INEWHORIZON

ขอบฟ้าใหม่

สหรัฐ-อิหร่านกับสภาพเขาควายแห่งความขัดแย้ง ตอนที่1

สหรัฐ-อิหร่านกับสภาพเขาควายแห่งความขัดแย้ง ตอนที่1
จรัญ มะลูลีม

ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐและฝ่ายบริหารของเขาได้ประกาศมาตั้งแต่ต้นเดือนพฤษภาคมปี 2019 มาแล้วว่าสหรัฐได้ส่งเรือบรรทุกเครื่องบินพร้อมระเบิดB52 และขีปนาวุธแพทริออท (Patriot) ไปยังอ่าวเปอร์เซีย การกระทำดังกล่าวถือเป็นการจุดไฟเพื่อก่อให้เกิดสงครามทำลายล้างในภูมิภาคขึ้นมาอีกครั้ง

ทั้งนี้สหรัฐมีการสับเปลี่ยนเรือบรรทุกเครื่องบินเพื่อเข้าไปในอ่าวเปอร์เซีย  ที่สหรัฐมีฐานทัพอยู่หลายแห่งรายรอบอิหร่านมาโดยตลอด

ที่ปรึกษาฝ่ายความมั่นคง (National Security) ของทรัมป์ จอห์น โบลตัน (John Bolton)  ซึ่งจัดอยู่ในกลุ่มผู้สนับสนุนอิสราเอล (Israeli lobby) คนสำคัญ รวมทั้งกลุ่มต่อต้านอิหร่านอย่างเช่นกลุ่มมุญาฮิดีนีคัลด์ (MEK) กล่าวว่า พัฒนาการในการเข้ามาของเรือบรรทุกเครื่องบินของสหรัฐเป็นสารที่ถูกต้องที่ส่งเข้ามาถึงอิหร่าน

แถลงข่าวที่มาจากสำนักงานที่ปรึกษาฝ่ายความมั่นคงกล่าวว่าการตัดสินใจส่งกองกำลังทางทหารเข้าไปในอ่าวเปอร์เซียเป็นการขานรับปัญหาที่กำลังเกิดขึ้นและกำลังขยายตัว    ทั้งนี้ฝ่ายบริหารของทรัมป์ปฏิเสธที่จะบอกว่าอะไรคือการคุกคามที่มาจากอิหร่าน

ข้อกล่าวหาที่ว่าอิหร่านพยายามก่อวินาศกรรมเรือบรรทุกน้ำมันของซาอุดีอาระเบียและ UAE ในสัปดาห์ที่สามของเดือนพฤษภาคมที่นอกฝั่ง UAE ก็เป็นหนึ่งในข้อกล่าวอ้างของรัฐมนตรีฝ่ายนิยมสงครามของทรัมป์  ทั้งๆ ที่ยังไม่สามารถพิสูจน์อะไรได้  กระนั้นโบลตันก็เร่งรีบที่จะเอามาเป็นข้ออ้างในการหาความผิดให้อิหร่านเพื่อเข้าโจมตีอิหร่านในที่สุด

จากเหตุการณ์ข้างต้นนักวิจารณ์จำนวนหนึ่งได้เชิญชวนให้ย้อนรำลึกถึง  เหตุการณ์ที่เคยเกิดขึ้นมาแล้วในอ่าวตังเกี๋ย (Gulf of Tonkin like incident) ที่สหรัฐสร้างขึ้นเพื่อโจมตีเวียดนาม

ที่ผ่านมาฝ่ายบริหารของทรัมป์ได้กล่าวถึงการคุกคามที่มีต่อซาอุดีอาระเบียและ UAE ที่มาจากอิหร่าน  และจบลงด้วยการขายอาวุธนับล้านเหรียญสหรัฐ  และส่งอาวุธมากขึ้นไปยังสองประเทศนี้

ที่น่าสนใจก็คือหลังจากเข้ารับตำแหน่งประธานาธิบดีทรัมป์กล่าวว่าจะไม่มีสงครามระหว่างประเทศอีกต่อไป  และตัวเขาเองจะเลิกเส้นทางการโค่นล้มรัฐบาลต่างชาติลงเสีย

เขาเรียกร้องให้ยกเลิกวงจรการทำลายล้างที่นำไปสู่ความอลหม่านวุ่นวายซึ่งเป็นลักษณะของสองรัฐบาลสหรัฐที่มีมาก่อนหน้าการขึ้นสู่อำนาจของเขา

แต่ทุกวันนี้ที่ปรึกษาของเขาต่างก็มีหนทางของพวกเขาเองที่จะนำเสนอต่อทรัมป์  เจ้าหน้าที่อาวุโสของทรัมป์ได้กล่าวซ้ำแล้วซ้ำเล่าว่า ข้อเลือกในการทำสงครามกับอิหร่านได้วางอยู่บนโต๊ะแล้ว

ในกรณีของเวเนซุเอลา ปฏิบัติการล่าสุดของทรัมป์ก็เป็นการส่งสารออกไปในทำนองเดียวกันกับกรณีของอิหร่าน

หนึ่งในทวีตอันเผ็ดร้อนของเขาทรัมป์ข่มขู่ที่จะทำลายล้างอิหร่าน  หากว่าอิหร่านกล้าที่จะท้าทายสหรัฐ

เขาได้ทวีตในเดือนกรกฏาคมปีที่แล้ว (2018)  ว่าหากอิหร่านต้องการจะสู้ก็จะเป็นการสิ้นสลายของอิหร่านอย่างเป็นทางการ และขออย่าได้ข่มขู่สหรัฐอีก ทรัมป์เตือนอิหร่านด้วยทวีตเตอร์ตัวพิมพ์ใหญ่ที่มีใจความว่า อิหร่านจะเผชิญกับผลที่ตามมา   ซึ่งจะเหมือนกับประวัติศาสตร์ที่ผ่านมาบางช่วงที่ได้เคยประสบพบเจอกันมาก่อนหน้านี้แล้ว

ญาวาด ซารีฟ (Jawad Zarif) รัฐมนตรีต่างประเทศของอิหร่านตอบกลับทรัมป์ประธานาธิบดีของสหรัฐว่าอย่าได้ข่มขู่อิหร่านด้วยสุ่มเสียงของการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์เลย ขออย่าได้ข่มขู่อิหร่านและให้เกียรติกันหน่อย จะทำงานได้มากกว่า

ในสัปดาห์ที่สามของเดือนพฤษภาคม (ปี 2019) ทรัมป์ประกาศส่งทหารไปยังอ่าวเปอร์เซียอีก 1,500 นาย โบลตันและรัฐมนตรีต่างประเทศไมค์ ปอมปิโอ (Mike Pompeo) ได้ขอให้ทรัมป์ส่งทหารเพิ่มขึ้นไปอีก

ก่อนหน้านี้ได้มีแถลงการณ์จากสำนักงานที่ปรึกษาฝ่ายความมั่นคงในสัปดาห์แรกของเดือนพฤษภาคมเช่นกันที่กล่าวว่าการโจมตีใดๆ ต่อกองกำลังของสหรัฐหรือพันธมิตรของสหรัฐในภูมิภาค  จะถูกตอบโต้จากกองกำลังที่ไม่อาจหยุดยั้งได้

ที่ผ่านมาโบลตันได้เสนอให้มีการเปลี่ยนรัฐบาลในอิหร่านซึ่งครองอำนาจมาตั้งแต่มีการปฏิวัติอิสลามในปี 1979 เริ่มต้นด้วยการประกาศให้กองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลามของอิหร่าน (Iran’s Islamic Revolutionary Guards Corps หรือ IRGCE) เป็นกลุ่มก้อนของผู้ก่อการร้ายในเดือนเมษายน (2019) ที่ผ่านมา

ก่อนการประกาศให้กองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลามเป็นกลุ่มก่อการร้ายได้มีข่าวที่ไม่สามารถยืนยันปรากฏขึ้นในอิสราเอลและสื่อของสหรัฐว่าจะมีการวางแผนก่อการร้ายจากผู้ทำสงครามตัวแทนให้อิหร่านเพื่อทำลายผลประโยชน์ทางทหารของสหรัฐในภูมิภาค

ส่วนใหญ่แล้วการกุเรื่องที่เกี่ยวกับข้อกล่าวหาว่ามีการต่อต้านผลประโยชน์ของสหรัฐในภูมิภาคนั้นจะมาจากฝ่ายข่าวกรองของอิสราเอลอยู่เสมอ

เบญจามิน เนทันยาฮู (Benjamin Netanyahu) ผู้นำอิสราเอลมีความภาคภูมิใจในเครดิตที่เขาได้รับในการเชิญชวนทรัมป์ให้ล้มเลิกข้อตกลงนิวเคลียร์สหรัฐ-อิหร่านลงได้

การตัดสินใจยกเลิกการโจมตีทางอากาศต่ออิหร่านของทรัมป์  หลังจากอิหร่านยิงเครื่องบินไร้คนขับหรือโดรนของสหรัฐตกใกล้กับช่องแคบฮอร์มูซ (Hormuz) นับเป็นช่วงขณะของการยับยั้งชั่งใจท่ามกลางความตึงเครียดที่ขยายตัวออกไประหว่างสองประเทศ

เหตุผลแบบนักบุญเบื้องหลังการยกเลิกการโจมตี  ตามความเห็นของทรัมป์ก็คือเขาไม่ต้องการเห็นการเสียชีวิตของชาวอิหร่าน  เนื่องจากไม่เคยมีชาวอเมริกันคนใดได้รับบาดเจ็บจากอิหร่านมาก่อน ซึ่งหลายคนคงแปลกใจที่อยู่ๆ ทรัมป์ซึ่งได้ชื่อว่าขาดความเมตตาต่อผู้ลี้ภัยและชาวมุสลิมจากบางประเทศได้กลายเป็นนักบุญขึ้นมาโดยกระทันหัน

เป็นที่แน่นอนว่าการทำสงครามกับอิหร่านย่อมหนีไม่พ้นสงครามยืดเยื้อและการทำลายล้างที่จะตามมา  กล่าวกันว่าอิหร่านนั้นมีขีปนาวุธชั้นนำและมีอาษาสมัครที่สามารถทำสงครามตัวแทนได้อย่างยาวนานและมีกองเรือที่เคลื่อนที่ได้อย่างรวดเร็ว

นอกจากนี้ช่องแคบฮอร์มูซ (Strait of Hormuz) ก็เป็นพื้นที่ที่หนึ่งในสามของน้ำมันโลกได้ส่งผ่านเข้ามาและอยู่ในอาณาบริเวณของอิหร่าน

ทรัมป์ไม่ต้องการจะเสี่ยงจนกว่าจะมีการปลุกเร้าจากอิหร่านที่มุ่งหมายชีวิตชาวอเมริกัน ซึ่งแนวคิดของทรัมป์นั้นย่อมดีกว่าความคิดของจอห์น โบลตัน (John Bolton) ที่ปรึกษาด้านความมั่นคงของเขาซึ่งพยายามครั้งแล้วครั้งเล่าที่จะก่อสงครามกับอิหร่าน

สิ่งที่ทรัมป์มองข้ามไปก็คือความตึงเครียดในเวลานี้เป็นผลมาจากกุศโลบาย “แรงกดดันสูงสุด” (Maximum pressure)  ของเขาที่มีต่ออิหร่านนั่นเอง

ทรัมป์ดึงเอาสหรัฐออกมาจากข้อตกลงนิวเคลียร์  ซึ่งอิหร่านปฏิบัติตามข้อตกลงทุกข้อ  การออกมาจากข้อตกลงนิวเคลียร์ของสหรัฐที่ประเทศมหาอำนาจของโลกให้การยอมรับเป็นที่รับรู้กันโดยทั่วไป

แผนของเขาคือการบีบคั้นทางเศรษฐกิจต่ออิหร่านและบังคับอิหร่านให้กลับเข้าสู่โต๊ะเจรจาในประเด็นนิวเคลียร์อีกครั้ง  รวมทั้งหยุดยั้งโครงการว่าด้วยขีปนาวุธของอิหร่านและการเคลื่อนไหวทางการเมืองและการทหารของอิหร่านในภูมิภาค

อีกหนึ่งปีต่อมาสหรัฐกับอิหร่านก็ตกอยู่ในภาวะใกล้จะมีสงครามต่อกัน

กระบวนการใช้แรงกดดันจนถึงขีดสุดของทรัมป์จะขับเคลื่อนผ่านการแซงค์ชั่นทางเศรษฐกิจมากกว่าจะคำนึงถึงศักยภาพทางทหารของอิหร่าน

ในอีกทางหนึ่งดูเหมือนว่าอิหร่านก็พร้อมที่จะเสี่ยงอย่างจำกัด  อย่างปฏิบัติการที่อิหร่านขู่ว่าจะเพิ่มปริมาณยูเรเนียมให้มากขึ้นในโครงการนิวเคลียร์ของอิหร่าน  การยิงโดรนของสหรัฐที่มีราคาแพงตกแสดงให้เห็นศักยภาพทางการทหารของอิหร่านได้ในระดับหนึ่ง

ผลที่ตามมาและแลเห็นได้ก็คือแรงกดดันจนถึงขีดสุดของทรัมป์ไม่ได้นำเอาผลลัพธ์ที่ทรัมป์คาดหมายเอาไว้มาให้แต่อย่างใด

สองประเทศกำลังเข้าใกล้สงครามที่ทั้งสองประเทศไม่ต้องการ  นี่คือสภาวะเขาควายซึ่งเตือนให้เห็นถึงความผิดพลาดของนโยบายที่มีมาก่อนหน้านี้ของสหรัฐได้เป็นอย่างดี

มีผู้วิจารณ์ว่าการตัดสินใจยกเลิกการโจมตีอิหร่านของทรัมป์อาจเป็นการยืนยันกับอิหร่านว่าจุดมุ่งหมายของเขาคือการพูดคุย มิใช่ความขัดแย้งและอาจจะตามมาด้วยการสานต่อความสัมพันธ์ทางการทูตขึ้นมาใหม่

ทั้งนี้หากทรัมป์ยังคงใช้กุศโลบายการกดดันต่อไป  ความตึงเครียดก็จะพุ่งสูงขึ้น  ช่องแคบฮอร์มูซก็จะตกอยู่ในอันตราย  และการปลุกเร้าไม่ว่าจากฝ่ายใด  หลังมีเหตุการณ์ใดๆ เกิดขึ้นก็อาจนำไปสู่การปะทะและการต่อสู้ที่จะกลายเป็นการเคลื่อนเข้าสู่อันตรายอย่างแท้จริง

สหรัฐลืมไปแล้วว่านักต่อสู้ชีอะฮ์มีบทบาทสำคัญในทางการทหารจนสามารถเอาชนะกองกำลังไอเอส (Islaimc State) หรือดาอิชห์ (Daesh) ในภูมิภาคมาแล้ว

จำนวนมากของนักต่อสู้เหล่านี้มีความใกล้ชิดและผูกพันกับอิหร่านและเป็นผู้ที่ต่อสู้เคียงบ่าเคียงไหล่กับอิหร่านเพื่อกวาดล้างขบวนการไอเอสออกไปจากแผ่นดินอิรัก

ทรัมป์ประกาศชัยชนะเหนือไอเอสก่อนที่จะประกาศถอนทหารออกจากซีเรีย  อย่างไรก็ตามที่ปรึกษาสายเหยี่ยวนำโดยโบลตันและปอมปิโอ  กลับทำให้ทรัมป์ตัดสินใจไปในทางตรงกันข้ามและคงทหารเอาไว้ในซีเรียต่อไป   สหรัฐอ้างว่าการคงทหารเอาไว้ในซีเรียมีความมุ่งหมายสำคัญอยู่ที่การลด  อิทธิพลของอิหร่านในพื้นที่

ฝ่ายบริหารของทรัมป์ถือว่ากองกำลังฮามาส (Hamas) เป็นตัวแทนของอิหร่าน  ในขณะที่อิหร่านและประเทศมุสลิมส่วนใหญ่ให้การยอมรับว่าเป็นกองกำลังที่ชอบธรรมของปาเลสไตน์  ซึ่งปัจจุบันสมาชิกของกองกำลังถูกสังหารโดยอิสราเอลเป็นจำนวนมาก

เมื่อกองกำลังฮามาสจากฉนวนกาซ่าตอบโต้อิสราเอลด้วยอาวุธที่ประดิษฐ์ขึ้นมาเอง   พวกเขาก็ถูกวาดภาพให้เป็นผู้ก่อการร้ายที่ได้รับการช่วยเหลือและสนับสนุนโดยรัฐบาลอิหร่าน

นอกจากนี้สหรัฐยังประกาศให้กองกำลังฮิสบุลลอฮ์ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของรัฐบาลผสมในเลบานอนเป็นผู้ก่อการร้ายเช่นกัน

ทั้งฮิสบุลลอฮ์และฮามาสมีบทบาทสำคัญในการต่อต้าน  ทั้งอิสราเอลและขบวนการไอเอส  รวมทั้งการหยุดยั้งการขยายตัวของขบวนการไซออนิสต์  ฮิสบุลลอฮ์มีบทบาทสำคัญในการทำให้ทหารสหรัฐที่อยู่ในเลบานอนในทศวรรษ 1980 เป็นต้นไปต้องยุติบทบาทลง

กองกำลังฮิสบุลลอฮ์เป็นกองกำลังเดียวที่บีบให้ทหารอิสราเอลต้องพบกับความหยุดนิ่งเมื่ออิสราเอลรุกรานเลบานอนในปี 2006

สำหรับโครงการนิวเคลียร์เพื่อสันติของอิหร่านที่สหรัฐถอนตัวออกไปจากข้อตกลงที่อิหร่านมีกับมหาอำนาจอื่นๆ และเยอรมนีนั้นประธานาธิบดีโรฮานีกล่าวกับสื่อของอิหร่านว่าอิหร่านจะเริ่มสร้างคลังยูเรเนียมขนาดเล็กและพลังน้ำ ที่ใช้ในเตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์ขึ้นมาใหม่

สิ่งที่ไม่เหมือนกับสหรัฐก็คืออิหร่านมิได้ประกาศยกเลิกข้อตกลงทั้งหมด  โรฮานีกล่าวว่าจะให้เวลากับประเทศต่างๆ ในยุโรป 60 วัน  เพื่อทำตามข้อสัญญาที่มีต่อกัน

เยอรมนี ฝรั่งเศสและสหราชอาณาจักรเป็นประเทศที่ยังคงปฏิบัติตามข้อตกลงนิวเคลียร์กับอิหร่าน ซึ่งทำให้การแซงก์ชั่นอิหร่านยุติลง  ในขณะที่ทรัมป์ได้ออกกฎเกณฑ์หลังจากการคว่ำบาตรอิหร่านว่าทุกประเทศควรจะหยุดค้าน้ำมันกับอิหร่าน

โรฮานีประธานาธิบดีของอิหร่านกล่าวว่า “หนทางที่เราเลือกมิใช่หนทางของสงคราม  แต่เป็นหนทางทางการทูต แต่เป็นการทูตด้วยภาษาใหม่และตรรกะใหม่”

หากประเทศยุโรปไม่สามารถรักษาข้อตกลงนิวเคลียร์ที่ทำกับอิหร่านไว้ได้ประธานาธิบดีอิหร่านก็เตือนว่า ประเทศของเขาก็คงไม่มีทางเลือกอื่น นอกจากสร้างเตาปฏิการณ์นิวเคลียร์ในเมืองอารัก (Arak) ขึ้นมาใหม่

โรฮานี กล่าวว่าหากขาดความก้าวหน้าทางเศรษฐกิจอิหร่านก็จะไม่พิจารณาถึงข้อจำกัดใดๆ ในเรื่องพลังนิวเคลียร์

เป็นที่ยอมรับว่าอิหร่านเป็นหนึ่งในประเทศที่มีทักษะในการผลิตอาวุธที่มาจากวัตถุดิบชั้นดีเช่นกัน  แม้ว่าอิหร่านจะไม่ได้เน้นในเรื่องนี้มากนักก็ตาม

ทั้งรัสเซียและจีน ซึ่งเป็นผู้ลงนามในข้อตกลงนิวเคลียร์กับอิหร่านด้วยเช่นกับตำหนิสหรัฐที่สร้างสถานการณ์ที่อันตรายขึ้นมา

รัฐมนตรีต่างประเทศของจีนให้การยอมรับจุดยืนของอิหร่านและคัดค้านอย่างรุนแรงต่อการแซงก์ชั่นอิหร่านแต่เพียงลำพังของสหรัฐ

เซอร์เกย์ ลาฟรอฟ รัฐมนตรีต่างประเทศของรัสเซีย กล่าวกับผู้สื่อข่าวหลังจากพบปะกับรัฐมนตรีต่างประเทศของอิหร่านที่กรุงนิวยอร์กในเดือนพฤษภาคมด้วยการวิพากษ์

“สถานการณ์ที่ไม่อาจยอมรับได้” ที่สร้างขึ้นโดยสหรัฐ

ประธานาธิบดีของอิหร่านได้เชิญประเทศที่ลงนามในข้อตกลงนิวเคลียร์กับอิหร่านมาคุยกันรอบใหม่ แต่ก็ย้ำว่า “ข้อตกลงปี 2015” จะต้องเป็นพื้นฐานสำหรับการพูดคุยในอนาคต

ในการพบปะอย่างเร่งด่วนในกรุงริยาฏ เมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมารัฐบาลซาอุดีอาระเบียก็พยายามอย่างที่สุดที่จะปลุกเร้าความขัดแย้งระหว่างสหรัฐ ซาอุดีอาระเบียและ UAE ขึ้นมาอีกครั้ง

องค์การความร่วมมืออิสลาม (Organisation of Islamic Cooperation) หรือ OIC และสันนิบาติอาหรับ (Arab League) มีการพบปะพูดคุยโดยเน้นถึงความจำเป็นเร่งด่วนที่จะลดอิทธิพลของอิหร่านในพื้นที่ลง

มีต่อ…..

Facebook Comments

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *