INEWHORIZON

ขอบฟ้าใหม่

ระวังความรุนแรงจะกลับมา

ระวังความรุนแรงจะกลับมา

 

รองศาสตราจารย์กิจบดี  ก้องเบญจภุช

 

หลังจากประเทศจีนปฏิวัติวัฒนธรรมสำเร็จเมื่อปี พ.ศ. 2492 ได้ประกาศว่าจะให้ประเทศต่าง ๆ ทั่วโลกเปลี่ยนแปลงการปกครองเป็นประเทศคอมมิวนิสต์ ด้วยการสนับสนุนช่วยเหลือจากจีน หลังจากนั้นก็เกิด สถานีวิทยุคลื่นที่กระจายเสียงเป็นภาษาไทยมาจากต่างประเทศ เพื่อปลุกระดมยุแหย่ให้ประชาชนคนไทยรวมตัวกันเพื่อโค่นล้มรัฐบาลและสถาบัน โดยอ้างว่ารัฐบาลไทยเป็นรัฐบาลศักดินา กดขี่และเอาเปรียบประชาชน ดังนั้น จะต้องร่วมมือร่วมใจขับไล่รัฐบาลศักดินา ผู้เขียนได้ยินได้ฟังมาตั้งแต่จำความได้ ประกอบกับในระยะเวลานั้น วิทยุเริ่มมีใช้กันบ้างแล้วในต่างจังหวัด การปลุกระดมทำให้คนไทยเกลียดชังรัฐบาล เกลียดชังสถาบัน เรื่องนี้เริ่มมาก่อนเปลี่ยนแปลงการปกครองเมื่อปี พ.ศ. 2475 และทวีความรุนแรงขึ้นตามลำดับ โดยอ้างความเท่าเทียมกัน ความเสมอภาคกัน และอ้างว่าฝ่ายที่ยุยงปลุกปั่นนั้นเป็น “ประชาธิปไตย” รัฐบาลไทยทุกยุคทุกสมัยถูกกล่าวหาว่าเป็นเผด็จการ หรือเป็นฝ่ายศักดินา ไม่เป็นประชาธิปไตย ซึ่งเป็นกลยุทธ์ของฝ่ายที่ไม่หวังดีต่อประเทศไทยใช้มาอย่างต่อเนื่อง

นอกจากวิทยุกระจายเสียงภาษาไทยที่มาจากต่างประเทศ เพื่อทำลายความมั่นคงของประเทศไทยแล้ว ยังชักชวนให้คนไทยบางกลุ่มไปอบรมวิธีการปลุกระดม เพื่อทำลายความสามัคคีของคนในชาติ และกลับมาทำการแทรกซึมเข้าไปในกลุ่มนักศึกษาประชาชน เพื่อยุแหย่ให้เกิดความเกลียดชังรัฐบาลและสถาบัน และกลุ่มบุคคลอีกกลุ่มหนึ่งได้รับการฝึกอาวุธเพื่อเข้ามาทำสงครามกองโจรกับฝ่ายรัฐบาลของไทย ใช้ยุทธวิธีป่าล้อมเมือง คือปลุกระดมประชาชนในชนบทให้เกลียดชังรัฐบาลและเข้าร่วมกับฝ่ายตน คนกลุ่มนี้รัฐบาล เรียกว่า “ผู้ก่อการร้ายคอมมิวนิสต์” ซึ่งในช่วงก่อนปี พ.ศ. 2508 เป็นเพียงการแทรกซึมเข้ามาในกลุ่มประชาชนที่อยู่ห่างไกล จนกระทั่งวันที่ 7 สิงหาคม พ.ศ. 2508 เป็นวันที่พรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยใช้อาวุธ เข้าโจมตีกองกำลังของฝ่ายรัฐบาลไทยเป็นครั้งแรก เรียกว่า “วันเสียงปืนแตก”

หากพูดถึงผู้ก่อการร้ายคอมมิวนิสต์ในสมัยนี้ ผู้ที่มีอายุต่ำกว่า 50 ปี อาจจะไม่เห็นภาพและคิดว่าเป็นเรื่องเหลวไหล ไม่มีอยู่จริง ซึ่งความจริงแล้วลักษณะของผู้ก่อการร้ายคอมมิวนิสต์ไม่ต่างไปจากเหตุการณ์สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ในปัจจุบัน หรืออาจจะมีความรุนแรงมากกว่า เพราะมีการใช้กองกำลังติดอาวุธต่อสู้กับทหารและฝ่ายบ้านเมืองของไทย มิใช่เรื่องที่รัฐบาลไทยสร้างเรื่องที่มีคนหนุ่มสาวในปัจจุบัน เรียกว่า เป็น “การล่าแม่มด” คือ กล่าวหาว่ารัฐบาลสร้างเรื่องเพื่อขจัดฝ่ายตรงข้าม ผู้เขียนอยากจะบอกให้ทราบว่าผู้ก่อการร้ายคอมมิวนิสต์นั้นมีอยู่จริง กลุ่มคนพวกนี้ได้รับการฝึกฝนจากต่างประเทศ ทั้งในด้านปลุกระดมและด้านการรบด้วย กองกำลังที่ใช้อาวุธ ก่อการร้ายมีอยู่ในเกือบทุกจังหวัดของประเทศ ที่หนักหน่วงและมีทหารเสียชีวิตจำนวนมาก คือ ที่เขาค้อ ที่ภูหินร่องกล้า ที่แถบเทือกเขาภูพาน และเทือกเขาในจังหวัดนครศรีธรรมราช และในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้เป็นกลุ่มโจรจีนคอมมิวนิสต์

ผู้เขียนตั้งใจเขียนบทความนี้ เพื่อยืนยันว่า “ผู้ก่อการร้ายคอมมิวนิสต์” มีจริง ร้ายแรงจริง เพื่อนทหารรุ่นเดียวกันกับผู้เขียน เป็นนาวิกโยธิน ได้เสียชีวิตในการสู้รบกับผู้ก่อการร้ายหลายคนในสมรภูมิต่าง ๆ ในสมัยนั้น

ความแตกแยกของคนไทยเกิดจากการปลุกระดม เกิดความเกลียดชังระหว่างคนไทยด้วยกันเอง โดยใช้คำพูดว่า “ประชาธิปไตย” ใส่ร้ายรัฐบาลว่าไม่เป็นประชาธิปไตย โดยเฉพาะรัฐบาลทหาร ถูกกล่าวหาว่าเป็นเผด็จการ อีกทั้ง ใส่ร้ายสถาบันทั้งทางตรงและทางอ้อม เป็นเช่นนี้ตลอดมา การปลุกระดมใช้องค์กรต่าง ๆ และอาจารย์มหาวิทยาลัยบางกลุ่ม อ้างเสรีภาพทางวิชาการ ปลุกระดม จนกระทั่งเกิดเหตุการณ์ 14 ตุลาคม พ.ศ. 2516 และ 6 ตุลาคม พ.ศ. 2519 เหตุการณ์ดังกล่าว มิใช่ชัยชนะของนักศึกษาประชาชน แต่เป็นชัยชนะของระบอบคอมมิวนิสต์ที่สามารถทำให้ประชาชนคนไทยทำร้ายกันได้สำเร็จ เพื่อจะนำไปสู่การปฏิวัติประชาชนล้มล้างรัฐบาลและสถาบัน

ความรุนแรงที่เกิดขึ้นในสังคมไทย ช่วงประมาณปี พ.ศ. 2495 ถึงปี พ.ศ. 2523 เกิดจากการปลุกระดมที่ใช้วิทยุคลื่นสั้น ภาคภาษาไทยที่ส่งมาจากต่างประเทศ และการปลุกระดมของผู้ก่อการร้ายคอมมิวนิสต์กับประชาชนที่อยู่ในชนบท ซึ่งกระบวนการปลุกระดมชวนเชื่อในสมัยนั้น กระทำได้ยาก เนื่องจากมีพระราชบัญญัติการกระทำอันเป็นคอมมิวนิสต์บังคับใช้อยู่ ส่วนสื่อวิทยุกระจายเสียงและโทรทัศน์เป็นของรัฐบาลทั้งหมด แต่การปลุกระดมในสมัยนั้นก็ได้ผลและทำให้เกิดความรุนแรงได้ไม่น้อย ทั้งเหตุการณ์ 14 ตุลาคม พ.ศ. 2516 และ 6 ตุลาคม พ.ศ. 2519

หลังจากเหตุการณ์ความรุนแรงปี พ.ศ. 2516 และปี พ.ศ. 2519 แล้ว สถานการณ์ต่าง ๆ ก็ดีขึ้นตามลำดับ จนกระทั่งเกิดเหตุการณ์พฤษภาคม พ.ศ. 2535 และเกิดการเรียกร้องให้เกิดการปฏิรูปทางการเมือง จนกระทั่งได้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2540 ที่เรียกว่าเป็นรัฐธรรมนูญที่มาจากประชาชนและเป็นประชาธิปไตย …เกิดวิทยุชุมชน หลังจากเกิดวิทยุชุมชนมีคนกลุ่มหนึ่งใช้วิทยุชุมชนเป็นเครื่องมือทางการเมือง ทำการปลุกระดมประชาชนให้เกลียดชังสถาบันทั้งทางตรงและทางอ้อม และคนกลุ่มหนึ่งที่เคยเป็นผู้ก่อการร้ายคอมมิวนิสต์ ได้ใช้แนวทางการปลุกระดมของคอมมิวนิสต์ คือทำให้เกิดความแตกแยกในหมู่ประชาชน จะเห็นว่าหลังจากปี พ.ศ. 2540 มีพรรคการเมืองบางพรรค ใช้วิทยุชุมชนเป็นเครื่องมือในการปลุกระดมให้เกิดความเกลียดชังสถาบัน ใช้คำว่า “ไพร่” กับคำว่า “อำมาตย์” จนเกิดเหตุการณ์รุนแรงขึ้นในปี พ.ศ. 2552 และ พ.ศ. 2553 มีผู้เสียชีวิตจำนวนมาก

ผู้เขียนลำดับเหตุการณ์ต่าง ๆ โดยสรุปเพียงเพื่อชี้ให้เห็นความแตกแยกในสังคมไทย เกิดจากคนไทยด้วยกันเอง ที่ทำการปลุกปั่นให้เกิดความแตกแยกและเกิดความรุนแรงขึ้นตามลำดับ ตามพัฒนาการของสื่อ

ในปัจจุบันสื่อต่าง ๆ พัฒนาการไปไกลกว่า เมื่อปี พ.ศ. 2552 ถึง พ.ศ. 2553 อย่างมาก ยากที่จะควบคุม และความแตกแยกทางความคิด ที่ได้ถูกปลุกปั่นมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2540 ยังคงฝังรากลึกในสังคมไทย ที่ยากจะแก้ไข และเป็นการแบ่งฝ่ายกันอย่างชัดเจนโดยฝ่ายหนึ่งอ้างว่าฝ่ายตนเป็น “ประชาธิปไตย” ส่วนผู้ที่มิได้อยู่ฝ่ายตน คือ “ฝ่ายที่ไม่เป็นประชาธิปไตย” ซึ่งเยาวชนและคนที่เติบโตมาหลังปี พ.ศ. 2523 จะมีความคิดและความรู้สึกว่าประเทศไทยไม่เป็นประชาธิปไตยจริง ดังที่เห็นอยู่ในสื่อต่าง ๆ และผลการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 24 มีนาคม พ.ศ. 2562 ก็เป็นตัวบ่งชี้ได้เป็นอย่างดี ถึงแม้นายกรัฐมนตรี พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา จะมีความตั้งใจจริง มีความซื่อสัตย์สุจริต และได้รับการสนับสนุนให้เป็นนายกรัฐมนตรีต่อไป ก็ยากที่จะเป็นรัฐบาลได้อย่างสงบ และยั่งยืน ด้วยเหตุผลหลายประการ เช่น รูปแบบของการได้มาของอำนาจ จะถูกนำมาเป็นข้ออ้างว่าเป็นรัฐบาลสืบทอดอำนาจ ไม่เป็นประชาธิปไตย อีกทั้งเสียงสนับสนุนในสภามีจำนวนไม่มากพอที่จะสนับสนุนรัฐบาลได้อย่างมั่นคง มีพรรคการเมืองร่วมรัฐบาลหลายพรรค แย่งชิงผลประโยชน์กัน ไม่ต่างจากรัฐบาลของหม่อมราชวงศ์คึกฤทธิ์ ปราโมช เมื่อปี พ.ศ. 2518 ถึง พ.ศ. 2519 เป็นรัฐบาลได้ไม่ถึงปี ต้องประกาศยุบสภา แม้ในสมัยนั้นสื่อยังไม่ก้าวหน้าเท่าปัจจุบัน ซึ่งสื่อในปัจจุบันสามารถเข้าถึงกลุ่มประชาชนได้ทุกระดับ และการปลุกระดมให้เกิดความเกลียดชังรัฐบาล ใส่ร้ายรัฐบาล กระทำได้อย่างกว้างขวางและควบคุมได้ยาก เพราะสามารถผลิตสื่อ ส่งตรงจากต่างประเทศเข้าถึงประชาชนได้โดยตรง ยากที่จะควบคุมและดำเนินการทางกฎหมายได้

ดังนั้น รัฐบาลใหม่ของพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา มีจุดอ่อนให้ถูกโจมตีใส่ร้ายจากฝ่ายตรงข้ามได้หลายจุด ดังที่กล่าวมาแล้ว ฝ่ายที่เรียกตัวเองว่า “ฝ่ายประชาธิปไตย” สามารถดำเนินการทางรัฐสภา ควบคู่ไปกับการปลุกปั่นประชาชนด้วยสื่อยุคใหม่ ประกอบกับแนวร่วมที่อยู่ในต่างประเทศฝ่ายตรงข้ามกับรัฐบาล และรัฐบาลของต่างประเทศฝ่ายที่หวังประโยชน์จากการเข้าแทรกแซงประเทศไทย สนับสนุนฝ่ายตรงข้ามกับรัฐบาลทั้งทางลับและทางแจ้ง อาจจะทำให้เกิดความรุนแรงขึ้นได้อีกครั้งในประเทศไทย น่าเป็นห่วงครับ “ระวังความรุนแรงจะกลับมา” อย่าประมาทนะครับ ท่านนายกรัฐมนตรีประยุทธ์ จันทร์โอชา

———————————————————————

Facebook Comments

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *