INEWHORIZON

ขอบฟ้าใหม่

ซิลิคอน แวลลี่ย์ อาณาจักรแห่งเทคโนโลยีสตาร์ทอัพ

ซิลิคอน แวลลี่ย์ อาณาจักรแห่งเทคโนโลยีสตาร์ทอัพ

นวัตกรรมแบบลบล้างจะอธิบายกระบวนการที่ผลิตภัณฑ์เริ่มแรกจะมีรากเหง้าอยู่ที่การประยุกต์ใช้อย่างเรียบง่าย ณ ระดับล่างของตลาด – โดยทั่วไปราคาจะถูกและเข้าหาได้มากขึ้น – และจากนั้นด้วยการก้าวไปอย่างไม่ย่อท้อสู่ตลาดระดับบน ในที่สุดจะแทนที่คู่แข่งขันเดิม
ทฤษฎีนวัตกรรมแบบลบล้างได้พิสูจน์ว่าเป็นวิถีทางของการคิดเกี่ยวกับการเจริญเติบโตที่ขับเคลื่อนทางนวัตกรรม ผู้นำหลายคนของบริษัทผู้ประกอบการได้ยกย่องว่านวัตกรรมแบบลบล้างเป็นดาวนำทางที่ดี เคลย์ตัน คริสเตนเซน นักวิชาการจากมหาวิทยาลัยฮารวาร์ด ได้สร้างถ้อยคำนวัตกรรมแบบลบล้างเมื่อ ค.ศ 1997 ภายหนังสือที่ขายดีืที่สุดเล่มหนึ่งของเขาชื่อ The Innovator’s Dilemma ถ้อยคำนี้ได้กลายเป็นที่แพร่หลายจากวอล สตรีทไปถึงซิลิคอน แวลลี่ย์ ถ้อยคำหนึ่งที่เข้าใจผิดและประยุกต์ใช้ผิดมากที่สุดภายในพจนานุกรมธุรกิจ นวัตกรรมแบบลบล้างไม่ใช่เทคโนโลยีที่ก้าวหน้าที่ทำให้ผลิตภัณฑ์ที่ดีดีขึ้น แต่มันจะเป็นนวัตกรรมที่ทำให้ผลิตภัณฑ์เข้าหาได้และถูกลงมากขึ้น การหามาได้แก่บุคคลจำนวนมาก เคลย์ตัน คริสเตนเซน ได้กล่าวว่าทำไมบริษัทที่ยิ่งใหญ่ได้ล้มเหลวโดยเฉพาะจากน้ำมือของบริษัทที่เพิ่งจะเริ่มต้น เล็กกว่า และทรัพากรน้อยกว่า คำตอบคือ นวัตกรรมแบบลบล้าง นวัตกรรมแบบลบล้างจะเป็นนวัตกรรมที่ถูกกว่าและใช้งานไม่ดีกว่ากว่าผลิตภัณฑ์ที่มีอยู่ภายในตลาด นวัตกรรมแบบลบล้างมักจะมุ่งกลุ่มลูกค้าของผลิตภัณฑ์ที่ซับซ้อนเกินไปหรือแพงเกินไป หนังสือเล่มนี้จะช่วยให้ผู้ประกอบการ ผู้บริหาร และนักลงทุนเข้าใจว่าสตาร์ทอัพเหล่านี้ในที่สุดสามารถคว่ำตลาดของพวกเขาได้อย่างไร เคลย์ตัน คริสเตนเซน ได้อธิบายว่านวัตกรรมแบบลบล้างจะไม่เกิดขึ้นกับคู่แข่งขันเดิม การลบล้างจะเป็นกระบวนการที่บริษัทเล็กกว่าด้วยทรัพยากรที่น้อยกว่าสามารถสร้างการท้าทายต่อบริษัทเดิม โดยเฉพาะเมื่อบริษัทเดิมได้มุ่งการ ปรับปรุงผลิตภัณฑ์ของพวกเขาแก่กลุ่มลูกค้าที่เรียกร้องและกำไรมากที่สุด พวกเขาจะเลยพ้นความต้องการของกลุ่มลูกค้าบางกลุ่ม และละเลยความต้องการของกลุ่มลูกค้าบางกลุ่ม คู่แข่งขันรายใหม่ที่ได้ทดสอบการลบล้างจะ เริ่มต้นด้วยการมุ่งกลุ่มลูกค้าที่ละเลยได้สำเร็จ นวัตกรรมแบบลบล้างจะเป็นนวัตกรรมที่สร้างตลาดและเครือข่ายคุณค่าใหม่ และในที่สุดได้ทดแทนตลาดและเครือข่ายคุณค่าเดิม การทดแทนบริษัทและผลิตภัณฑผู้นำตลาดเดิม ถ้อยคำนี้ได้ถูกแนะนำโดยเคลย์ตัน คริสเตนเซน และได้ถูกรับรู้ว่าเป็นความคิดที่มีอิทธิพลมากที่สุดของต้นศษววที่ยี่ยบเอ็ด สภาวะที่ยากลำบากของนักนวัตกรรมคือ การเลือที่ยุ่งยากที่บริษัทเดิมได้เผชิญ เมื่อพวกเขาจะต้องเลือกระหว่างการยึดครองตลาดเดิมไว้ด้วยการทำสิ่งเดียวกันให้ดีขึ้นทีละน้อย หรือการยึดครองตลาดใหม่ด้วยการรับเอาเทคโนโลยีใหม่ พวกเขาจะต้องสร้างโมเดลธุรกิจใหม่ ไอบีเอ็มได้จัดการกับสภาวะที่ยากลำบากนี้ด้วยการเปิดตัวหน่วยธุรกิจใหม่ที่จะผลิตพีซี ในขณะที่ผลิตเมนเฟรม คอมพิวเตอร์ อยู่ต่อไป เน็ตฟลิกซ์ ได้รุกคืบทางพื้นฐานด้วยการเปลี่ยนแปลงไปจากโมเดลธุรกิจเก่าของพวกเขา- การส่งวีดีโอเช่าทางไปรษณีย์ – ไปเป็นโมเดลธุรกิจใหม่ การสตรีมมิ่งวีดีโอตามสั่งแก่ลูกค้า โดยปรกตินวัตกรรมแบบลบล้างจะค้นหาลูกค้ารายแรกของพวกเขา ณ ระดับล่างของตลาด : ผลิตภัณฑ์ที่ยังไม่ได้ทดลองและมักจะไม่เรียบร้อย พวกเขาไม่สามารถกำหนดราคาที่สูงได้ บริษัทเดิมมักจะใจเย็น และรับรู้ช้าต่อการคุกคามจากคู่แข่งขันที่ด้อยกว่า แต่เมื่อการปรับปรุงอย่างต่อเนื่องได้ปรับปรุงผลิตภัณฑ์จนถึงจุดที่มันได้เริ่มต้นแย่งลูกค้า พวกเขาจะจบลงด้วยการก่อร่างอุตสาหกรรมใหม่ เคลย์ตัน คริสเตนเซน ได้อธิบายว่าทำไมบริษัทที่ยิ่งใหญ่มักจะตกเรือและไม่สามารถใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีที่ปรากฏขึ้น ปัญหาคือพวกเขารับฟังลูกค้าของพวกเขา บริษัทใหญ่ที่รับฟังลูกค้าสามารถเป็นปัญหาได้ เมื่อบริษัทได้พยายามจะตอบสนองฐานลูกค้าปัจจุบันของพวกเขา โดยปรกติบริษัทจะมุ่งที่การปรับปรุงการนำเสนอผลิตภัณฑ์ปัจจุบัน รูปจะแสดงให้เห็นเส้นทางโคจรการใช้งานของนวัตกรรมแบบลบล้างและนวัตกรรมแบบยั่งยืน เส้นประจะระบุอัตราของการปรับปรุงตามกาลเวลาที่ลูกสามารถรับภาระได้ การก้าวไปของนวัตกรรมแบบยั่งยืนเกือบจะล้าหน้ำความสามารถรับภาระของลูกค้าอยู่เสมอ ดังนั้นมันจะสร้างโอกาสต่อการแนะนำนวัตกรรมแบบลบล้าง ความก้าวหน้าของนวัตกรรมแบบลบล้างจะถูกแสดงโดยเส้นทึบข้างล่างไม่ใช่ว่านวัตกรรมทุกอย่างจะลบล้าง แม้ว่ามันจะเป็นการปฏิรูป ตัวอย่างเช่น รถยนต์คันแรกภายในปลายศตวรรษที่สิบเก้าจะไม่เป็นนวัตกรรมแบบลบล้าง เพราะว่ารถยนต์เริ่มแรกจะหรูหราราคาแพงที่ไม่ได้ลบล้างตลาดของยานพาหนะม้าลาก ตลาดของการขนส่งจะยังคงไม่เปลี่ยนแปลง จนกระทั่งการวางตลาดของฟอร์ดโมเดลที ราคาถูกเมื่อ ค.ศ 1908 รถยนต์ที่ผลิตแบบจำนวนมากจะเป็นนวัตกรรมแบบลบล้าง เพราะว่ามันได้เปลี่ยนแปลงตลาดการขนสง นวัตกรรมแบบลบล้างจะสร้างตลาดใหม่ด้วยการให้คุณค่าที่แตกต่างกัน ในที่สุด – และไม่ได้คาดหวัง – จะยึดครองเดิม ฟอร์ดโมเดลที ราคาถูกและสามารถซื้อได้ จะทดแทนรถม้าลาก เมื่อธุรกิจเดิมได้ยุ่งอยู่กับการมองหาม้าที่เร็วขึ้น เพื่อที่จะตอบสนองอุปสงค์การขนส่งที่เพิ่มสูงขึ้นของบุคคล เฮนรี ฟอร์ด ได้ใช้วิถีทางที่แตกต่างกัน และเมื่อในที่สุดเขาได้บรรลุความสำเร็จกับการออกแบบของเขา ฟอรดโมเดลที ได้ลบล้างธุรกิของการขี่ม้าทั้งหมด นี่จะถูกเรียกว่านวัตกรรมแบบลบบ้าง เคล์ตัน คริสเตนเซน ได้อธิบายว่าทำไมการเปลี่ยนแปลงได้เกิดขึ้น เมื่อเทคโนโลยีแบบลบล้างได้เข้ามาภายในอุตสาหกรรม เขาได้อธิบายว่าทำไมผู้นำตลาดได้รีรอที่จะก้าวอย่างถูกเวลาไปสู่เทคโนโลยีใหม่ เคลตัน คริสเตนเซน ได้เปรียบเทียบระหว่างนวัตกรรมแบบลบล้างและนวัตกรรมแบบอย่างยืน นวัตกรรมแบบยั่งยืนจะเกิดขึ้นจากการรับฟังลูกค้าภายในตลาดเดิม และสร้างผลิตภัณฑ์ที่ตอบสนองความต้องการที่คาดคะเนไว้ในอนาคต นวัตกรรมแบบลบล้างจะสร้างตลาดใหม่โดยการค้นพบกลุ่มลูกค้าใหม่ การสร้างตลาดใหม่แยกออกมาจากกระแสหลัก ตลาดที่ไม่ได้รู้จักกันอยู่ในขณะนั้น นวัตกรรมแบบลบล้างจะเป็นเพียงแต่การปรับปรุงผลิตภัณฑ์ เช่น คอมพิวเตอรส่วนบุคคล จะเป็นนวัตกรรมแบบลบล้าง เพราะว่าพีซีได้สร้างตลาดมวลชนขึ้นมา ก่อนหน้านี้เมนเฟรม คอมพิวเตอร์ราคาแพงได้ถูกขายแก่บริษัทเท่านั้น ตัวอย่างคลาสสิคของนวัตกรรมแบบลบล้างคือ คอมพิวเตอร์ส่วนบุคคล ก่อนหน้าที่พีซีจะถูกแนะนำตลาด เมนเฟรม คอมพิวเตอร์และมินิคอมพิวเตอร์ จะแพร่หลายอยู่ภายในตลาด และราคาต่ำสุดจะประมาณ 200,000 เหรียญ และ การใช้งานจะต้องมีประสบการณ์ทางวิศวกรรม แอปเปิ้ล คอมพิวเตอร์ ผู้บุกเบิกพีซี ได้ขายพีซีเริ่มแรกเมื่อปลาย ค.ศ 1970 แต่จะเหมือนกับของเล่นเด็ก ณ เวลานั้น ผลิตภัณฑ์ไม่ดีเพียงพอที่จะแข่งขันกับมินิคอมพิวเตอร์ได้ แต่ลูกค้าของแอปเปิ้ลไม่ได้สนใจ เพราะว่าไม่สามรถซื้อมินิคอมพิวเตอร์ราคาแพงได้ เมื่อเวลาผ่านไปนวัตกรรมได้ถูกปรับปรุงทีละน้อย ไม่กี่ปีคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลที่มีขนาดเล็กกว่าและราคาถูกกว่าได้กลายเป็นดีเพียงพอที่จะใช้ทำงานได้ การสร้างตลาดที่ใหญ่โตขึ้นมา และได้กำจัดตลาดเดิมไปในที่สุด
การวิจัยและพัฒนาจะเป็นหัวใจของการสร้างนวัตกรรม และบริษัทจะเข้าไปสู่เทคโนโลยีใหม่อย่างไร : การพัฒนาภายใน การซื้อจากภายนอก หรือการสร้างพันธมิตร บริษัทจะมีทางเลือกของอาร์ แอนด์ ดี คือ การเป็นผู้นำทางเทคโนโลยี การบุกเบิกนวัตกรรม หรือการเป็นผู้ตามทางเทคโนโลยี การลอกเลียนแบบนวัตกรรม ไมเคิล พอร์เตอร์ นักวิชาการจากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด ได้เสนอแนะว่าการกลายเป็นผู้นำหรือผู้ตามทางเทคโนโลยีจะเป็นวิถีทางอย่างหนึ่งของการบรรลุต้นทุนต่ำหรือความแตกต่างได้ ภายในโลกของธุรกิจเรามักจะรู้สึกคล้ายกับสนามรบ เดวิดต่อสู้โกไลแอธ บริษัทเล็กต่อสู้บริษัทใหญ่ บริษัทใหญ่มักจะตกเป็นเหยื่อบริษัทเล็กมากขึ้น สิ่งที่ทำให้บริษัทเล็กทำได้ดีคือ นวัตกรรมแบบลบล้าง นวัตกรรมแบบลบล้างจะลบล้างตลาดด้วยการสร้างโอกาสทางรายได้ใหม่ด้วยตลาดใหม่และเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของลูกค้า ดังนั้นบริษัทใหญ่จะต้องเรียนรู้อะไรที่จะชนะสงครามได้ เดวิด และโกไลแอธจะเป็นเรื่องราวของนวัตกรรมแบบลบล้าง “ถ้าปราศจากดาบภายในมือของเขา” เดวิด ได้ใช้นวัตกรรมแบบลบล้างที่จะฆ่าโกไลแอธได้อย่างไร โกไลแอธจะเป็นบริษัทที่ยึดครองตลาด ไม่น่าสงสัยเขาคือยักษ์ใหญ่ เทคโนโลยีของเขาคือดาบและโล่ เดวิดรู้ว่าเขาไม่สามรถชนะโกไลแอธได้ ถ้าเขาเล่นตามกฏที่กำหนดโดยข้าศึก วิถีทางเดียวเท่านั้นที่จะชนะไกไลแอธได้คือนวัตกรรมแบบลบล้างของเขา – เชือกเหวี่ยงก้อนหิน โกไลแอธไม่คล่อง แคล่วเพียงพอที่จะต่อสู้กับนวัตกรรมแบบลบล้างได้ เขาไม่สามารถเคลื่อนไหวได้รวดเร็วที่จะหลบก้อนหินได้ เรื่องราวจบลงด้วยเดวิดใช้ดาบของโกไลแอธ เองตัดหัวของเขา เราจะมีนวัตกรรมสองประเภท นวัตกรรมแบบยั่งยืน – ดาบที่คมและดี และนวัตกรรมแบบลบล้าง – เชือกแรงเหวี่ยง โกไลแอธจะดีกับนวัตกรรมแบยยั่งยืน เขาลับดาบของเขาให้คมทุกวัน บริษัทยิ่งใหญ่จะทำได้ดีกับนวัตกรรมแบบยั่งยืน แต่พวกเขามักจะพลาดกับนวัตกรรมแบบลบล้าง นวัตกรรมแบบลบล้างจะเปลี่ยนแปลงกฎของการแข่งขันตลอดไป บริษัทที่เพิ่งจะเริ่มต้นจะต้องติดอาวุธตัวพวกเขาเองด้วยโมเดลธุรกิจนวัตกรรมแบบลบล้าง เพื่อที่จะปลดยักษใหญ่ออกจากตำแหน่ง แทนการใช้ทรัพยากรที่จำกัดต่อสู้กับการก้าวไปทุกก้าวของยักษ์ใหญ่ เราจะต้องกำหนดกฏของการสู้รบใหม่ ด้วยวิถีทางที่ใช้จุดแข็งของเราเอง เพื่อที่จะฆ่าโกไลแอธโดยไม่มีดาบภายในมือของเราบริษัทใหญจะตกเป็นเหยื่อความสำเร็จของพวกเขาเอง พวกเขาไม่เต็มใจจะลบล้างธุรกิจแกนของพวกเขา การสร้างความซับซ้อนทางองค์การมากขึ้น พวกเขาจะเจริญเติบโตจนตายตัวเกินไปที่จะตอบสนองต่อผู้โจมตีทางนวัตกรรม เหมือนเช่นโรบินฮูดต่อสู้เพื่อบุคคลจนได้ชัยชนะ

 

เคลย์ตัน คริสเตนเซน ได้ก้าวขึ้นมาเป็นบุุคคลที่มีชื่อเสียงภายในโลกของเทคโนโลยี ค.ศ 1995 เมื่อเขาได้แนะนำทฤษฎีของนวัตกรรมแบบลบล้างภายในวารสารธุรกิจของฮารวาร์ด สองปีต่อมาเขาได้พิมพหนังสือขายดีที่สุดของเขา The Innovator’s Dilemma ผลงานของเขาได้ถูกชื่นชมอย่างกว้างขวางด้วยการรับรองของมาลคอล์ม แกลดเวลล์ ไมเคิล บรูมเบิรก และสตีฟ จ้อป แนวคิดของนวัตกรรมแบบลบล้างจะเป็นการพัฒนาที่ก้าวหน้าอย่างสำคัญต่อความเข้าใจอย่างไรและทำไมนวัตกรรมที่สำคัญได้บรรลุความสำเร็จสองทศวรรษภายหลังที่เคลย์ตัน คริสเตนเซน ได้พิมพบทความต้นกำเนิดของเขา แนวคิดของนวัตกรรมแบบลบล้างได้นิยมแพร่หลายภายในซิลิคอน แวลลี่ย์ และความหมายต้นกำเนิดได้สูญเสียไปอย่างมากภายในกระบวนการ ปัจจุบัน “การลบล้าง” ไดัถูกใช้ที่จะอธิบายนวัตกรรมทุกอย่างที่เกิดขึ้นภายในภาคเทคโนโลยีความกลัวต่อการใช้ที่ผิดของผลงานของเขา เคลย์ตัน คริสเตนเซน ได้เขียนตอบต่อข้อวิจารณ์ของเขาหัวข้อ “What is Disruptive Innovation?” ภายใต้การใช้ “การลบล้าง” มากเกินไป บทความของเขาต้องการจะกำหนดใหม่ว่าแนวคิดของนวัตกรรมลบล้างควรจะถูกประยุกต์ใช้อย่างไร และตรงไหนที่นวัตกรรมแบบลบล้างไม่ควรจะเป็น เพื่อการพิสูจน์ประเด็นของเขา เคลย์ตัน คริสเตนเซน ได้ใช้อูเบอร์เป็นตัวอย่าง เขาได้เสนอแนะว่าในขณะที่อูเบอร์จะเป็นนวัตกรรม แต่อูเบอร์ไม่ได้เป็นวัตกรรมแบบลบล้าง อูเบอร์จะเป็นนวัตกรรมแบบยั่งยืน หมายความว่าอูเบอร์จะแสดงการปรับปรุงส่วนเพิ่มของอุตสากรรมแท็กซี่เดิมทำไมอูเบอร์ไม่ใช่นวัตกรรมลบล้าง แต่เน็ตฟลิกช์ใช่ เคลย์ตัน คริสเตนเซน ได้อธิบายว่าธุรกิจลบล้างจะสร้างฐานที่มั่นภายในตลาดล่างที่ได้ถูกละเลยโดยบริษัทเดิมที่มุ่งลูกค้าที่ทำกำไรสูง แต่ธุรกิจแบบลบล้างจะต้องสร้างตลาดใหม่ การเปลี่ยนแปลงที่ไม่เป็นลูกค้าให้เป็นลูกค้า กรณีของอูเบอร์จะไม่สามารถประยุกต์ใช้กับสมมุติฐาณแต่ละอย่าง อูเบอร์จะมุ่งบุคคลที่ใช้บริการแท็กซี่อยู่แล้ว และไม่ได้สร้างตลาดใหม่ทั้งหมดตามแนวคิดของเคลย์ตัน คริสเตนเซน ธุรกิจแบบลบล้างที่แท้จริงจะเริ่มต้นด้วยผลิตภัณฑ์คุณภาพดีเพียงพอ จากนั้นในที่สุดจะครอบคลุมตลาดกระแสหลักด้วยการปรับปรุงคุณภาพ เขาได้ชี้ว่าอูเบอร์ไม่ได้สอดคล้องกับแนวคิดนี้ ภายในการเปรียบเทียบ เคลย์ตัน คริสเตนเซนได้ใช้ตัวอย่างของเน็ตฟลิกซ์เป็นธุรกิจลบล้าง การบริการแก่สมาชิกส่งทางไปรษณีย์ของเน็ตฟลิกซ์เริ่มแรกจะไม่ดึงดูดลูกค้ากระแสหลักของบล็อกบัสเตอร์ที่เช่าภาพยนตร์ใหม่ เน็ตฟลิกซ์จะดึงดูดลูกค้าที่ไม่สนใจภาพยนตร์ใหม่ เพิ่งจะเล่นเครื่องเล่นดีวีดี หรือซื้อทางออนไลน์ เท่านั้นตามแนวคิดแล้วเมื่อเน็ตฟลิกซ์ได้มุ่งส่วนของตลาดที่คู่แข่งขันได้มองข้ามไป ในที่สุดเน็ตฟลิกซ์ได้ก้าวไปสู่ตลาดระดับบนด้วยการเพิ่มสิ่งที่ลูกค้ากระแสหลักต้องการเมื่อไม่กี่ปีมานี้แนวคิดของ “เศรษฐกิจแบ่งปัน” ได้ยึดครองตลาดย่างพายุ การลุกขึ้นมาของธุรกิจที่วิวัฒนาการอย่างแท้จริง ในขณะที่บริษัทจำนวนหนึ่งได้ประโยชน์จากแนวโน้มนี้ บริษัทที่ยิ่งใหญ่ของเศรษฐกิจแบ่งปันคืออูเบอร์ อูเบอร์ ได้ถูกก่อตั้งครั้งแรกเมื่อ ค.ศ 2009 โดยแกร์แรตต์ แคมป์ และทราวิสคาลานิค ภายใต้ชื่ออูเบอรแคป ณ เวลานั้น แคมป์ ได้ใช้เงิน 800 เหรียญ จ้างรถยนตส่วนตัวที่จะส่งเขาและเพื่อนวันก่อนปีใหม่ และเขาได้พยายามจะคิดวิถีทางที่จะทำให้การบริการราคาไม่แพงแก่บุคคลโดยทั่วไป แกร์แตต์ แคมป ได้ให้เหตุผลว่าการให้บุคคลหลายคนแบ่งปันต้นทุนของการบริการจะผลักดันให้ต้นทุนต่ำลง และอูเบอร์แคปได้กำเนิดขึ้นอูเบอร์จะเป็นบริษัทเครือข่ายการขนส่งที่ใช้ออนไลน์ แพลตฟอร์มที่จะเชื่อมโยงผู้โดยสารกับผู้ขับรถยนต์ที่ใช้รถยนตร์ส่วนบุคคลของพวกเขา อูเบอร์จะไม่เป็นเจ้าของรถยนตร์ใดเลยเมื่อ ค.ศ 2010 บุคคลชื่อไรอัน กราเวส ได้ตอบสนองต่อทวีตที่ส่งไปโดยทราวิส คาลานิค และจากนั้นเขาได้กลายเป็นลูกจ้าง ของอูเบอร์คนแรก เขาได้ถูกแต่งตั้งเป็นผู้จัดการทั่วไปและได้รับรายได้ระหว่าง 5 – 10% ของบริษัท ภายหลังไม่นานเขาได้กลายเป็นซีอีโอของบริษัทเมื่อ ค.ศ 2011 ชื่อของบริษัทได้ถูกทำให้สั้นลงเป็นอูเบอร์ และเมื่อ ค.ศ 2012 อูเบอร์ได้ผลักอูเบอร์เอ็กซ์ออกมา – การบริการที่ยอมให้บุคคลขับรถยนต์ของพวกเขาเองกับอูเบอร์ นับแต่นั้นมาอูเบอร์ได้ล้ำหน้าจำนวนของการบริการขนส่งและเทคโนโลยี ตั้งแต่รถยนต์ไร้คนขับไปจนถึงรถยนต์ใช้ร่วมกัน และแม้แต่การบริการเฮลิคอปเตอร์ปัจจุบันอูเบอร์จะดำเนินงานภายใน 300 เมืองข้าม 6 ทวีป และเมื่อ ค.ศ 2016 อูเบอร์จะมีรายได้รวม 20 พันล้านเหรียญ ที่น่าสนใจที่จริงแล้วอูเบอร์รายได้หายไป 2.8 พันล้านเหรียญจากรายได้ ค.ศ 2016 การแสดงให้เห็นแต่เพียงบริษัทได้ผูกพันที่จะผลักดันและพัฒนาการบริการและเทคโนโลยีใหม่อย่างไร เพื่อที่จะปฏิรูปอุตสาหกรรมการขนส่งแม้แต่ภายในสถานที่ที่ยังไมมีอูเบอร์ อูเบอร์จะยังคงเป็นชื่อครัวเรือนอยู่เมื่อ ค.ศ 2011 อูเบอร์แคปได้รับจดหมายห้ามการกระทำจากหน่วยงานขนส่งของเทศบาลซานฟรานซิสโก การอ้างว่าพวกเขากำลังบริการแท็กซี่ไม่มีใบอนุญาติ และเรียกร้องให้บริษัทหยุดการดำเนินงาน ทันทีอูเบอร์แคปได้ยกเลิกถ้อยคำ “แคป” และได้เริ่มต้นดำเนินงานภายใต้ชื่อตราสินค้าอูเบอร์

เมื่อเน็ตฟลิกซ์ สตาร์ทอัพ ได้เปิดตัวเมื่อ ค.ศ 1997 การบริการเริ่มแรกของพวกเขาจะไม่ดึงดูดต่อลูกค้าของบล็อกบัสเตอร์ส่วนใหญ่ที่เช่าภาพยนตร์จากแรงกระตุ้น โดยทั่วไปจะเป็นภาพยนตร์ใหม่ เน็ตฟลิกซ์จะมีการเชื่อมต่อออนไลน์เท่านั้นและสต็อคภาพยนตร์จำนวนมาก แต่การจัดส่งทางไปรษณีย์หมายความว่าภาพยนตร์ที่เลือกใช้เวลาหลายวันจะมาถึง การบริการจะดึงดูดลูกค้าไม่กี่กลุ่มบุคคลที่ไม่สนใจกับภาพยนตร์ใหม่ บุคคลที่เพิ่งจะมีเครื่องเล่นดีวีดี และบุคคลที่ชอบออนไลน์ ถ้าในที่สุดเน็ตฟลิกซ์ไม่ได้เริ่มต้นที่จะบริการส่วนของตลาดที่กว้างขึ้น การตัดสินใจของบล็อกบัสเตอร์ที่ละเลยคูแข่งขันนี้จะไม่เป็นข้อผิดพลาดทางกลยุทธ์ บริษัทสองบริษัทตอบสนองความต้องการที่แตกต่างกันแก่ลูกค้าที่แตกต่างกันของพวกเขาิแต่กระนั้นเมื่อเทคโนโลยีใหม่ทำให้เน็ตฟลิกซ์เปลี่ยนแปลงไปเป็นสตรีมมิ่งวีดีโอทางอินเตอร์เน็ต ในที่สุดบริษัทได้กลายเป็นดึงดูดต่อลูกค้าแกนของบล็อกบัสเตอร์ การนำเสนอการคัดเลือกเนื้อหาที่กว้างด้วยการชมได้ทั้งหมดตามสั่ง
ราคาถูก คุณภาพสูง และวิธีการที่สะดวก พวกเขาได้ก้าวมาสู่ที่นี่ผ่านเส้นทางการลบล้าง ถ้าเน็ตฟลิกซ์ได้เริ่มต้นด้วยการเปิดตัวการบริการมุ่งที่ตลาดแกนของคู่แข่งขันที่กว้างใหญ่แล้ว การตอบสนองของบล็อกบัสเตอร์น่าจะเป็นเข้มแข็งและตอบโต้กลับได้สำเร็จแต่ความล้มเหลวที่จะตอบสนองอย่างมีประสิทธิภาพต่อเส้นทางโคจรของเน็ตฟลิกซ์ได้นำบล็อกบัสเตอร์ไปสู่การพังทลายนวัตกรรมแบบลบล้างจะต้นกำเนิดภายในตลาดล่างหรือฐานที่มั่นตลาดใหม่
พวกเขาจะเริ่มต้นภายในตลาดสองประเภทที่บริษัทเดิมได้มองข้ามไป ฐานที่มั่นตลาดล่างจะมีอยู่ เพราะว่าบริษัทเดิมพยายามจะจัดหาผลิตภัณฑที่ปรับปรุงอยู่เสมอแก่ลูกค้าที่เรียกร้องและทำกำไรมากของพวกเขา และพวกเขาจะให้ความสนใจน้อยแก่ลูกค้าที่ทำกำไรและเรียกร้องน้อย ที่จริงแล้วการนำเสนอของบริษัทเดิมมักจะทำเลยพ้นข้อกำหนดการใช้งานของลูกค้า การเปิดประตูแก่นวัตกรรมแบบลบล้างที่มุ่งการจัดหาแก่ลูกค้าระดับล่างด้วยผลิตภัณฑ์ที่”ดีเพียงพอ”
ภายในกรณีของฐานที่มั่นตลาดใหม่ นวัตกรรมแบบลบล้างจะสร้างตลาดที่ไม่มีอยู่ พวกเขาจะค้นหาวิถีทางที่จะเปลี่ยนที่ไม่เป็นลูกค้าให้เป็นลูกค้า
บางทีเราอาจจะคุ้นเคยกับเรื่องราวการก่อตั้งของเน็ตฟลิกซ์ : เรื่องราวที่รีด ฮาสติ้งส์ได้เกิดความคิดเพื่อเน็ตฟลิกซ์ เมื่อเขาต้องเสียค่าปรับเกินกำหนดของภาพยนตร์อพอลโล 13 ของบล็อกบัสเตอร์เขาจะกระดากใจและคิดว่าเราจะมีวิถีทางที่ดีกว่าของการเช่าภาพยนตร์จากแรงกระตุ้น – โดยทั่วไปจะเป็นภาพยนตร์ใหม่
เน็ตฟลิกซ์รู้ที่จะเล่าเรื่องราวที่ดีได้อย่างไร เราเคยได้ยินเรื่องราวรีด ฮาสติ้งส์และการเช่าวีดีโอเกินกำหนดหรือไม ผู้ก่อตั้งและซีอีโอของเน็ต ฟลิกซ์ ได้เกิดความคิดของธุรกิจการเช่าดีวีดีทางไปรษณีย์ที่นำไปสู่การเดูวีดีโอออนไลน์ทั่วประเทศและคว่ำโลกของสื่อยี่สิบปีที่แล้ว เพราะว่าเขาได้ส่งคืนวีดีโอช้า
รีด ฮาสติ้งส์ ได้กล่าวว่าเขาได้เกิดความคิดของเน็ตฟลิกซ์ภายหลังจากที่ต้องจ่ายค่าปรับ 40 เหรียญจากการส่งคืนวีดีโอช้า เขาได้เช่าวีดีโอเรื่องอพอลโล 13
จากร้านวีดีโอบล็อกบัสเตอร์ท้องที่ของเขา แต่เรื่องราวได้ถูกทำให้ไม่เชื่อโดยผู้ก่อตั้งร่วม มารัค แลนดอล์ฟ ที่ได้ออกไปจากบริษัทเมื่อ ค.ศ 2002 ได้กล่าวว่าเรื่องเล่าจะเป็น “นิยายที่สบาย” ที่จะอธิบายว่าทำไมบริษัทดีกว่าคู๋แข่งขันของพวกเขาเขาอ้างว่าพวกเขาสองคนต้องการจะสร้าง “อเมซอนของบางสิ่งบางอย่าง” และยุติลงด้วยดีวีดีผมจดจำค่าปรับได้เพราะว่าผมกระดากอายเกี่ยวกับค่าปรับ ย้อนหลังไปวันม้วนวีดีโอ มันทำให้ผมคิดถึงว่าเราจะมีตลาดที่ใหญ่ข้างนอก ดังนั้นผมได้เริ่มต้นที่จะทดสอบความคิดที่จะสร้างธุรกิจการเช่าภาพยนตร์ทางไปรษณีย์ ผมไม่รู้เกี่ยวกับดีวีดี จากนั้นเพื่อนของผมได้บอกผมว่าดีวีดีมาถึงแล้ว ผมได้ไปที่ทาวเวอร์ เรคคอรดภายในซานตราคูซ แคลิฟอร์เนีย และส่งซีดีทางไปรษณีย์มาให้ตัวผมเอง ซีดีจะอยู่ภายในซอง และใช้เวลา 24 ชั่วโมงส่งมาถึงบ้านของผม และผมได้เฉีกซองและเปิดออก ซีดีจะมีสภาพดีมาก จุดความตื่นเต้นที่ยิ่งใหญ่เน็ตฟลิกซ์ บริษัทเช่าวีดีโอและสตรีมมิ่งสื่อ ก่อตั้งเมื่อ ค.ศ 1997 โดยผู้ประกอบการชาวอเมริกันชื่อ รีด ฮาสติ้งส์ และมารค แรนดอลพ์ สำนักงานใหญ่ของบริษัทอยู่ที่ลอส กาโตส แคลิฟอร์เนีย เมื่อ ค.ศ 1999 บริษัทได้เริ่มต้นการบริการสมาชิกออนไลน์ผ่านทางอินเตอร์เน็ต สมาชิกจะเลือกภาพยนตร์และรายการโทรทัศน์จากเว็บไซต์ของเน็ตฟลิกซ์ จากนั้นบริษัทจะส่งดีวีดีทางไปรษณีย์แก่ลูกค้าพร้อมกับซองส่งกลับจ่ายล่วงหน้า ด้วยศูนย์การกระจายมากกว่า 100 แห่ง แม้ว่าโดยทั่วไปลูกค้าจะจ่ายค่าเช่าเป็นค่าสมาชิกรายเดือนคงที่ด้วยจำนวนวีดีโอมากที่สุดที่พวกเขาต้องการ จำนวนดีวีดีภายในการครอบครองของพวกเขา ณ เวลาหนึ่งจะถูกจำกัดตามแผนสมาชิกของพวกเขาปัจจุบันธุรกิจที่สำคัญของบริษัทคือการบริการโอทีที สตรีมมิ่งบนพื้นฐานการบอกรับเป็นสมากชิก ด้วยการนำเสนอสตรีมมิ่งออนไลน์ของหอภาพยนตร์และรายการโทรทัศน์ รวมทั้งการผลิตภาพยนตร์ภายในบริษัท เมื่อ ค.ศ 2019 เน็ตฟลิกซ์จะมีการบอกรับเป็นสมาชิกที่จ่ายเงินมากกว่า 148 ล้านคนทั่วโลก รวมทั้ง 60 ล้านคนภายในอเมริกา เมื่อเน็ตฟลิกซ์ ได้เปิดตัวเมื่อ ค.ศ 1997 บล็อกบัสเตอร์จะเป็นผู้นำที่ไม่มีข้อโค้แยังภายในอุตสาหกรรมเช่าวีดีโอ ระหว่าง ค.ศ 1985 และ ค.ศ 1992 ร้านเช่าวีดีโอของบล็อกบัสเตอร์ได้เจริญเติบโตจากร้านเช่าแห่งแรกของพวกเขาภายในดัลลัส เท็กซัส กลายเป็นร้านเช่า 2,800 แห่งทั่วโลก สองปีต่อมาเวียคอมได้ซื้อบล็อกบัสเตอร์มูลค่า 8.4 พันล้านเหรียญ ณ เวลาที่เน็ตฟลิกซ์ ได้แสดงตัวขี้นภายในฉากด้วยการบริการเช่าวีดีโอทางไปรษณีย์ การปรากฏขึ้นของเรื่องราวคลาสสิคเดวิด ต่อสู้ โกไลแอธ มันจะเป็นตัวอย่างในที่สุดของเทคโนโลยีลบล้างภายในตลาด หรือมันจะเป็นเรื่องราวของการเขย่าความเป็นผู้นำที่โค่นล้มอาณาจักรที่จริงแล้วเมื่อ ค.ศ 2000 – บางทีการรับรู้ว่ามันง่ายกว่าที่จะต่อสู้เคียงข้างบล็อกบัสเตอร์แทนการต่อสู้กับพวกเขา – รีด ฮาดติ้งส์ ซีอีโอของเน็ตฟลิกซ์ ได้เข้าหาจอห์น แอนทิโอโค ด้วยข้อเสนอของการรวมบริษัท รีด ฮาสติ้งส์ ได้กำหนดมูลค่าเน็ตฟลิกซ์ 50 ล้านเหรียญ และเป็นส่วนหนึ่งของข้อเสนอ ทีมงานของเน็ตฟลิกซ์จะบริหารตราสินค้าออนไลน์ของบล็อถบัสเตอร์ แต่ข้อตกลงไม่เคยกลายเป็นจริง ณ เวลานั้น จอห์น แอนติโอโกมองเน็ตฟลิกซ์ ว่าเป็นมันฝรั่งลูกเล็ก และรับรู้ว่าสายเกินไปของการมีแพลตฟอรมออนไลน์เท่านั้นจะเป็นวิถีทางแห่งอนาคต เมื่อ ค.ศ 2004 บล็อกบัสเตอร์ได้เปิดตัวแพลตฟอร์มเช่าดีวีดีออนไลนคล้ายเน็ตฟลิกซ์ และแม้แต่ได้ยกเลิกค่าปรับที่ไม่นิยมแก่การเช่าที่เลยกำหนด เมื่อ ค.ศ 2006 สมากชิกการบริการออนไลน์ของบล็อกบัสเตอร์ได้เพิ่มสูงขึ้นเป็นมากกว่า 2 ล้านคน ระหว่างนั้นภายในปีเดียวกัน จำนวนสมาชิกของเน็ตฟลิกซ์ได้เพิ่มสูงขึ้นเป็น 6.3 ล้านคนเมื่อ ค.ศ 2007 จอห์น แอนติโอโก ได้ออกไปจากบล็อกบัสเตอร์ ค่าปรับเกินกำหนดได้ถูกนำมาใช้อีก และความพยายยามออนไลน์ของบล็อกสเตอร์ได้ถูกให้ความสำคัญน้อยลง โชคชะตาของบริษัทได้ถูกปิดผนึก เมื่อ ค.ศ 2010 บล็อกบัสเตอร์ได้เผชิญกับการล้มละลาย การขาดทุนมากกว่า 1 พันล้านเหรียญ
นานหลายปีที่บล็อกบัสเตอร์ได้ยึดครองพื้นที่การเช่าวัดีโอ แต่ ณ จุดหนึ่งพวกเขาได้สูญเสียการมองเห็นว่าพวกเขาอยู่ภายในธุรกิจอะไรที่แท้จริง แทนที่จะมุ่งการให้ความบันเทิงและราคาถูกแก่ลูกค้าของพวกเขา – บางสิ่งบางอย่างที่เน็ตฟลิกซ์ได้ทำ ย้อนหลังไปก่อนที่อินเตอร์เน็ตจะกลายเป็นส่วนสำคัญเกือบทุกด้านของชีวิตของเรา เรายากที่จะมองเห็นว่าร้านกายภาพของบล็อกบัสเตอร์จะหายไป บล็อกบัสเตอร์บรรลุความสำเร็จเริ่มแรก เพราะว่าพวกเขาทำธุรกิจแกนได้ดีกว่าใคร : การส่งความบันเทิงแก่บ้านของลูกค้าแต่ตามที่เรารู้เมื่อเทคโนโลยีได้เปลี่ยนแปลงไป แทนการลงทุนกับการค้นหาวิถีทางใหม่ที่จะส่งความมุ่งหมายที่แท้จริงของพวกเขา นวัตกรรมของบล็อกบัสเตอร์จะหยุดนิ่ง เมื่อครั้งหนึ่งบริษัทที่บรรลุความสำเร็จไ้ด้สูญเสียการสัมผัสกับความมุ่งหมายที่สร้างความยิ่งใหญ่แก่พวกเขา ความหายนะย่อมจะตามมาเมื่อเราได้ขุดคุ้ยเรื่องราวการต่อสู้ระหว่างเน็ตฟลิกซ์ และบล็อกบัสเตอร์ มันจะกลายเป็นความชัดเจนว่าในที่สุดบล็อกบัสเตอร์ได้รับรู้ว่าโมเดลธุรกิจของเน็ตฟลิกซ์คืออนาคต และพวกเขาได้เปลี่ยนแปลงที่จะรับมือกับมัน แต่ตอนสุดท้ายมันจะช้าไปและน้อยเกินไป บล็อกบัสเตอร์ไม่เคยวิวัฒนาการไปสู่โมเดลธุรกิจที่ทันสมัยเพื่อที่จะแข่งขันกับเน็ตฟลิกซ์ได้บล็อกบัสเตอร์ได้สูญเสียลูกค้าของพวกเขาจากการละเลยของผู้บริหาร ความกลัวการเปลียนแปลง ความกลัวการเปลี่ยนแปลงของพวกเขาได้กระจายไปภายในการตัดสินใจทางธุรกิจทุกอย่าง การขัดขวางพวกเขาจากการกระทำเริ่มแรก เราจะมีปัจจัยหลายอย่างที่ได้สร้างการตกต่ำของบริษัท รวมทั้งความไม่เข้าใจว่าพวกเขาอยู่ภายในธุรกิจที่แท้จริงอะไร – ความบันเทิงไม่ใช่การค้าปลีก – และไม่คล่องตัวเพียงพอที่จะปรับตัว ในขณะที่เน็ตฟลิกซได้พัฒนาโมเดลธุรกิจที่ทำให้กระบวนการเช่าวีดีโอเรียบง่าย การสร้างความสนุกสนานมากขึ้นแก่ลูกค้า บล็อกบัสเตอร์คิดเกี่ยวกับทำรายได้ของพวกเขาสูงสุดเท่านั้นเมื่อ ค.ศ 1985 ร้านเช่าวีดีโอแห่งแรกของบล็อกบัสเตอร์ได้เปิดขึ้นมาภายในดัลลัส เท็กซัส ณ เวลาที่ร้านเช่าวืดีโอส่วนใหญ่จะมีขนาดเล็ก การเลือกวิดีโอที่จำกัด บล็อกบัสเตอร์ได้เปิดด้วย 8,000 เทปบนชั้นวางรายรอบร้าน และกระบวนการชำระเงินด้วยคอมพิวเตอร์ ร้านแห่งแรกได้บรรลุความสำเร็จ และบล็อกเตอร์ได้ขยายตัวอย่างรวดเร็ว ในที่สุดได้กลายเป็นผู้จัดหาความบันเทิงภาพยนตร์ภายในบ้านใหญ่ที่สุดรายหนึ่งของโลกบล็อกบัสเตอร์ถูกก่อตั้งโดยเดวิด คุก ก่อนหน้านี้เขาจะเป็นเจ้าของธุรกิจที่ให้การบริการซอฟท์แวร์แก่อุตสาหกรรมน้ำมันภายในเท็กซัส เดวิด คุก ได้มองเห็นโอกาสภายในธุรกิจการเช่าวีดีโอ และภายหลังจากการเปิดร้านบล็อกบัสเตอร์แห่งแรก เขาได้ขายส่วนหนึ่งของธุรกิจแก่เวนย์ ฮุยเซนก้า นักลงทุน ต่อมาเดวิด คุก ได้ออกไปจากบล็อกบัสเตอร์ และเวนย์ ฮุย
เซนก้าได้เข้าควบคุมบริษัท และย้ายสำนักงานใหญ่ไปที่ฟอร์ต ลอเดอร์เดล ฟลอริดา ภายใต้ความเป็นผู้นำของ เวนย์ ฮุยเซนก้า บอลคบัสเตอรได้ขยายตัวอย่างรวดเร็วการตะครุบร้านวิดีโอที่มีอยู่ และการเปิดร้านวิดีโอใหม่ เมื่อ ค.ศ 1988 บล็อกบัสเตอร์ จะเป็นร้านวีดีโอแนวหน้าของอเมริกา เมื่อต้น ค.ศ 1990 บล็อกบัสเตอร์ได้เปิดตัวร้านวีดีโอที่หนึ่งพัน และได้ขยายตัวไปสู่ตลาดต่างประเทศ เมื่อ ค.ศ 1994 เวียคอม สื่อยักษใหญ่ ได้ซื้อบล็อกบัสเตอร์ เมื่อกลาง ค.ศ 1990 ดีวีดี ได้สร้างการปรากฏตัวครั้งแรก และเมื่อ ค.ศ 1977 เน็ตฟลิกซ์ การเช่าดีวีดีออนไลน์ ได้ถูกก่อตั้ง ภายในระยะเวลาเดียวกัน อเมซอน ดอทคอม ยักษ์ใหญ่อีคอมเมิรช ได้เปิดตัวร้านดีวีดี

สตาร์ทอัพ จะเป็นบริษัทที่ริเริ่มโดยผู้ก่อตั้งหรือผู้ประกอบการที่จะค้นหาโมเดลธุรกิจที่ทำซ้ำและขยายตัวได้ ผู้ประกอบการได้วางแผนสตาร์ทอัพเพื่อที่จะพัฒนาและทดสอบโมเดลธรุกิจที่ขยายตัวได้อย่างมีประสิทธิภาพ ดังนั้นแนวคิดของสตาร์ทอัพและการเป็นผู้ประกอบการจะเหมือนกัน แต่กระนั้นการเป็นผู้ประกอบการจะอ้างถึงธุรกิจใหม่ทุกอย่าง และธุรกิจที่อาจจะไม่เคยมุ่งหวังให้เจริญเติบโต ในขณะที่สตาร์ทอัพจะอ้างถึงธุรกิจใหม่ที่มุ่งให้เจริญเติบโตเลยพ้นไปจากผู้ก่อตั้งคนเดียว สตาร์ทอัพจะเผชิญกับความไม่แน่นอนสูง และอัตราความล้มเหลวที่สูง แต่สตาร์ทอัพส่วนน้อยที่บรรลุความสำเร็จจะมีโอกาสกลายเป็นบริษัทใหญ่และมีอิทธิพล
สตาร์ทอัพบางบริษ้ทได้กลายเป็นยูนิคอร์น บริษัทสตาร์ทอัพเอกชนที่มีมูลค่ามากกว่า 1 พันล้านเหรียญ สตาร์ทอัพจะเป็นเพียงแต่บริษัทใหม่ ธุรกิจที่ได้ถูกสร้างขึ้นไม่นานมานี้ แต่กระนั้นห้าปีที่ผ่านมาคณะบริหารธุรกิจหลายแห่งทั่วโลกได้คิดค้นคำนิยามทางวิชาการที่แตกต่างกันของอะไรคือสตาร์ทอ้พที่แท้จริง
คำนิยามของสตาร์ทอัพที่ถูกยอมรับมากที่สุดโดยคณะบริหารบริหารธุรกิจจะถูกนิยามโดยสตีฟ แบลงค์ สตีฟ แบลงค์ จะเป็นนักวิชาการที่มีชื่อเสียงมากที่สุดคนหนึ่งของซิลิคอน แวลลี่ย์ และเป็นผู้นำความคิดเห็นที่เข้มแข็งมากที่สุดคนหนึ่ง เขาได้สอนการเป็นผู้ประกอบการ ณ ทั้งมหาวิทยาลัยเบิรคเลย์และสแตนฟอร์ด
สตีฟ แบลงค์ ได้ใช้เวลาของเขาอย่างมาก เพื่อที่จะแสดงแก่ผู้ประกอบการจะหลีกเลี่ยงข้อผิดพลาดที่เขาได้ทำระหว่างอาชีพที่ยาวนานของเขา และการเพิ่มโอกาสของความสำเร็จของพวกเขาได้อย่างไร”ลีน สตาร์ทอัพ” ของอีริค รีส ที่เลื่องลือจะกำเนิดจากนักศึกษาคนหนึ่งของสตีฟ แบลงค์ ร่วมกับอเล็กซานเดอร์ ออสเตอร์วัลเดอร์ พวกเขาได้สร้างการรณรงค์ของการศึกษาโลกของสตาร์ทอัพ ผืนผ้าใบโมเดลธุรกิจจะเป็นแผ่นแบบอย่างหนึ่งของลีน สตาร์ทอัพเพื่อการพัฒนาโมเดลธุรกิจใหม่ มันจะเป็นแผนผังที่มองเห็นได้ด้วยองค์ประกอบที่อธิบายการนำเสนอคุณค่าของผลิตภัณฑ์ โครงสร้างพื้นฐาน ลูกค้า และการเงินของบริษัท
ผืนผ้าใบโมเดลธุรกิจได้ถูกนำเสนอเริ่มแรกโดยอเล็กซานเดอร์ ออสเตอร์วัลเดอร์ การใช้ผืนผ้าใบนี้จะนำไปสู่ความเข้าใจเกี่ยวกับลูกค้าที่เราตอบสนอง ข้อเสนอคุณค่าอะไรได้ถูกนำเสนอผ่านช่องทางอะไร และบริษัทของเราทำเงินอย่างไร เราสามารถใช้ผืนผ้าใบโมเดลธุรกิจที่จะเข้าใจโมเดลธุรกิจของเราเอง หรือของคู่แข่งขันของเราด้วยสตาร์ทอัพที่ใช้ผืนผ้าใบโมเดลธุรกิจสามารถสร้างโมเดลธุรกิจได้ครอบคลุมความคิดของผลิตภัณฑ์จะชัดเจนมากขึ้นที่จะดึงดูดนักลงทุนในที่สุด เราทุกคนต้องการเข็มทิศแห่งความสำเร็จ ผืนผ้าใบโมเดลธุรกิจจะยอดเยี่ยมต่อสตาร์ทอัพทุกประเภท การสร้างกรอบข่ายทางโครงสร้างจากการก่อตั้ง ไปสู่เอ็มวีพี ไปสู่ตลาดสตาร์ทอัพคือ ” องค์การชั่วคราวออกแบบที่จะมองหาโมเดลธุรกิจที่ทำซ้ำและขยายตัวได้ ” ในขณะที่ “บริษัทจะเป็นองค์การถาวรออกแบบที่จะดำเนินการโมเดลธุรกิจที่ทำซ้ำและขยายตัวได้ ” ดังนั้นความแตกต่างคือ สตาร์ทอัพจะมองหาโมเดลธุรกิจที่ดึงดูด ในขณะที่บริษัทจะมีโมเดลธุรกิจอยู่แล้ว
และมุ่งที่การดำเนินการโมเดลธุรกิจให้บรรลุความสำเร็จ ความแตกต่างนี้จะกระทบต่อลักษณะและความต้องการขององค์การทั้งสองประเภท
ตามแนวคิดของสติฟ แบลงค์ การค้นหาโมเดลธุรกิจที่ทำซ้ำและขยายตัวได้จะต้องดำเนินตามวิธีการวิทยาศาสตร์บนพื้นฐานของสมมุติฐานที่ทดสอบได้ การตรวจสอบทางประสบการณ์ของสมมุติฐานด้วยการทดลองและการวิเคราะห์ผลลัพธ์ วิธีการทางวิทยาศาสตร์ใหม่นี้จะรู้จักกันว่าเป็น “วิธีการลีนสตาร์ทอัพ” ที่พัฒนาโดยอิริค รีสนี่คือทำไมสตาร์ทอัพที่ถูกทดลองจะมีโอกาสของความสำเร็จที่สูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ทำไม เพราะว่าพวกเขาจะได้ความรู้จากจุดสำคัญของโมเดลธุรกิจของพวกเขาอย่างรวดเร็ว การทำให้พวกเขาลดความเสี่ยงภัยแต่เริ่มแรกเท่าที่จะเป็นไปได้ ลีน สตาร์ทอัพไม่จำเป็นจะต้องเกี่ยวข้องกับนวัตกรรมทางเทคนิคหรือการคิดค้น
ลีน สตาร์ทอัพ จะมุ่งที่ “โมเดลธุรกิจ” ใหม่ และแม้แต่ไม่ต้องกล่าวถึงถ้อยคำเทคโนโลยีเลย เราจะมีตัวอย่างที่น่าสนใจของสตาร์ทอัพที่ไม่ใช่เทคโนโลยี่ปรากฏขึ้นภายในอเมริกาย้อนหลังไปเมื่อ ค.ศ 1950 ภายในอุตสาหกรรมร้านอาหาร ผู้ก่อตั้งได้มองหาโมเดลธุรกิจใหม่ที่ทำซ้ำและขยายตัวได้ จากนั้นมันได้กลายเป็นบริษัทใหญ่ที่สุดบริษัทหนึ่งของโลก แมคโดนัลด์ เรื่องราวที่เล่าประวัติของแมคโดนัลด์ได้ดีมากคือภาพยนตร์เรื่อง “The Founder”การพัฒนาลูกค้าจะเป็นกรอบข่ายสี่ขั้นตอนได้ถูกระบุเริ่มแรกสตีฟ แบลงค์ เพื่อที่จะค้นหาและทดสอบการระบุความต้องการของลูกค้า การสร้างผลิีตภัณฑ์ตอบสนองความต้องการของลูกค้า และการใช้ทรัพยากรที่จะตอบสนองอุปสงค์ของผลิตภัณฑ์ กรอบข่ายการพัฒนาลูกค้าได้ให้วิถีทางที่จะใช้วิธีการทางวิทยาศาสตร์ทดสอบสมมุติฐานเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์และธุรกิจของเราการค้นหาลูกค้า การค้นหาลูกค้าจะเกี่ยวกับการเข้าใจว่าใครคือลูกค้าของผลิตภัณฑ์ของเรา และเราจะเข้าหาพวกเขาได้อย่างไร
การทดสอบลูกค้า การทดสอบลูกค้าจะเกี่ยวกับการค้นพบว่าสมมุติฐานเกี่ยวกับการวิจัยของเราถูกต้อง และการพัฒนาโมเดลธุรกิจของเราที่สะท้อนข้อมูลนั้น
การสร้างลูกค้าจะเกี่ยวกับการเริ่มต้นการดำเนินการและการสร้างอุปสงค์ของลูกค้า มันจะขับเคลื่อนอุปสงค์ไปสู่ช่องทางการขายที่จะขยายธุรกิจ
การสร้างบริษัท การสร้างบริษัทจะเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงบริษัทจากสตาร์ทอัพไปสู่องค์การที่มุ่งดำเนินการโมเดลธุรกิจที่ทดสอบแล้ว
ิ ลีน สตาร์ทอัพจะเกี่ยวกับการเรียนรู้ทุกอย่าง เราจะมีสมมุติฐานจำนวนมากภายในผืนผ้าใบโมเดลธุรกิจของอเล็กซานเดอร์ ออสเตอร์วัลเดอร์ ลีน สตาร์ทอัพจะกระตุ้นให้เราทดสอบสมมุติฐานแต่ละอย่างเหล่านี้ด้วยการใช้การทดลองทางวิทยาศาสตร์วงจร สร้าง – วัด – เรียนรู้ จะเป็นวิธีการทางวิทยาศาสตร์ของการรวบรวมการป้อนกลับ – การป้อนกลับของลูกค้า และใช้การป้อนกลับนั้นที่จะสร้างผลิตภัณฑ์ที่ยิ่งใหญ่ กลไกของการรวบรวมการป้อนกลับจะถูกเรียกว่า วงการป้อนกลับ วงการป้อนกลับจะเป็นวิถีทางแบบอไจล์อย่างหนึ่ง เมื่อมันได้ถูกใช้รวบรวมการป้อนกลับของลูกค้า และถ่ายทอดให้เป็นความต้องการของลูกค้าและลักษณะของผลิตภัณฑ์วงการป้อนกลับ สร้าง วัด เรียนรู้ จะเป็นหลักการที่สำคัญอย่างหนึ่งของลีน สตาร์ทอัพ การป้อนกลับจะมีบทบาทที่สำคัญภายในธุรกิจทุกอย่าง และโดยเฉพาะการป้อนกลับจะสำคัญต่อกรณีของสตาร์ท อัพ วงจรสร้าง วัด เรียนรู้ จะเป็นวงป้อนกลับ จะอยู่ ณ หัวใจของโมเดลลีน สตาร์ท อัพ เป้าหมายคือการทำให้ความไม่แน่นอน สมมุติฐาน และความเสี่ยงภัยเป็นความรู้หรือ “สิ่งที่มั่นใจได้” ที่จะนำทางบริษัทไปสู่ความก้าวหน้าในที่สุด ภายใต้กระบวนการนี้ สิ่งที่ไม่รู้สามารถเปลี่ยนแปลงให้เป็นสิ่งที่รู้ เพื่อที่สตาร์ท อัพสามารถจะใช้ภายในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ กระบวนการทั้งหมดนี้อาจจะเรียกว่าการทดลองทีมสตาร์ทอัพจะเริ่มต้นด้วยความคิด ภายหลังจากการระบุสมมุติฐานที่จะทดสอบแล้ว ขั้นตอนแรกคือ การเข้าไปสู่ระยะของการสร้างที่จะสร้างเอ็มพีวีให้รวดเร็วที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ ขั้นตอนที่สองคือระยะของการวัดที่จะพิจารณาความพยายามของการพัฒนาผลิตภัณฑ์จะนำไปสู่ความก้าวหน้าอย่างแท้จริงหรือไม่ ขั้นตอนสุดท้ายคือระยะของการเรียนรู้ด้วยการเรียนรู้ทดสอบ สตาร์ทอัพจะตัดสินใจว่าพวกเขาจะปรับทิศทางกลยุทธ์เริ่มแรกหรือรักษาไว้หรือไม่แนวคิดของโมเดลนี้คือ การสร้างความก้าวหน้าทีละน้อยจากการป้อนกลับและการเรียนรู้ผ่านการทำซ้ำอย่างรวดเร็ว การช่วยให้สตาร์ทอัพปรับทิศทางได้ในไ่ม่ช้า ดังนั้นสตาร์ทอัพสามารถใช้เวลาและทรัพยากรได้สูงสุด และสร้างความสูญเสียน้อยที่สุดวงการป้อนกลับสามขั้นตอนจะเป็นกระบวนการของการสร้างผลิตภัณฑ์ การวัดตัวชี้วัดของลูกค้า และการเรียนรู้จากตัวชี้วัด เพื่อที่จะตอบสนองความต้องการของลูกค้าได้ดีขึ้น และปรับปรุงผลิตภัณฑ์ เพื่อความยั่งยืนในที่สุดของบริษัทการสร้าง การสร้างเอ็มพีวีหรือต้นแบบ เอ็มพีวีจะหมายถึงผลิตภัณฑ์ที่มีลักษณะน้อยที่สุดที่เราสามารถใช้ทดสอบได้ ไม่ได้ใช้เวลามากเกินไปที่จะสร้าง เอ็มพีวีควรจะมีคุณภาพและคุณลักษณะการใช้งานบางอย่าง การก้าวอย่างรวดเร็ว และไม่ใช้เวลามากเกินไปกับการพัฒนา เราไม่ต้องการลักษณะและการใช้งานที่ก้าวหน้าการวัด เราจะต้องวัดความสำเร็จของเอ็มพีวีที่สร้าง การวัดการตอบสนองและพฤติกรรมของลูกค้า ลูกค้าของเราได้คุณค่าจากเอ็มพีวีหรือไม่ การวัดผลกระทบของเอ็มพีวีต่อการดำเนินชีวิตของลูกค้าจะสำคัญ การวัดการป้อนกลับจากลูกค้าที่จ่ายเงินเท่านั้น และไว้วางใจเราด้วยเงินของพวกเขาการเรียนรู้ การเรียนรู้จะเป็นขั้นตอนที่เราควรจะนำการเรียนรู้ที่ทดสอบลงสู่การกระทำ และไม่ต้องคาดหวังที่จะมีข้อมูล 100% ที่จะตัดสินใจ การปรับ ทิศทางหรือการรักษาไว้ เราจะต้องเรียนรู้เร็ว และปรับตัวเร็ว การไม่สูญเสียเวลากับโครงการพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่ใหญ่โตที่หยุดการเจริญเติบโตแนวคิดที่สำคัญอย่างหนึ่งของโมเดล ลีน สตาร์ทอัพคือ ผลิตภัณฑ์ที่มีลักษณะน้อยที่สุดที่จะประเมินตลาดได้ ด้วยการใช้ต้นทุนต่ำที่สุดที่จะแสดงความคิดของผลิตภัณฑ์ และการใช้วิถีทางเรียบง่ายที่สุดที่จะสร้างต้นแบบของเอ็มพีวี การมุ่งการค้นหาตลาดที่ไม่รู้มากขึ้น และการสอบด้วยความเป็นไปได้ของต้นทุนต่ำสุด เอ็มพีวีจะมีลักษณะพื้นฐานเท่านั้น ด้วยลำดับของการปฏิบัติ เราจะแก้ไขผลิตภัณฑ์และพัฒนารุ่นสุดท้าย เป้าหมายของสตาร์ทอัพคือ การไปสู่ลูกค้าอย่างรวดเร็วและการรวบรวมการป้อนกลับของลูกค้าอย่างมีประสิทธิภาพ สตาร์ทอัพจะไม่มุ่งผลิตภัณฑ์ที่สมบูรณ์ด้วยลักษณะองค์รวม แต่จะรักษาจุดสำคัญที่จะทดสอบ ถ้าผลิตภัณฑ์สามารถแก้ปัญหาของลูกค้าได้

 

ลีน สตาร์ทอัพ จะเป็นวิถีทางอย่างหนึ่งที่จะสร้างธุรกิจใหม่บนพื้นฐานของความเชื่อว่าผู้ประกอบการจะต้องตรวจสอบ ทดลอง ทดสอบ แลทำซ้ำเมื่อพวกเขาได้พัฒนาผลิตภัณฑ์ ลีน สตาร์ทอัพจะมุ่งที่การทำให้วงจรการพัฒนาผลิตภัณฑ์สั้นลง และการค้นพบรวดเร็วขึ้นถ้าโมเดลธุรกิจที่เสนอแนะอยู่รอดได้
จุดสำคัญของวิธีการลีน สตาร์ทอัพคือ สมมุติฐานที่เมื่อบริษัทสตาร์ทอัพได้ลงทุนเวลาของพากเขากับการสร้างผลิตภัณฑ์ที่ทำซ้ำที่จะตอบสนองความต้องการของลูกค้าเริ่มแรก บริษัทสามารถลดความเสี่ยงภัยทางตลาดและหลีกเลี่ยงการระดมเงินทุนจำนวนมากของโครงการ และการวางตลาดผลิตภัณฑ์ที่แพง และล้มเหลวได้ วิธีการของลีน สตาร์ทอัพ ยืนยันว่าลีนไม่ต้องทำอะไรกับบริษัทจะจัดหาเงินทุนได้มากน้อยแค่ไหน แต่ลีนจะมีทุกสิ่งทุกอย่างที่ต้องทำกับการประเมินอุปสงค์ของลูกค้า และเราจะตอบสนองอุปสงค์นั้นอย่างไรด้วยการใช้ทรัพยากรให้น้อยที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ลีน สตาร์ทอัพจะสนับสนุนการทำซ้ำหรืออไจล์ แนวคิดของการพัฒนาที่ปรับจากโลกของการพัฒนาซอฟท์แวร์ ลีน สตาร์ทอัพจะสร้างต้นแบบอย่างรวดเร็ว การนำต้นแบบออกสู่ตลาดที่จะวัดความสำเร็จของผลิตภัณฑ์โดยไม่ใช้ทรัพยากรที่ไม่จำเป็น และใช้ข้อมูลที่ได้มาจากการทดสอบตลาดเริ่มแรกที่จะปรับปรุงต่อไป ภายในการผลิตแบบลีนของโตโยต้า วิถีทางนี้จะถูกเรียกว่าไคเซน ภายในการทำโปรแกรม วิถีทางนี้จะถูกเรียกว่าอไจล์นอกจากนี้วิธีการของลีน สตาร์ทอัพจะเรียกร้องให้ผู้ประกอบการพัฒนาผลิตภัณฑที่มีลักษณะน้อยที่สุดที่ใช้ทดสอบตลาดได้ – เอ็มวีพี นี่จะสนับสนุนผู้ประกอบการให้ปรับผลิตภัณฑ์ของพวกเขาบนพื้นฐานการป้อนกลับของลูกค้า แนวคิดที่สำค้ญอย่างหนึ่งเรียกว่า การปรับทิศทางแนวคิดของลีน สตาร์ทอัพได้กำเนิดเมื่อต้น ค.ศ 2000 และได้วิวัฒนาการเป็นวิธีการประมาณ ค.ศ 2010 ลืน สตาร์ทอัพ ได้ถูกพัฒนาโดยผู้ประกอบการแห่งซิลิคอน แวลลี่ย์ สตีฟ แบลงค์ และอีริค รีสหลักการของลีน สตาร์ทอัพรับรองได้ว่าผู้ประกอบการจะพัฒนาผลิตภัณฑที่ลูกค้าต้องการอย่างแท้จริง แทนที่จะพยายามสร้างธุรกิจบนพื้นฐานของความคิดที่ไม่ทดสอบ ผู้สนับสนุนได้อธิบายความคิดนี้ว่า “ล้มเหลวเร็ว ล้มเหลวถูก” เพราะว่ากระบวนการลีน สตาร์ทอัพได้ถูกออกแบบที่จะจำกัดเวลาและทรัพยากรลงทุนกับความคิดของผลิตภัณฑ์ ก่อนที่ผู้ประกอบการจะทดสอบและพิสูจน์คุณค่าที่เป็นไปได้ของพวกเขา เราจะมีสิ่งตีพิมพ์จำนวนมากได้ทำให้แนวคิดของสตาร์ทอัพนิยมแพร่หลาย แต่หนังสือ Lean Startup ของอีริค รีส ค.ศ 2011 จะถูกรับรู้มากที่สุด อีริค รีส ได้ศึกษาวิชาการพัฒนาลูกค้าจากสตีฟ แบลงค์ เมื่อต้น ค.ศ 2000 ภายหลังจากที่สตีฟ แบลงค์ ได้ลงทุนภายในสตาร์ทอัพของเขา สตีฟ แบลงค์ จะได้รับแรงบันดาลใจวิถีทางแบบลีนภายในการผลิตของโตโยต้า การผลิตแบบลีนจะเป็นวิธีการผลิตที่ให้คุณค่าต่อความสามารถที่จะเปลี่ยนแปลงได้อย่างรวดเร็ว Lean Startup จะเป็นหนังสือที่เหลือเชื่อ เพราะว่ามันได้เล่าประสบการณ์ของอีริค รีส เขาได้แสดงข้อผิดพลาดของเขาภายในความพยายามที่จะช่วยเราหลีกเลี่ยงการทำข้อผิดพลาดอย่างเดียวกัน เขาได้กล่าวถึงความสำคัญของความเข้าใจกลุ่มลูกค้าเป้าหมายของเรา การสร้างเอ็มวีพี และการรู้ว่าเมื่อไรจะปรับและทำซ้ำ โดยไม่เสียเวลามากเกินไป คำแนะนำของเขาจะมีคุณค่าอย่างมาก และช่วยให้เราหบีกเลี่ยงข้อผิดพลาดของผู้ก่อตั้งโดยทั่วไปได้ลีน สตาร์ทอัพ จะมาจากแนวคิดแบบลีน วิถีทางของการบริหารอย่างหนึ่งที่มีชื่อเสียงจากการประยุกต์ใช้กับระบบการผลิตของโตโยต้า ถ้อยคำว่าลีนได้ถูกสร้างจากนักวิชาการชื่อเจมส์ โวแมค การผลิตแบบลีนจะเป็นต้นกำเนิดของถ้อยคำและปรัชญาของ “ลีน สตาร์ทอัพ”ิ การใชัถ้อยคำลีนที่จะอธิบายระบบการผลิตที่ streamlined ของการผลิตแบบลีน ได้ถูกทำให้นิยมแพร่หลายโดยหนังสือ 1990 The Machine That Changed The World ของเจมส์ โวแมค ผู้เขียนร่วม ระบบการผลิตของโตโยต้าได้บุกเบิกโดยทาอิอิชิ โอโนะ รวมกับหลักการไหลเวียนของสายพานประกอบรถยนต์ที่ได้ถูกใช้โดยเฮนรี่ ฟอร์ด ทำนองเดียวกับกฏของการผลิตแบบลีน วิธีการของลีน สตาร์ทอัพได้แสวงหาที่จะลดการปฏิบัติที่สิ้นเปลืองและเพิ่มการปฏิบัติที่สร้างคุณค่าระหว่างระยะเริ่มแรกของบริษัท ดังนั้นบริษัทจะมีโอกาสของความสำเร็จที่ดีกว่าโดยไม่ต้องการเงินทุนจากภายนอกจำนวนมาก การทำแผนธุรกิจอย่างละเอียด หรือผลิตภัณฑ์ที่สมบูรณ์การป้อนกลับของลูกค้าระหว่างการพัฒนาผลิตภัณฑ์จะสำคัญต่อกระบวนการสตาร์ทอัพ และการรับรองว่าบริษัทไม่ต้องลงทุนเวลาออกแบบลักษณะผลิตัณฑ์หรือบริการที่ลูกค้าไม่ต้องการลีนและอไจล์ วิธีการที่แตกต่างกันสองอย่างที่เราสามารถใช้ร่วมกันที่จะเจริญเติบโต สร้างสรรค์ และทำให้สตาร์ทอัพของเราบรรลุความสำเร็จ โดยทั่วไปวิธีการแบบอไจล์จะมุ่งที่การพัฒนาซอฟท์แวร์ อไจล์จะถูกสร้างบนพื้นฐานของหลักการลีน การกำจัดความสูญเสียและสร้างประโยชน์ให้มากที่สุด อไจล์จะเห็นด้วยกับวิถีทางของเพิ่มขึ้นและทำซ้ำมากกว่าการวางแผนอย่างลึกซึ้ง ณ ตอนเริ่มต้นของโครงการ หลักการของลีนจะมาจากการผลิตแบบลีน การปฏิบัติทางการผลิตที่มุ่งหวังจะใช้ทรัพยากรให้น้อยลงและกำจัดความสูญเสียในขณะที่สร้างคุณค่าแก่ลูกค้าสูงสุด เมื่อ ค.ศ 2003 แมรี่ และทอม พอพเพ็นดิค ได้รับรู้หลักการของลีนที่ถูกใช้ปรับปรุงการผลิตสามารถปรับให้สอดคล้องกับการพัฒนาซอฟท์แวร์ได้ถ้อยคำอไจล์ ได้เป็นที่นิยมแพร่หลายโดยคำแถลงการณ์ของเพื่อการพัฒนาซอฟทแวร์อไจล์ ค่านิยมและหลักการที่สนับสนุนภายในแถลงการณ์นี้จะได้มาจากและสนับนุนขอบเขตที่กว้างของกรอบข่ายการพัฒนาซอฟท์แวร์รวมทั้งสครัมและคัมบัง

เมื่อเราคิดถึงเกี่ยวกับเทคสตาร์ทอัพและการเป็นผู้ประกอบการ อะไรจะเกิดขึ้นภายในใจของเรา ถ้าเป็นบุคคลส่วนใหญ่แล้ว คำตอบคือ ซิลิคอน แวลลี่ย์ และรายรอบพื้นที่อ่าวซานฟรานซิสโก ได้กลายเป็นที่รู้จักทั่วโลกว่าเป็นแหล่งเพาะนวัตกรรมและบริษัทที่มีมูลค่าสูง สภาพแวดล้อมทางการเป็นผู้ประกอบการของซิลิคอน แวลลี่ย์จะเห็นได้จากนวัตกกรรม ความร่วมมือ และความเสี่ยงภัย มันได้สร้างกรอบข่ายทางแรงจูงใจที่ต้องการแก่เทคสตาร์ทอัพ สตาร์ทอัพหลายแห่งจะถูกก่อตั้งโดยลูกจ้างและหุ้นส่วนของยักษ์ใหญ่เทคโนโลยี มันง่ายที่จะค้นหาและเชื่อมโยงกับพี่เลี้ยงที่มีประสบการณ์และสนับสนุนภายในสาขาวิชาเดียวกัน การแสวงหาคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญที่จะก้าวไปข้างหน้า การเริ่มต้นสตาร์ทอัพรายรอบวอลล์สตรีทอาจจะช่วยต่อการได้ความช่วยเหลือทางการเงิน แต่การแนะนำโดยเฉพาะที่จำเป็นต่อสตาร์ทอัพ ความรู้ของนวัตกรรมทางเทคโนโลยี จะมีมากมายภายในซิลิคอน แวลลี่ย์ซิลิคอน แวลลี่ย์ ได้ปรากฏขึ้นมาเป็นจุดหมายปลายทางของทางเลือกแก่การสร้างธุรกิจเทคโนโลยี แอปเปิ้ล กูเกิ้ล อินเทล เอชพี อโดบี อีเบย์ และยักษ์ใหญ่เทคโนโลยีหลายราย ได้สร้างสำนักงานใหญ่ขอวพวกเขาภายในซิลิคอน แวลลี่ย์ สถานที่ตั้งแห่งนี้ได้ดึงดูดสตาร์ทอัพใหม่อย่างต่อเนื่อง แม้แต่สตาร์ทอัพระหว่างประเทศได้หวังที่จะสร้างฐานที่มั่นภายในซิลิคอน แวลลี่ย์ อะไรทำให้ซิลิคอน แวลลี่ย์เป็นจุดหมายปลางของการเลือกแก่เทคสตาร์ท อัพซิลิคอน แวลลี่ย์ ได้รักษาตำแหน่งของพวกเขาเป็นภูมิภาคแห่งหนึ่งที่สำคัญที่สุดและภูมิภาคสตาร์ทอัพที่มีผลกระทบสูงภายในโลก ทั้งที่เราจะมีภูมิภาคอื่นหลายแห่งทั่วโลก พื้นที่อ่าวซานฟรานซิสโกจะเต็มไปด้วยสตาร์ทอัพซิลิคอนแวลลี่ย์สุดยอด การแสดงถีงการพัฒนาที่มีโอกาสบนพื้นฐานของเงินลงทุนที่จะได้รับ ภูมิภาคแห่งนี้จะเป็นแม่เหล็กการลงทุนที่ดึงดูดนักลงทุนระหว่างประเทศพวกเขาต้องการจะให้เงินทุนแก่สตาร์ทอัพสุดยอดจากซิลิคอน แวลลี่ย์ที่พอใจจากผลประโยชน์หาที่เปรียบไม่ได้ ข้อได้เปรียบพื้นฐานของซิลิคอน แวลลี่ย์จะอยู่บนรากฐานที่ลึกของแหล่งการร่วมลงทุนแก่เทคสตาร์ทอัพ บริษัทเหมือนเช่นแอนเดรสเซน โฮโรวิทซ์ ได้กลายเป็นชื่อครัวเรือนต่อความสามารถของพวกเขาที่จะระดมเงินทุนเป็นพันล้านเหรียญจากตลาดทุน และรู้ว่าพวกเขาจะลงทุนภายในความคิดเทคโนโลยีใหม่ที่มีอนาคตอย่างไรซิลิคอน แวลลี่ย์ คือภูมิภาคทางตอนใต้ของอ่าวซานฟรานซิสโกของแคลิฟอร์เนียเหนือ การอ้างถึงหุบเขาซานต้า คลารา เป็นศูนย์กลางทั่วโลกชองไฮเทคโนโลยี นักลงทุน นวัตกรรม และสื่อทางสังคม ซาน โจเซ่ เป็นเมืองใหญ่ที่สุดของหุบเขา คำว่า ซิลิคอน แวลลี่ย์ เริ่มแรกอ้างอิงถึงผู้สร้างนวัตกรรมและผู้ผลิตซิลิคอน ชิป จำนวนมากภายในภูมิภาค แต่ปัจจุบันพื้นที่แห่งนี้คือบ้านของบริษัทไฮเทคใหญ่ที่สุดของโลกหลายบริษัท รวมทั้งสำนักงานใหญ่ของ39 ธุรกิจของวารสารฟอร์จูน 1000 บริษัท และบริษัทสตาร์ทอัพหลายพันบริษัท
ซิลิคอน แวลลี่ย์ จะเป็นชื่อคำพ้องกับอุตสาหกรรมเทคโนโลยี พื้นที้ขนาดเล็กแห่งนี้ของแคลิฟอร์เนียได้กลายเป็นศูนย์กลางของโลกเทคโนโลยี การปฏิรูปของพื้นที่ได้เกิดขึ้นทีละน้อยภายในช่วงเวลานานกว่า 100 ปี เพื่อนบ้านที่มีมูลค่ามากกว่า 3 ล้านล้านเหรียญ ซาน โจเซ่ เป็นศูนย์กลางของซิลิคอน แวลลี่ย์ ไม่ต้องสงสัยเลยว่าชื่อเล่นนี้ได้กลายเป็นชื่อที่โด่งดังมากไปทั่วโลก แต่เดิมพื้นที่แห่งนี้จะทำการเกษตรและฟาร์มปศุสัตว์ เมื่อการเฟื่องฟูทางเทคโนโลยีได้เกิดขึ่นทำให้เกิดการเรียกชื่อเล่นว่า ซิลิคอน แวลลี่ยฺ์ชื่อของซิลิคอน แวลลี่ย์ได้ถูกสร้างขึ้นมาเมื่อ ค.ศ 1970 โดยดอน โฮฟเลอร์ นักข่าวหนังสือพิมพ์ เขาได้ยินถ้อยคำว่า ซิลิคอน แวลลี่ย ระหว่างกินข้าวกลางวันกับนักการตลาดคนหนึ่งที่ได้เรียกซานตา คลาร่า ว่าซิลิคอน แวลลี่ย์ ดอน โอฟเลอร์ได้เขียนบทความใช้ชื่อว่า Silicon Valley USA เขาได้ถูกยกย่องว่าเป็นบุคคลแรกคนหนึ่งที่ได้เขียนเกี่ยวกับซิลิคอน แวลลี่ย์ ซิลิคอน ชิป จะเป็นส่วนประกอบที่สำคัญของอุตสาหกรรมเซมิคอนดัคเตอร์ จน ณ วันนี้ ซิลิคอน ชิป ได้ถูกใช้กับทุกสิ่งทุกอย่างที่ใช้คอมพิวเตอร์ โทรศัพท์มือถือ คอมพิวเตอร์ แป้นพิมพ์ เครื่องเล่นเกม หรือแม้แต่เครื่องคำนวณ
ิเฟดเดอริค เทอร์แมน นักวิชาการและผู้บริหารวิชาการ มหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด ได้ถูกยกย่องอย่างกว้างขวาง (ร่วมกับวิลเสี่ยม ชอคลี่ย์) ว่าเป็นบิดาแห่งซิลิคอน แวลลี่ย์ ภายหลังจากสงครามโลกครั้งที่สองสิ้นสุดลง เขาได้กลับมาที่มหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด และได้ถูกแต่งตั้งเป็นคณบดีคณะวิศวกรรมศาสตร์
เมื่อ ค.ศ 1930 เขาได้เริ่มต้นกระตุ้นให้นักศึกษาอยู่ภายในพื้นที่แทนที่จะออกไปจากแคลลิฟอร์เนีย และพัฒนาเป็นภูมิภาคไฮเทคโนโลยี วิลเลียม ฮิวเลตต์ และเดวิด แพคการ์ด ผู้ก่อตั้งฮิวเลตต์ – แพคการ์ด ได้ถูกมองว่าเป็นนักศึกษาสแตนฟอร์ดสองคนแรกที่ได้ทำตามคำแนะนำของเฟดเดอริค เทอร์แมน สร้างบริษัทอีเล็คโทรนิคของตัวเองภายในพื้นที่แห่งนี้สวนวิจัยสแตนฟอร์ด จะเป็นสวนทางเทคโนโลยี ได้ถูกก่อตั้งขึ้นมาภายในใจกลางของซิลิคอน แวลลี่ย์ ความคิดริเริ่มกันระหว่างมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ดและเมืองพาโลอัลโต สวนวิจัยสแตนฟอร์ดมีบริษัทมากกว่า 150 บริษัทตั้งอยู่ที่นี่ รวมทั้งฮิวเลตต์ – แพคการ์ด ด้วย
เมื่อ ค.ศ 1939 วิลเลียม ฮิวเลตต์ และเดวิด แพคการ์ด ได้ก่อตั้งบริษัทโดยใช้ชื่อจากการโยนเหรียญ ณ พาโล อัลโต แคลิฟอร์เนีย ผลิตภันฑ์อย่างแรกของบริษัทที่ผลิตภายในโรงรถคือ ออดิโอ้ ออสซิลเลเตอร์ ปัจจุบันโรงรถของเอชพีได้กลายเป็นพิพิธภัณฑ์เอกชน สถานที่ก่อตั้งของฮิวเลตต์ แพคการ์ด โรงรถแห่งนี้ได้ถูกพิจารณว่าเป็น “บ้านเกิดของซิลิคอน แวลลี่ย์

Cr : รศ สมยศ นาวีการ

Facebook Comments

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *