INEWHORIZON

ขอบฟ้าใหม่

สหรัฐ-จีนแค่”เบ่งกล้าม”ใส่กันในทะเลจีนใต้

สบาย สบาย สไตล์เกษม

เกษม อัชฌาสัย

สหรัฐ-จีนแค่”เบ่งกล้าม”ใส่กันในทะเลจีนใต้

ยังครับ ยังไม่เกิดสงครามใหญ่ในทะเลจีนใต้ ตอนนี้แน่ๆ แม้ชาติอภิมหาอำนาจคือสหรัฐและจีน จะยกกำลังทางเรือ ออกมาอวดแสนยานุภาพทางทะเลใส่กัน ในช่วงนี้ ก่อความตึงเครียดด้านสถานการณ์โลกเพิ่มขึ้น จากสภาวะเลวร้ายที่กำลังเป็นอยู่กับทุกๆ ฝ่าย จากภาวะตกต่ำทางเศรษฐกิจและจากการแพร่ระบาดของโรค”โควิด 19”ที่กำลังกระหน่ำซ้ำเติมคุกคามโลกใบนี้ อย่างเท่าเทียมกัน

ทำไมถึงทำนายทายทัก ออกมาอย่างนี้

ตอบง่ายๆ ว่า เพราะทั้งสองฝ่ายยังไม่พรักพร้อมที่จะทำสงคราม ยกเว้นจะเกิดอุบัติเหตุอะไรขึ้นมา ชนิดที่คาดไม่ถึงเท่านั้น

เรื่องมีอยู่ว่า ตั้งแต่วันจันทร์(๖ กค.๖๓)ที่ผ่านมา กองเรือจู่โจมของกองทัพเรือสหรัฐ(รวมทั้งเรือรบประเภทต่างๆ) นำโดยเรือบรรทุกเครื่องบิน”นิมิตซ์”และ”โรนัลด์ เรแกน” ได้ร่วมกันปฏิบัติการซ้อมรบในทะเลจีนใต้ (เขตน่านน้ำสากล)พื่อซักซ้อมความพร้อมเพรียงและประสิทธิภาพในการโจมตี ในสภาวะแวดล้อมหลากหลายแปรปรวนตามสภาพลมฟ้าอกาศในทะเล รวมทั้งปฏิบัติการทางยุทธวิธีและการจำลองสถานการณ์เหมือนจริง เพื่อสำแดงความเหนือกว่าให้ปรากฏ

ลองมาสำรวจดูกันคร่าวๆสิว่า กองเรือสหรัฐที่ว่า ประกอบด้วยอาวุธอะไรบ้าง ดังนี้

-กองเรือจู่โจมนำโดยเรือบรรทุกเครื่องบิน”นิมิตซ์” ประกอบไปด้วยเรือบรรทุกเครื่องบิน”ยูเอสเอส นิมิตซ์”เอง,ฝูงบิน ซีวีดับบลิว-17(ประจำการบนเรือบรรทุกเครื่องบิน),เรือลาดตระเวณ”ยูเอสเอส พรินซ์ตัน ติดขีปนาวุธนำวิถี,เรือพิฆาต”ยูเอสเอส สเตอเรต”และเรือพิฆาต”ยูเอสเอส ราล์ฟ จอห์นสัน”ซึ่งล้วนติดขีปนาวุนำวิถีเช่นกัน

-สำหรับกองเรือจู่โจม”โรนัลด์ เรแกน”นั้นประกอบไปด้วยเรือบรรทุกเครื่องบิน”ยูเอสเอส โรนัลด์ เรแกน”เอง,ฝูงบิน ซีวีดับบลิว-5(ประจำการบนเรือบรรทุกเครื่องบิน),เรือลาดตระเวณ”ยูเอสเอส แอนเทียแทม”ติดขีปนาวุธนำวิถีและเรือพิฆาต”ยูเอสเอส มัสแตง”ติดขีปนาวุธนำวิถี

ไม่เพียงแค่นั้น สหรัฐยังส่งเครื่องบินทิ้งระเบิดขนาดหนัก ซึ่งเคยใช้ในสงครามอินโดจีนคือ “บี-52”มาแสดงพลังร่วมกับฝูงบินรบ จากเรือบรรทุกเครื่องบิน”นิมิตซ์”และจากเรือบรรทุกเครื่องบิน”โรนัลด์ เรแกน”รวมแล้วราว ๖๐ เครื่อง โดย”บี-52”บินต่อเนื่อง ๒๘ ชั่วโมง ไม่หยุดแวะที่ไหน จากฐานทัพอากาศ”บาร์กสเดล” ในรัฐหลุยเซียนา

มาสมทบ

ก็คงจะบอกให้โลกได้รับรู้เป็นนัยๆ ว่า กองทัพอากาศสหรัฐ สามารถเคลื่อนที่ สนับสนุนการจู่โจมได้อย่างรวดเร็วทันควัน

แต่ที่ไม่รู้ก็คือ “บี-52”บินมาทั้งหมดกี่ลำและจอดลงเติมน้ำมันได้ที่ไหน ถ้าไม่ใช่”อู่ตะเภา” ก่อนบินกลับฐานที่ตั้งในสหรัฐ

พูดถึงความรวดเร็วในการเคลื่อนทัพของสหรัฐ ผมเองเคยลงไปชมศักยภาพของเรือบรรทุกเครื่องบิน”อินเดเพนเดนซ์” ปีไหนก็จำไม่ได้เพราะนานมากแล้ว ในอ่าวไทย ช่วงมีการซ้อมรบ “คอบรา โกลด์” เจ้าหน้าที่ประจำการห้องสื่อสารด้วยคอมพิวเตอร์ มีจอภาพวิบวับ ชี้ให้ดูที่ตั้งของกองกำลังทางเรือสหรัฐ ที่แยกประจำการตามที่ต่างๆ ในโลก พร้อมบอกกับผมว่า ไม่ว่าจะเกิดการสู้รบขึ้นที่ไหน เรือบรรทุกเครื่องบินของสหรัฐ จะสามารถเคลื่อนกำลังไปสมทบ ณ ที่เกิดเหตุ ได้ภายในเจ็ดวันเท่านั้น  ก็ไม่รู้ว่าคุยเกินจริงหรือเปล่า

ขณะที่สหรัฐเริ่มการซ้อมรบหลังวันชาติอเมริกัน(๔กค.)ที่ผ่ามานั้น ปรากฏว่ากองทัพปลดแอกประชาชนจีน ก็เพิ่งจะสรุปการซ้อมรบห้าวันในทะเลจีนใต้ไปหมาด ๆ เช่นกัน

เป็นการซ้อมรบรอบๆ หมู่เกาะ”พาราเซล”หรือที่จีนเรียกว่าหมู่เกาะ”ซีชา” ซึ่งอยู่ในเขตมณฑล”ไห่หนาน”

หมู่เกาะที่ว่านี้ ทั้งเวียดนามและไต้หวัน ต่างก็อ้างสิทธิว่าเป็นของตนเองด้วย

จีนไม่ได้ให้รายละเอียดว่า การซ้อมรบกระทำเยี่ยงไร แต่หนังสือพิมพ์”โกลบัล โกลบ”ในควบคุมของทางการจีนก็รายงานว่าเป็นการซ้อมรบอย่าง”เข้มข้น”

ในการนี้กระทรวงการต่างประเทศจีนแถลงว่า เป็นการซ้อมรบภายใต้ขอบข่ายอธิปไตยของจีนและกระทำด้วยเหตุด้วยผล

ข้อเท็จจริงก็คือ รัฐบาลปักกิ่งอ้างอธิปไตยเหนือดินแดนทะเลจีนใต้ไว้ราวๆ ๑.๓ ล้านตารางไมล์ มาหลายปีแล้วและก็ได้ส่งทหารไปสร้างป้อมค่ายเอาไว้ บนเกาะต่างๆ หลายเกาะ

การตั้งป้อมค่ายที่ว่านี้ ได้ติดตั้งขีปนาวุธต่อต้านเรือรบ ไว้ที่เกาะแห่งหนึ่งด้วย ระหว่างการซ้อมรบเมื่อปีที่แล้วทั้งๆที่ประธานาธิบดี”สี จิ้น ผิง”เคยบอกกับประธานาธิบดี”บารัก โอบามา”ว่า จะไม่มีการเสริมกำลังทางทหาร

ในช่วงที่ผ่านมาความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐกับจีนเสื่อมทรามลงอย่างต่อเนื่อง สหรัฐก็เลยเพิ่มจังหวะการซ้อมรบในทะเลจีนใต้ถี่ขึ้น พร้อมเรียกร้องเสรีภาพในการเดินเรือในเส้นทางใกล้กับเกาะต่างๆ ที่จีนยึดครองเอาไว้ บางทีก็ส่งเครื่องบินทิ้งระเบิด ไปบินเหนือเส้นทางเหล่านี้เพิ่มขึ้น พร้อมซ้อมรบกับชาติหุ้นส่วนอย่างญี่ปุ่นและสิงคโปร์ เพื่อกันท่าจีนเอาไว้

แต่ดูเหมือนว่าจีนจะไม่”ยี่หระ(แปลว่า”แยแส”)”ต่อการคุกคามของสหรัฐเท่าไรนัก แม้”อำนาจการยิง”จะสู้สหรัฐไม่ได้ (เช่นมีเรือบรรทุกเครื่องบินที่สมัยอยู่เพียงลำเดียว)

สำนักข่าว “เธอะ สแตนดาร์ด”(The Standard)เปรียบเทียบกำลังพลและยุทโธปกรณ์ระหว่างสหรัฐและจีนไว้ดังต่อไปนี้

-ทหารประจำการ : สหรัฐ ๑,๓๐๐,๐๐๐ / จีน ๒,๐๐๐,๐๐๐

-เรือบรรทุกเครื่องบิน : สหรัฐ ๑๑ / จีน ๑

-เครื่องบินทิ้งระเบิด : สหรัฐ ๑๕๗ / จีน ๑๖๒

 

-เรือดำน้ำโจมตี : สหรัฐ ๕๔ / จีน ๕๗

-เฮลิคอปเตอร์โจมตี : สหรัฐ ๗๙๓ / จีน ๒๔๖

-เรือดำน้ำนิวเคลียร์ : สหรัฐ ๑๔ / จีน ๔

-เครื่องบินรบ : สหรัฐ ๓,๔๒๔ / จีน ๑,๙๖๖

-ระบบปล่อยขีปนาวุธข้ามทวีป : สหรัฐ ๔๐๐ / จีน ๗๐

-เครื่องบินลำเลียง : สหรัฐ ๖๕๘ / จีน ๘๔

-เรือพิฆาต,เรือลาดตระเวณ, เรือฟรีเกต : สหรัฐ ๙๖ / จีน ๘๒

ข้อมูลอย่างคร่าวๆที่ระบุนี้ หากเกิดสงครามอย่างเต็มรูบแบบ สหรัฐน่าจะได้เปรียบจีนมากกว่า โดยเฉพาะในแง่ประสิทธิภาพของอาวุธ

และจีนไม่น่าจะเสี่ยง นอกจากทำแบบฉาบฉวย(หากจำเป็น)และควรหันไปรุกต่อ ในการช่วงชิงความเป็นมหาอำนาจโลกในทางเศรษฐกิจ ซึ่งกำลังพยายามทำอยู่

สหรัฐนั้น พร้อมทำสงครามเสมอ เพราะต้องการความเป็น America First ตามนโยบายดั้งเดิมของนักการเมือง ไม่ว่าจะสังกัดพรรคไหน โดยเฉพาะ”โดนัลด์ ทรัมพ์” ซึ่งเน้นนโยบายหาเสียงเอาไว้ว่า Make America great again

แต่กระนั้น “ทรัมพ์”ก็คงไม่บ้าทำสงครามใหญ่ในยามที่ชาติอ่อนแออย่างที่เป็นอยู่ทุกวันนี้แน่ แต่ถ้าได้เป็นประธานาธิบดีอีก ก็ไม่แน่

เอาเป็นว่า การซ้อมรบที่เกิดขึ้นระหว่างนี้ เป็นเพียงการซ้อมเพื่อขู่กัน เท่านั้น ยังไม่เอาจริง

แบบเดียวกับแมวสองตัวที่ขู่ฟ่อๆใส่กัน แต่ยังไม่ตะลุมบอนจริงนั่นแหละครับ

หากเกิดพลาดท่ากระทบกระทั่งกัน ก็คงจะรีบหยุดยั้ง เพราะถ้าเปิดทำสงครามใหญ่ รบเต็มรูปแบบ  ก็จะเจ๊งบ๊งกันไปทั้งหมด สูญเสียโอกาสลืมตาอ้าปาก ไม่ว่าจีนหรือสหรัฐ

 

 

Facebook Comments

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *