INEWHORIZON

ขอบฟ้าใหม่

ไม่ง่ายที่อาฟกานิสถานจะคืนสู่สันติสุข

สบาย สบาย สไตล์เกษม

เกษม อัชฌาสัย

ไม่ง่ายที่อาฟกานิสถานจะคืนสู่สันติสุข

 

ท่ามกลางการคุกคามของ”โควิด 19”ทั้งจากสายพันธุ์เดิมๆ และสายพันธุ์ใหม่”โอมิครอน”ตลอดจนสายพันธุ์ล่าสุด เจอในไซปรัสที่เรียกกันว่า”เดลตาครอน”

ซึ่งเป็นสายพันธุ์ ที่ก่อให้เกิดอาการใกล้เคียงกับสายพันธุ์”เดลตา”และโอมิคอรน”ร่วมกัน แบบผ้าป่าสามัคคีนั้น

ล่าสุดมีข่าวว่า สายพันธุ์นี้ มิได้เกิดจาก”เดลตา”ผสมพันธุ์กับ”โอมิครอน” แต่เป็นการกลายพันธุ์ของ”เดลตา”โดดๆ เพราะพวกมันไม่มีเพศ ผสมพันธุ์กันไม่ได้

“เดลตาครอน”กลายเป็นมฤตยูเงียบ คือมาเงียบๆ แบบ”โอมิครอน”ไม่กระโตกกระตาก ไม่มีอาการ ไม่ไอ ไม่เจ็บคอ จนผิดสังเกต จมูกยังคงได้กลิ่น

แต่รุนแรงร้ายกาจมาก เอาถึงตายได้แบบ”เดลตา” โดยเฉพาะในรายที่เหยื่อ”เข้าทางปืน”หรือว่า”อ่อนแอ” จากโรคอื่นๆที่มีอยู่ประจำตัว ที่เอื้ออำนวยต่อการกำเริบหนักในการแพร่ระบาด เช่น โรคอ้วน ฯลฯ เป็นต้น

เล่นเอา แผนการผลิตวัคซีนไล่ตาม เพื่อป้องกัน พากันตะลึงงุนงง ไปทางไหนไม่ถูก ต่อการกลายพันธุ์ที่ไม่อาจเดาทิศทางได้ ว่าจะมาอีกสักกี่หน

ใครที่คาดหวังไว้แต่แรก ในทางบวกว่า“โควิด 19” จะช่วยปิดเกมลงที่ “โอมิครอน”ได้ ภายในปลายปีนี้ หรือต้นปีหน้า ก็เลยหัวใจแตกสลาย แสงไฟปลายอุโมงค์ค่อยเลือนหาย ได้แต่มองตากันปริบๆ ไม่รู้จะทำอย่างไรต่อ

ที่เกริ่นเรื่องมายืดยาวเช่นนี้ ที่จริงจะเขียนถึงโศกนาฏกรรมโลก ที่มนุษย์ตั้งใจให้เกิดขึ้นด้วยน้ำมือของพวกเขาเอง ด้วยความไง่เขลาเบาความ ในความโลภ โกรธและหลง แต่ก็อยากจะให้ตระหนักด้วยว่า ยังต้องเจอกับสงครามเชื้อโรคอย่างยืดเยื้อเช่นนี้ อีกนาน เท่ากับการบ่อนทำลายเผ่าพันธุ์มนุษยชาติอีกทางหนึ่ง

แล้วใยยังจะต้อง ตั้งหน้าตั้งตาทำลายล้างกันเอง โดยไม่หยุดยั้งอีกเล่า แค่ธรรมชาติลงโทษแล้วยังเพียงพออีกหรือ ถามหน่อยเถอะ

โอ้มนุษย์…หนอมนุษย์

ไม่ว่าจะความทุกข์ยากจากความขัดแย้ง ที่แพร่สะพัดในซูดาน ในเอธิโอเปีย ในเยเมน ในฉนวนกาซา ในเมียนมาและแม้แต่ในอาฟกานิสถาน จะพบว่ามนุษย์ในแผ่นดินนั้นๆ ล้วนตั้งอยู่บนความหลงผิด สร้างความขัดแย้ง ที่นำไปสู่การเข่นฆ่า ทำลายล้าง

ไม่เช่นนั้น ชาวบ้านชาวช่อง คงไม่อดอยากยากไร้ เช่นที่เห็นเป็นข่าวกัน จนทุกวันนี้ มิใช่หรือ

ใคร่ยกตัวอย่างชัดๆเหตุการณ์ในอาฟกานิสถาน ถึงพิษภัยใน”ความหลง”อันสุดโต่ง ต่อการตีความคำสอนในศาสนาอิสลาม โดยไม่รับรู้ว่าโลกก้าวไปถึงไหนแล้ว เลยถูกประชาคมโลก ต่อต้านระงับความช่วยเหลือทั้งๆที่ควรจะช่วย

“โครงการอาหารโลก” หรือ World Food Programme หน่วยงานด้านมนุษยธรรมในสังกัดองค์การสหประชาชาติที่ใหญ่ที่สุด ในการจัดการกับปัญหาความหิวโหยทั่วโลก(โดยไม่มีเงื่อนไข) เปิดเผยว่ามีพันธกิจที่ต้องไปอยู่และทำงานที่นั่น เพื่อจ่ายแจกอาหารแก่ชาวอาฟกันที่กำลังอดอยากปากไหม้ ท่ามกลางภาวะข้าวยากหมากแพง โรคระบาดและความขัดแย้ง

เพราะชาวอาฟกันขณะนี้ ต้องการความช่วยเหลือมากกว่าที่เป็นมา

กล่าวได้ว่า ชาวอาฟกัน ๑ คนในจำนวน ๓ คน ล้วนตกอยู่ในภาวะหิวโหย เด็กราวสองล้านคนตกอยู่ในสภาพขาดแคลนสารอาหารที่จำเป็นต่อความเจริญเติบโตของร่างกาย

โดยยืนยันว่าความมั่นคงทางด้านอาหารที่นั่น จะยิ่งเลวร้ายมากขึ้น ความอดอยากยากไร้ จะทวีเพิ่มมากขึ้น

เจ้าหน้าที่องค์การอาหารโลกเล่าด้วยว่า พวกเขาทำงานแจกจ่ายอาหารด้วยความเสี่ยง คือเสี่ยงทั้งในด้านความมั่นคงปลอดภัยของตัวเองและในการขนส่ง

ในการแจกจ่ายอาหารนั้น จะต้องใช้รถบรรทุกแล่นไปตามถนน พร้อมกับคณะเจ้าหน้าที่ภาคสนามที่นำพาโดยคนท้องถิ่น เข้าไปแจกจ่ายตามพื้นที่ซึ่งมีความจำเป็น ต้องให้ความช่วยเหลือ

แต่ถึงกระนั้น ปริมาณอาหารที่นำไปช่วย ก็ไม่เคยมีเพียงพอ ที่จะสนองความต้องการ

ขณะนี้ทาง”โครงการอาหารโลก”จึงพยายามขอบริจาคไปทั่วโลก เพื่อนำไปเลี้ยงชาวอาฟกันที่เดือดร้อนเป็นการเฉพาะหน้า เนื่องจากชาวบ้านไม่สามารถไปเสาะแสวงหาอาหาร จากที่ใดได้

สภาพความยากไร้ที่ว่านี้ ส่วนหนึ่งเกิดจากการลงโทษ งดช่วยเหลือทางเศรษฐกิจรัฐบาล”ตอลิบัน”ที่ยังคงมีพฤติกรรม ปิดกั้นสิทธิเสรีภาพต่างๆ เช่น การเปิดเสรีในการศึกษาแก่สตรี ซึ่งปิดกั้นมาตลอด โดยอ้างว่าสตรีเรียนรู้ทางโลกมากๆ ผิดหลักศาสนา

ทั้งนี้ รวมทั้งการไม่ยอมให้สตรีออกไปทำงานนอกบ้านด้วย อ้างว่าสุ่มเสี่ยงอันตรายและว่าไม่ใช่หน้าที่ หน้าที่สตรี คือเลี้ยงดูแลลูกๆ และบ้านช่อง

เมื่อเป็นเช่นนี้ รัฐบาล”ตอลิบัน”จะเอาเงินที่ไหนมาฟื้นฟูเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจของชาติให้เดินหน้า

หลังจาก”ตอลิบัน”เข้ายึดครองกรุง”คาบูล”ไว้ได้ตั้งแต่ วันที่ ๑๕ สิงหาคมปีที่แล้ว สหรัฐยื่นมือเข้าขวางทันที ด้วยการสั่งอายัดเงินกองทุนสำรองต่างประเทศ ๙.๕ พันล้านเหรียญสหรัฐ เยอรมนีระงับเงินช่วยเหลือ ๓๐๐ ล้านเหรียญสหรัฐ กองทุนการเงินระหว่างประเทศ(ไอเอ็มเอฟ)ระงับสิทธิเบิกเงินพิเศษ (เอสดีอาร์)๔๔๐ ล้านเรียญสหรัฐ

เงินช่วยเหลือต่างประเทศเหล่านี้ มีมูลค่าเท่ากับร้อยละ ๔๐ ของมูลค่าผลิตภัณฑ์มวลรวม(จีดีพี)ของอาฟกานิสถาน ผนวกกับมาตรการลงโทษก่อนหน้าตั้งแต่ปี ๒๕๔๔ แล้ว รัฐบาล”ตอลิบัน”ต้องว่ายน้ำฝ่ามรสุมเศรษฐกิจปัจจุบันอย่างไรได้ ก็เกินจะคาดเดา

กล่าวโดยสรุปแล้วการที่อาฟกานิสถานได้รัฐบาล”ตอลิบัน”มาบริหาร คือการตัดเส้นทางการไหลเข้ามาของเงินตราต่างประเทศนั่นเอง

ถามว่า เป็นไปได้ไหมว่า จีนจะยื่นมือช่วยฟื้นฟูเศรษฐกิจของอาฟกานิสถาน

คำตอบคือ เป็นไปได้

ทั้งนี้ จากการที่นาย”หวางยี่” รัฐมนตรีต่างประเทศจีนแถลงที่กรุงโดฮา ประเทศกาตาร์ เมื่อวันที่ ๒๖ ตุลาคมปีที่แล้วว่า “จีนจะสนับสนุนความพยายามใดๆ ที่จะช่วยสถาปนาความมั่นคงและสรรค์สร้างอาฟกานิสถานขึ้นมาใหม่”  ทั้งนี้ ในช่วงที่มีการพบปะระดับสูงทางการทูตระหว่างสองฝ่าย ซึ่งก็ถูกมองว่าเป็นอีกหนทางหนึ่งที่จีนพยายามฉวยโอกาสเสริมนโยบาย”หนึ่งถนนหนึ่งแถบ”ของตน ให้สมบูรณ์แบบ

แต่จนขณะนี้ ก็ยังไม่มีความก้าวหน้าอะไรอีก หลังจากนั้น

ฉะนั้น จึงอยู่ที่รัฐบาล”ตอลิบัน”ว่าจะเอาอย่างไร ระหว่างการหาทางผ่อนคลายเพิ่มเสรีภาพที่ถูกตะวันตกบีบคั้นเพื่อให้ได้ความช่วยเหลือ กับความช่วยเหลือจากจีน ซึ่งค่อนข้างจะสุ่มเสี่ยง ต่อการสูญเสียผลประโยชน์บางอย่างให้จีน เพราะจีนคงไม่ช่วยฟรีแน่ๆ เช่น ที่ช่วยกัมพูชาไปแล้วและได้รับการตอบแทน ด้วยโครงการ”ดาราสาคร”

ที่เป็นจริงเฉพาะหน้าก็คือ “ตอลิบัน”จะแก้ไขปัญหาความ”อดอยาก”ของราษฎรทั้ง ประเทศได้อย่างไร

หากแก้ไขไม่ได้รวดเร็วพอ ก็ไม่แน่ว่า จะเกิดความวุ่นวายขึ้นมาอีกครั้งหนึ่งในอาฟกานิสถาน หาก”กำปั้น”ของ”ตอลิบัน” ไม่แข็งกร้าวพอจน”เอาไว้อยู่” ในยามที่เกิดการแพร่ระบาดของ”โควิด 19”

 

 

 

 

 

 

Facebook Comments

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *