jos55 instaslot88 Pusat Togel Online ยุคเคลือบทองของอเมริกา : ขุนนางนักปล้นหรือกัปตันของอุตสาหกรรม - INEWHORIZON

INEWHORIZON

ขอบฟ้าใหม่

ยุคเคลือบทองของอเมริกา : ขุนนางนักปล้นหรือกัปตันของอุตสาหกรรม

ยุคเคลือบทองของอเมริกา : ขุนนางนักปล้นหรือกัปตันของอุตสาหกรรม

การปฏิรูปอุตสาหกรรมครั้งที่สองของอเมริกาจะเป็นการกระโดดไปข้างหน้าที่ยิ่งใหญ่ภายในเทคโนโลยีและสังคมอีกครั้งหนึ่ง
นักประวัติศาสตร์ได้เรียกชื่อปีระหว่าง ค.ศ 1870-1914 เป็นช่วงเวลาการปฏิรูปอุตสาหกรรมครั้งที่สอง ในขณะที่การปฏิรูปอุตสาหกรรมครั้งที่หนึ่งได้ให้ทำ
ให้เกิดการเจริญเติบโตของอุตสาหกรรมเหมือนเช่นถ่านหิน รถไฟ และสิ่งทอ
การปฏิรูปอุตสาหกรรมครั้งที่สองจะเป็นการขยายตัวของไฟฟ้า น้ำมัน และเหล็ก
การปฏิรูปอุตสาหกรรมได้ปฏิรูปอเมริกาอย่างสมบูรณ์ จนกระทั่งในที่สุดอเมริกาได้เจริญเติบโตเป็นเศรษฐกิจใหญ่ที่สุดภายในโลก และกลายเป็นชาติมหาอำนาจของโลกที่ทรงพลัง การปฏิรูปอุตสาหกรรมจะเกิดขึ้นภายในหลายสถานที่ทั่วโลกที่รวมทั้งอังกฤษ อเมริกาเหนือ ยุโรปแผ่นดินใหญ่ ยุโรปตะวันออก และเอเชีย ในขณะที่ระยะแรกของการปฏิรูปอุตสาหกรรมที่เกิดขึ้นระหว่าง ค.ศ 1750 และ 1850 ได้เริ่มต้นภายในอังกฤษ และจากนั้นได้แพร่กระจาย ไปสู่ยุโรปแผ่นดินใหญ่และอเมริกาเหนือ ระยะที่สองของการปฏิรูปอุตสาหกรรมที่เกิดขึ้นระหว่าง ค.ศ 1850 และ 1914 ได้เริ่มต้นภายในอเมริกา และจากนั้นได้แพร่กระจายไปสู่ยุโรป
การกลายเป็นอุตสากรรมขนาดใหญ่ ไม่ได้เกิดขึ้นภายในอเมริกาจนกระทั่งผู้ผลิตสิ่งทอ ซามวล สลาเตอร์ ได้แนะนำการผลิตส่งทอโดยเครื่องจักรแก่
อเมรืกาเมื่อปลาย ค.ศ 1790
การเริ่มต้นของการปฏิรูปทางอุตสาหกรรมอเมริกันมักจะถูกอ้างถึงซามวล สลาเตอร์ “บิดาของการปฏิรูปอุตสาหกรรมอเมริกัน” เขาได้เปิดโรงงงานอุตสาหกรรมแห่งแรกภายในอเมริกาเมื่อ ค.ศ 1790 ด้วยการออกแบบที่ยืมมาจากโมเดลอังกฤษ เทคโนโลยีที่ปล้นมาของซามวล สลาเตอร์ได้เพิ่มความเร็วที่ด้ายฝ้ายสามารถถูกปั่นให้เป็นเส้นด้าย ในขณะที่เขาได้แนะนำเทคโนโลยีใหม่ที่สำคัญต่ออเมริกา การบินขึ้นของการปฏิรูปทางอุตสาหกรรมต้องการองค์ประกอบอื่นหลายอย่าง ก่อนที่มันจะปฏิรูปชีวิตอเมริกัน
การปฏิวัตอุตสาหกรรมครั้งที่สองได้สร้างความมั่งคั่งอย่างมากมายแก่นักอุตสาหกรรมเหมือนเช่น แอนดูรว์ คาร์เนกี้ ผู้นำบริษัทเหล่านี้บางครั้งจะถูกเรียกว่าขุนนางนักปล้นต่อการปฏิบัติทางธุรกิจที่น่าสงสัย แต่พวกเขาจะเป็นที่รู้จักจากการช่วยเพื่อนมนุษย์ของพวกเขาด้วย ระหว่างสงครามกลางเมืองและการเริ่มต้นของศตวรรษ์ที่ยี่สิบ อเมริกาได้มีประสบการณ์กับการปฏิวัติอุตสาหกรรมครั้งที่สอง ช่วงเวลาของการเจริญเติบโตอย่างมากภายในเทคโนโลยี อุตสาหกรรม และเศรษฐกิจ ด้วยนโยบายของรัฐบาลที่เห็นด้วย มันจะเป็นยุคของธุรกิจใหญ่ที่แข่งขันเพื่อการผูกขาดและข้อได้เปรียบทางตลาดอะไรก็ตาม บุคคลที่บริหารบริษัทใหญ่เหล่านี้จะถูกเรียกว่ากัปตันของอุตสาหกรรม
ต่อระบบการบริหาร การผลิต และองค์การที่สร้างสรรค์ของพวกเขา แต่พวกเขาจะถูกเรียกที่ไม่ยกย่องเป็นขุนนางนักปล้นต่อการปฏิบัติที่ต่อต้านการแข่งขันและความสัมพันธ์ที่เอาเปรียบกับบุคคลของพวกเขา – ตัวอย่างที่เหมาะสมของทำไมปลาย ค.ศ 1800 ไดัถูกเรียกชื่อจากนักเขียน มารค ทเวน เป็น “ยุคเคลือบทอง”

มันเป็นการล่อใจที่จะพิจารณาการปฏิบัติของพวกเขาขัดแย้งกับกฏหมายสมัยใหม่และจริยธรรมทางธุรกิจ พวกเขาจะกระทำตามกฏหมายของช่วงเวลาภายในยุคของรัฐบาลแบบเสรีนิยม พวกเขาจะเป็นนายทุนที่ร่ำรวยมาก บางครั้งจากการสูญเสียของบุคคลอื่น แต่พวกเขาจะเอื้อเฟื้ออย่างไม่น่าเชื่อ การบริจาคเงินจำนวนมากแก่สถาบันและบุคคล ชื่อของพวกเขาจะมีชื่อเสียงต่อชาวอเมริกัน เพราะว่าสถาบันที่พวกเขาได้สร้าง จอห์น รอคกี้เฟลเล่อร์
เจย์ กูลด์ เจ พี มอร์แกน แอนดูรว์ เมลลอน คอร์เนเลียส แวนเดอร์บิวท์ และ เจ เจ แอสทอร์ บางทีไม่มีใครที่จะเป็นตัวอย่างของยุคเคลือบทองได้ชัดเจนเท่ากับแอนดูรว์ คาร์เนกี้
ระหว่างยุคเคลือบทอง อเมริกาได้พัฒนาการผลิตจำนวนมาก การบริหารแบบวิทยาศาสตร์ และทักษะทางการบริหารของพวกเขา การปฏิวัติอุตสาหกรรมครั้งที่สอง เรียกกันว่าเป็น ” การปฏิรูปทางเทคโนโลยี” ด้วย จะเป็นช่วงเวลาของการกลายเป็นอุตสาหกรรมอย่างรวดเร็วภายในส่วนที่สามสุดท้ายของศตวรรษที่สิบเก้า และการเริ่มต้นของศตวรรษที่ยี่สิบ กาเสริมกำลังระหว่างเหล็ก รถไฟ ถ่านหิน และน้ำมัน ได้พัฒนา ณ ตอนเริ่มต้นของของการปฏิวัติอุตสาหกรรมครั้งที่สอง รถไฟทำให้การขนส่งวัตถุดิบและผลิตภัณฑ์ถูกลง การนำไปสู่รางรถไฟถูกลงที่จะสร้างถนนได้มากขึ้น รถไฟจะได้ประโยชน์จากถ่านหินราคาถูกเพื่อรถจักรไอน้ำของพวกเขา การเสริมกำลังนี้ได้นำไปสู่การวางรถไฟ 75,000 ไมล์ภายในอเมริกา ยาวที่สุดภายในประวัติศาสตร์ของโลก
เมื่อ ค.ศ 1900 กระบวนการรวมกำลังทางเศรษฐกิจได้ขยายไปสู่สาขาส่วนใหญ่ของอุตสาหกรรม บริษัทใหญ่ไม่กี่บริษัท บริษัทใหญ่บางบริษัทได้จัดองค์การเป็นทรัสต์เหมือนเช่นสแตนดาร์ด ออยล์ ได้ยึดครองภายในอุตสาหกรรมเหล็ก น้ำมัน น้ำตาล และเนื้อ
เราจะมีระยะเวลาภายในประว้ติศาสตร์อเมริกันเมื่อนักธุรกิจที่มีอิทธิพลและยักษ์ใหญ่ของอุตสาหกรรมได้โอ้อวดความมั่งคั่งมากกว่าแม้แต่นักนวัตกรรมเทคโลนีสูงสุดของวันนี้ ระหว่างยุคเคลือบทองของอเมริกา – ตอนหลังครึ่งของศตวรรษที่สิบเก้า ตั้งแต่ประมาณ ค.ศ 1870 ถึง 1900 – ความมั่งคั่งปรับเงินเฟ้อและผลกระทบของบุคคลสำคัญที่สุดของอเมริกาจะบดบังรัศมีอย่างมากต่อสิ่งที่เรามองเห็นวันนี้ ความมั่งคั่งของบุคคลเหมือนเช่น จอห์น รอคกี้เฟลเล่อร์ คอร์เนเลียส แวนเดอร์บิวท์ เฮนรี่ ฟอร์ด และแอนดรูว์ คาร์เนกี้ โดยมาตรฐานที่ถูกวัดเป็นร้อยพันล้านเหรียญของวันนี้ จะมากกว่ายักษ์ใหญ่เทคโนโลยีเหมือนเช่นอีลอน มัสค์
บิลล์ เกตส์ มาร์ค ซัคเกอร์เบิรก และแม้แต่เจฟฟ์ บีซอส บุคคลร่ำรวยที่สุดภายในโลกเมื่อ ค.ศ 2019 อย่างมาก
ความมั่งคั่งอย่างมากมายมักจะแสดงความไม่เสมอภาคทางการเงินของยุค
มันจะเป็นความคิดของความยิ่งใหญ่ที่น่าทึ่งนี้ภายในการเผชิญกับความเป็นห่วงทางสังคมที่ไม่ถูกแก้ไขที่ทำให้มารค ทเวน สร้างถ้อยคำ “ยุคเคลือบทอง” ภายในนิยาย ค.ศ 1873 ของเขา The Gilded Age : A Tale of Today
กลุ่มบุคคลชั้นสูงที่มั่งคั่งของปลายศตวรรษที่สิบเก้าจะประกอบด้วยนักอุตสาหกรรมที่สะสมความมั่งคั่งของพวกเขาเป็นขุนนางนักปล้นและกัปตันของอุตสาหกรรมดังที่เรียกกัน บุคคลทั้งสองสามารถถูกระบุเป็นนักธุรกิจที่ยิ่งใหญ่และมีอิทธิพล แต่เราจะมีความแตกต่างที่สำคัญภายในวิถีทางที่พวกเขาได้สร้างความมั่งคั่ง
ถ้อยคำขุนนางนักปล้นจะยัอนหลังไปยังยุโรปยุคกลางและแสดงความเป็นลบ โดยทั่วไปขุนนางนักปล้นจะใช้วิธีการที่เป็นข้อสงสัยทางจริยธรรมกำจัดการแข่งขันของพวกเขา และสร้างการผูกขาดภายในอุตสาหกรรมของพวกเขา พวกเขาจะเอาใจใส่คนงานน้อย แต่กระนั้นกัปตันของอุตสาหกรรมจะเป็น
เป็นผู้นำธุรกิจ วิถีทางของการสร้างความมั่งคั่งส่วนบุคคลของพวกเขาจะมีส่วนช่วยทางบวกต่อประเทศภายในวิถีทางบางอย่าง พวกเขาได้สร้างความมั่งคั่ง และใช้ความมั่นคั่ง
ภายในวิถีทางที่มีประโยชน์ต่อสังคม เช่น การสร้างงานมากขึ้น การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต การขยายตลาด หรือการช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ การแสดงคุณลักษณะนี้จะตรงกันข้ามกับขุนนางนักปล้น ผู้นำธุรกิจที่ใช้วิถีทางของการเมืองที่จะบรรลุเป้าหมายส่วนบุคคล นักธุรกิจศตวรรษที่สิบเก้าบางคนที่ถูกเรียกว่ากัปตันของอุตสาหกรรมจะทับซ้อนกับนักธุรกิจที่เรียกว่าขุนนางนักปล้น บุคคลเหล่านี้เหมือนเช่น คอร์เลเนียส แวนเดอร์บิวท์ แอนดรูว์ คาร์เนกี้ื แอนดูรว์ เมลลอน เฮนรี่ ฟอร์ด ลีแลนด์ สแตนฟอรด และจอหน รอคกี้เฟลเล่อร์ ถ้อยคำกัปตันของอุตสาหกรรมได้ถูกสร้างโดยโทมัส คาร์ลไล นักปรัชญาชาวสก็อต
ภายในหนังสือ ค.ศ 1843 ของเขา Past and Present ภายในหนังสือ เขาได้เขียนเกี่ยวกับผลกระทบของการปฏิวัติอุตสากรรมยุควิคตอเรีย หนังสือได้รวมประวัติศาสตร์ยุคกลางกับข้อวิจารณ์ของสังคมอังกฤษศตวรรษที่สิบเก้า
“ขุนนางนักปล้น” จะเป็นถ้อยคำที่ถูกใช้กับนักธุรกิจอเมริกันที่มีพลังบางคนของศตวรรษที่สิบเก้า เมื่อ ค.ศ 1890 โดยทั่วไปถ้อยคำได้ถูกใช้กับนักธุรกิจที่ถูกมองจากการใช้การปฏิบัติที่น่าสงสัยสะสมความมั่งคั่ง โดยปรกติ “การปฏิบัติที่น่าสงสัย” เหล่านี้จะรวมทั้งการรับรู้ว่าพวกเขาได้เสนอผลิตภัณฑ์ ณ ราคาต่ำมากเหมือนกับที่จ่ายค่าจ้างแก่คนงานของพวกเขาต่ำมาก และกำจัดคู่แข่งขันที่ตามไม่ทันออกไป
ขุนนางนักปล้น จะเป็นถ้อยคำบนพื้นฐานของคำพูดเปรียบเทียบกับขุนนางนักปล้นเยอรมัน ได้อธิบายขุนนางศักดินาท้องที่ หรือโจรภายในยุโรปยุคกลางที่คอยดักปล้นนักเดินทาง บ่อยครั้งจะเป็นเรือพ่อค้าตามแม่น้ำไรน์ เมื่อพวกเขาได้ผ่านตามพื้นที่บังหน้า การเรียกร้องภาษีหรือค่าปรับ
ถ้อยคำได้ปรากฏภายในหนังสือพิมพ์อเมริกันเมื่อ ค.ศ 1859 การใช้สมัยใหม่ของถ้อยคำจะมาจาก “The Robber Baron” ของ
แมทธิว โจเซฟสัน
ตลอดเส้นทางของปลาย ค.ศ 1800 นักธุรกิจที่ยิ่งใหญ่และมีอิทธิพลเหมือนเช่นคอรเนเลียส แวนเดอร์บิวท์ จอหน รอคกี้เฟลเล่อร์ แอนดูรว์ คาร์เนกี้ และ เจ พี มอร์แกน ได้ช่วยกำหนดการเจริญเติบโตของอุตสาหกรรมอเมริกัน บุคคลบางคนมองพวกเขาเป็นกัปตันของอุตสาหกรรม เพราะว่าพวกเขาได้คิดค้น ทำงานหนัก และนำทางภายในการลุกขึ้นมาของธุรกิจอเมริกัน แต่บุคคลอื่นมองพวกเขาเป็นขุนนางนักปล้น เพราะว่าพวกเขา
จะเป็นผู้ประกอบการที่โหดเหี้ยมและมุ่งตัวเอง พวกเขาได้ใช้การปฏิบัติทางธุรกิจทำลายคู่แข่งขันที่เล็กกว่า และขับไล่บริษัทหลายบริษัทออกไปจาก
ธุรกิจ

 

ถ้อยคำ “ยุคเคลือบทอง” ได้ถูกนำมาใช้เมื่อ ค.ศ 1920 และค.ศ 1930 และได้ถูกยืมมาจากชื่อหนังสือของมาร์ค ทเวน มาร์ค ทเวนได้คิดค้นความคิดของยุคเคลือบทอง อย่างน้อยที่สุดถ้อยคำได้ผ่านลงมาที่เราจากนิยายเล่มแรกของเขา The Gilded Age : A Tale of Today ที่เขาได้เขียนกับเพื่อนที่ดีของเขา ชารลส์ ดัดลี่ย์ วอร์เนอร์ พิมพ์เมื่อ ค.ศ 1873 มันจะเป็นหนังสือขายดีที่สุดทันที มาร์ค ทเวน ได้ชื่อมาจากคิง จอห์น ของเชคเปียร์ การชุบทองบริสุทธ์ การทาสีดอกลิลลี่…….จะเป็นความสิ้นเปลืองและส่วนเกินที่ไรัสาระ การชุบดอกลีลลี่ที่สวยงามอยู่แล้วและไม่ต่องการการตกแต่งต่อไปอีก จะสิ้นเปลืองและมากเกินไป คุณลักษณะของยุคที่มาร์ค ทเวน ได้เขียนเกียวกับภายในนิยายของเขา การแปลความหมายของชื่ออีกอย่างหนึ่งคือ การเปรียบเทียบระหว่าง “ยุคทอง” อุดมคติ และคุณค่าที่น้อยลง “ยุคเคลือบทอง” เมื่อการเคลือบจะเป็นชั้นที่บางของทองบนวัตถุเท่านั้น ดังนั้นชื่อจะใช้ความหมายที่ดูหมิ่นกับเวลา เหตุการณ์ และบุคคของนิยาย
The Gilded Age จะเป็นเรื่องราวถากถางที่มีชื่อเสียงโดยมาร์ค ทเวนเมื่อปลาย ค.ศ 1800 มาร์ค ทเวน จะเป็นนามปากกาของซามูเอล แลงฮอร์น คลีเมนส์
นักเขียนชาวอเมริกันที่มีชื่อเสียง ผลงานที่ยิ่งใหญ่ที่เขาได้สร้างแก่วรรณกรรม
อเมริกันคือ ทอม ซอร์เยอร์ ผจญภัย และฮัคเคิลเบอรี่ย์ ฟินน์ ผจญภัย
และถ้อยคำว่า “ยุคเคลือบทอง” ในไม่ช้าได้กลายเป็นการระบุปีที่สับสนวุ่นวายระหว่างสงครามกลางเมืองและการเริ่มต้นของศตวรรษที่ยี่สิบ
ภายในประวัติศาสตร์ของอเมริกา ยุคเคลือบทองจะเป็นช่วงเวลาตั้งแต่ประมาณ ค.ศ 1870 จนถึงปลายศตวรรษที่สิบเก้า ถ้อยคำ ยุคเคลือบทาง ได้ถูกสร้างโดยมาร์ค ทเวนภายในหนังสือ การถากถางสิ่งที่พวกเขาเชื่อว่าเป็นยุคของปัญหาทางสังคมอย่างรุนแรงซ่อนเร้นโดยการชุบทองที่บาง ยุคฉาบทองจะเป็นยุคของการเจริญเติบโตที่ยิ่งใหญ่ โดยเฉพาะภายในทางเหนือและตะวันตก สิ่งนี้ได้ดึงดูดผู้อพยพหลายล้านคนจากยุโรป แต่กระนั้นยุคเคลือบทองจะเป็นยุคของความยากจนอย่างใหญ่โตด้วย รายได้ต่อปีเฉลี่ยของครอบครัวส่วนใหญ่จะประมาณ 380 เหรียญ รถไฟจะเป็นอุตสาหกรรมที่สำคัญ
มาร์ค ทเวน จะเป็นบุคคลแรกที่เรียกปีภายหลังสงครามกลางเมืองว่ายุคเคลือบทอง เขาได้ถูกกระตุ้นด้วยการมองเห็นความละโมภอย่างรุนแรงและความบ้าคลั่งทางการเก็งกำไรของตลาด และการทุจริตที่แพร่หลายอยู่กับการเมืองของประเทศ เขาได้ถากถางสังคมที่มีปัญหาอย่างร้ายแรง ได้ถูกคลุมด้วยการเคลือบทองที่บาง เขาได้เรียกมันเป็นยุคเคลือบทอง เพราะบนพื้นผิว สังคมอเมริกันดูเหมือนจะมั่งคั่งและเจริญรุ่งเรือง แต่ข้างใต้พื้นผิวมันจะเป็นความยากจนและความยากลำบาก ถ้าบางสิ่งบางอย่างได้ถูกชุบ มันจะพื้นผิวที่บาง
ทองที่ปกคลุมวัตถุที่ด้อยกว่า มาร์ค ทเวน ได้อ้างถึงความมั่งคั่งใหญ่หลวงของบุคคลไม่กี่คนอยู่บนสุด ตรงกันข้ามกับการดำรงชีวิตและสภาวะการทำงานต่ำกว่ามาตรฐานของบุคคลจำนวนมาก
ภายในยุคเคลือบทองนี้ อเมริกาได้กลายเป็นเจริญรุ่งเรืง และมองเห็นการเจริญเติบโตอย่างไม่มีมาก่อนภายในอุตสาหกรรมและเทคโนโลยี
แต่ยุคฉาบทองจะมีด้าน มันจะเป็นช่วงเวลาที่นักอุตสาหกรรม นายธนาคาร และนักการเมืองที่ละโมภและทุจริตสุขใจกับความมั่งคั่งที่เป็นความสูญเสียของชนชั้นแรงงาน ตามชื่อหนังสือ ยุคเคลือบทอง มาร์ค ทเวน หมายความถึงช่วงเวลาที่ส่องแส่งแวววาวบนพื้นผิว แต่การทุจริตและความละโมภจะอยู่ข้างใต้
ตามมุมมองที่นิยมแพร่หลาย การชุบทองจะอ้างถึงกระบวนการของการเคลือบโละหะราคาถูกด้วยชั้นของทองที่บาง
ระหว่างปลายศตวรรษที่สิบเก้าอเมริกาได้เผชิญกับคลื่นของอุตสากรรมโดยกลุ่มของบุคคลเรียกว่านักอุตสาหกรรม ไม่ต้องสงสัยที่นักอุตสาหกรรมเหล่านี้จะถูกขับเคลื่อนโดยแรงจูงใจอย่างเดียวเท่านั้น ความมั่งคั่ง แต่กระนั้นนักประวัติศาสตร์ได้โต้เถียงกันถึงชื่อที่จะมอบให้กับบุคคลเหล่านี้ นั่นคือกัปตันของอุตสาหกรรม ถ้าไม่มีพวกเขาประเทศนี้ไม่สามารถเป็นมหาอำนาจทางอุตสาหกรรมที่ยิ่งใหญ่ หรือขุนนางนักปล้น พวกเขาได้จำกัดการแข่งขัน และขโมยจากบุคคลที่ยากจนที่ได้ประโยชน์แก่บุคคลที่ร่ำรวย เราจะลากเส้นแบ่งตรงไหนระหว่างการปฏิบัติอย่างไม่ยุติธรรมและการแข่งขันที่นำไปสู่นวัตกรรม การลงทุน และการปรับปรุงมาตรฐานชีวิตของบุคคลทุกคน
ปลายศตวรรษที่สิบเก้าจะเป็นระยะเวลาของความละโมภและการหลอกลวงของขุนนนางนักปล้นหรือโจรผู้ดีที่แย่งชิง นักเก็งกำไรที่ไร้ยางอาย นักการเมืองที่มีเรื่องอื้อฉาว และโจรสลัดบริษัทของการปฏิบัติทางธุรกิจที่เป็นเงามืด
การระเบิดขึ้นของอุตสาหกรรมและการเจริญเติบโตของบริษัทที่แสดงคุณลักษณะของยุคฉาบทองจะถูกควบคุมโดยผู้ประกอบการที่กระตือรีอร้นและมีรสชาติที่ได้กลายเป็นรู้จักกันเป็นขุนนางนักปล้นและกัปตันของอุตสาหกรรม พวกเขาได้สร้างความร่ำรวยจากการผูกขาด ที่พวกเขาได้สร้างภายในอุตสาหกรรมเหล็ก น้ำมัน การขนส่ง และการเงิน
ยุคภายหลังสงครามกลางเมืองจะเป็นระยเวลาที่รัฐทางใต้สูญเสียทุกสิ่งทุกอย่าง นักเศรษฐศาสตร์ได้้รับรู้ว่ารัฐทางเหนือได้กลายเป็นที่รู้จักกันเป็น ขุนนางนักปล้น บุคคลที่เริ่มต้นด้วยความมั่นคั่งพอประมาณและทำให้เป็นความมั่งคั่งอย่างใหญ่หลวงบนหลังของบุคคลที่ทำงานกับพวกเขา พวกเขาจะคัดค้านสหภาพที่ทำให้พวกเขามีต้นทุนสูงขึ้น และในขณะที่บุคคลบางคนมองนักอุตสาหกรรมเหล่านี้ได้สร้างประเทศใหม่บนเศษหินของการทำลายจากสงครามกลางเมือง นัักอุตสาหรรมและนักการเงินที่ร่ำรวยสุด เช่น แอนดรูว์ คาร์เนกี้ จอห์น รอคกี้เฟลเล่อร์ แอนดูรว์ เมลลอน คอร์เนเลียส แวนเดอร์บิวท์ และเจ พี มอร์แกน ได้ถูกเรียกว่าขุนนางนักปล้นโดยประชาชน พวกเขาโกงที่จะได้เงินและร่ำรวยเหนือบุคคลธรรมดา แต่บุคคลที่ชื่นชมจะมองว่าพวกเขาเป็นกัปตันของอุตสาหกรรม
พวกเขาได้สร้างเศรษฐกิจอุตสาหกรรมของอเมริกา และพวกเขาได้ทำการช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ เช่น แอนดรูว์ คาร์เนกี้ ได้บริจาคมากกว่า 90% ของความมั่งคั่งของเขา และกล่าวว่าการช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์จะเป็นหน้าที่ของชนชั้นสูงภายในบทความ The Gospel of Wealth
นักประวัติศาสตร์มองยุคเคลือบทองเป็นช่วงเวลาของการปฏิรูปเศรษฐกิจ เทคโนโลยี กาาเมือง และสังคมอย่างรวดเร็ว การปฏิรูปเหล่านี้ได้กระตุ้นสังคมอุตสาหกรรมของประเทศสมัยใหม่จากสังคมที่เป็นชุมชนภูมิภาคขนาดเล็ก เมื่อสิ้นสุดยุคเคลือบทอง อเมริกาได้อยู่บนสุดของชาติอุตสาหกรรมแนวหน้าของโลก ภายในยุคของความก้าวหน้าที่ตามมาจากยุคเคลือบทอง อเมริกาได้กลายเป็นมหาอำนาจโลก

 

ระหว่างช่วงเวลาของการปฏิวัติอุตสากรรมที่รู้จักกันเป็นยุคเคลือบทอง นักธุรกิจที่หลักแหลมจากภูมิหลังที่ยากจนได้กลายเป็นมหาเศรษฐีโดยการยึดโอกาสภายในอุตสาหกรรมใหม่ของประเทศ ความมั่งคั่งของพวกเขาได้กลายเป็นตำนานอย่างรวดเร็ว การบันดาลใจเด็กหนุ่มหลายคนออกจากฟาร์มของครอบครัวมุ่งหน้าเข้าเมืองด้วยความหวังของการกลายเป็นร่ำรวย แรงบันดาลใจเพื่อความฝันจากยาจกเป็นมหาเศรษฐีของยุคนี้จะมาจากนักธุรกิจอเมริกันจำนวนน้อยที่ได้สร้างอุตสากรรมที่ใหญ่โตไม่เหมือนกับอะไรก็ตามที่รู้มาก่อน
พวกเขาได้กลายเป็นความมั่งคั่งอย่างมากมายและมีอิทธิพลที่ยิ่งใหญต่อเศรษฐกิจและแม้แต่เหนือรัฐบาล บุคคลบางคนจะมองพวกเขาเป็น “ขุนนางนักปล้น”
นักธุรกิจที่โหดร้ายและละโมภทำทุกวิถีทางภายในการแสวงหาความมั่งคั่งของพวกเขาเอง ตรงกันข้ามบุคคลอื่นอาจจะมองพวกเขาเป็นกัปตันของอุตสาหกรรม และยกย่องพวกเขาต่อการทำให้อเมริกาเป็นประเทศอุตสาหกรรมร่ำรวยที่สุดของโลก
ขุนนางนักปล้นได้เข้ามาสู่อำนาจใกล้จะสิ้นสุดสงครามกลางเมือง สงครามระหว่างระหว่างสหภาพ รัฐฝ่ายเหนือ ที่ต่อด้านการมีทาส และสมาพันธรัฐ
รัฐฝ่ายใต้ ที่สนับสนุนการมีทาส ประเทศจะมั่งคั่งภายในทรัพยากรธรรมชาติ เช่น เหล็ก ถ่านหิน และน้ำมัน
ขุนนางนักปล้นหรือกัปตันของอุตสาหกรรมจะเป็นวิถีทางที่นักอุตสาหกรรมศตวรรษที่สิบเก้าได้แสดงตลอด 150 ปีที่ผ่านมา ส่วนใหญ่มันจะขึ้นอยู่กับคณะประวัติศาสตร์ที่ทำการตีความ
ขุนนางนักปล้นจะเป็นนักอุตสาหกรรมของปลายศตวรรษที่สิบเก้า พวกเขาได้กลายเป็นมั่งคั่งโดยวิถีทางที่ขาดจริยธรรม – การโกง เหมือนเช่น การใช้ตลาด
หุ้นอย่างน่าสงสัย และการเอาเปรียบแรงงาน – การปฏิบัติที่ไม่ยุติธรรมและเห็นแก่ตัว ขุนนางนักปล้นจะเป็นการพรรณาของบุคคล
ทางลบเหมือนเช่น จอห์น รอคกี้เฟลเล่อร์ และคอร์เนเลียส แวนเดอร์บิวท์ที่โหดร้ายและแก้แค้น พวกเขาได้ยึดครองธุรกิจอื่นด้วยวิถีทางที่ทารุณ และบังคับให้คนงานหลายพันคนทำงานภายในสภาวะที่น่ากลัว และการจ่ายค่าจ้างที่ต่ำเหมือนเช่นแอนดูรว์ คาร์เนกี้ พวกเขาได้จำกัดการแข่งขันด้วยการซื้ออุตสาหกรรมอื่นและบดขยี้บริษัทอื่นอย่างโหดร้าย เราจะมีขโมยเหมือนเช่นจิม ฟิสค์ แลเจย์ กูลด์ พยายามจะผูกขาดตลาดทองเมื่อ ค.ศ 1869 พวกเขาได้พิมพ์หุ้นปลอมเพื่อที่จะหลอกลวงนักลงทุน
กัปตันของอุตสากรรมจะเป็นการพรรณาของนักอุตสากรรมทางบวก การแสดงว่าบุคคลเหล่านี้อุตสาหะและหลักแหลม และการตอบสนองความฝันอเมริกัน บุคคลเหล่านี้บางคนเหมือนเช่นแอนดูรว์ คาร์เนกี้ และจอห์น รอคกี้เฟลเล่อร์ ได้ถูกยกย่องต่อการช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ของพวกเขา พวกเขาจะเป็นตัวอย่างของทุนนิยมที่ดีที่สุด กัปตันของอุตสาหกรรมเหล่านี้ได้ผลักดันอเมริกาไปสู่ยุคสมัยใหม่ การทำให้ผลิตภัณฑ์ราคาถูกลง และไม่ได้หาประโยชน์จากการผูกขาดของพวกเขา เจ พีิ มอร์แกน จะมีพลังจนเขาสามารถโยนทิ้งเศรษฐกิจอเมริกันได้ และส่วนหนึ่งของเศรษฐกิจโลกจะตามมาด้วยกับเขา แต่เขาไม่ได้กระทำสิ่งเหล่านี้
ถ้อยคำ ขุนนางนักปล้น ได้เริ่มต้นถูกใช้ภายในต้น ค.ศ 1870 ที่จะอธิบายชนชั้นนักธุรกิจที่ร่ำรวยอย่างมากที่ใช้ยุทธวิธีทางธุรกิจที่โหดร้ายและขาดจริยธรรม
ยึดครองอุตสาหกรรมที่สำคัญ ภายในยุคที่ไม่มีการควบคุมธุรกิจอย่างแท้จริง
อุตสาหกรรมเหมือนเช่น รถไฟ เหล็ก และน้ำมัน ได้กลายเป็นการผูกขาด
เมื่อคนงานและลูกค้าสามารถถูกเอาเปรียบได้ มันได้ใช้ศตวรรษของการเจริญเติบโตอย่างฝ่าฝืน ก่อนที่การละเมิดอย่างชัดเจนของขุนนางนักปล้นจะถูกนำมาภายใต้การควบคุม ขุนนางนักปล้นจะเป็นนักอุตสาหกรรมอเมริกัน – ผู้นำ
ธุรกิจที่ยิ่งใหญ่ของปลายศตวรรษที่สิบเก้าที่ได้กลายเป็นความมั่งคั่งโดยวิถีทางที่โกง เช่น การใช้ตลาดหุ้นที่น่าสงสัย และการเอาเปรียบคนงาน – การปฏิบัติอย่างไม่ยุติธรรมและเห็นแก่ตัว ถ้อยคำขุนนางนักปล้นได้ถูกใช้ต้นกำเนิดภายในศตวรรษที่สิบสองและสิบสามกล่าวถึงขุนนางศักดินา
ถ้อยคำขุนนางนักปล้นจะมาจากอัศวินนักปล้น ขุนนางเยอรมันยุคกลางเหล่านี้จะเก็บค่าธรรมเนียมผิดกฏหมายเพียงในนามที่ไม่ได้รับอำนาจโดยจักรพรรดิ์โรมันอันศักดิ์สิทธ์บนถนนดั้งเดิมข้ามที่ดินของพวกเขา หรือค่าธรรมเนียมตามแม่น้ำไรน์ พวกเขาได้เอาเงินใส่กระเป๋าของพวกเขาเองเป็นต้นทุนของสินค้า
โดยไม่ได้เพิ่มคุณค่าอะไรเลย
แมทธิว โจเซฟสัน ผู้เขียน The Robbers Barons พิมพ์ครั้งแรกเมื่อ ค.ศ 1934
ได้เล่าเรื่องราวของการกลายเป็นอุตสาหกรรมของอเมริกาอย่างใหญ่โต
ที่ได้เกิดขึ้นภายในไตรมาสสุดท้ายของศตวรรษที่สิบเก้า มันจะเป็นการเจริญเติบโตอย่างยิ่งใหญ่ที่สุด การสร้างระบบการเชื่อมต่อกันที่ใหญ่โตครอบคลุมเหล็ก น้ำมัน รถไฟ ถ่านหิน และธนาคาร หนังสือได้มองที่ปรากฏการณ์นี้ผ่านทางสายตาของบุคคลที่ขึ้นมาบนสุดภายในการรีบเร่งอย่างบ้าคลั่งและไม่ได้จัดเตรียมเพื่อการพัฒนา และได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวประวัติของจอห์น รอคกี้เฟลเบ่อร์ – น้ำมัน แอนดูรว์ คาร์เนกี้ – เหล็ก คอร์เนเลียส แวนเดอร์บิวท์ – รถไฟ และเจ พี มอร์แกน – ธนาคาร และบุคคลอื่น
The Robber Barons จะเป็นผลงานคลาสสิคของนักอุตสาหกรรมและนักการเงินของยุคเคลือบทอง พวกเขาได้กำหนดยุคของพวกเขาเองและอนาคตของอเมริกา
แมทธิว โจเซฟสัน ไม่ได้สร้างถ้อยคำ ขุนนางนักปล้น แต่เขาได้รับผิดชอบอย่างแน่นอน
ต่อการนำเข้ามาสู่พจนานุกรมภาษาอังกฤษ เขาจะเป็นนักเขียนและนักข่าว
และเขียนหนังสือของเขาระหว่างการตกต่ำทางเศรษฐกิจครั้งใหญ่ ณ เวลาที่
นายทุนใครก็ตามถูกคิดว่าเป็นบุคคลต่อต้านสังคมของความมีศีลธรรมที่คลุมเครือ แมทธิว โจเซฟสัน ได้กล่าวว่าเขาได้ถ้อยคำ ขุนนางนักปล้นจากหนังสือเล่มเล็กต่อต้านรถไฟของกลุ่มเกษตรกรรมแคนซัสของ ค.ศ 1880 บัญชีรายชื่อบุคคลทางธุรกิจที่สำคัญภายใน The Robber Barons เช่น
คอร์เนเลียส แวนเดอร์บิวท์ เจย์ กูลด์ และแอนดูรว์ คาร์เนกี้
โดยทั่วไปบุคคลเหล่านี้มาจากครอบครัวยากจนและ ยกเว้น เจ พี มอร์แกน โดยทั่วไปพวกเขาจะมาจากนิว อิงค์แลนด์ พวกเขาจะเคร่งศาสนาและทำงานหนัก
พวกเขาจะมีความทะเยอทะยานขับเคลื่อนที่จะกลายเป็นความร่ำรวย และพวกเขาจะไม่หวาดหวั่นเกี่ยวกับการขับเคลื่อนการต่อรองที่ลำบากหรือใช้ข้อได้เปรียบจากจุดอ่อนของคู่แช่งขัน
นักธุรกิจที่ยิ่งใหญและมีอิทธิพลของอเมริกาภายในศตวรรษที่สิบเก้าและต้นที่ยี่สิบ จะมีชื่อเล่นดูหมิ่นว่า “ขุนนางนักปล้น” ได้สร้างอาณาจักรที่ยิ่งใหญ่และสะสมความมั่งคั่งที่ไม่เคยมีมาก่อน ถ้อยคำขุนนางนักปล้นจะได้มาจากขุนนางเยอรมันยุคกลางเก็บค่าธรรมเนียมตามกฏหมายจากการเดินเรือผ่านแม่น้ำไนล์ แมทธิว โจเซฟสัน ผู้วิจารณ์ข่าวเศรษฐกิจและการเมือง ได้ทำให้ถ้อยคำนิยมแพร่หลายระหว่างการตกต่ำทางเศรษฐกิจครั้งใหญ่ภายในหนังสือ ค.ศ 1934 ชื่อเดียวกัน เขาได้อ้างถ้อยคำกับหนังสือเล่มเล็กต่อต้านการผูกขาด ค.ศ 1880 เกี่ยวกับนักธุรกิจรถไฟที่ยิ่งใหญ่ โจเซฟสันกล่าวหาว่าจะคล้ายกับกำพืดเยอรมัน นักธุรกิจที่ยิ่งใหญอเมริกันได้สะสมความมั่งคั่งมากมาย
อย่างไม่มีศีลธรรม ไม่มีจริยธรรม และไม่เหมาะสม หัวข้อจะเป็นที่นิยมแพร่หลายระหว่างการตกต่ำทางเศรษฐกิจครั้งใหญ่ ระยะเวลาที่ประชาชนได้รังเกียจต่อการละเมิดของธุรกิจใหญ่
ขุนนางนักปล้นจะตรงกันข้ามกับกัปตันของอุตสาหกรรม ถ้อยคำถูกใช้เริ่มแรกภายในอังกฤษระหว่างการปฏิวัติอุตสาหกรรม การอธิบายผู้นำธุรกิจทีใช้วิถีทางของการสะสมความมั่งคั่งส่วนบุคคลที่มีส่วนช่วยทางบวกต่อประเทศภายในวิถีทางบางอย่าง
คลื่นของนักอุตสาหกรรมที่เราได้ศึกษามักจะขับเคลื่อนโดยบุคคลที่ยิ่งใหญ่ไม่กี่คนที่รู้จักกันเป็นนักอุตสาหกรรม เราจะไม่มีความเข้าใจผิดแรงจูงใจของพวกเขา : ความมั่งคั่ง แต่กระนั้นเราจะมีการโต้เถียงต่อประวัติศาสตร์ควรจะ
พรรณานักอุตสาหกรรมเหล่านี้อย่างไร
บุคคลบางคนรู้สึกว่านักอุตสาหกรรมที่มีพลังของยุคเคลือบทองควรจะถูกอ้างว่าเป็นขุนนางนักปล้น มุมมองนี้จะพูดเน้นทางลบ มันจะแสดงบุคคลเหมือนเช่น คอร์เนเลียส แวนเดอร์บิวท์ จอห์น รอคกี้เฟลเล่อร์ และเฮนรี่ ฟอร์ด และนักธุรกิจอื่นที่โหดร้ายทำทุกวิถีทางที่จะบรรลุความมั่งคั่งที่ยิ่งใหญ่ ขุนนางนักปล้นเหล่านี้ได้ถูกกล่าวหาจากการเอาเปรียบคนงาน และการบังคับสภาวะการทำงานที่น่ากลัว และการปฏิบัติทางแรงงานที่ไม่ยุติธรรมต่อคนงาน มุมมองของนักอุตสาหกรรมอีกอย่างหนึ่งคือ กัปตันของอุตสาหกรรม ถ้อยคำกัปตันของอุตสาหกรรมจะมองบุคคลเหล่านี้เป็นผู้นำที่หลักแหลมและอุตสาหะ พวกเขาได้ปฏิรูปเศรษฐกิจอเมริกันด้วยทักษะทางธุรกิจของพวกเขา พวกเขาได้ถูกยกย่องต่อทักษะของพวกเขาและต่อการช่วยเพื่อนมนุษย์ของพวกเขาด้วย
วิถีทางที่เรามองนักอึตสากรรมเหล่านี้จะเป็นมุมมองของเรา มุมมองของเราจะเป็นวิถีทางที่เรามองหรือเข้าใจอะไรก็ตามบนพื้นฐานของสิ่งที่เรารู้และประสบการณ์ เราได้ชมภาพยนตร์สารคดีแปดตอนของฮิทรี แชนเนล The Men Who Built America มาแล้ว มุมมองของเราเกี่ยวกับนักอุตสากรรม
เหล่านี้คืออะไร ผู้สร้างอุตสาหกรรมอเมริกันเป็นขุนางนักปล้นหรือกัปตันของอุตสาหกรรม
ภายใต้ขุนนางนักปล้นและกฏหมายห้ามการผูกขาด การร้องเรียนที่สำคัญต่อต้านนายทุนศตวรรษที่สิบเก้าคือพวกเขาจะเป็นผู้ผูกขาด ความกลัวต่อขุนนางนักปล้นและการปฏิบัติการผูกขาดของพวกเขาได้เพิ่มการสนับสนุนของประชาขนต่อกฏหมายห้ามการผูกขาดของเชอร์แมนเมื่อ ค.ศ 1890
คอร์เนเลียส แวนเดอร์บิวท์ จะเป็นนักธุรกิจที่ร่ำรวยและมีอิทธิพลของการเดินเรือและรถไฟ
เขาได้สร้างตัวเขาเองจากไม่มีอะไรเลยที่ได้กลายเป็นบุคคลร่ำรวยที่สุดภายในอเมริกาศตวรรษที่สิบเก้า เขาจะเป็นบุคคลแรกที่ถูกเรียกว่าขุนนางนักปล้น ภายในบทความของเดอะ นิว ยอร์ค ไทม์ 1859 แวนเดอร์บิวท์ ได้ทำงานภายในการเดินเรือ ก่อนที่จะเข้าไปสู่ธุรกิจเพื่อตัวเขาเอง จนกลายเป็นผู้ดำเนินเรือกลไฟใหญ่ที่สุดรายหนึ่งของอเมริกา เขาจะมีชื่อเสียงของการเป็นคู่แข่งขันที่โหดร้าย เมื่อ ค.ศ 1860 เขาได้ตัดสินใจก้าวไปสู่อุตสาหกรรมรถไฟ ตัวอย่างของความโหดร้ายของเขาคือ เมื่อเขาได้พยายามจะซื้อรถไฟนิวยอร์ค เซ็นทรัล
เขาจะไม่ยอมให้ผู้โดยสารและสินค้าขึ้นบนรถไฟของเขา นี่หมายความว่าพวกเขาไม่สามารถเชื่อมต่อเมืองทางตะวันตกได้ ภายใต้วิถีทางนี้เซ็นทรัล เรลโรดได้ถูกบังคับขายแก่เขา ในที่สุดแวนเดอร์บิวท์ควบคุมรถไฟทั้งหมดจากนิวยอร์คไปชิคาโก
การลุกขึ้นมาจากต้นกำเนิดที่ยากจนเป็นผู้เดินเรือข้ามฟากรายเล็กภายในท่าเรือนิวยอร์ค บุคคลที่กลายเป็นรู้จักกันว่า ผู้บัญชาการกองเรือ ได้ยึดครองอุตสาหกรรมการขนส่งทั้งหมดภายในอเมริกา แวนเดอร์บิวท์ ได้สร้างความมั่งคั่งจากการดำเนินกองเรือกลไฟ และด้วยเวลาที่ดีพร้อมของการเปลี่ยนแปลงไปสู่การเป็นเจ้าของและการดำเนินรถไฟ ณ เวลานั้น ถ้าเราต้องการจะไปที่ไหนหรือขนส่งสินค้าภายในอเมริกา เราน่าจะเป็นลูกค้าของแวนเดอร์บิวท์มากที่สุด เขาได้ถูกพิจารณาเป็นบุคคลร่ำรวยที่สุดภายในอเมริกา แวนเดอร์บิวท์ จะรับผิดชอบต่อการพัฒนาระบบการขนส่งอย่างมากภายในอเมริกา เขาจะรับผิดชอบทั้งเรือและรถไฟ เขาได้สร้างผลกระทบที่ยิ่งใหญ่ต่ออุตสาหกรรมอมริกัน เพราะว่าสิ่งที่เขาได้บรรลุความสำเร็จภายในชีวิตของเขาเหมือนเช่นการยึดครองอุตสาหกรรมรถไฟ ถึงแม้ว่าเขาจะเป็นบุคคลที่โหดร้าย แต่เขาจะเป็นบุคคลที่ทำงานหนักและบรรลุความสำเร็จด้วย ดังนั้นเขาได้ถูกพิจารณาเป็นกัปตันของอุตสาหกรรม ในขณะที่บุคคลบางคนเชื่อว่าเขาจะเป็นขุนนางนักปล้น
แวนเดอร์บิวท์ ได้การควบคุมของอุตสาหกรรมรถไฟส่วนใหญ่ เขาได้ลดค่าโดยสารรถไฟพื่อที่จะได้ธุรกิจมากขึ้น เขาได้กำจัดบริษัทรถไฟที่แข่งขันออกไปจากธุรกิจ และซื้อสายรถไฟของพวกเขา รถไฟรายเล็กกว่าได้ถูกกลืนโดยบริษัทที่ใหญ่โตของแวนเดอร์บิวท์ เขาได้นำการขับเคลื่อนการรวมกัน และสร้างการควบคุมธุรกิจรถไฟส่วนใหญ่
คอร์เนเลียส แวนเดอร์บิวท์ จะเป็นขุนนางนักปล้น เพราะว่าเขาจะสอดคล้องกับคุณลักษณะหลายอย่างของขุนนางนักปล้น คนงานของจะได้ค่าจ้างต่ำและทำงานยาวชั่วโมง และสภาวะการทำงานที่ไม่ดี เขาจะมีการผูกขาดอุตสาหกรรม

Cr : รศ สมยศ นาวีการ

Facebook Comments

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *