INEWHORIZON

ขอบฟ้าใหม่

จากเผด็จการสู่ประชาธิปไตย

คอลัมน์ ช่วยกันคิด ช่วยกันทำ

ทหารประชาธิปไตย

จากเผด็จการสู่ประชาธิปไตย

เพื่อปฏิบัติตนตามนโยบายของรัฐบาล ซึ่งผู้เขียนเล็งเห็นว่าจะเป็นประโยชน์ต่อสาธารณะและต่อตนเอง ในการร่วมด้วยช่วยกันป้องกันการแพร่ระบาดของเชื้อโควิด-19 ที่กำลังเป็นภัยคุกคามโลกและประเทศไทยอันเป็นที่รักยิ่ง ผู้เขียนจึงได้เก็บตัวอยู่ในบ้านโดยไม่ออกไปไหน และมาหมกตัวอยู่ในสวน เสบียงอาหารก็ฝากเขาซื้อมาเป็นระยะ

เมื่อมาเก็บตัวก็ต้องหาอะไรทำซึ่งก็โชคดีที่ในสวนมีอะไรทำมากมาย ประกอบกับการงานของผู้เขียนก็สามารถใช้เครื่องมือสื่อสารออนลน์เป็นพาหนะในการทำงานโดยไม่ต้องออกไปไหน จึงถือว่าตนเองโชคดีกว่าอีกหลายคนที่ต้องออกไปทำงาน และอีกหลายคนที่ต้องตกงานเพราะการระบาดของโรคร้าย ก็ขอแสดงความเห็นใจท่านเหล่านั้นที่เดือดร้อนจากผลกระทบนี้ แบบที่ไม่เคยนึกฝันและไม่ได้ตั้งตัวมาก่อน

อยู่กับบ้านนอกจากดูทีวีหรือเข้าเฟซบุ๊ก เล่นไลน์กับเพื่อนฝูงก็มีเวลาอ่านหนังสือมากขึ้น วันนี้ก็เลยจะมาแนะนำหนังสือเล่มหนึ่งที่ผลัดตัวเองมาหลายเพลาแล้วว่าจะอ่านก็ไม่ได้อ่านเสียที จนมาเก็บตัวช่วยชาตินี่แหละ จึงได้อ่านและอยากนำเสนอบางส่วนบางตอนของหนังสือพร้อมการวิพากษ์วิจารณ์ตามควรเพื่อให้เกิดภาพพจน์สำหรับผู้รักการอ่าน หรือ ผู้แสวงหาความรู้ในแนวทางนี้ได้ศึกษาเพิ่มเติมด้วยการไปหาหนังสือนี้มาอ่าน

            หนังสือดังกล่าวเป็นการแปลจากหนังสือภาษาอังกฤษต้นฉบับ และมีการแปลเป็นภาษาอื่นๆอีกมาก สำหรับการแปลไทยนั้นแปลโดยธรรมชาติ กวีอักษรและภาคิน นิมมานนรวงศ์ นิสิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ส่วนชื่อหนังสือคือ “From Dictatorship To Democracy” ภาคไทยว่า “จากเผด็จการสู่ประชาธิปไตย” (Pridisewa@gmail.com)

มาถึงจุดนี้ผู้เขียนเคยจำได้ถึงวลีหนึ่งที่มีคนกล่าวว่า “เสือไม่อาจออกมาจากท้องหมาฉันท์ใด ประชาธิปไตยก็ไม่อาจเกิดมาจากระบอบเผด็จการฉันท์นั้น” ส่วนใครจะกล่าววลีนี้จำไม่ได้แล้ว

ดังนั้นเพื่อความเข้าใจเบื้องต้นจึงขอบอกกล่าวว่า ผู้เขียนคือยีนชาร์ป (Gene Sharp) มิได้พยายามจะชี้ชวนให้เอาระบอบเผด็จการเป็นที่ตั้งในการสร้างระบอบประชาธิปไตย

            ในทางตรงข้ามยีน ชาร์ปเป็นนักต่อต้านเผด็จการและต่อสู้เพื่อสถาปนาระบอบประชาธิปไตยแนวสันติวิธี ซึ่งชาร์ปต้องถือเป็นปรมาจารย์คนหนึ่งของการต่อต้านเผด็จการในแนวสันติวิธี

ดังนั้นในแนวของฝ่ายซ้ายที่นิยมความรุนแรงในการปฏิวัติประชาธิปไตยโดยประชาชน จึงอาจมองว่าแนวทางนี้เป็นแนวของพวกปฏิกริยาที่จะมาหน่วงเวลาให้การปฏิวัติประชาธิปไตยต้องเนิ่นนานออกไป

ส่วนฝ่ายขวาจัดข้างเผด็จการก็มองว่าแนวคิดแบบนี้จะนำหายนะมาสู่ระบอบเผด็จการเพราะหาเหตุในการปราบปรามที่ใช้กองกำลังทหารอันเหนือกว่าได้ยาก

แต่ผู้เขียนมองว่าแนวคิดและแนวทางของชาร์ปนั้น เป็นทางเลือกอีกทางที่ทำให้ประชาชนและประเทศชาติเกิดความสูญเสียน้อยที่สุด ส่วนจะใช้เวลานานแค่ไหนในการเปลี่ยนผ่านนั้นก็ขึ้นกับเงื่อนไขหลายประการ อาทิ ความพร้อมของประชาชน ความรู้ความเข้าใจทั้งระบอบเผด็จการและระบอบประชาธิปไตย องค์กรนำและการวางยุทธศาสตร์กับยุทธวิธีอันชาญฉลาด ที่สำคัญเงื่อนไขที่จะเอื้อต่อการกระตุ้นให้ประชาชนได้ลุกขึ้นมาร่วมมือกันต่อต้านขัดขืนอำนาจของเผด็จการ โดยชาร์ปเขียนไว้ว่า

“ทรราชย์มีอำนาจบังคับข่มเหงได้ก็ต่อเมื่อเราปราศจากความเข้มแข็งในการต่อต้าน…ประชาชนที่ใช้ชีวิตอยู่ภายใต้ระบอบเผด็จการไม่จำเป็นต้องอ่อนแอตลอดกาล เช่นเดียวกับอำนาจเผด็จการที่ไม่จำเป็นต้องมีอำนาจค้ำฟ้าเสมอไป”

นอกจากนี้ชาร์ปยังวิเคราะห์ถึงเบื้องลึกของการที่ทำให้เผด็จการมีอำนาจในการบังคับบัญชาประชาชนได้อย่างไร และถ้าประชาชนหาทางตัดทอนอำนาจเหล่านั้นลงด้วยการขัดยืนตามแนวสันติวิธี หรือบางทีก็เรียกว่าอารยะขัดขืน (Civil Disobedience) ก็จะทำให้เผด็จการล่มสลายได้

ชาร์ปได้แนะแนวทางทั้งในการวางแผน ยุทธศาสตร์และยุทธวิธีตลอดจนได้เตือนถึงหลุมพรางต่างๆที่ฝ่ายเผด็จการจะนำมาใช้เพื่อย่อยสลายขบวนการประชาธิปไตย ด้วยกลวิธีต่างๆ แม้กระทั่งการเจรจา

อย่างไรก็ตามอันตรายที่แท้จริงนั้นน่าจะมาจากการไม่สนใจใฝ่ความรู้และเตรียมความพร้อมของขบวนการประชาธิปไตย ที่ไม่อาจชี้นำให้ประชาชนได้เห็นถึงการกดขี่ข่มเหง การริดรอนสิทธิเสรีภาพความเสมอภาคและความยุติธรรม

ทั้งนี้เพราะเผด็จการได้มีวิวัฒนาการในการซ่อนรูปหลากหลายจนประชาชนไม่อาจแยกแยะความแตกต่างระหว่างระบอบทั้งสอง เช่น การจัดให้มีการเลือกตั้ง การมีรัฐธรรมนูญ การใช้ขบวนการไอโอเพื่อทำให้ประชาชนสับสน การโจมตีระบอบประชาธิปไตยว่าฟอนเฟะเต็มไปด้วยคอร์ปชั่นจากนักการเมือง การเลือกตั้งที่สกปรกเป็นต้น

ทั้งๆที่ในระบอบเผด็จการซ่อนรูปก็ได้กระทำการฉ้อฉลไม่แตกต่างกัน ที่สำคัญการกล่าวอ้างของระบอบเผด็จการที่โจมตีระบอบประชาธิปไตยนั้น โดยเนื้อแท้ไม่ใช่ระบอบประชาธิปไตย แต่เป็นการลอกเลียนรูปแบบโดยเนื้อในไม่ได้เป็นประชาธิปไตยเลย เช่น อำนาจอธิปไตยมิได้เป็นของประชาชนหรือเป็นแค่ตอนไปหย่อนบัตรเท่านั้น แต่ประชาชนไม่มีอำนาจในการตรวจสอบ หรือเข้ามามีส่วนร่วมในการบริหารประเทศเลย

            นิคโคโล มาคิอาเวลลี ได้ให้ข้อคิดไว้ในหนังสือ เจ้าผู้ปกครอง (The Prince) ว่า “ผู้มีสาธารณชนทั้งหมดเป็นศัตรูไม่มีวันดำรงตนให้ปลอดภัยอยู่ได้ และยิ่งความโหดร้ายของเขามากขึ้นเท่าไร ระบอบของเขานั้นไซร้จะยิ่งอ่อนแอลงเท่านั้น”

แต่ในหนังสือเล่มเดียวกัน มาคิอาเวลลี ก็ได้ชี้แนะไว้ว่า ทรราชย์ที่ฉลาดจะต้องดำรงตนดั่ง “สุนัจจิ้งจอก ภายใต้การคลุมของหนังราชสีห์” นั่นคือมีความเจ้าเล่ห์เพทุบาย ภายใต้กรอบของความสง่าผ่าเผยดูดีให้คนเคารพยำเกรง

แม้ว่าชาร์ปจะเคยเดินทางมายังประเทศต่างๆที่อยู่ภายใต้ครอบงำของเผด็จการ แต่มุมมองบางอย่างของชาร์ปอาจจะฝังรากปรัชญาและชุดความคิดแบบตะวันตก นั่นคือมองว่าภายใต้จิตสำนึกของประชาชนนั้นยึดมั่นในเสรีภาพ เสมอภาค และความยุติธรรมเป็นที่ตั้งแบบสำนึกของคนตะวันตก ที่ได้ปลดแอกและก้าวข้ามระบบศักดินา และชนชั้นมาไกลมากแล้ว

แต่ในจิตสำนึกของคนตะวันออกยังอาจถูกครอบงำด้วยขนบธรรมเนียมประเพณี วัฒนธรรมที่ปลูกฝังมายาวนานตลอดจนศาสนา เช่น ศาสนาฮินดูมีอิทธิพลอย่างสูงในเรื่องชนชั้นที่ต้องยอมรับและศาสนาพุทธในเรื่องกรรมแต่ชาติปางก่อน จึงทำให้การตื่นตัวในเรื่องสิทธิเสรีภาพ เสมอภาค  และความยุติธรรมมีไม่มากเท่าที่ควร หากแต่จะสงบเสงี่ยมเจียมตัวเพียงหวังให้เกิดความสงบสุขภายใต้เงื่อนไขและการควบคุมของเผด็จการ

การต้านขืนของขบวนการประชาธิปไตยจึงอาจไม่ได้รับการสนับสนุนจากประชาชนจำนวนมาก เพราะมองว่าเป็นความปั่นป่วนวุ่นวาย ขัดแย้งกับความเชื่อดั้งเดิมของตน “ประดุจดังทาสที่ปล่อยไม่ไป”

สุดท้ายผู้เขียนขอนำเอานิทานสั้นๆที่ปรากฏในหนังสือเล่มนี้ที่ชาร์ปนำเอามาจากนิทานโบราณของจีน ในศตวรรษที่ 14 โดยหลิว จือ ชื่อ “เจ้านายลิง” ซึ่งผู้เขียนได้ปรับปรุงเล็กน้อยเพื่อเพิ่มอรรถรสดังนี้

ในรัฐศักดินาของแคว้นฉู มีชายชราคนหนึ่งดำรงชีวิตอยู่ได้ด้วยการจับลิงป่ามาฝึกหัดให้รับใช้ตน ทุกเช้าจะให้ลิงมายืนเข้าแถวแล้วสั่งให้ไปเก็บผลไม้ป่ามาแบ่งให้ตน 10% แต่ครั้นอยู่มานานวันก็เห็นว่า 10% มันพอแค่กินเท่านั้น ถ้าได้มากกว่านี้ก็จะนำไปขายแล้วเอาเงินไปซื้อของอื่นที่ตนต้องการ จึงเพิ่มส่วนแบ่งไปเรื่อยถึง 50% หากลิงไม่ทำตามก็เฆี่ยนตีอย่างทารุณ

วันหนึ่งเจ้าลิงน้อยตัวหนึ่งถามลิงตัวอื่นๆว่า “ใช่หรือไม่ที่ชายชราผู้นี้เป็นผู้ปลูกผลไม้ในป่า ลิงตัวอื่นๆตอบว่า “ไม่นี่ พวกมันเติบโตโดยธรรมชาติลิงน้อยจึงถามต่อว่า “หากเขาไม่อนุญาตเราจะไปเก็บผลไม้ตามธรรมชาตินี่ได้หรือไม่” ลิงตัวอื่นก็ตอบว่า “ไม่นี่ เราทุกตัวทำได้” เมื่อพวกลิงได้คิดจึงได้หลบหนีไปจากชายชรา และในที่สุดชายชราก็อดตาย นิทานเรื่องนี้คงกระตุกต่อมคิดได้ไม่มากก็น้อย เอวังลงด้วยประการฉะนี้

 

 

Facebook Comments

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *