละ 15 – 20 ไมล์
ครั้งหนึ่งภายในการเดินทางของโรอัลด์ อมุนด์เซน ภายใน 45 วันจะถึงขั้วโลกใต้ ภายใต้สภาวะอากาศที่ดี ทีมของเขารับรู้ว่าพวกเขาสามารถได้ชัยชนะด้วยการผลักดันการฟันฝ่าอุปสรรคครั้งสุดท้าย ไปสู่จุดหมายปลายทางของพวกเขา พวกเขาจะไม่รู้ว่าทีมของโรเบิรต สก็อตอยู่ที่ไหน ดังนั้นพวกเขาได้กระตุ้นโรอัลด์ อมุนด์เซน ไปสู่ขั้วโลกใต้ภายในครั้งเดียวสุดท้ายด้วยการผลักดันการเดินทาง 45 ไมล์ อย่างไม่ลดละ แต่โรอัลด์ อมุนด์เซน ไม่ยินยอม เขาจะเดินทาง 17 ไมล์และหยุด การให้เหตุผลว่าถ้าพวกเขาได้ไปถึงขั้วโลกใต้ภายในการผลักดันอย่างยาวนานครั้งเดียว และต่อจากนั้นถ้าพายุใหญ่ที่ไม่ได้คาดหมายไว้ได้เกิดขึ้น พวกเขาจะหมดแรงและไม่สามารถเดินทางกลับได้
ตรงกันข้ามกับโรเบิรต สก็อต จะผลักดันทีมของเขาให้เดินทางไปไกลที่สุดจนอ่อนเพลีย เมื่อวันที่อากาศดีพวกเขาจะเดินทางไปให้ไกลที่สุด เพื่อที่จะชดเชยกับวันที่ไม่เดินทาง ผลตามมาคือพวกเขาจะเกิดความเหนื่อยล้าเกินไป ผลลัพธ์จะสร้างคำถามว่าทีมนักสำรวจสองทีมที่คล้ายคลึงกันอย่างมากจะอยู่ภายในสภาวะที่เหมือน ได้เผชิญกับผลลัพธ์ที่แตกต่างกันอย่างไร

จิม คอลลินส์ ได้อธิบายมิติที่สำคัญสามอย่างของการหวาดระแวงอย่างมีประสิทธิภาพ ภายใน Great to Choice ด้วยแนวคิดของการอยู่เหนือเส้นตาย เส้นตายคือจุดที่บุคคลส่วนใหญ่จะไม่รอดชีวีต เมื่อกำลังปีนไปสู่ยอดภูเขาสูง จิม คอลลินส์ ได้ใช้เรื่องราวการเดินทางของการปีนภูเขา เพื่อที่จะแสดงแนวคิดของความหวาดระแวงอย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งสองทีมนักเดินทางได้พยามจะปีนยอดเขาเอเวอเรสต์ เมื่อ ค.ศ 1966 ทีมนักเดินทางที่หนึ่งบรรลุความสำเร็จ และทีมนักเดินทางที่สองเสียชีวิต บริษัท 10X เข้าใจว่าพวกเขาไม่สามารถคาดคะนเหตุการณ์ในอนาตตได้อย่างสม่ำเสมอและเชื่อถือได้ ดังนั้นพวกเขาจะตระเตรียมล่วงหน้าเวลาตลอดเวลา อะไรที่พวกเขาไม่สามารถคาดคะเนได้ พวกเขาเชื่อว่าเหตุการณ์ที่เลวร้ายสามารถจะทำร้ายพวกเขาได้อย่างรวดเร็วและไม่ได้คาดหวังไว้ตลอดเวลา มันคือสิ่งที่เราจะต้องกระทำก่อนที่พายุจะถล่ม การตัดสินใจและระเบียบวินัย และเครื่องรับน้ำหนักจะพร้อมอยู่แล้ว การพิจารณาว่าบริษัทของเราจะดันไปข้างหน้า ล้าหลัง หรือตาย เมื่อพายุได้ถล่มบริษัท 10X จะสร้างเครื่องรับน้ำหนักและเครื่องป้องกันการกระเทือนเลยพ้นไปจากบรรทัดฐานที่บริษัทอื่นได้กระทำ พวกเขาได้สร้างเงินสดสำรองและเครื่องรับน้ำหนักตระเตรียมเพื่อเหตุการณที่ไม่ได้คาดหวังไว้และโชคไม่ดีก่อนที้พวกมันจะเกิดขึ้น บุคคลบางคนการกักตุนเงินสดจะเป็นการไม่รับผิดชอบต่อการพัฒนาทุน มุมมองที่ยึดถือภายในโลกที่แน่นอน แต่ไมใช่โลกที่คาดคะเนไม่ได้ ความน่าจะเป็นของเหตุณ์หงษ์ดำจะเกิดขึ้นเกือบ 100% เราจะเพียงแต่เป็นไม่ได้ที่จะคาดคะนว่าอะไรจะเกิดขึ้นหรื่อไรจะเกิดขึ้น
พวกเขาจะรับรู้ความเสี่ยภัยสามอย่าง ความเสี่ยงภัยทางเส้นตาย ความเสี่ยงภัยทางความไม่สมดุล และความเสี่ยงภัยทางการควบคุมไม่ได้
บริษัท 10X จะระมัดระวังอย่างมากว่าพวกเขาจะจัดการความเสี่ยภัยอย่างไร การให้ความสนใจแก่ความเสี่ยงภัยสามอย่าง ความเสี่ยงภายทางเส้นตาย ความเสี่ยงภัยที่สามารถจะฆ่าหรือทำลายบริษัทอย่างรุนแรง ความเสี่ยภัยทางความไม่สมดุล ความเสี่ยงภัยที่โอกาสของข้อเสียจะสูงกว่าข้อดี ความเสี่ยงภัยทางการควบคุมไม่ได้ ความเสี่ยงภัยที่ไม่สามารถควบคุมหรือจัดการได้ หลักฐานได้เสนอแนะการยิงลูกกระสุนปืนก่อนการยิงลูกกระสุนปืนใหญ่
จิม คอลลินส์ สงสัยว่าความสำเร็จของบริษัท 10 เนื่องจากความเต็มใจจะเสี่ยงภัยหรือไม่แต่พวกเขาได้ค้นพบตรงกันข้าม ผู้นำของบริษัท 10X จะอนุรักษ์นิยมต่อการจัดการความเสี่ยงภัย พวกเขาจะจำกัดการเจริญเติบโตด้วยการเดินทาง 20 ไมล์ พวกเขาจะยิงกระสุนปืนก่อนยิงกระสุนปืนใหญ่ ภายใต้ความเสี่ยงภัยสามอย่าง บริษัท 10X จะรับความเสี่ยงภัยน้อยกว่าบริษัทที่เปรียบเทียบของพวกเขา การมุ่งที่ความเสี่ยภัยเหล่านี้จะเป็นความสามารถของพวกเขาที่จะวิเคราะห์สภาพแวดล้อมและการใช้เวลาและพลังอย่างเหมาะสมต่อการบริหารสภาพแวดล้อม ระยะเวลาจะกระทบความเสี่ยงภัยด้วย บางครั้งการกระทำที่รวดเร็วเกินไปจะเพิ่มความเสี่ยงภัย บางครั้งการกระทำที่ช้าเกินไปจะเพิ่มความเสี่ยงภัย คำถามที่สำคัญคือ เวลามากน้อยแค่ไหนก่อนที่ข้อมูลความเสี่ยงภัยของเราจะเปลี่ยนแปลงบริษัท 10X จะใช้การย่อภาพและการขยายภาพ พวกเขาจะมีความสามารถทางเลนส์คู่ พวกเขาสามารถย่อภาพมองการเปลี่ยนแปลงภายในสภาพแวดล้อม และประเมินความเสี่ยงภัย และต่อจากนั้นพวกเขาสามารถจะขยายภาพ การมุ่งการดำเนินการแผนและเป้าหมาย
พวกเขาจะมุ่งที่เป้าหมายของพวกเขา และรับรู้การเปลี่ยนแปลงภายในสภาพแสดล้อมของพวกเขา พวกเขาจะผลักดันเพื่อการกระทำที่สมบูรณ์ และปรับตัวกับสภาวะที่เปลี่ยนแปงไป เมื่อพวกเขาได้รับรู้ถึงอันตราย พวกเขาจะย่อภาพ พิจารณาทันทีว่าการคุกคามจะใกล้เข้ามารวดเร็วแคไหน และจะต้องเปลี่ยนแปลงแผนหรื่อไม่ ต่อจากนั้นพวกเขาจะขยายภาพ การเปลี่ยนแปลงจุดมุ่งของทรัพยากรภายในการกระทำตามเป้าหมาย

แนวคิดของการนำเหนือเส้นตายภายในหนังสือ Great by Choice ของจิม
คอลลินส์ จะถูกแสดงให้เห็นจากตัวอย่างของผู้นำทีมของนักไต่เขาจากบริษัทท่องเที่ยวสองบริษัท ร็อบ ฮอลล์ จากแอดเวนเจอร์ คอนซัลแทนต์ และสก็อต ฟิชเชอร์ จากเมาน์เท่น แมดเนส และผู้นำทีมของนักไต่เขาจากกองถ่ายทำภาพยนตร์ไอแมกซ์ เดวิด เบเชียร์ส นักไต่เขาและนักถ่ายทำภาพยนตร์ เขาจะเป็นบุคคลแรกที่ได้ถ่ายทำภาพยนตร์ไอแมกซ์ ณ จุดสูงสุดของยอดเขาเอเวอเรสต์บุคคลหลายคนจะรู้เรื่องราวภัยพิบัติของยอดเขาเอเวอเรสต์ เมื่อ ค.ศ 1996 จากหนังสือ Into Thin Air ของจอน คราเคาเออร์ และ High Exposure ของเดวิด เบเชียร์ส เรื่องราวของการเดินทางไปสู่ยอดเขาเอเวอร์เรสต์ เรื่องราวนี้จะคล้ายคลึงกับการเดินทางไปขั้วโลกใต้ของโรอัลด์ อมุนด์เซน และโรเบิรต สก็อต จิม คอลลินส์ จะมีการเปรียบเทียบความแตกต่างของผู้นำของทีมนักไต่เขาสองทีม พวกเขาจะเดินทางไปยังภูเขาลูกเดียวกันและวันเดียวกัน ด้วยภาระของความรับผิดชอบและแรงกดดันทางธุรกิจทีมที่หนึ่งจะต้องนำลูกค้าไปสู่ยอดเขาด้วยค่าบริการที่สูง และทีมที่สองจะต้องทำโครงการถ่ายทำภาพยนตร์หลายล้านเหรียญให้สำเร็จร็อบ ฮอลล์ และสก็อต ฟิชเช่อร์ ได้นำทีมนักไต่เขาของพวกเขาออกเดินทางครั้งสุดท้ายไปสู่จุดสูงสุดของยอดเขาเอเวอเรสต์ พวกเขาได้ใช้เวลาสองเดือนที่ผ่านมาของการปีนยอดเขาเอเวอเรสต์ ด้วยการค่อยปรับตัวให้เคยชินกับสภาพอากาศที่หนาวจัดและอ็อกซิเจนที่เบาบางจนหายใจได้ยากลำบาก1996 Mount Everest Diaster จะเป็นโศกนาฏกรรมครั้งยิ่งใหญ่ของการปีนยอดเขาเอเวอเรสต์ที่ได้เกิดขึ้นระหว่างวันที่ 10-11 พฤษภาคม ค.ศ 1996 เมื่อนักปีนเขาแปดคนไ้ด้เสียชีวิตจากพายุหิมะบนยอดเขาเอเวอเรสต์ ระหว่างที่พวกเขาพยายามจะเดินทางลงจากจุดสูงสุด พายุหิมะร้ายแรงที่สุดของมวลมนุษยชาติที่ได้เกิดขึ้นบนยอดเขาเอเวอเรสต์ วันเดียวที่มีผู้เสียชีวิตมากที่สุดจากการปีนเขาเอเวอเรสต์ แต่กระนั้นเราจะมีผู้รอดชีวิตสองคนคือจอน คราเคาเออร์ และเบค วีเธอร์ พวกเขาได้เล่าเรื่องราวของภัยพิบัติครั้งนี้ด้วยการเขียนหนังสือ
บนยอดเขาเอเวอเรสต์จะมีบริเวณที่ถูกเรียกว่า แดนมรณะ ระดับความสูงมากกว่า 26,000 ฟุต จากระดับน้ำทะเล นักปีนเขาจำนวนมากได้เสียชีวิต ณ บริเวณนี้ และปัจจุบันศพของพวกเขาจะยังคงอยู่ที่นี่ เพื่อที่จะย้ำเตือนให้นักปีนเขาได้ตระหนักถึงภัยพิบัติที่คาดไม่ถึง อุปสรรคของการขึ้นไปสู่ยอดเขาเอเวอเรสต์จะมีหลายอย่าง นักไต่เขาจะต้องใช้เงินหลายล้านบาท และหลายเดือนภายในการเตรียมตัว นักปีนเขาจะต้องมีความอดทนต่อความยากลำบาก สิ่งสำคัญที่สุดคือพวกเขาจะต้องวางเดิมพันชีวิตร็อบ ฮอลล์ และสก็อต ฟิชเชอร์ จะอยู่กับลูกค้าของพวกเขา แต่พายุหิมะที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องทำให้บุคคลทุกคนเสี่ยงภัยกับความตายเมื่ออ็อกซิเจนค่อยหมดไป แม้ว่าเทคโนโลยีจะทำให้ร็อบ ฮอลล์ พูดกับภรรยาของเขาภายในนิวซีแลนด์ได้ด้วยโทรศัพท์ดาวเทียม แต่เราจะไม่มีอะไรเลยที่สามารถรักษาชีวิตนักไต่เขาแปดคนได้รวมทั้งร็อบ ฮอลล์ และสก็อต ฟิชเชอร์ที่ไม่สามารถเดินทางกลับมาที่ค่ายพักได้ตามมุมมองของจอน คราเคาเออร์ แล้ว ยอดเขาเอเวอเรสต์ จะแออัดภายในฤดูใบไม้ผลิด้วยนักเดินทางจากอเมริกา ไต้หวัน นิวซีแลนด์ อเมริกาใต้ เป็นต้น การกลายเป็นการค้าของเอเวอเรสต์ ได้สร้างการแข่งขันที่จะไปสู่ยอดเขาเอเวอเรสต์เพื่อการประชาสัมพันธ์ของทั้งแอดเวนเจอร์ คอนซัลแทนต์ และเมาน์เท่น แมดเนสจิม คอลลินส์ ได้เล่าเรื่องราวของเดวิด เบเชียร์ส ณ ตอนเช้าของวันที่ 8 พฤษภาคม ค.ศ 1996 ภายใต้การรับรู้สภาพอากาศที่ไม่ดี เดวิด เบเชียร์ส ได้มุ่งหน้าลงไปยังค่ายพัก เขาได้มองลงมาจากค่ายพัก ระยะ 24,500 ฟุต ไปที่
สโลปน้ำแข็งของยอดเขาเอเวอเรสต์ เขาได้ตระเตรียมนำกล้องไอเเมกซ์ไปยังจุดสูงสุด และพวกเขาจะเป็นทีมแรกที่ถ่ายภาพยนตร์จากจุดสูงสุด สิ่งที่เขาได้มองเห็นข้างล่าง 3,000 ฟุต ได้ทำให้เขาตื่นกลัว บุคคล 50 คนกำลังปีนป่ายข้ามธารน้ำแข็งมุ่งหน้าไปยังจุดสูงสุด พวกเขาได้ถูกนำโดยร็อบ ฮอลล์ และสก็อต ฟิสเชอร์ นักเดินทางที่มีประสบการณ์สูง เดวิด เบเชียร์ส ได้สงสัยว่า อะไรจะเกิดขึ้นถ้าทีมของเขาตัองช้าไปหนึ่งวันเนื่องจากลมพายุเฮอริเคน อะไรจะเกิดขึ้นถ้าการปีนป่ายของนักไต่เขาตามทัน พวกเขาเนื่องจากความล่าช้า อะไรจะเกิดขึ้นถ้ากลุ่มนักไต่เขาแออัดบนจุดสูงสุดเมื่อเขาได้พยายามถ่ายทำภาพยนตร์ อะไรจะเกิดขึ้นถ้ากลุ่มนักไต่เขา สุมรวมกันที่ ฮิลลารี สเต็ป ข้างล่างจุดสูงสุด นักไต่เขาจะต้องผ่านไปได้ทีละคนเท่านั้น อะไรจเกิดขึ้นถ้าเชือกและหลักที่เป็นเส้นทางอยู่ภายใต้แรงกดดัน อะไรจะเกิดขึ้นถ้าลมของกลางคืนหมายถึงอากาศที่ไม่ดีกำลังใกล้เข้ามา
อะไรจะเกิดขึ้นถ้าพายุซัดนักไต่เขาลงไปที่สโลป พวกเขาจะเป็นทีมการไต่เขาถ่ายทำภาพยนตร์ที่ดีที่สุดภายในโลก พวกเขาทุกคนต่างเห็นด้วยที่จะรักษาความปลอดภัยด้วยการมุ่งหน้ากลับไปที่ค่ายพักและรอให้ภูเขาชัดเจนมากขึ้นพวกเขาได้เริ่มต้นการเดินทางลงมา เมื่อพวกเขาได้เดินทางผ่านร็อบ ฮอลล์ และสก็อต ฟิชเชอร์ พวกเขาได้ร่วมความห่วงใยต่อสภาพอากาศและภูเขาที่แออัด บุคคลทั้งสองได้ยิ้ม โบกมือ และขึ้นไปบนภูเขา สิบห้าวันต่อมาที่เดวิด เบเชียร์ส ได้พบร็อบ ฮอลล์ ได้เสียชีวิต บนเส้นทางไปสู่จุดสูงสุดของยอดเขาเอเวอเรสต์จิม คอลลินส์ ได้ทำการเปรียบเทียบระหว่างทีมนักไต่เขาสองทีม พวกเขาได้แสดงพฤติกรรมแตกต่างกัน ทีมของเดวิด เบเชียร์ส บรรลุความสำเร็จ แต่ทีมของร็อบ ฮอลล์ ได้เสียชีวิต เนื่องจากร็อบ ฮอลล์ ได้ละเลยเวลาของการขึ้นลงของเขา ไม่ใช่เพียงนาทีแต่จะเป็นชั่วโมง ร็อบ ฮอลล์ จะนำออกซิเจนที่เพียงพอต่อการเดินทางครั้งเดียวถึงจุดสูงสุดเท่านั้น เขาจะไม่มีอ็อกซิเจนเผื่อเพื่อความล่าช้า แต่เดวิด เบเซียร์ส จะหวาดระแวงด้วยการตระเตรียมอย่างดี ผู้รอดชีวิตสองคนจากภัยพิบัติของยอดเขาเอเวอเรสต์ คือ จอน คราเคาเคอร์ และเบค เวเธอร์ ได้เขียนหนังสือเล่าเรื่องราวครั้งนี้คือ Into Thin Air ของจอน คราเคาเคอร์ และ Left For Dead ของเบค เวเธอร์ ได้กลายเป็นหนังสือขายดีที่สุดทั้งสองเล่ม ต่อมายูนิเวอร์แซล พิคเจอร์ ได้นำเรื่องราวของโศกนาฏกรรมยอดเขาเอเวอร์เรสต์ 1996 จากหนังสือสองเล่มนี้มาสร้างเป็นภาพยนตร์ชื่อ Everest สิทธิภาพยนตร์ของหนังสือ Into Thin Air ได้ถูกซื้อจากโซนี่เกือบจะทันทีภายหลังการตีพิมพ์หนังสือเล่มนี้

Cr : รศ สมยศ นาวีการ

Facebook Comments

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *