INEWHORIZON

ขอบฟ้าใหม่

“ธีรยุทธ บุญมี”เตือนได้ตรงประเด็น

สบาย สบาย สไตล์เกษม

เกษม อัชฌาสัย

“ธีรยุทธ บุญมี”เตือนได้ตรงประเด็น

ผมเป็นคนหนึ่งละครับ ที่ไม่เคยตั้งความหวังไว้กับขบวนการนิสิตนักศึกษาหลังยุค”ธีรยุทธ-เสกสรรค์”ที่เคยเป็นส่วนหนึ่งในระดับผู้นำกระบวน เพราะไม่พึงใจ (หลังเหตุการณ์วันมหาวิปโยค ๑๔ ตุลาคม ๒๕๑๖ ไปจนถึง ๖ ตุลาคม ๒๕๑๙) ที่ขบวนการนิสิตนักศึกษาเข้าใจผิดคิดว่าตนเอง”ใหญ่คับแผ่นดิน” เลยเข้าไปเกี่ยวข้องกับเรื่องที่ไม่ใช่หน้าที่ หลายต่อหลายหน จนในที่สุดก็เพลี่ยงพล้ำ”เข้าทาง”ฝ่ายขวาจัด” ถูก”ป้ายสี”และถูกปราบปรามอย่างไร้มนุษยธรรมที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์และบริเวณท้องสนามหลวง ซึ่งผมเห็นกับตาตัวเองทั้งสองครั้ง ช่วงทำงานอยู่อย่างยาวนานที่”สยามรัฐ”

ถ้าจำไม่ผิด ดูเหมือน ”ธีรยุทธ-เสกสรรค์”จะเตลิดเข้าป่าไปในช่วงนั้น เพราะหากอยู่ ก็อาจ”ถูกเก็บ”

และก็เป็นสิทธิ์ของทั้งสองคนอีกเหมือนกัน ที่จะไม่เล่นการเมือง หรือยึดอาชีพการเมือง เพราะคงเรียนรู้จากชีวิตจริงว่า จะต้อง”เลี้ยงชีพชอบ ทำการงานชอบ” เนื่องจากทั้งสองท่าน ไม่ได้มาจากครอบครัวที่มั่งมีดีพร้อม จึงเลือกไปศึกษาเพื่อเป็นนักวิชาการกินเงินเดือน ซึ่งก็เหมาะสมแล้ว โดยในระยะหลังๆ”เสกสรรค์”ปลีกวิเวก กันตนเอง จากสังคมอันวุ่นวาย

ส่วน”ธีรยุทธ”นั้น วาสนายังตัดไม่ขาด จึงออกมาวิพากษ์สังคมส่วนรวม ปีละหน อาศัย”วันมหาวิปโยค”เป็นเวที

ผมเข้าใจว่าเขาจะทำงานนี้ จนกว่าจะเบื่อไปเอง ตามสิทธิเสรีภาพที่พึงมีพึงได้ในระบอบประชาธิปไตย

ใครจะชอบเขาหรือไม่อย่างไร ก็เป็นสิทธิเสรีภาพของสาธารณชน เช่นกัน

เกริ่นมายืดยาวเช่นนี้ ก็เพราะอยู่ในวัย(ร่วมสมัย)ที่ไม่ไกลกันนัก จึงพยายามมองด้วยความเข้าใจ ไร้อคติ ตามประสาคนที่ห่วงใยบ้านเมืองเหมือนๆกัน

ผมขอสรุปสาระที่”ธีรยุทธ บุญมี”พูด ในการบรรยายพิเศษเมื่อวันที่ ๑๕ ตุลาคม ๒๕๖๒ ดังนี้ครับ

๑ ความคืบหน้าทางการเมืองในปัจจุบัน มาถึงจุดที่ทหาร(หนุนรัฐบาล)กับนักการเมือง(ฝ่ายค้าน)ออกมาโจมตีกันรุนแรง บ่งชี้ความเป็นฝักเป็นฝ่ายเพราะความเห็นต่างกันในหลายประเด็น ชนิดที่ไม่สามารถปรองดองกันได้ โดยนักการเมือง(พรรคอนาคตใหม่)ไม่ได้เสนอแผนอะไร ที่จะช่วยขยับให้ชาติก้าวไปข้างหน้าเลย

๒ ทหารฝังใจอยู่กับความมั่นคงแห่งชาติ แต่กลับไม่ประสบความสำเร็จ ในการชี้ชวนสาธารณชนทั่วไป ให้เห็นคล้อยตาม

๓ กลุ่มการเมืองคู่แข่ง แม้เห็นพ้องต้องกันในด้านการเมือง แต่ก็ยังมองเห็นว่ากลุ่มอื่น คือศัตรู(ในยามสงคราม) แม้สถานการณ์ในประเทศเป็นปกติ มีการบิดเบือนข่าวสาร สร้างความแตกแยก ถึงขั้นดำเนินการตามกฎหมายมุ่งทำลายซึ่งกันและกัน รวมทั้งใช้อิทธิพลผ่านกระบวนการยุติธรรม ใช้มาตรการช่วงชิงลงมือก่อน กระทำต่อฝ่ายตรงกันข้าม

๔ เรียกร้องให้กลุ่มการเมืองคู่แข่ง ยุติความคิดเป็นศัตรูกันเสีย พร้อมเตือนว่าอาจนำไปสู่เหตุการณ์สังหารหมู่แบบ” ๖ ตุลา” อีกครั้งหนึ่ง

๕ ชี้ว่า รัฐบาลและกองทัพ”จัดการผิดพลาด”ในการแก้ไขความขัดแย้ง

๖ วิจารณ์ว่ากองทัพให้ความสำคัญอันดับต้นๆ ต่อชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ เป็นเบื้องแรก แต่นั่นไม่ใช่ประเด็นเร่งด่วนจำเป็น เช่น ปัญหาปากท้อง ปัญหาความไม่เท่าเทียม ปัญหาฉ้อราษฎร์บังหลวงและปัญหาสิทธิมนุษยชน

๗ รัฐบาลต้องวางตัวเป็นกลาง หากไม่ทำกระทำ ชาวบ้านก็จะเชื่อว่า สงครามภายในปะทุขึ้นแล้ว หรือไม่ก็ตีความว่า รัฐบาลประกาศสงครามกับบางกลุ่มแน่นอนแล้ว

หากพิจารณาคำบรรยายของศาตราจารย์ธีรยุทธ บุญมี นักวิชาการอิสระ โดยตัด”พลความ”ที่รกรุงรังออกไป ก็จะพบว่า

ทั้งหมดนี้ เป็นการเตือนรัฐบาลและคนไทยทั้งชาติ ให้ได้สำเหนียกว่า สภาพการณ์ปัจจุบันทางการเมือง เสี่ยงต่ออันตรายภายในแค่ไหน โดยเฉพาะในยามที่สภาพความเป็นอยู่ทั่วๆ ไปของชาวบ้านโดยเฉพาะในเมือง(ในภาคธุรกิจและบริการ)ซึ่งไม่มีที่ทำกินอย่างชาวชนบท ต้องถูกกดดันจากภาวะเศรษฐกิจที่ชลอตัวอย่างแรง (ทั้งในระดับชาติและระดับโลก) ทำมาหากินชนิดตัวเป็นเกลียว แต่แทบไม่พอจะยาไส้

รวมทั้งจากแรงกดดันของกลไกเศรษฐกิจ ที่แปรเปลี่ยนสภาพไป โดยปล่อยให้เกิดระบอบทุนผูกขาดทำลายธุรกิจรายย่อย ทั้งนี้จากความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ หรือความประมาทของภาครัฐ ที่ตกเป็นเครื่องมือของระบอบทุนและความเป็นสมัครพรรคพวกไปเรียบร้อยแล้ว

ทั้งหมดนี้ คือประเด็นรีบด่วน ที่รัฐบาล”ต้องรู้”และ”ต้องแก้ไข”โดยพลัน ตามคำวิจารณ์ซึ่งสมควรเห็นว่าเป็นความหวังดีต่อชาติส่วนรวม

ฉะนั้น ใครยังจะบอกว่า”ธียุทธ”ล้าสมัย ก็ช่วยอธิบายหน่อยสิครับว่า”ล้าสมัย”อย่างไร และขออนุญาตถามว่า ที่”ทันสมัย”นั้น จะต้องทำอย่างไรครับ

 

Facebook Comments

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *