INEWHORIZON

ขอบฟ้าใหม่

ปัญหาใต้ : อย่าเอาแต่โกรธแค้น

สบาย สบาย สไตล์เกษม

เกษม อัชฌาสัย

 

วันนี้ มีเรื่องจะเล่าให้ฟัง ถึงการต่อสู้และต่อรองกับกลุ่มแบ่งแยกดินแดน ที่ควรจะศึกษาเอาไว้ว่า กรณีซึ่งเกิดกับบ้านเรา ตามที่มีเสียงเรียกร้อง ให้ใช้ความเด็ดขาด จัดการกับ”โจรใต้” ซึ่งล่าสุดลงมือฆ่าพระสงฆ์อย่างโหดเหี้ยมและเลือดเย็นนั้น จริงๆ แล้วควรจะจัดการอย่างไรกันดี เพราะเป็นปัญหาคาราคาซังมานานถึง ๒๓๓ ปีแล้ว

ปัญหา”โจรใต้”สร้างความรู้สึกคับแค้นใจกันไปทั่ว ทั้งกับคนไทยทั่วทั้งชาติและคนไทยในท้องถิ่น ในทุกครั้งที่มีความรุนแรงจนน่าวิตกว่า ว่าสักวันหนึ่งจะขยายตัวออกไป ทำให้กลุ่มไทยพุทธกับไทยมุสลิมเกิดการตอบโต้และปะทะ แก้แค้นกันไปกันมาในที่สุด ซึ่งรังแต่จะสร้างความแตกแยก ชนิดที่รวมกันไม่ติด กลายเป็นชาติล้มเหลวพังทลายไปเลยทีเดียว

ขณะที่ความพยายามแก้ไขปัญหา ยังไม่คืบหน้าไปถึงไหน ทั้งๆ ที่ปีหนึ่งๆ ใช้งบประมาณจากส่วนกลางไปนับหมื่นนับแสนล้านบาท แต่ผู้บริสุทธิ์ ก็ยังต้องเสียชีวิตกันแทบจะทุกวัน ทรัพย์สินก็เสียหายไปเป็นจำนวนมาก

จนปัจจุบัน รัฐบาลถูกกล่าวหาว่า”ติดหล่ม” ไม่มีความก้าวหน้าอะไรทั้งสิ้น แม้จะพยายามใช้วิธีเจรจาต่อรอง หมายแก้ไขปัญหารากเหง้าทั้งหลายทั้งปวง แทนการใช้ความเด็ดขาดรุนแรง ในการปราบปราม ซึ่งหากทำก็จะยิ่งลุกลามไปกันใหญ่

ถามว่า เราน่าจะมีทางออกที่ดีกว่าที่เป็นอยู่ หรือไม่และอย่างไร

ก่อนที่จะตอบคำถามข้างบนที่ว่า ใคร่จะให้ย้อนกลับไปดูตัวอย่าง การแก้ไขปัฐหาที่ล้มเหลวของฟิลิปปินส์ให้ชัดๆครับ

เมื่อปีครึ่งกว่าๆที่ผ่านมา(๒๓ พฤษภาคม ๒๕๖๐)เกิดเหตุการณ์ยึดเมือง”มาราวี” ณ จังหวัด”ลาเนา เดล ซูร์” บนเกาะมินดาเนาในภาคใต้ของฟิลิปปินส์ โดยไม่มีใครคาดคิด

เป็นการลงมือของขบวนการมุสลิมท้องถิ่น(นิยม”ไอเอส”) โดยกลุ่ม”เมาเต”กับกลุ่ม”อาบูไซยาฟ”ติดอาวุธ หมายยึดเอาเมืองนี้เป็นเมืองหลวงแห่งใหม่ของ”ไอเอส” ขณะที่”ไอเอส”พ่ายแพ้สงครามในซีเรียและอิรัก สูญเสียดินแดนส่วนใหญ่ในครอบครองไป จนแทบไม่มีเหลือ

“ไอเอส”คืออะไร ตอบได้ว่าคือรัฐอิสลามที่ก่อตั้งขึ้นมาเมื่อปี ๒๕๔๒ พยายามจะสถาปนาขึ้นมาในดินแดนอิรักแลซีเรีย พร้อมพยายามแผ่ขยายอิทธิพลไปยังชาติต่างๆ ๑๘ ประเทศทั่วโลก ที่มีมุสลิมอาศัยอยู่หนาแน่น รวมทั้งอินโดนีเซียและฟิลิปปินส์

แม้ไอเอส จะถูกปราบไปเป็นส่วนมากทั้งในอิรักและซีเรีย แต่ก็ยังไม่สูญพันธุ์ไปเสียเลยทีเดียว เพราะยังไม่มีเบาะแสว่า ผู้นำ”ไอเอส” คนสำคัญคือ”อาบู บาการ์ อัล-บักดาดี ไปหลบซ่อนตัวอยู่ที่ไหนแน่ เพราะไม่มีข่าวยืนยันแน่ชัดว่าเสียชีวิต

ย้อนมาที่ประเด็นที่จะพูด :

ในการปราบปรามกลุ่มกบฏ ที่เข้ายึดเมือง”มาราวี” กองทัพฟิลิปปินส์ด้วยการสนับสนุนของสหรัฐ ต้องใช้เวลานานถึงห้าเดือน กว่าจะได้เมืองกลับคืนมา ผู้คนล้มหายตายจากไปมาก เพราะฝ่ายกบฏใช้อาคารบ้านเรือนเป็นที่หลบซ่อนกำบัง ชาวบ้านเลยต้องอพยพหนีหัวซุกหัวซุน

ตัวหัวหน้ากบฏเสียชีวิตในการต่อสู้ยกสุดท้าย โดยคนหนึ่งคือ”อุมาร์ เมาเต””หัวหน้ากลุ่ม”เมาเต”และอีกคนคือ”อิสโนลอน ฮาปิลอน”หัวหน้ากลุ่ม”อาบูไซยัฟ”(พวกชอบตัดหัวคน)ทิ้งความเสียหายอย่างมหาศาลเอาไว้เบื้องหลัง อาคารแทบทั้งเมืองพินาศย่อยยับ เพราะการโจมตีด้วยการทิ้งระเบิดและถล่มปืนใหญ่ของฝ่ายรัฐบาล

ป่านนี้บูรณะปฏิสังขรณ์กลับฟื้นคืนมาได้แค่ไหน ไม่มีรายงาน

ความพยายามสถาปนาเมือง”มาราวี”เป็นเมืองหลวง”ไอเอส”แห่งใหม่(แทนที่”บากูบาห์”ในอิรักและ”ร็อกเกาะห์”ในซีเรีย)ของกลุ่มมุสลิม ไม่สำเร็จและล้มเหลวลงไป ก็จริง

แต่ก็สะท้อนบทเรียนในประเด็นที่ว่าด้วย ความปรารถนาดีต่อประชากรฟิลิปปินส์ ที่มีความแตกต่างทางศาสนา(คริสต์๙๒ เปอร์เซ็ต์, อิสลาม ๕ เปอร์เซ็นต์)และขนบธรรมเนียมประเพณี ที่รัฐบาลพยายามกระทำโดยให้ชนกลุ่มน้อยมุสลิมปกครองตนเอง ในถิ่นที่อยู่ดั้งเดิมคือเกาะมินดาเนา – บางทีก็ส่งผลในทางลบ

ถามว่าฟิลิปปินส์มีแผนให้มุสลิมปกครองตนเองอย่างไร

ตอบว่า โดยให้หมู่เกาะ”มินดาเนา”อันประกอบด้วยจังหวัดที่มีมุสลิมเป็นชนส่วนใหญ่ อาทิ บาสิลัน,ลาเนา เดล ซูร์,มากวินดาเนา,ซูลูและตาวิ-ตาวิ มีรัฐบาลของตนเองได้ มีเมืองหลวงอยูที่ “โคตาบาโต ซิตี”

ทั้งนี้ เป็นไปตามข้อตกลงสันติภาพที่กระทำขึ้นระหว่างรัฐบาลฟิลิปปินส์กับ”แนวร่วมอิสลามปลดแอกแห่งโมโร”เมื่อปี ๒๕๕๗ หลังใช้เวลาถึงเก้าปีในการเจรจา โดยมีการลงนามกันอย่างมีเกียรติที่ทำเนียบ”มาลากัญญัง”

ข้อตกลงนี้ต่อมาเรียกสั้นๆ ง่ายๆ ว่า “บังซาโมโร” ตามที่ประธานาธิบดี”โรดริโก ดูเตอร์เต”ลงนามประกาศใช้เป็นกฎหมายแล้ว เมื่อเดือนกรกฎาคมปีที่ ๒๕๖๑ หลังผ่านการแก้ไขในแง่โครงสร้างการปกครองให้รัดกุมกว่าเดิมเพราะ”ยกร่าง”ก่อนหน้า มีข้อบกพร่องหลายอย่าง ที่เกิดเป็นปัญหาขึ้นมาครั้งแล้วครั้งเล่า แต่จะไม่ยกตัวอย่างในรายละเอียด ณ ที่นี้

ข้อตกลงตั้งเขตปกครองตนเองนี้ ได้รับการรับรองจากองค์กรระหว่างประเทศต่างๆ  รวมทั้งองค์กรความร่วมมืออิสลาม(The Organization of Islamic Cooperation)และนานาชาติที่มีบทบามสำคัญ

ทั้งนี้ รวมทั้งประเทศไทยก็รับรอง ซึ่งคงพิจารณาอย่างละเอียดแล้วว่า น่าจะเป็นตัวอย่างที่ดี ในการศึกษาประกอบการเรียนรู้ สำหรับแนวทางแก้ไขปัญหาภาคใต้ของเราไปในคราวเดียวกัน

แต่ปรากฏว่ากลุ่มมุสลิม”เมาเต”และ”อาบูไซยัฟ”ปฏิเสธไม่เล่นด้วย ก็เลยเคลื่อนไหวใช้กำลังยึดเมือง”มาราวี”เสียอย่างนั้น มุ่งที่จะใช้เมืองนี้เป็น”เซลล์ตั้งต้น”สถาปนารัฐอิสลามขึ้นมาแข่งขันกับเขตปกครองตนเอง หมายให้ได้มาซึ่งเอกราช แยกไปต่างหาก ซึ่งก็สร้างความสับสนวุ่นวายต่อรัฐบาล”ดูเตอร์เต”มาก กว่าที่กองทัพจะปราบลงได้อย่างเด็ดขาด

แสดงว่ามีแรงหนุนสองกลุ่มนี้ อยู่ข้างหลัง มากพอสมควรเลยทีเดียว

เพราะเช่นนั้น จึงไม่แปลกที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีจะออกมาพูดว่า ความรุนแรงที่เกิดขึ้นในภาคใต้ครั้งหลังนี้ เป็นความพยายามของผู้ก่อเหตุ ดึงเข้าสู่เงื่อนไขความขัดแย้งและเพื่อหวังให้องค์กรระหว่างประเทศเข้ามาแทรกแซงการแก้ปัญหา

ผมเอง ก็อดรนทนไม่ได้ ถึงกับเขียนเรียกร้อง ให้จัดการกับตัวการอย่างเด็ดขาด ซึ่งก็จะต้องทำ เพื่อปกป้องคนของเรา แต่ทำอย่างไร จึงจะไม่เลยเถิด แล้วกลายเป็นการยั่วยุไป

อย่างไรก็ดี ข้อเท็จจริงมีอยู่ว่า ในการแก้ไขปัญหานั้น การเจรจาเป็นความจำเป็น ปฏิเสธไม่ทำมิได้

จะปิดหูปิดตาไม่ได้ แม้จะต้องขอให้มาเลเซียเป็น”ตัวกลาง”ก็จะต้องทำ

เพราะว่าเราไม่รู้เบาะแส จับต้นชนปลายไม่ถูก แยกแยกไม่ออก ว่ากลุ่มไหนเป็นกลุ่มไหน เอาด้วยหรือไม่เอาด้วยกับเรา ในแผนสร้างสันติภาพระหว่างกัน เราจะยอมให้เขาได้แค่ไหนและอย่างไร หากเขาเรียกร้องขอปกครองตนเอง ซึ่งแน่นอนว่ายังไงๆ ก็ต้องอยู่ในอำนาจอธิปไตยของเรา

การเจรจานั้น จะต้องใช้เวลาและย่อมเนิ่นนานไปบ้าง หากมีเหตุการณ์อะไรที่ทำให้ต้องรู้สึกคับแค้น รู้สึกถูกหยามหน้า หยามเกียรติ หยามความเชื่อความศรัทธา

ก็จะต้องใช้”ขันติ”เข้าข่ม ให้หนักเข้าไว้ ให้สมกับที่เราเป็นศิษย์”ตถาคต”

จงอย่าลืมสิว่า เราไปตีชิงเขามา ผนวกเข้าเป็นแผ่นดินสยาม นานกว่า ๒๐๐ ปีแล้ว

จะแก้ไขปัญหา แค่ชั่วข้ามคืน จะได้หรือ

Facebook Comments

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *