INEWHORIZON

ขอบฟ้าใหม่

การค้าอาวุธของสหรัฐในฐานะเครื่องมือต่อรอง

สบาย สบาย สไตล์เกษม

เกษม อัชฌาสัย

การค้าอาวุธของสหรัฐในฐานะเครื่องมือต่อรอง

สงครามการค้าที่ผลัดกันรุกผลัดกันรับระหว่างสหรัฐอเมริกากับจีน ซ้ำเติมเศรษฐกิจโลกที่มีแนวโน้มถดถอยอยู่แล้ว ให้ย่ำแย่มากขึ้น ขณะเดียวกันส่งผลเสียอย่างมหาศาล ต่อสหรัฐเอง โดยเกษตรกรอเมริกันพากันออกมาโวยวายกันเสียงขรม เพราะไม่สามารถค้าขายผลิตผลการเกษตรให้แก่จีน เช่นเดิมได้ แม้รัฐบาลกลางสหรัฐที่กรุงวอชิงตัน ดีซี จะแก้ไขปัญหา ด้วยการจัดเงินสนับสนุน ๑๖,๐๐๐ ล้านเหรียญสหรัฐทอแทนให้ แต่เกษตรกรก็โต้ว่า ไม่คุ้ม

สภาวการณ์ที่เป็นอยู่ ก็เหมือนกับการสู้รบกันด้วยอาวุธ ที่ต่างฝ่ายต่าง ต้องได้รับบาดเจ็บล้มตายไม่มากก็น้อย  จากความดุดันก้าวร้าวของผู้นำ เช่นประธานาธิบดี”โดนัลด์ ทรัมพ์”แห่งสหรัฐ ที่มองเห็นว่าการทำกำไรอย่างรวดเร็วโดยพลัน โดย”เน้น”การค้าอาวุธ คือแหล่งรายได้สำคัญ ที่จะช่วยช่วงชิงความเป็นผู้นำโลก ในแง่ความมั่งคั่งและความยิ่งใหญ่กลับคืนมา ตามที่เขาประกาศไว้หลายหน ในการรณรงค์หาเสียงเลือกตั้งประธานาธิบดีเมื่อปี ๒๕๕๙ ว่า หากเขาขึ้นเป็นใหญ่ ก็”จะทำให้อเมริกายิ่งใหญ่อีกครั้ง” (Make     America great again)

การเร่งขายอาวุธให้ซาอุดีอาระเบียล็อตใหญ่มูลค่า ๑๑๐,๐๐๐ ล้านเหรียญสหรัฐ ระหว่างการเยือน”ริยาด”ของ”ทรัมพ์” จากนั้นก็ขายให้สหรัฐอาหรับ เอมีเรตส์และจอร์แดน(อีกเท่าไรก็ไม่รู้) คือข้อยืนยันความทะเยอทะยานของเขาในข้อนี้

การค้าอาวุธนอกจากจะเป็นสร้างงานหารายได้เข้าประเทศแล้ว ยังใช้เป็นเครื่องมือต่อรองได้อย่างชะงัด เช่น หลังเกิดสงครามการค้ากับจีน สหรัฐคงเกรงว่าไทยจะเอนเอียงเข้ากับจีนไปเสียทั้งหมด จากการที่ไทยเรา เออออห่อหมกกับจีนมาหลายเรื่อง รวมทั้งเรื่อง”หนึ่งแถบ-หนึ่งถนน” สหรัฐก็เลยรีบกระชับมิตร ส่งยานยนตร์หุ้มเกราะล้อยาง (M111 Stryker)ที่ไทยสั่งซื้อไว้ ๑๔ คัน (แถมอีก ๒๓ คันรวมเป็น ๓๗ คัน)คาดว่าว่าจะส่งมาให้ล็อตแรก ราวต้นเดือนกันยายนนี้ แม้ตามปกติแล้ว มักจะไม่ส่งให้ลูกค้าง่ายๆ โดยไทยจะนำเอารถนี้ ส่วนหนึ่งไปประจำการที่กองพลทหารราบ ๑๑๑ ค่ายสมเด็จพระนั่งเกล้า ฉะเชิงเทรา เพื่อเตรียมพร้อมรับมือกับการรุกราน(หากจะมีขึ้น-ไม่รู้ว่าเมื่อใดแน่) จากด้านชายแดนตะวันออก

ผลที่สมควรจะได้จากบทเรียนนี้ ก็คือน่าจะทำให้ไทยทบทวนอีกครั้งในด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศว่า จะสร้างสมดุลอย่างไร ให้พอเหมาะพอควร ที่จะไม่เอียงเข้าฝ่ายใด มากเกินไปเป็นการเฉพาะ  เพื่อความอยู่รอดปลอดภัยจากทั้งสองฝ่าย

ยังไม่เพียงแค่นั้น นอกจากจะใช้สถานการณ์ฮ่องกง บีบคั้นจีนอีกทางเพื่อกดดันประกอบการทำสงครามการค้า ด้วยการใช้เจ้าหน้าสายลับ เข้าไปสนับสนุนกลุ่มเรียกร้องอิสรภาพและประชาธิปไตยในฮ่องกงเพื่อสร้างความหวั่นไหวต่อจีนแล้ว

จะพบว่าก่อนหน้านั้น เมื่อวันที่ ๙ กรกฎาคม กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐอนุมัติ การขายอาวุธมูลค่า ๒.๒ พัน ล้านเหรียญสหรัฐให้แก่ไต้หวัน ซึ่งขอซื้อรถถัง”เอบรามส์” ๑๐๘ คันและขีปนาวุธ”สติงเกอร์” ๒๕๐ ชุดพร้อมอุปกรณ์ ซึ่งก็ได้ผลสองประการคือ

อย่างแรกสหรัฐ “ขายของ”ได้เงินพร้อมได้กระชับมิตรและอย่างที่ ๒ กับ”คุกคามจีน”สร้างความหงุดหงิดกับจีนไปในคราวเดียวกัน ในกรณีที่จีนจะเปิดฉากทำสงครามรุกราน หมายยึดคืนไต้หวัน ผนวกเข้ากับแผ่นดินใหญ่ ตามที่จีนได้ประกาศไว้แล้วว่า จะต้องทำให้ได้สักวันหนึ่ง

สิ่งที่เกิดขึ้นติดตามมาก็คือ เมื่อวันที่ ๒๑ สิงหาคมที่ผ่านมาเอง จีนได้เดินหน้าตอบโต้สหรัฐ ด้วยการขู่ว่า จะลงโทษบริษัทอเมริกันที่เกี่ยวข้องกับการขายเครื่องบินรบ เอฟ-๑๖ ให้ไต้หวัน หากสหรัฐยังยืนกรานที่จะขายให้ได้ ซึ่งเท่ากับดึงเอาการซื้อขายอาวุธ เข้ามาเกี่ยวข้องกับการทำสงครามการค้าในที่สุด

การที่สหรัฐโดยเฉพาะประธานาธิบดี”ทรัมพ์”ให้ความสนใจสนับสนุนอุตสาหกรรมอาวุธภายในประเทศนั้น มิใช่เพียงเพื่อสร้างงาน(เพราะสร้างได้เพียงไม่กี่ร้อยตำแหน่งเท่านั้น หลังขายอาวุธให้ซาอุฯ) แต่ที่สำคัญยิ่งก็คือ เป็นแหล่งสนับสนุนทางการเมืองอันมหาศาล(จากกลุ่มนายทุน) โดยโรงงานเหล่านี้ มีคนงานรวมๆ กันแล้วหนึ่งล้านกว่าๆ ซึ่งก็ไม่รู้ว่า สนับสนุนโหวตเสียงหนุนเขาเท่าไร เพราะฉะนั้น ในแง่ความนิยมชมชื่นที่ว่า จะเลือกเขาหรือไม่ เขาจึงต้องหาเสียงจากคนกลุ่มอื่นๆ อย่างหลากหลาย เช่น จากพวก”ผิวขาวสุดโต่ง” หรือพวก”คลั่งชาติ” หรือจากพวกที่มีผลประโยชน์ได้เสียงจากนโยบายของ ที่เขากำหนดขึ้นมาโน้มน้าวใจ

แต่”ทรัมพ์”ก็ได้คุ้ม จากการนำเอา”การค้าขายอาวุธ”เป็นเครื่องมือในการเดินเกมการเมืองระหว่างประเทศ ดังที่ได้ประจักษ์มาแล้ว แม้ทางรัฐสภาจะไม่ค่อยจะเห็นด้วยนัก หากพบว่าการขายโดยไม่บันยะบันยัง จะก่อให้เกิดผลเสียตามมาที่หลัง รวมทั้งแผนขยายการขายอาวุธเพิ่มให้แก่ซาอุดีอาระเบีย ซึ่งในอีกทางหนึ่งนั้น ไว้ใจไม่ได้ว่าซาอุฯจะเป็นมิตรกับอิสราเอลตลอดไป (นักการเมืองอเมริกันส่วนใหญ่ยังอิงอยู่กับอิทธิพลทางการเงินของชาวยิวในอเมริกา) ดังที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน

ปัจจุบัน  ๕๗ % ของบริษัทค้าอาวุธระดับโลกเป็นของสหรัฐ ส่วนที่เหลือเป็นของชาติอื่นๆ ทั้งนี้ จากการเปิดเผยในรายงานของ”สถาบันวิจัยสันติภาพสากลแห่งสต็อกโฮล์ม”เมื่อเร็วๆ นี้ ซึ่งก็ปฏิเสธไม่ได้ว่า อาวุธของสหรัฐที่ผลิตออกมาใช้นั้น โดยเฉลี่ยแล้ว ล้วนมีคุณภาพสูงและไว้ใจได้

โดยเมื่อปี ๒๕๖๐ บริษัทเหล่านี้ขายอาวุธทำเงินได้ถึง ๓๙๘.๒ พันล้านเหรียญสหรัฐ นับเป็นอุตสาหกรรมที่เติบโตขึ้นมาถึง ๒.๕ % เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า(ปี ๒๕๕๙)

เมื่อพิเคราะห์ดูแล้ว ก็น่าจะลงทุนทำอุตสาหกรรมนี้ อย่างต่อเนื่อง มิใช่หรือ หากแน่ใจว่า”ทรัมพ์”ยังจะได้รับเลือกตั้ง เป็นประธานาธิบดีต่ออีกสี่ปี หลังจากที่เทอมนี้ สิ้นสุดลง

ใครจะใช้อาวุธนี้ ไปฆ่าใคร ก็ช่างหัวมัน เมื่อขายไปแล้ว เราก็ไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง

นี่ไงครับ สภาวะ”น้ำพึ่งเรือ เสือพื่งป่า อัชฌาสัย”

 

 

Facebook Comments

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *