INEWHORIZON

ขอบฟ้าใหม่

การต่างประเทศของซาอุดีอาระเบีย  ตอนที่ 1

การต่างประเทศของซาอุดีอาระเบีย  

จรัญ มะลูลีม 

    เป็นที่ทราบกันดีว่าความสั่นสะเทือนทางการเมืองในซาอุดีอาระเบียปัจจุบันขยายไปไกลเกินกว่าเขตแดนของประเทศซาอุดีอาระเบียเอง   ทั้งนี้เมื่อวันที่ 4 เดือนพฤศจิกายน ปี 2017 ที่ผ่านมา นายกรัฐมนตรีเลบานอน ฮาริรี (Saad Mariri) ต้องลาออกจากการเป็นนายกรัฐมนตรีอย่างไม่มีใครคาดคิดหลังจากบินมาที่กรุงริยาฏเมืองหลวงของซาอุดีอาระเบีย   ทั้งนี้มีรายงานว่มุฮัมมัด บินสัมาน หรือ MBS ได้บีบใหาริรซึ่งเป็นพลเมืองของซาอุดีอาระเบียลงจากอำนาจขณะที่ถูกกักบริเวณ   ก่อให้เกิดกระแสต่อต้านจากนานาชาติ 

    เจ้าหน้าที่จากอังกฤษ  สหภาพยุโรปและเยอรมนีต่างก็ออกมาตำหนิ MBS ที่เข้าไปก้าวก่ายการเมืองภายในของเลบานอนกันอย่างถ้วนหน้า 

    Emmanuel Macron ประธานาธิบดีของฝรั่งเศสได้นำเอาการทูตของฝรั่งเศสมาแก้ไขสถานการณ์นี้ด้วยการเชิญฮาริรมายังกรุงปารีสเพื่อยืนยันถึงเสรีภาพของเขา   แม้ว่าซาอุดีอาระเบียจะยืนยันว่ามิได้ห้ามการเคลื่อนไหวของฮาริรีก็ตาม 

    Sigmar Gabriel  รัฐมนตรีต่างประเทศของเยอรมีได้ออกมาเตือนถึงการที่ฮาริรีต้องเดินทางไปฝรั่งเศส    พร้อมกับกล่าวว่ายุโรปจะไม่กระทำการอันสุ่มเสียงอย่างซาอุดีอาระเบียแต่อย่างใด 

    กระทรวงการต่างประเทศของซาอุดีอาระเบียได้ออกมาขานรับเรื่องราวเหล่านี้ด้วยการเรียกเอกอัครราชทูตในกรุงเบอร์ลินกลับมาปรึกษาหารือและกล่าวถึงคำพูดของรัฐมนตรีต่างประเทศเยอรมนีว่าเป็นการพูดแบบเลื่อนลอย  ให้ร้ายป้ายสี  และหาหลักฐานไม่ได้เลย   

    ท่ามกลางกระแสที่มีการถกเถียงกันอยู่ในเวลานี้ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการปิดล้อมกาตาร์และเยเมนรวมทั้งการรณรงค์ต่อต้านคอร์รัปชั่นที่มีอยู่ในประเทศ    ถือกันว่าการเข้าไปก้าวก่ายกิจการภายในของเลบานอนเป็นเรื่องที่ขาดความรับผิดชอบ    ไม่ว่าความมุ่งหวังในการกดดัน ฮาริรีให้ลงจากอำนาจจะมาจากเรื่องใดก็ตาม    การกระทำดังกล่าวก็ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนและดูเหมือนว่าการกระทำเช่นนั้นจะไม่ทำให้ซาอุดีอาระเบียได้ประโยชน์แต่อย่างใด 

    อย่างไรก็ตาม  หากคิดว่าการดำเนินนโยบายต่างประเทศของซาอุดีอาระเบียเป็นผลผลิตจากการเมืองและการปฏิสัมพันธ์ของเผ่าพันธุ์ในทะเลทรายอาหรับอันกว้างใหญ่ไพศาลแล้ว   การเดินหมากทางการเมืองของ MBS ก็อาจจะมีเหตุผลของตนเองอยู่บ้าง 

    เป็นที่ทราบกันดีอยู่แล้วว่าการเมืองแห่งเผ่าพันธุ์นั้นมีบทบาทสำคัญอยู่ในกิจการของชาวอาหรับ   อดีตที่ผ่านมายังบอกอย่างชัดเจนอีกว่าอับดุลอาซีส  อัละอูดได้ก่อตั้งประเทศซาอุดีอาระเบียขึ้นมาในปี 1932 ในฐานะเผ่าพันธุ์ทางการเมืองที่เคยรุ่งเรืองมาก่อนในคาบสมุทรอาหรับ 

    ด้วยเหตุดังกล่าวซาอุดีจึงใช้อำนาจของพวกเขาขยายไปยังผ่าเล็กเผ่าน้อยรวมทั้งเผ่าอัลมาอาดิด (al-Maadhid) อันเป็นเผ่าที่เป็นครอบครัวอัลานีซึ่งปกครองกาตาร์อยู่ในปัจจุบัน   ที่ผ่านมาซาอุดีอาระเบียหวังมาตลอดว่าตระกูลอัลานีจะดำเนินนโยบายตามแนวทางของตนเพื่อให้เป็นไปตามการให้เกียรติแก่ระเบียบของเผ่าพันธุ์   

    การเปลี่ยนผ่านของเผ่าพันธุ์เบดุอินที่ถือกำเนิดในซาอุดีอาระเบียก็เช่นกันล้วนประกอบขึ้นเป็นส่วนสำคัญที่มีอยู่ในนโยบายของภูมิภาค 

    การกระจายตัวออกไปอย่างกว้างขวางของเผ่าพันธุ์ของซาอุดีไกลเกินกว่าเขตแดนทางภูมิศาสตร์ของซาอุดีอาระเบียเองเท่ากับเป็นการยืนยันอิทธิพลของซาอุดีอาระเบียที่มีอยู่รายรอบพื้นที่ของตน 

    จากตรรกะดังกล่าวสำหรับซาอุดีแล้วเป็นเรื่องที่ไม่มีผลอะไรแม้ว่าฮาริรีจะเป็นนายกรัฐมนตรีของประเทศอื่นก็ตาม   ในเมื่อฮาริรีเองก็เป็นคนที่ถือสัญชาติซาอุดีอาระเบีย    ด้วยเหตุนี้การภักดีต่อครอบครัวอัลสะอูดจึงต้องอยู่เหนือกว่าตำแหน่งของเขาที่มีอยู่ในประเทศอื่นๆ  

    เมื่อหันกลับมาดูการต่างประเทศของซาอุดีอาระเบียก็จะพบความพยายามที่จะรักษาความเป็นปึกแผ่นในดินแดนของราชอาณาจักรและความมั่นคงทางการเมืองเหนือสิ่งอื่นใด  หลักการพื้นฐานที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงที่จะรักษาอำนาจเอาไว้ทำให้ครอบครัวของอัลสะอูดไม่สามารถกล่าวออกมาอย่างชัดเจนถึงจุดหมายอันกว้างขวางด้านการระหว่างประเทศหรือยุทธศาสตร์ที่ดีที่จะมาส่งเสริมสิ่งเหล่านี้ได้ 

    เป็นที่รับรู้กันดีอยู่แล้วว่าซาอุดีอาระเบียเองก็ไม่ได้มีความสนใจที่จะเป็นผู้กำหนดระเบียบของชาวอาหรับในภูมิภาคยกเว้นแต่ว่าสิ่งเหล่านั้นจะมากระทบกับการดำรงสถานภาพบนคาบสมุทรอาหรับซึ่งสนับสนุนผู้ปกครองซาอุดีอาระเบีย   

    ในทศวรรษ 1980 ซาอุดีอาระเบียได้เรียกร้องกองกำลังที่ยิ่งใหญ่ของอิรักให้หยุดยั้งอิหร่านจากการส่งออกการปฏิวัติอิสลามไปทั่วทั้งภูมิภาค   ต่อมาราชวงศ์ซาอุดีอาระเบียได้ร้องขอความช่วยเหลือจากสหรัฐเมื่ออิรักรุกรานคูเวตในปี 1990  บ่อยครั้งที่การกระทำของซาอุดีอาระเบียนำไปสู่สิ่งที่ไม่ได้เป็นความปรารถนาของตนเอง   

ตัวอย่างเช่นในปี 2011 ซาอุดีอาระเบียได้เรียกร้องให้รัฐบาลซีเรียปล่อยตัวนักโทษทางการเมืองออกมาเพื่อลดอันตรายของการลุกฮือของคนเหล่านี้ 

    ประธานาธิบดีบาชัร อัลอะสัดก็ทำตามโดยปล่อยนักโทษจำนวนนับพันออกมาโดยส่วนหนึ่งของนักโทษเหล่านี้ได้สร้างกองกำลังที่มีชื่อว่าญะบัร อัลนุสเราะฮ์ขึ้นมาและเพื่อที่จะปิดล้อมกลุ่มก้อนนักต่อสู้เหล่านี้ อะสัดได้หันเข้าหาอิหร่านและกองกลังอิสบุลลอฮ์เพื่อขอความช่วยเหลือ 

    อิทธิพลที่เติบโตขึ้นของอิหร่านในซีเรียบีบให้ซาอุดีอาระเบียติดอาวุธให้กับกลุ่มนักต่อสู้เดนตายเหล่านี้เพื่อโค่นอำนาจการบริหารของอะสัดและพยายามยุติความสัมพันธ์ระหว่างอิหร่านกับซีเรียลง  การที่ราชวงศ์หันไปสนับสนุนกลุ่มที่ชอบใช้ความรุนแรงเหล่านี้ได้นำไปสู่การวิพากษ์ของตะวันตกซึ่งไม่เป็นไปตามความมุ่งหวังของซาอุดีอาระเบียที่เคยบีบให้อัลอะสัดปล่อยตัวนักโทษเหล่านี้ 

    มองจากประสบการณ์ในอดีตของซาอุดีอาระเบียหลายคนคงมุ่งหวังให้ผู้นำของประเทศนี้  จัดระเบียบการระหว่างประเทศเสียใหม่  แต่ในทางกลับกันซาอุดีอาระเบียเองยังคงใช้นโยบายเดิมๆ อย่างไม่เสื่อมคลายก่อให้เกิดการตั้งคำถามถึงอำนาจของราชวงศ์ว่าจะเป็นไปในทิศทางใด 

    การกระทำของมกุฎราชกุมารหนุ่มผู้นี้ซึ่งมีความพยายามจะครองอำนาจในราชวงศ์ทั้ในทางเศรษฐกิจการทหารและการเมืองก่อให้เกิดความขัดแย้งในหมู่สมาชิกของครอบครัวและทำให้นานาชาติจับตาดูซาอุดีอาระเบียอย่างใกล้ชิด 

    ก่อนหน้านี้ Gabriel รัฐมนตรีต่างประเทศเยอรมนีได้เคยกล่าวตักเตือนซาอุดีอาระเบียที่ปิดล้อมกาตาร์  ในเวลาเดียวกันกระทรวงต่างประเทศของสหรัฐได้ยกเอาบทความใน New York Times ซึ่งตีพิมพ์เมื่อวันที่ 14 พฤศจิกายน  ปี 2017 มาวิพากษ์ MBS ว่าได้กระทำการที่ขาดความยับยั้งชั่งใจ  จนนำไปสู่เหตุการณ์ที่ตามมาหลายเหตุการณ์และมีพลังอย่างพอเพียงที่จะทำลายผลประโยชน์ของสหรัฐลงในที่สุด 

    อาจกล่าวได้ว่าซาอุดีอาระเบียกำลังตกอยู่ในภาะเปลี่ยนผ่านในทางประวัติศาสตร์ของตน   การที่จะลดการพึ่งพาน้ำมันและการคาดหมายถึงการเติบโตอย่างยั่งยืนของ MBS นั้นจะต้องมีการพัฒนาและเปลี่ยนแปลงนโยบายของรัฐบาล     ทั้งนี้แนวทางการระหว่างประเทศแบบเผ่าพันธุ์ของซาอุดีอาระเบียก็ถือเวลาที่ต้องมีการปรับเสียใหม่ ถ้าหากว่าครอบครัวอัละอูดยังไม่เปลี่ยนยุทธศาสตร์ที่มีอยู่หรือยังมีวิสัยทัศน์  ที่ขาดความรอบคอบที่มีต่อภูมิภาคและโลกแล้ว  ซาอุดีอาระเบียก็จะค่อยๆ สูญเสียอำนาจที่ตนเคยมีอยู่ไปจนหมดสิ้น 

 

 ความเป็นปรปักษ์ระหว่างอิหร่านและซาอุดีอาระเบีย 

    จนถึงเวลานี้ซาอุดีอาระเบียและอิหร่านได้กลายมาเป็นศัตรูคู่แข่งทางอำนาจกันอย่างถึงพริกถึงขิงอยู่ในเอเชียตะวันตกหรือตะวันออกกลางและต่างก็พัวพันอยู่กับสงครามตัวแทนที่มุ่งสู่เส้นทางของความขัดแย้งที่เห็นชัดเจนขึ้นทุกที 

    ต้นปี 2008 คิงอับดุลลอฮ์ได้เอ่ยขอข้อเรียกร้องอันมีชื่อเสียงจากสหรัฐให้ “ตัดหัวงูออกไป” ด้วยการถล่มอิหร่าน 

    ปัจจุบันอิหร่านกับซาอุดีอาระเบียยืนกันอยู่คนละข้างในสงครามในที่ต่างๆ และต่างก็มีพันธมิตรอยู่ทั่วตะวันออกกลาง 

    เป็นที่รับรู้กันว่าอิหร่านเป็นหัวหอกของชนกลุ่มน้อยชีอะฮ์   ในขณะที่ซาอุดีอาระเบียเป็นผู้นำตามธรรมชาติของคนซุนนีส่วนใหญ่ 

    บ่อยครั้งความขัดแย้งในภูมิภาคถูกมองออกเป็นสองขั้วคือขั้วของซุนนีซาอุดีอาระเบียและชีอะฮ์อิหร่านการที่สองประเทศสนับสนุนกลุ่มที่มีความแตกต่างกันทำให้เกิดการแตกออกจากกันตามเส้นทางของสำนักคิด 

    ในบางมิติความตึงเครียดระหว่างซาอุดีอาระเบียกับอิหร่านยังเป็นการต่อสู้เพื่ออำนาจหน้าที่ทางศาสนาในตะวันออกกลางอีกด้วย 

    ปัจจุบันความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศอยู่ในช่วงที่ตกต่ำที่สุดในประวัติศาสตร์หน้าใหม่ของภูมิภาค 

    ล่าสุด MBS หรือมุฮัมมัด บิน สัลมาน มกุฎราชกุมารของซาอุดีอาระเบียถึงกับเรียกอะยาตุลลอฮ์   คอเมเนอี ผู้นำสูงสุดทางจิตวิญญาณของอิหร่านว่า “ฮิตเลอร์คนใหม่ของตะวันออกกลาง” (The new Hiter of the Middle East)  พร้อมกับแนะว่าการขยายตัวของอิหร่านนั้นจำเป็นต้องเข้าต่อกรด้วย 

    ความไม่สงบที่เกิดขึ้นในอิหร่านเมื่อไม่นานมานี้เท่ากับเป็นการเพิ่มเติมความตึงเครียดระหว่างสองประเทศให้ร้าวลึกเข้าไปอีก 

    ทั้งนี้ความไม่สงบได้เริ่มต้นเมื่อวันที่ 28 เดือนธันวาคมปีที่ผ่านมา (2017) หลังจากรัฐบาลอิหร่านประกาศถึงแผนการที่จะขึ้นราคาน้ำมันและตัดการช่วยเหลือทางการเงินประจำเดือนต่อผู้มีรายได้น้อยชาวอิหร่านลง 

Facebook Comments

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *