INEWHORIZON

ขอบฟ้าใหม่

เล่าเรื่อง”หลอน”วันวาเลนไทน์

สบาย สบาย สไตล์เกษม

เกษม อัชฌาสัย

เล่าเรื่อง”หลอน”วันวาเลนไทน์

อยากจะคุยเรื่องเมืองพัทยาครับ ว่าธุรกิจการท่องเที่ยวที่นั่น ยังคงคึกคัก โดยเฉพาะแหล่ง”คนกลางคืน” แม้จะเงียบเหงาไปบ้าง เพราะนักท่องเที่ยวจีนหายหน้าไป ไม่มีใครไปส่งเสียงล้งเล้ง ให้เป็นที่รำคาญ หลังจากทางการปักกิ่ง สั่งห้ามการเดินทางออกนอกประเทศของ”กรุ๊ปทัวร์” เพื่อป้องกันการแพร่ขยายของโรค”โควิด-19”

แต่พวกชาวจีนที่เดินทางออกมาแล้ว ก็น่าจะยังติดอยู่ตามที่ต่างของโลก โดยเฉพาะในเมืองไทย ก่อนจีนสั่งปิดประเทศ

โรงแรมที่ผมไปพัก เป็นโรงแรมเก่าแก่ ย่านพัทยาใต้ อยู่เลยแหล่งบันเทิง ก่อนถึงแหลมบาลิฮาย ติดเขาพระตำหนัก มีแขกเข้าพักค่อนข้างจะหนาตาทีเดียว แต่ก็ไม่เห็นชาวจีน แม้ที่นั่น จะติดป้ายโฆษณาต้อนรับไว้ มีแต่ชาวญี่ปุ่น ที่มากันเป็นมาครอบครัว มีเด็กเล็กที่ส่งเสียงเจี๊ยวจ๊าวและสตรี นอกนั้น ก็มีชาวอินเดียและชาวตะวันออกกลาง อยู่บ้างประปราย กับคนไทยตาดำหัวดำ(ปนหงอก)อย่างผมนี่แหละ

คุยกับพนักงานต้อนรับ ได้คำตอบว่า ธุรกิจพอไปได้ แม้ห้องจะไม่เต็ม ๑๐๐ % ทุกวัน ซึ่งก็มีหลักฐานยืนยัน จากการปรากฏตัวของแขกเหรื่อ ที่ห้องอาหารยามเช้า ซึ่งนั่งกันเต็ม จนต้องทยอยกันเข้าไปใช้บริการ และตอน”เช็กเอาท์”ออกจากโรงแรม ช่วงก่อนเที่ยงของวันรุ่งขึ้น ที่ต้องรอคิวนานอยู่

ก็ได้แต่ภาวนาว่า ขอให้มีแขกอย่างนี้ทุกวันเถิด

แต่ตามข่าวที่ว่า ธุรกิจโรงแรมที่พัทยาต้อง”พับฐาน”กันเป็นแถว  โดยเฉพาะโรงแรมขนาดเล็ก ซึ่งมีมากมายแถวนาเกลือ บางแห่งถ้าไม่ปิดกิจกร ก็ต้องลดพนักงาน

ผมไม่ได้ตระเวณดู เพื่อพิสูจน์ความจริงแท้ให้ชัดๆ  รู้แต่ว่าโรงแรมขนาดเล็กที่ได้จองไว้แถวนาเกลือ มีชาวจีนและชาวยุโรปเข้าพัก คณะผมก็เลยไม่ได้ห้อง พนักงานบอกว่าผมไปช้า เกินหกโมงเย็น เลยขายห้องที่จองไป

พวกเราก็เลยต้องยกโขยงออก ตั้งท่าจะขับรถกลับกุรุงเทพฯ แต่ลูกสาวบอกว่ามี”บัตรกำนัล”(วอเชอร์)เข้าพักฟรีหนึ่งห้อง ที่โรงแรมในพัทยาใต้ แต่ต้องจ่ายอีกห้องหนึ่งเต็มราคา ก็เลยทดลองจองไปแบบทุลักทุเล แต่ก็ได้ที่พักสมความปราถนา ที่จะได้พักผ่อน”วันวาเลนไทน์” ซึ่งมาถึงตรงกัน กับเวลาไปเที่ยวของพวกเราพอดี โดยไม่คาดคิด

โรงแรมที่คณะเจ็ดคนของเรา เข้าพักนั้น(ขออนุญาตไม่เอ่ยชื่อ) ผมเคยพาครอบครัวมาพักก่อนหน้านี้ เมื่อสักสามสิบกว่าปีก่อน สมัยลูกๆ ยังเล็กอยู่

พื้นที่โรงแรม มีด้านหน้ากว้าง จากถนนติดชายทะเล ไปจรดประตูออกถนนด้านหลัง ซึ่งเป็นเส้นทางขึ้นเขาพระตำหนัก ไป”นาจอมเทียน” เป็นทำเลที่ดี สำหรับนักท่องเที่ยว เพราะติดกับย่าน”คนกลางคืนและถนนทางเดิน ไม่ไกลจากท่าเรือ”เฟอร์รี”ที่จะไปเกาะล้าน

ปัจจุบัน เจ้าของกิจการปลูกอาคารโรงแรมแทบจะเต็มพื้นที่ แต่ก็เว้นช่องว่างไว้ สำหรับการจราจร และปลูกไม้ประดับ ทั้งไม้ดอกไม้ใบ ระหว่างตึกที่พัก ปล่อยไม้ยืนต้นโบราณ ประเภทจามจุรีและต้นมะขามขึ้นอยู่เป็นระยะๆ โดยไม่ตัดทิ้ง(ที่ตัดทิ้งไปคือต้นโพธิ์เก่าแก่ ซึ่งก่อให้เกิดความรู้สึกน่าเกรงขาม เมื่อสามสิบปีก่อน ตอนนี้มีศาลเจ้าตั้งอยู่) ให้ร่มเงาร่มรื่น ส่วนไม้ประดับทั้งประเภทไม้เลื้อย ประเภทเฟิร์น รวมทั้งปาล์มชนิดต่างๆ ที่สวยงาม ก็ให้ความเขียวชะอุมสะบายตา แน่ละวันๆ คงต้องให้น้ำมากแก่ไม้เหล่านี้ พอสมควรเลยทีเดียว

คณะผมเข้าพักที่นั่นก็ค่ำแล้ว ก็ต้องไปหาอาหารกินกันข้างนอกได้ที่พักตึกหลังข้างบน(ชั้นที่ ๒ )หนึ่งห้อง ได้ห้องข้างล่างติดสระว่ายน้ำหนึ่งห้อง

ค่ำคืนผ่านไปอย่างราบรื่น หลังอาหารเช้า ผมเดินกลับมาห้องพัก พบสองสามีภรรยา ที่สวนหย่อมหน้าห้องพัก ก็ทักทาย”เซย์ฮัลโหล”กันตามอัธยาศัย ถามว่ามาจากไหน ดูสามีจะสูงอายุกว่ามาก (สังเกตได้จากหน้าตา) ตอบว่า มาจาก”มิชิแกน” ผมก็บอกว่าขอบคุณนะครับที่มา ไม่กลัว”โคโรนาไวรัส” ฝ่ายภรรยาก็เอ่ยว่า”ดิฉันคนไทยค่ะ มาที่นี่เกือบทุกปี”

นั่นเป็นจุดเริ่มต้นในการคุยซักถามกัน ผมก็บอกว่าลูกๆ เขาพามาเที่ยว มาเองไม่ได้หรอก เห็นไหมนี่ ถือไม้เท้าสองอันค้ำยัน

เลยนำไปสู่คำถามต่อมาว่า “มาพักที่นี่เคยเจออะไรแปลกๆ ไหม”

เธอตอบว่า “เจอค่ะ แต่กว่าจะรู้ว่าอะไรเป็นอะไร ก็หลายปีอยู่”

จากนั้น เธอก็เล่าว่า มากี่ครั้ง จะพบว่าราวเที่ยงคืน มีหญิงสาวแต่งชุดไทย นั่งอยู่ตรงริมสระน้ำ ทั้งๆ ที่ไม่มีใครว่ายน้ำและต้องให้บริการ

จนปีหนึ่งมาพัก อยากจะรู้ว่าทำไม จึงพนักงานแต่งชุดไทยไปนั่งที่นั่นดึก ทั้งๆ ที่ไม่มีคนเล่นน้ำแล้ว ก็ได้รับคำตอบจากฝ่ายต้อนรับว่า “ไม่น่าจะมีนะคะ”

“แค่นั้นแหละ ดิฉันขนลุกซู่เลย ถึงปีนี้ พอมาถึง ก็ทำสังฆทาน กับ เอาของบัดพลีไปวางไว้ ตามจุดต่างๆ ของโรงแรม คราวนี้ไม่พบเห็นอะไรอีกเลย”

ถามว่า “ไม่กลัวหรือ”

“กลัวสิคะ แต่ที่ต้องมาพักโรงแรมนี้ เพราะร่มรื่นดีและสะดวก บ้านเก่าดิฉัน อยู่ที่”นาจอมเทียน”นี่เอง แต่ย้ายไปอยู่”มิชิแกน”นานแล้ว รวมทั้งคุณแม่ ปีสองปีก็กลับมาซะที เพราะเมืองไทยเป็นถิ่นเกิด ส่วนสหรัฐให้ความก้าวหน้าในชีวิต”

เธอผู้นั้น(ขอสงวนชื่อ) ไปอยู่ที่รัฐมิชิแกนด้วยความสะดวกสบายเพราะได้สามีเป็นคนดี รักวิถีไทย แม้เดิมทีเป็นนับถือคาธอลิก ใช้บ้านตั้งเป็นศูนย์ฝึกสมาธินานาชาติ เคยนิมนต์พระอาจารย์ทางวิปัสนากรรมฐานจากไทย ไปให้การอบรมผู้ที่สนใจเป็นครั้งคราว รวมทั้งตั้งโรงทาน จึงมีพรรคพวกเพื่อนฝูงมาก

ผมฟังด้วยความตื้นตันใจ ถึงกับลืมเล่าเรื่องที่เคยเจอมาด้วยตัวเอง ให้เธอฟัง

เรื่องมีอยู่ว่า ครั้งที่ผมพาครอบครัวไปพักผ่อนที่โรงแรมแห่งนี้ เมื่อราว สามสิบกว่าปีก่อนนั้น เจอ”หลอน”เข้าเต็มๆ

คืนหนึ่งผมกลับจากข้างนอกไม่ดึกเท่าไร เดินมาขึ้นลิฟท์กลับไปห้องพัก มีชายคนหนึ่งวัยกลางคน เดินตามหลังเข้ามาในลิฟท์ ผมก็ไม่ได้ใส่ใจ เอาแต่เงยมองเพดาน

พอลิฟท์เปิด ชายคนนั้นก็เดินไปทางซ้าย ส่วนผมไปทางขวา

จะด้วยอะไรก็รู้ได้ ผมหันขวับกลับไปมองเขา ว่าเดินไปถึงไหนแล้ว แทนที่จะเห็นเขากำลังเดิน ด้วยเสียงร้องเท้าสัมผัสพื้นเป็นจังหวะ  กลับมีแต่ความว่างเปล่า มีแต่อากาศธาตุ

ขนก็ลุกซู่สิครับ รีบจ้ำอ้าวไปเปิดประตูห้องพัก ด้วยความสยอง

ผมปรารภกับยามประตูหลัง ตอน“เช็กเอาท์”ในวันรุ่งขึ้นว่า “ที่นี่ผีดุนะ”

“อ๋อ เป็นวัดเก่าครับ บริเวณนี้ เป็นที่ตั้งเมรุเผาศพ”ยามไม่ตอบตรงๆ แต่ก็เล่นเอา ผมสะดุ้งเฮือก

ป่านนี้สามีอเมริกันกับภรรยาไทยคู่นั้น อาจจะยังพักอยู่ที่โรงแรมที่ว่า เพราะเธอบอกผมว่า จะกลับไป”มิชิแกน”ในวันที่ ๓มีนาคมนี้

ขอให้เดินทางกลับโดยปลอดภัย เพราะคนดีผี(เทวดา)คุ้ม

ส่วนท่านผู้อ่าน ท่านใดมีประสบการณ์”หลอน”จากโรงแรมนี้ อยากจะเล่าเรื่องที่เจอ สามารถติดต่อผมได้ ”หลังไมค์” นะครับ

Facebook Comments

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *