INEWHORIZON

ขอบฟ้าใหม่

กวีนิพนธ์ของมุฮัมมัด อิกบาล ตอนที่ 1

กวีนิพนธ์ของมุฮัมมัด อิกบาล ตอนที่ 1

จรัญ มะลูลีม

กล่าวกันว่าการดื่มด่ำในอรรถรสแห่งกวีนิพนธ์มิใช่เรื่องง่ายนัก ด้วยเนื้อแท้ของงานที่ได้ชื่อว่าเป็นกวีนิพนธ์นั้น คือการหล่อหลอมโลกทรรศน์และความเป็นปัจเจกบุคคลของผู้รจนาให้ออกมาเป็นรูปคำภาษากวีที่ลุ่มลึก  ดังนั้นการที่เราจะซึมซับหรือเข้าให้ถึงแก่นแท้ของทุกอักขระ  จึงจำเป็นต้องอาศัยการเพาะบ่มกระบวนการคิดและจินตนาการอันบรรเจิด  เฉกเช่นกวีซึ่งแสวงหามาได้โดยการพินิจพิจารณาตรึกตรองอย่างลึกซึ้งถึงความเป็นไปในสากลโลก

ดร.มุฮัมมัด อิกบาล ผู้ซึ่งเป็นที่รู้จักกันในฐานะกวีนักปรัชญาแห่งบูรพาทิศ และถือกันว่าภาษากวีของเขานั้นเป็นภาษาคลาสสิกในวงวรรณกรรมคดีตะวันออก ซึ่งไม่ว่ากี่ยุคกี่สมัยจะผ่านเลยไป  ผลงานของเขายังคงได้รับการกล่าวถึงเสมอ  โดยเฉพาะแนวความคิดที่เกี่ยวกับพระผู้เป็นเจ้า มนุษย์ และจักรวาล ซึ่งปรากฏอยู่ในเนื้องานของเขา

เป็นที่ประจักษ์ชัดว่ามีคำตอบต่อคำถามของการแสวงหาในด้านในของชีวิต  และมีลักษณะที่เป็นสากลแก่มนุษยชาติ  ด้วยเหตุนี้เองจึงทำให้ชื่อเสียงของมุฮัมมัด อิกบาล มิเพียงแต่จะเป็นที่กล่าวขานกันในกลุ่มโลกมุสลิมเท่านั้น  หากยังเป็นที่ยอมรับระบือลือไกลไปทั่วโลกอีกด้วย

“คำร้องทุกข์” และคำตอบต่อคำร้องทุกข์ ซึ่งมีชื่อในภาษาอุรดูว่าชักวา โอร ญะวาบี ชักวา มิใช่งานชิ้นแรกของมุฮัมมัด อิกบาล ที่ได้รับการถ่ายทอดในภาคภาษาไทย ก่อนหน้านี้บทกวีนิพนธ์ “รหัสย์แห่งอาตมัน” ซึ่งแปลโดยไร่น่าน อรุณรังสี ก็ได้เคยจุดประกายความประทับใจให้แก่นักอ่านบ้านเรามาแล้ว

บทกวีคำร้องทุกข์และคำตอบต่อคำร้องทุกข์ ของมุฮัมมัด อิกบาลเป็นงานที่ปลุกเร้าความรู้สึกของผู้อ่านให้ลุกโพลงเพื่อหันมาสำรวจตรวจตราอดีตและปัจจุบันของตนเอง  เพราะอิกบาลได้เขียนอุทิศให้แก่ความขัดแย้งระหว่างอดีตอันเรืองโรจน์ของศาสนาอิสลามกับความแตกแยกของอาณาจักรอิสลาม และสภาพอันน่าสลดใจของมุสลิมในสมัยหลังๆ

อิกบาลได้รจนาขึ้นด้วยอารมณ์รุนแรงและประดิษฐ์ด้วยฝีไม้ลายมืออันชำนิชำนาญเป็นการใช้ถ้อยคำที่เป็นเหมือนกระดานป้ายสีของจิตรกรเพื่อสร้างภาพเขียนอันมีวิธีการ

เชื่อกันว่าคำร้องทุกข์ของอิกบาลนั้นมุ่งเน้นอยู่ที่การวอนขอให้พระผู้เป็นเจ้าปลดเปลื้องภาระของมุสลิมให้บรรเทาเบาบางลงมากกว่าที่จะเป็นการต่อว่าต่อขานพระผู้เป็นเจ้า   อย่างจริงๆ จังๆ ซึ่งอิกบาลหวังเอาไว้ว่า หากจะมีใครมาสดับฟังเสียงของเขาบ้างก็คงจะดี

รอฟีก ซะการียา นักคิดคนสำคัญของอินเดียมุสลิมกล่าวถึงอิกบาลว่า  งานของอิกบาลท้าทายการแปล บทกวีของเขาไม่ว่าจะเป็นภาษาอุรดูหรือเปอร์เซีย มีแนวโน้มทั้งทางด้านประวัติศาสตร์และจิตวิญญาณ การแสดงออกของเขามีลักษณะแบบเรื่องเก่าๆ ของอิสลาม

เกือบจะเป็นไปไม่ได้ที่จะเข้าใจงานที่อิกบาลเขียนโดยไม่มีความรู้ในเรื่องมรดกของมุสลิมอย่างเหมาะสม   นั่นจึงเป็นทั้งข้อดีและข้อเสียของบทกวีของเขา   จุดอ่อนอยู่ที่บทกวีของเขาจะจำกัดขอบเขตอยู่แต่เฉพาะผู้ที่ถือศาสนาอิสลามเป็นส่วนใหญ่เท่านั้น  จุดดีก็อยู่ที่มนตราที่มันสะกดจิตใจของคนมุสลิมทั้งหลาย

ได้มีผู้พยายามแปลบทกวีของอิกบาลเป็นภาษาอังกฤษมาหลายคนแล้ว   แต่ส่วนใหญ่ไม่ประสบความสำเร็จ ไม่ต้องสงสัยเลยว่าบทแปลของนิโคลสัน (Nicolson) ซึ่งแปลจากเรื่องอัซรอเน คูดี (Secrets of the Self- ความลับแห่งอาตมัน) นั้นเป็นความพยายามที่น่ากล่าวถึง โดยนิโคลสันสามารถจะจับความหมายของบทกวีของอิกบาลได้เพราะว่าเขามิได้เป็นเพียงแต่นักวิชาการในเรื่องเกี่ยวกบเปอร์เซียเท่านั้น  แต่ยังเป็นครูของอิกบาลอีกด้วย

นอกจากนั้นก็ยังมีคนอื่นๆ เช่น วิกเตอร์ เคียร์นาน (Victor Kierman)  และเอ.เจ อาร์เบอรี (A.J. Arberry) ซึ่งบทแปลกวีของอิกบาลภาษาเปอร์เซียของเขาอยู่ในระดับสูงชักวา    และในขณะที่เคียร์นานพยายามจะนำเอาความงามของบทกวีภาษาอุรดูบทต้นๆ ของอิกบาลมาแสดงให้เห็นนั้น

บทแปลกวีภาษาอุรดู ชื่อชักวา ญะวาบี ชักวา (Shikwa and Jawabi shikwa) ของอาร์เบอรีนั้นยังไม่ดี อาร์เบอรี่ไม่รู้ภาษาอุรดู เลยสักคำเดียว เขาแปลบทกวีเหล่านี้เป็นภาษาอังกฤษโดยอาศัยเอาจากเพื่อนที่รู้ภาษาอุรดู จึงนับได้ว่าไม่มีงานแปลบทกวีเหล่านี้ซึ่งเต็มไปด้วยประวัติศาสตร์และรสชาติของศาสนาอิสลามที่กระทำโดยนักวิชาการ บทใดเลยจะให้ความอยุติธรรมมากไปกว่านี้

รอฟีก ซะการียา กล่าวต่อไปว่าข้าพเจ้ารู้สึกไม่สบายใจเป็นอย่างยิ่งในการแปลบทกวีเหล่านี้ของอาร์เบอรี่ จนต้องขอร้อง ซาร์ดาร์ คุชวันท์ สิงห์ (Sardar Khushwant Singh) ให้แก้ไขความผิดพลาดที่อาร์เบอร์รี่ได้กระทำไว้โดยไม่รู้ตัวและด้วยความตั้งใจดีที่สุด

ความคิดนี้คุณ สิงห์ก็เห็นด้วย เขาเคยอ่านบทกวีเหล่านี้มาหลายครั้งแล้ว   และได้รู้สึกถึงความคิดที่แฝงอยู่ในบทกวีเหล่านี้สำหรับชาวมุสลิม   เนื่องจากว่าเขาเคยเป็นเอกอยู่ในการนำเรื่องราวของชาวมุสลิมลงในหนังสือพิมพ์ The IIIustrated  Weekly of India มาอย่างกล้าหาญและตรงไปตรงมา

นับเป็นเวลาสิบๆ ปีที่คุณสิงห์คุ้นเคยกับความใฝ่ฝันของคนมุสลิม ในไม่ช้าเขาก็รู้ว่าในขณะที่บทกวีของอิกบาลฟังเพราะหูเหมือนเสียงดนตรีนั้น   ความหมายของมันมักจะยุ่งยากเสมอจนเข้าใจไม่ได้ง่ายๆ การที่แปลมันออกมาเป็นภาษาอังกฤษนั้น   ต้องใช้ความกล้าหาญเป็นอย่างยิ่ง  คุณสิงห์เป็นผู้คู่ควรกับงานนี้  ทุกท่านที่รักงานของอิกบาลจะต้องรู้สึกขอบคุณในความสามารถของเขา  ทั้งๆที่มีข้อเท็จจริงที่เป็นที่รู้กันมากขึ้นว่าอิกบาลนั้นเป็นผู้ยิ่งใหญ่ทั้งในฐานะที่เป็นกวีและนักปรัชญาก็ตาม

บทกวีส่วนมากของเขาก็ยังหาไม่ได้ในประเทศตะวันตก

นั่นเป็นเรื่องโชคร้ายเพราะว่าบทกวีของอิกบาลนั้นได้รับอิทธิพลจากตะวันตกมากเท่าๆ กับศาสนาอิสลาม ดังที่ตัวเขาเองได้ยอมรับว่า “ชีวิตส่วนมากของข้าพเจ้าได้ใช้ไปในการศึกษาปรัชญายุโรปและทรรศนะของยุโรปจึงได้กลายเป็นธรรมชาติอันที่สองของข้าพเจ้า  จะโดยสำนึกตัวหรือไม่สำนึกตัวก็ตาม  ข้าพเจ้าได้ศึกษาถึงความเป็นจริงและความจริงต่างๆ ของอิสลามมาจากแง่คิดเดียวกันนี้  ข้าพเจ้าได้กระทำเช่นนี้หลายครั้งหลายหน ในขณะที่พูดภาษาอุรดู ข้าพเจ้าไม่สามารถแสดงความคิดทั้งหมดออกมาได้ในภาษานั้น”

เช่นเดียวกันเนห์รูผู้อยู่ในสมัยเดียวกับอิกบาลซึ่งเมาลานา อะซาดได้กล่าวไว้ว่าเนห์รูพูดภาษาอังกฤษ  แม้กระทั่งในความฝัน อิกบาลก็มีความสามารถในการแสดงความคิดทางปรัชญาออกมาในภาษาอังกฤษมากกว่าในภาษาอุรดู จะแลเห็นได้ชัดถ้าเราได้อ่านบทบรรยายภาษาอังกฤษที่จัดพิมพ์ภายใต้ชื่อเรื่อง The Reconstruction of Islamic Thought in Islam ซึ่งแสดงให้เห็นทรรศนะของอิกบาลทางศาสนามากกว่าในบทกวีส่วนใหญ่ของเขาเอง

แต่ทั้งๆ ที่มีความสัมพันธ์กับตะวันตกเช่นนี้ อิกบาลก็ยังไม่สามารถที่จะเข้าไปหาตะวันตกได้ใกล้ชิดยิ่งขึ้น  ไม่เหมือนกับกวีผู้ยิ่งใหญ่ร่วมสมัยของเขาอีกผู้หนึ่ง  คือรพินทรนาถ ฐากูร ซึ่งบทกวีของเขาชื่อ คีตาญชลีได้รับการแปลเป็นภาษาอังกฤษทำให้เขาได้รับรางวัลโนเบลสาขาวรรณกรรม

แม้กระทั่งทุกวันนี้การที่ชาวตะวันตกไม่รู้จักอิกบาลก็ได้แสดงออกมา   แม้แต่นักเขียนนวนิยายคนสำคัญเป็นภาษาอังกฤษ E.M. Foster

เป็นสิ่งที่น่าพิศวงในการกระจายเสียงของ B.B.C. ในปี 1946 ฟอร์สเตอร์ได้กล่าวถึงอิกบาลว่าเป็น “มุสลิมเคร่งศาสนาอย่างไม่ลืมหูลืมตา” และ “มีทัศนคติต่อต้านมนุษยธรรม”  รอฟีก ซะการียาจึงได้เขียนจดหมายไปถึงฟอร์สเตอร์อธิบายว่าเขาประเมินค่ากวีผู้นี้ผิดทั้งสองประการ  สมควรจะยกเอาคำตอบของฟอร์สเตอร์ขึ้นมาดู

คุณ ซะการียา ที่รัก

ขอบคุณมากในจดหมายที่น่าสนใจที่สุดของคุณ  ผมรู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่งที่คุณได้เขียนมา  เพราะว่าผมไม่มีความปรารถนาที่จะมีความอยุติธรรมต่ออิกบาล เพียงแต่ต้องการให้เกียรติเขาเท่านั้น และโอกาสอันดีที่สุดของผมที่จะแก้ไขความผิดพลาดที่มีอยู่เกี่ยวกับอิกบาลก็คือด้วยการวิจารณ์แบบมิตรของผู้คนอย่างคุณเท่านั้น คำพูดของผมจะถูกตีพิมพ์ในวารสาร Listener มันจะอยู่ที่นั่นอย่างสมบูรณ์มากกว่าที่เคยออกอากาศ  ตัวอย่างเช่น ผมจะเขียนว่าอิกบาลเป็น “ชาวมุสลิมที่เคร่งศาสนา แต่ไม่ใช่หัวเก่า”  ซึ่งทำให้ความคิดของผมใกล้เคียงกับของคุณ  ผมยังเขียนด้วยว่า “ในความหมายของการต่อต้านมนุษยธรรม”  ในจุดนี้เราอาจจะได้เห็นพ้องต้องกันมากกว่าที่คุณจะคิดในตอนแรกคือลัทธิมนุษยธรรมนิยมนั้นมีอยู่สองแง่   1. การพัฒนาพลังของมนุษย์ 2. ความเมตตาสงสารและรับผิดชอบที่ผู้แข็งแรงรู้สึกต่อความล้มเหลวของผู้อ่อนแอ  อิกบาลนั้น (เท่าที่ผมสามารถจะรวบรวมมาจากหนังสือของวาฮิด และนั่นเป็นเพียงแหล่งความรู้เดียวที่มีอยู่)   เป็นผู้ที่นิยมมนุษยธรรมตามความหมายข้อที่หนึ่งแต่ไม่ใช่ข้อที่สอง   ที่ผมออกอากาศไปนั้นพูดสำหรับชาวอังกฤษซึ่งรู้เรื่องอิกบาลน้อยกว่าที่ผมรู้เสียอีกและผมไม่คิดว่ามันจะเหมาะสมสำหรับชาวอินเดียวที่มีความรู้มากกว่า…เชื่อผมเถิด

EM.Foster

ด้วยความปรารถนาดี

ขอแสดงความนับถือ

ในบทกวีคำตอบต่อคำร้องทุกข์อิกบาลได้ชี้ให้เห็นความแตกแยกในหมู่มุสลิม  คำสอนทางศาสนาถูกละทิ้ง ขนบธรรมเนียงของบรรพบุรุษถูกละเลย   ยึดเอาสุสานและเจว็ดเป็นที่สักการะ แทนที่จะยึดวิถีชีวิตแบบมุสลิมเอาไว้ อิกบาลได้พูดถึงมุสลิมสมัยแรกเปรียบเทียบกับสมัยปัจจุบันเอาไว้ว่า

“เจ้าวิวาทบาดหมางกันเองเสมอ พวกเขาสิเมตตาและเข้าใจ

เจ้าทำชั่วร้ายกาจ หาความผิดในผู้อื่น พวกเขาสิปกปิดบาปของผู้อื่นและให้อภัย”

“พวกเจ้าโน้มน้าวไปในทางทำลาย  พวกเขามีชื่ออยู่ในเกียรติประวัติและความนับถือตน

ภราดรภาพเป็นสิ่งแปลกสำหรับเจ้า แต่พวกเขาพลีชีวิตเพื่อผองพี่น้อง เจ้าได้แต่พูดและพูด พวกเขาเป็นผู้กระทำจริง มีทั้งการกระทำและพลังอำนาจ

Facebook Comments

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *