INEWHORIZON

ขอบฟ้าใหม่

ดาร์วิน สมิธ ตัวอย่างคลาสสิคของความเป็นผู้นำระดับ 5

ภายในหนังสือ Good to Great ของจิม คอลลินส์ เขาได้ค้นพบว่า บริษัทที่ดีไปสู่ยิ่งใหญ่ทุกบริษัท จะมีสไตล์ของผู้นำอย่างเดียวกัน เขาได้เรียกชื่อว่าความเป็นผู้นำระดับ 5 จิม คอลลินส์ ได้ระบุห้าระดับของความสามารถทางความเป็นผู้นำ ตั้งแต่ระดับหนึ่งของการเป็นบุคคลที่มีความารถสูง ไปจนถึงระดับห้าของบุคคลที่สร้างความยิ่งใหญ่ด้วยการผสมผสานที่เหมืนจะขัดแย้งกันของความถ่อมตัวส่วนบุคคลและความมุ่งมั่นทางวิชาชีพ แม้ว่าจิม คอลลินส์ ไม่ได้มองหาผู้นำที่ยิ่งใหญ่ เขาได้ค้นพบว่าทุกกรณีที่บริษัทได้เปลี่ยนผ่านไปสู่ความยิ่งใหญ่ ผู้นำเหล่านี้จะเป็นส่วนหนึ่งของสมการ
ผู้นำที่ดีไปสู่ยิ่งใหญ่จะสนใจต่อค่าตอบแทนของเขาเองน้อยกว่ากำไรขององค์การ ผู้นำเหล่านี้หลายคนจะยกเลิก “สิทธิพิเศษของผู้บริหาร” ที่หรูหรา เนื่องจากพวกเขารู้สึกว่ามันทำลายจิตใจทีมของพวกเขา
ผู้นำระดับ 5 เหล่านี้จะพูดถึงเกี่ยวกับตัวพวกเขาเองน้อยกว่าที่พวกเขาได้พูดเกี่ยวกับบุคคลอื่น พวกเขาจะมีความรู้สึกของการถ่อมตัวที่ดึงดูดใจ ผู้นำเหล่านี้จะมีความรับผิดชอบเมื่อการกระทำไม่ถูกต้อง
ความเป็นผู้นำระดับ 1 : บุคคลที่มีความสามารถสูง บุคคลเหล่านี้จะมีส่วนช่วยด้วยการใช้ทักษะ วิธีการ และนิสัยการทำงานที่ดีของพวกเขา พวกเขาจะเก่งกับสิ่งที่พวกเขาได้ทำอยู่ และพวกเขาจะทำงานได้ดี
ความเป็นผู้นำระดับ 2 : สมาชิกของทีมที่มีส่วนช่วย บุคคลเหล่านี้จะสามารถใช้ทักษะและความรู้ของพวกเขาช่วยเหลือความสำเร็จของทีมของพวกเขา พวกเขาจะเก่งกับสิ่งที่พวกเขาได้ทำอยู่ และมีส่วนช่วยต่อความสำเร็จของทีมด้วย
ความเป็นผู้นำระดับ 3 : ผู้บริหารที่มีความสามารถ ผู้บริหารเหล่านี้สามารถจัดองค์การของทีมของพวกเขาที่จะบรรลุเป้าหมายที่กำหนดไว้อย่างมีประสิทธิภาพ พวกเขาจะมีส่วนช่วยต่อความสำเร็จขององค์การด้วยการขับเคลื่อนทีมอย่างหนัก
ความเป็นผู้นำระดับ 4 : ผู้นำที่มีประสิทธิภาพ ผู้นำที่มีประสิทธิภาพเหล่านี้สามารถสร้างความผูกพันที่จะดำเนินตามวิสัยทัศน์ที่ชัดเจนและดึงดูด พวกเขาจะสามารถสร้างทีมที่มีประสิทธิภาพสูง พวกเขาจะมีส่วนช่วยด้วยการบันดาลใจทีมให้บรรลุวิสัยทัศน์
ความเป็นผู้นำระดับ 5 : ผู้บริหารระดับสูง พวกเขาจะสร้างความยิ่งใหญ่ที่ยั่งยืนด้วยการรวมกันที่เหมือนขัดแย้งกันของความถ่อมตัวและความุ่ง
มั่น พวกเขาจะเป็นผู้นำที่ไม่ต้องการชื่อเสียง แต่ต้องการความสำเร็จที่ยั่งยืนภายในช่วงเวลาที่ยาวนาน ยาวนานภายหลังจากที่พวกเขาได้จากไปแล้ว
ผู้นำระดับ 5 จะอ้างถึงระดับสูงสุดภายในลำดับความสามารถของผู้บริหาร ผู้นำที่อยู่ ณ สี่ระดับอื่นสามารถสร้างระดับของความสำเร็จที่สูง แต่ไม่เพียงพอที่จะยกระดับบริษัทจากดีไปสู่ความยิ่งใหญ่ที่ยั่งยืนได้
แต่ความเป็นผู้นำระดับ 5 จะไม่ใช่ข้อกำหนดอย่างเดียวเท่านั้นของการปฏิรูปบริษัทที่ดีไปสู่ยิ่งใหญ่ เราจะมีข้อกำหนดอย่างอื่นที่รวมทั้งการนำบุคคลที่เหมาะสมขึ้นรถโดยสาร – และเอาบุคคลที่ไม่เหมาะสมออกไป – และการสร้างวัฒนธรรมของระเบียบวินัย
ผู้นำระดับ 5 จะถ่อมตัว ขี้อาย และกล้าหาญ พวกเขาจะมีความสามารถปฏิรูปองค์การจากดีเป็นยิ่งใหญ่โดยไม่แสดงตัวพวกเขาเองว่าเป็นพ่อมดที่มีไม้กายสิทธิ์ พวกเขาชอบจะพูดเกี่ยวกับบริษัทและการมีส่วนช่วยของบุคคลอื่น แต่ไม่ค่อยจะเกี่ยวกับความสำเร็จของพวกเขา
ความเป็นผู้นำระดับ 5 ได้ยืนยันข้อเท็จจริงใหม่เกี่ยวกับการดำรงชีวิตอย่างเรียบง่ายและการคิดที่ก้าวหน้า ด้วยการเน้นความถ่อมตัวส่วนบุคคลที่รุ่นเก่าได้สอนไว้ ความสำเร็จของผู้นำระดับ 5 ได้พิสูจน์แล้วว่าคุณลักษณะเหล่านี้สามารถบรรลุผลลัพธ์ที่มีตัวตน ตัวอย่างที่สำคัญภายใน
บริบทนี้คือผู้นำโลกที่ยิ่งใหญ่เหมือนเช่นมหาตมะ คานธี และอับราฮัม ลินคอล์น ที่ได้วางวิสัยทัศน์ของพวกเขานำหน้าการถือตัวเองว่าสำคัญอยู่
เสมอ พวกเขาจะเป็นบุคคลที่ขี้อายและไม่ป้องกัน
ตัวเองภายในนิสัยและการปราศัย แต่จะไม่ยอมเหน็ดเหนื่อยกับการกระทำ
เราจะมีตัวอย่างที่ดีมากของผู้นำทางธุรกิจคือ ดาร์วิน สมิธ ซีอีโอ ของคิมเบอร์ลี่-คลารค บริษัทผลิตภัณฑ์บริโภคกระดาษ เขาสามารถปฏิรูปบริษัทจนกลายเป็นบริษัททิชชู่ใหญ่ที่สุดของโลก เขาจะเป็นการผสมกันของการถ่อมตัวและความมุ่งมั่น การรวมกับความกล้าเสี่ยงภัย ได้ทำให้เขากลายเป็นโมเดลความเป็นผู้นำแก่ผู้นำธุรกิจปัจจุบันนี้

ภายใต้การเริ่มต้นจากเด็กชาวไร่ภายใน อินเดียน่า ดาร์วิน สมิธได้กลาย
เป็นบุคคลที่มีชื่อเสียงยิ่งใหญ่ภายในอุตสาหกรรมกระดาษในฐานะซีอีโอของคิมเบอร์รี่ย์ คลาค ดาร์วิน สมิธ เกิดที่ แกร์เร็ตต์ อินเดียนา เมื่อ ค.ศ 1926 และได้รับใช้ชาติเมื่อสงครามโลกครั้งที่สอง เขาได้กลับมาที่อเมริกาและเข้าเรียนที่มหาวิทยาลัยอินเดียนา และคณะนิติศาสตร์ของมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด และจบการศึกษาเกียรตินิยมดีจากทั้งสองสถาบัน เมื่อ ค.ศ 1958 เขาได้มาทำงานที่แผนกกฏหมายของคิมเบอร์ลี่ย์ คลาค และเมื่อ ค.ศ 1970 เขาได้ถูกแต่งตั้งเป็นซีอีโอของคิมเบอร์ลี่ย์ คลาค ดาร์วิน สมิธ ได้ถูกยกย่องจากการปฏิรูปบริษัทกระดาษเก่าแก่ให้เป็นบริษัทผลิตภัณฑ์บริโภคที่ยิ่งใหญ่ของโลก ภายในบทความของฮาร์วารด บิสซิเนส รีวิว คิมเบอร์ลี่ย์ คลาค จะเป็นบริษัทหนึ่งของสิบเอ็ดบริษัทของฟอร์จูน 500 ตั้งแต่ ค.ศ 1965 ที่ได้ยกระดับจากดีไปสู่ยิ่งใหญ่ และได้รักษาสถานภาพของการปฏิรูปของพวกเขาไว้
เมื่อ ค.ศ 1971 บริษัทกำลังใกล้จะล้มเหลว การผลิตกระดาษเคลือบผิว ได้กลายเป็นธุรกิจที่ทำกำไรต่ำ ดาร์วิน สมิธ ได้สรุปว่ากระดาษเคลือบผิวจะเป็นธุรกิจที่กำลังตกต่ำลงที่ไม่อาจจะหยุดยั้งได้ ในขณะที่ผลิตภัณฑ์กระดาษบริโภคกำลังเจริญเติบโต
ดาร์วิน สมิธ ได้ให้เหตุผลว่าถ้าคิมเบอร์ลี่ย์ คลาคจะต่อสู้กับคู่แข่งขันระดับโลกเหมือนเช่นพรอคเตอร์ แอนด์ แกมเบิ้ลแล้ว เราจะต้องถูกบังคับให้บรรลุความยิ่งใหญ่ ดังนั้นดาร์วิน สมิธ ได้ประกาศว่าคิมเบอร์ลี่ย์ คลาคจะขายโรงงาน แม้ว่าโรงงานแห่งหนึ่งจะมีชื่อบ้านเกิด อยู่ภายในคิมเบอร์ลี่ย์ วิสคอนซิน การดำเนินการทุกอย่างจะทุ่มเทไปยังธุรกิจบริโภค ด้วยการลงทุนภายในตราสินค้าเหมือนเช่นผ้าอ้อมเด็กฮักกี้ส์และทิชชู่คลีเน็กซ์ ทำนองเดียวกับแม่ทัพที่ได้เผาเรือเมื่อขึ้นฝั่งบนแผ่นดินของข้าศึก การปล่อยกองกำลังทิ้งไว้ ทางเลือกเดียวคือชนะหรือตาย
นักวิเคราะห์วอลล สตรีท ได้วิจารณ์เขาอย่างรุนแรง พวกเขามองว่าการตัดสินใจนี้จะเป็นการคำนวณผิดอย่างร้ายแรง และได้คาดคะเนว่าบริษัทจะต้องพังทลายลง บริษัทธรรมดาเช่นนี้จะไปชนะยักษ์ใหญ่ภายในตลาดกระดาษบริโภคได้อย่างไร
ดาร์วิน สมิธ ได้นำการฟื้นฟูอย่างน่าประหลาดใจ จนบรรลุความสำเร็จสูงกว่าบริษัทเหมือนเช่นฮิวเลตต์-แพคการ์ด เจ็นเนอรัล อีเล็คทริค และโคคา โคล่า คิมเบอร์ลี่ย์ คลาค ได้กลายเป็นบริษัทแนวหน้าภายในอุตสาหกรรมกระดาษบริโภค ในที่สุดพวกเขาได้ชนะพรอคเตอร์ แอนด์ แกมเบิ้ล ภายในหกจากแปดประเภทของผลิตภัณฑ์ ดาร์วิน สมิธ ได้ปฏิรูปยักษ์ใหญ่อุตสาหกรรมที่ใกล้จะตายให้กลายเป็นบริษัทผลิตภัณฑ์บริโภคกระดาษหมายเลขหนึ่งของโลก
ดาร์วิน สมิธ จะยังคงไม่เป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวาง เขาจะหลบหลีกการฉายสปอร์ตไลท์มาที่เขา เขาจะชอบมุ่งความสนใจต่อบริษัทและบุคคลของเขาเขาจะไม่แสดงการคุยโวที่ซีอีโอภาพลักษณ์สูงหลายคนเป็นอยู่ในปัจจุบัน และเขาไม่เคยมองตัวเขาเองเป็นวีรบุรุษที่ยิ่งใหญ่เราจะไม่สงสัยเลยว่า ดาร์วิน สมิธ คือผู้นำธุรกิจที่ยิ่งใหญ่ที่สุดคนหนึ่งของศตวรรษที่ยี่สิบ เขาได้ใช้ความใจกว้าง เมื่อเขาได้กล่าวว่า ” เราจะบรรลุความยิ่งใหญ่ หรือพังทลาย” ความรู้สึกของคุณค่าและเกียรติยศของเขา สัญญานของความใจกว้าง จะถูกปลูกฝังไว้ภายในเขาดาร์วิน สมิธ ได้บรรลุการปฏิรูปนี้ด้วยการสร้างความเข้มแข็งภายในบริษัทเขาได้มุ่งที่ผลิตภัณฑ์บริโภคจากการจัดรรเงินไปยังการวิจัยและพัฒนาหลาย ล้านเหรียญเมื่อ ค.ศ 1987 และการตัดสินใจของเขาที่จะไม่ยอมแพ้กับธุรกิจผ้าอ้อมเด็กที่ขาดประสบการณ์และได้ถูกคัดค้านอย่างมาก วิสัยทัศน์ของเขาได้นำผ้าอ้อมเด็กฮักกี้ส์ไปสู่ตราสินค้าหมายเลขหนึ่งของประเทศว้นนี้ เมื่อดาร์วิน สมิธ ได้ถูกถามว่า เขาสามารถฟื้นฟูผู้ผลิตของคลีเน็กซ์และฮักกี้ส์ สร้างผลตอบแทนแก่นักลงทุนได้สี่เท่าดีกว่าตลาดโดยทั่วไป เขาได้ตอบว่า ผมเพียงแต่พยามจะกลายเป็นให้เหมาะสมกับงานเท่านั้นนอกจากนี้ ดาร์วิน สมิธได้ทำให้ฐานะของบริษัทเข้มแข็งขึ้นภายในส่วนของตลาดทิชชู่ของอุตสาหกรรมกระดาษ การผลักดันทั้งคิมเบอร์ลี่ย์ คลาค และคู่แข่งขันปรับปรุงและทำให้เทคโนโลยีทิชชู่ของพวกเขาเข้มแข็งขึ้น จุดแข็งทางการเงินของส่วนตลาดทิชชู่ภายในอุตสาหกรรมปัจจุบันจะเป็นพินัยกรรมจากความพยายามของเขาเมื่อดาร์วิน สมิธ ได้กลายเป็นซีอีโอของคิมเบอร์ลี่ คลาค เมื่อ ค.ศ 1971 ผลิตภัณฑ์แกนของบริษัทคือ การผลิตกระดาษเคลือบผิว ดาร์วิน สมิธ ได้มรดกบริษัทที่ดีมาร้อยปีแต่ไม่เคยยิ่งใหญ่ เขาได้เผชิญกับข้อเท็จจริงที่โหดร้าย บริษัทกำลังตกต่ำลงอย่างมาก เนื่อจากเงินทุนจำนวนมากจะจมอยู่ภายในโรงงานกระดาษ ดาร์วิน สมิธ ไม่ได้นำเสนอถ้อยแถลงวิสัยทัศน์อะไร ไม่ได้มีการซื้อบริษัทที่ดึงดูดความสน ไม่มีแผนการเปลี่ยนแปลงที่อึกทึกครึกโครม แต่เขาจะมีคำถามแก่ผู้นำที่สำคัญว่า คิมเบอร์ลี่ย์ คลาค ควรจะลุ่มหลงเกี่ยวกับอะไร บริษัทจะเป็นอะไรได้ดีที่สุดภายในโลก เขาได้ถามคำถามและขยับก้อนหินอย่างต่อเนื่องอยู่หลายเดือน นี่ไม่ใช่ว่าดาร์วิน สมิธไม่กล้าตัดสินใจ จากการตรวจพบว่าเขาเป็นมะเร็งจมูกและลำคอภายหลังจากที่เป็นซีอีโอ เขาได้กล่าวว่า สิ่งเขาได้เรียนรู้จากความเจ็บป่วยคือ ถ้าเรามีมะเร็งที่แขน เราต้องกล้าตัดแขนของเรา ผมได้ตัดสินใจแล้ว เรากำลังจะขายโรงงาน และเขาได้ตัดสินใจอย่างถูกต้อง ซีอีโอจะต้องเต็มใจกระทำอย่างกล้าหาญ แต่ความกล้าหาญจะไร้คุณค่าถ้าเราได้มีการตัดสินใจผิด
ดาร์วิน สมิธได้มีการตัดสินใจอย่างถูกต้อง ยี่สิบห้าปีภายหลังจากการกลายเป็นซีอีโอ
คิมเบอร์ลี่ย์ คลาค ได้กลายเป็นบริษัทผลิตภัณฑ์บริโภครากฐานกระดาษหมายเลขหนึ่งของโลก และเป็นเจ้าของคู่แข่งขันรายสำคัญไปแล้ว สก็อตต์ เปเปอร์ ดาร์วิน สมิธสามารถดันก้อนหิน ดันก้อนหินที่ไม่ใครคิดว่าสามารถดันได้

ระหว่างช่วงเวลาของ ค.ศ 1952 ถึง 1971 ราคาหุ้นของคิมเบอร์รี่ย์ได้ตกต่ำลง 36% ดาร์วิน สมิธ ทนายความของบริษัท ได้ถูกแต่งตั้งเป็นซีอีโอของบริษัทเมื่อ ค.ศ 1971 เขาดูเหมือนจะเป็นบุคคลธรรมดาด้วยลักษณะที่อ่อนโยน เขาจะขี้อายและไม่โอ้อวด และบางครั้งจะเชื่องช้า เขาจะไม่ชอบเป็นจุดสนใจของประชาชนด้วย คณะกรรมการบริษัทบางคนคิดว่าเขาจะเป็นตัวเลือกที่ไม่ถูกต้องของการเป็นซีอีโอ แม้แต่ดาร์วิน สมิธ ตัวเขาเอง ไม่แน่ใจว่าคณะกรรมการบริษัทได้ตัดสินใจอย่างถูกต้องหรือไม่ที่ได้เลือกเขาเป็นซีอีโอ แต่กระนั้นดาร์วิน สมิธ ได้เป็นซีอีโอต่อเนื่องมายี่สิบปี และได้แสดงความมุ่งมั่นทางวิชาชีพอย่างเข้มข้น ภายใต้ความเป็นผู้นำของเขา คิมเบอร์รี่ย์ คลาคได้กลายเป็นบริษัทผลิตภัณฑ์กระดาษเพื่อการบริโภคแนวหน้าภายในโลก เขาได้ปฏิรูปคิมเบอร์ลี่ย์ คลาค จากบริษัทที่ดีไปสู่ยิ่งใหญ่อย่างแท้จริง ตามมุมมองของจิม คอลลินส์ แล้ว ดาร์วิน สมิธ จะเป็นตัวอย่างคลาสสิคของความเป็นผู้นำระดับ 5 เขาจะเป็นตัวอย่างที่ชัดเจนของทั้งความถ่อมตัวและความมุ่งมั่นที่เข้มแข็ง
ดาร์วืน สมิธ ได้ขายโรงงานกระดาษทุกโรงของบริษัท และได้เปลี่ยนแปลงบริษัทของพวกเขาอย่างน่าทึ่ง เขาได้ให้ความชัดเจนแก่บุคคลของเขาว่าบริษัทจะยกเลิกธุรกิจกระดาษเคลือบผิว แต่บริษัทจะรักษาบุคคลที่ดีที่สุดไว้ แม้ว่าบุคคลเหล่านี้จะมีประสบการณ์ทางธุรกิจบริโภคน้อย ดาร์วิน สมิธรู้ว่าเขาต้องการพวกเขา และย้ายบุคคลที่ดีที่สุดจากธุรกิจกระดาษ ไปสู่ธุรกิจบริโภค
ดาร์วิน สมิธ จะมีคุณะลักษณะอย่างเดียวกับความเป็นผู้นำระดับ 5 เขาจะมีจริยธรรมการทำงานที่ร้อนแรง และความเต็มใจทำการตัดสินใจที่
เสี่ยงภัย ภายหลังจากที่่ดาร์วิน สมิธ กลายเป็นซีอีโอ เขาไม่ได้ใช้เวลาลงทุนกับการสร้างภาพพจน์ของเขา แต่เขาจะมุ่งการพ้ฒนาภาพพจน์ขององค์การ ที่จริงแล้วครั้งหนึ่งวอลล์ สตรีท เจอร์นัล ได้ขอให้เขาอธิบายสไตล์การบริหารของเขา เขาจะใส่เสื้อผ้าที่ไม่ได้เป็นแฟชั่น แต่จะเป็นสไตล์เด็กชาวไร่ ใส่เสื้อนอกครั้งแรกที่ซื้อจาก เจ ซี เพ็นนีย์ เขาได้กล่าวเพียงแต่ว่า “นอกตำรา”
และได้รักษาภาพลักษณ์ที่ไม่ได้ถูกคิดว่าเป็นซีอีโอของคิมเบอร์ลี่ย์ คลาค แต่นั่นคือสไตล์ความเป็นผู้นำของเขา : ไม่วางตัวสูงแต่มีประสิทธิภาพ
บุคคลที่่ได้ถูกตรวจพบว่าเป็นมะเร็งจมูกและลำคอ และจะมีชีวิตอยู่ไม่เกินปี ได้พิสูจน์ว่าแม้แต่จะเสียชีวิตไม่สามารถชนะความมุ่งมั่นของเขาได้ และเขาได้มีชีวิตอยู่ต่อไปนานกว่ายี่สิบห้าปี บุคคลที่ไม่เคยยอมให้อะไรก็ตามมีอิทธิพลหรือเข้ามาระหว่างงานและการถ่อมตัวของเขา เขาได้ใช้เวลาทุ่มเทกับสวัสดิการของบริษัท และการทำให้บริษัทบรรลุความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่
บุคคลที่ไม่ได้สร้างความสำคัญของตนเอง ดารวิน สมิธ ได้พบความเป็นเพื่อนที่ชอบท่ามกลางช่างประปาและช่างไฟ และใช้การพักผ่อนของเขาขับรถแบ็กโฮ เสียงลั่นภายในไร่ของเขา การขุดหลุมและไถร่อง เขาไม่เคยปลูกฝังกับสถานภาพทางวีรบุรุษ หรือสถานภาพทางชื่อเสียงของผู้บริหาร
แต่ถ้าเราคิดถึงดารวิน สมิธด้วยเหตุผลอะไรก็ตามว่าง่ายหรืออ่อนแล้ว เราจะผิดพลาดอย่างรุนแรง
ดาร์วิน สมิธจะมึความสนใจน้อยภายในการเข้าร่วมกลุ่มอุตสาหกรรมหรือสมาคมผู้บริหารที่ภาพลักษณ์ดี เขาจะมุ่งความสนใจของเขาที่คิมเบอร์ลี่ย์ คลาค บริษัทที่ถูกก่อตั้งขึ้นมาเมื่อ ค.ศ 1872 นีนาห์ วิสคอนซิน ทำธุรกิจกระดาษหนังสือพิมพ์ บริษัทได้ขยายการดำเนินงานเมื่อ ค.ศ 1920 ด้วยการแนะนำผ้าอนามัยโกเต็กและทิชชูโยนทิ้งครั้งแรกคือ คลีเน็กซ์ บริษัทได้มุ่งความสนใจไปยังกระดาษเคลือบและกระดาษหนังสือด้วบ
ดาร์วิน สมิธ จะเป็นผู้นำที่ให้การยกย่องความสำเร็จแก่พนักงาน ผู้บริหาร และลูกค้า เขาได้สร้างความเข้มแข็งแก่บุคคลของคิมเบอร์ลี่ย์ คลาคด้วยการสร้างแผนโอกาสทางการศึกษา เพื่อที่จะให้การศึกษาอย่างต่อเนื่องแก่บุคคลทุกคน และแผนการบริหารสุขภาพ เพื่อที่จะปรับปรุงสุขภาพทางร่างกายและจิตใจ เขาได้เพิ่มความหลากหลายท่ามกลางกำลังงานด้วย แต่บุคคลไม่กี่คน – แม้แต่นักศึกษาที่กระตือรือร้นทางการบริหารและประวัติของบริษัท – จะไม่
ค่อยรู้อะไรก็ตามเกี่ยวกับดาร์วิน สมิธ

จิม คอลลินส์ ได้กล่าวถึงผู้นำระดับ 5 ว่าเป็นบุคคลที่มีความถ่อมตัว ความอ่อนน้อม หลีกเลี่ยงการสอพลอ ไม่เคยโอ้อวด และกระทำอย่างแน่วแน่ ความเป็นผู้นำของเขาไม่ต้องใช้บารมีที่จะนำ และพวกเขาจะมุ่งความทะเยอทะทะยานที่องค์การไม่ใชตัวพวกเขาเองจิม คอลลินส์ ได้กล่าวว่า ความเป็นผู้นำระดับ 4 คือ บุคคลที่มีทักษะความเป็นผู้นำที่มีประสิทธิภาพ แต่มักจะผูกพันกับการแสวงหาเพื่อตัวเองมากกว่าอนาคตที่ยั่งยืนขององค์การ เขาจะชอบอ้างตัวอย่างของลี ไอเอคอคคา เป็นตัวอย่างที่ชัดเจนของผู้นำระดับ 4ลี ไอเอคอคคา จะเป็นผู้นำระดับ 4 ที่มีทักษะของความเป็นผู้นำที่มีประสิทธิภาพ แต่เขาจะผูกพันต่อการส่งเสริมตัวเอง และการป้องกันชื่อเสียงของเขา มากกว่าที่จะสร้างความยั่งยืนแก่อนาคตของไครสเล่อร์ เขาได้ปรับปรุงโชคชะตาของไครสเล่อร์ แต่เขาไม่เคยบรรลุวิสัยทัศน์ระยะยาวของบริษัท จิม คอลลินส์ ได้กล่าวว่า ไครสเล่อร์ จะเป็นตัวอย่างของบริษัทที่ดี ไปสู่ ยิ่งใหญ่ ไปสู่ ระเบิดภายใน เมื่อ ค.ศ 1970 ไครสเลอร์จะอยู่บนขอบของความล้มเหลว ดังนั้นบริษัทได้นำลี ไอเอคอคคา ซีอีโอก่อนหน้านี้ของฟอร์ด มอเตอร์ เข้ามาเป็นซีอีโอ ภายใต้ความเป็นผู้นำของลี ไอเอคอคคา เขาได้ทำการฟื้นฟูไครสเล่อร์ที่มีชื่อเสียงมากที่สุดภายในประวัติศาสตร์ทางธุรกิจ
จิม คอลลินส์ ได้กล่าวว่า ลี ไอเอคอคคา จะมีบุคลิกภาพที่ยิ่งใหญ่ ชีวประวัติของเขาได้ถูกเผยแพร่ออกมาในระยะเริ่มแรกของชีวิต และเต็มไปด้วยเรื่องราวส่วนตัว การยกย่องตัวเองไม่ใช่องค์การ เขาได้ออกรายการทอล์คโชว์ ทำการค้า แม้แต่อยากจะเป็นประธานาธิบดีของอเมริกา แต่เขาได้ถูกมองว่าเป็นไอคอนทางธุรกิจคนหนึ่งระหว่างครึ่งแรกของการดำรงตำแหน่งของเขา ลี ไอเอคอคคา ได้ฟื้นฟูให้
ไครสเล่อร์รอดพ้นจากการล้มละลายและทำกำไร แต่ระหว่างครึ่งหลังของการดำรงตำแหน่งของเขา ลี ไอเอคอคคา ได้เกิดความสับสนและการขาดจุดมุ่ง เขาได้หันเหความสนใจของเขาไปสู่การปฏิรูปตัวเขาเอง เขาได้ออกรายทอล์คโชว์เป็นประจำเหมือนเช่นทูเดย์ โชว์ หรือแลร์รี่ย์ คิง ไลฟ์ และส่งเสริมการขายหนังสือชีวประวัติของเขาได้มากกว่า 7 ล้านเล่มทั่วโลก หุ้นส่วนบุคคลของลี ไอเอคอคคาได้เพิ่มสูงขึ้น แต่หุ้นของไครสเล่อร์ได้ตกต่ำลง 31% ภายในครึ่งที่สองของการเป็นซีอีโอของเขา เมื่อลี ไอเอคอคคาได้สะสมชื่อเสียงและสิทธิพิเศษของเขา เขาได้พบความยุ่งยากที่จะก้าวลงจากเวที เขาได้เลื่อนการเกษียณของเขาหลายครั้ง จนบุคคลภายในของไครสเลอร์ ได้กล่าวอย่างตลกว่า ผมจะเป็นประธานบริษัทของไครสเล่อร์ตลอดไป ในที่สุดเมื่อเขาจะต้องเกษียณ เขาได้เรียกร้องว่าคณะกรรมการบริษัทจะต้องให้เครื่องบินเจ็ตส่วนตัวและสิทธิการซี้อขายหุ้น
แก่เขา ต่อมาไครสเล่อร์ได้ตกต่ำลงและต้องเผชิญกับโอกาสของการล้มละลายอีกครั้งหนึ่ง
ผู้บริหารไครสเล่อร์คนหนึ่ง ได้กล่าวว่า ทำนองเดียวกับผู้เจ็บป่วยโรคหัวใจหลายคน เราได้รอดชีวิตจากการผ่าตัดอยู่นานหลายปีก่อนที่จะกลับไปเป็นโรคหัวใจอีกครั้งหนึ่ง ลี ไอเอคอคคา จะเป็นนักส่งเสริมของการถือตัวเองเหนือกว่าอนาคตระยะยาวของไครสเลอร์
ผู้นำระดับ 4 ไม่เคยบรรลุวิสัยทัศน์ระยะยาวและจะเล่นเกมระยะสั้นมากกว่า เมื่อการดำรงตำแหน่งทางองค์การของผู้นำระดับ 4 ได้สิ้นสุด
ลง ภายในช่วงเวลาที่สั้นบริษัทอาจจะต้องเผชิญกับความยุ่งยากและความอยู่รอดที่ไม่แน่นอนอีกครั้งหนึ่ง
ความเป็นผู้นำระดับ 5 จะเป็นแนวคิดหนึ่่ง ที่ได้ถูกพัฒนาโดยจิม คอลลินส์ ภายในหนังสือทางธุรกิจคลาสสิคของเขาคือ Good to Great ภายในการเขียนหนังสือเล่มนี้ จิม คอลลินส์ ได้วิเคราะห์บริษัท 1,435 บริษัทภายในช่วงเวลานานกว่า 40 ปี ความมุ่งหมายของการวิเคราะห์คือ การค้นหาบริษัทที่ดีมายาวนาน แต่ภายหลังจากนั้นได้ปฏิรูปเป็นบริษัทที่ยิ่งใหญ่ เขาจะพิจารณาความยั่งยืนภายในช่วงของความยิ่งใหญ่ จาก 1,435 บริษัท สิบเอ็ดบริษัทเท่านั้นที่ได้ถูกค้นพบว่าได้เปลี่ยนแปลงจากดีไปเป็นยิ่งใหญ่ คำถามที่หนังสือได้พยายามจะตอบคืออะไรทำให้บริษัทสิบเอ็ดบริษัทเหล่านี้ยิ่งใหญ่ได้
การค้นพบความเป็นผู้นำระดับ 5 อาจจะขัดกับความรู้สึก ที่จริงแล้วมันจะขัดกับวัฒนธรรม โดยทั่วไปบุคคลเชื่อว่าการปฏิรูปบริษัทจากดีไปสู่ยิ่งใหญ่ ต้องการผู้นำที่โดดเด่น – บุคลิกภาพที่ยิ่งใหญ่เหมือนเช่นลี ไอเอคอคคา หรือแจ็ค เวลซ์ บุคคลที่ได้สร้างข่าวพาดหัวและกลายเป็นมีชื่อเสียง
เมื่อเราได้เปรียบเทียบกับดาร์วิน สมิธ ซีอีโอ ของคิมเบอร์ลี่ย์ คลาค เขาจะเหมือนกับมาจากดาวอังคาร เขาจะขี้อาย ไม่โอ้อวด แม้แต่เชื่องช้า เขาจะหลบหลีกความสนใจ แต่ถ้าเราจะมองดาร์วิน สมิธ ว่า อ่อนแอหรือว่าง่ายแล้ว เราะผิดพลาดอย่างร้ายแรง เขาได้เจริญเติบโตภายในไร่ ณ อินเดียน่า และไปเรียนมหาวิทยาลัยอินเดียน่าภาคค่ำ ด้วยการทำงานกลางวันที่อินเตอร์แนชั่นแนล ฮาร์เวสเตอร์ วันหนึ่งเขาได้สูญเสียนิ้วจากการทำงาน เรื่องราวคือเขาจะต้องไปเรียนหนังสือตอนเย็นและกลับมาทำงานวันต่อไปทุกวัน ในที่สุดเด็กชาวไร่ที่ยากจนแต่มุ่งมั่นคนนี้ได้เข้าเรียนที่คณะนิติศาสตร์ของมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด ดาร์วิน สมิธ ได้แสดงความมุ่งมั่นที่แข็งเหมือนเหล็ก เมื่อเขาได้ถือหางเสือของคิมเบอร์ลี่ย์ คลาค ที่จริงแล้วภายหลังจากสองเดือนที่เขาได้กลายเป็นซีอีโอ แพทย์ได้ตรวจพบว่าเขาเป็นมะเร็งจมูกและลำคอ และจะมีชีวิตอยู่ไม่ถึงปี เขาได้บอกความเจ็บป่วยของเขาแก่คณะกรรมการบริษัท แต่ได้กล่าวว่าเขาคงจะไม่ตายในไม่ช้า เขาจะมีตารางเวลาการทำงานที่หนักมาก ทั้งที่ทุกสัปดาห์เขาจะต้องเดินทางจากวิสคอนซินไปฮูสตันเพื่อการฉายรังสี เขาได้มีชีวิตอยู่ยาวนานมากกว่า 25 ปี และเป็นซีอีโออยู่ 20 ปีผู้นำระดับ 5 จะเป็นการศึกษาการอยู่เป็นคู่ : ความถ่อมตัวและความมุ่งมั่น ความขี้อายและความกล้าหาญ เพื่อความเข้าใจแนวคิดนี้ เราจะพิจารณาอับราฮัม ลินคอล์น ที่ไม่ยอมให้การถือตัวเองว่าสำคัญของเขาเข้ามาภายในวิถีทางของความทะเยอทะยานที่จะสร้างชาติให้ยิ่งใหญ่ยั่งยืน เขาจะเป็นบุคคลที่เงียบสงบ อ่อนโยน แต่ถ้าใครมองว่าอับราฮัม ลินคอล์นอ่อนแอแล้ว จะผิดพลาดอย่างรุนแรง การทำสงครามด้วยชีวิตของทหารฝ่ายเหนือ 360,000 คน และทหารฝ่ายใต้ 250,000 คน รวมทั้งตัวอับราฮัม ลินคอล์นด้วย

จิม คอลลินส์ ได้กล่าวถึงผู้นำระดับ 5 ว่าเป็นบุคคลที่มีความถ่อมตัว ความอ่อนน้อม หลีกเลี่ยงการสอพลอ ไม่เคยโอ้อวด และกระทำอย่างแน่วแน่ ความเป็นผู้นำของเขาไม่ต้องใช้บารมีที่จะนำ และพวกเขาจะมุ่งความทะเยอทะทะยานที่องค์การไม่ใชตัวพวกเขาเอง
จิม คอลลินส์ ได้กล่าวว่า ความเป็นผู้นำระดับ 4 คือ บุคคลที่มีทักษะความเป็นผู้นำที่มีประสิทธิภาพ แต่มักจะผูกพันกับการแสวงหาเพื่อตัวเองมากกว่าอนาคตที่ยั่งยืนขององค์การ เขาจะชอบอ้างตัวอย่างของลี ไอเอคอคคา เป็นตัวอย่างที่ชัดเจนของผู้นำระดับ 4
ลี ไอเอคอคคา จะเป็นผู้นำระดับ 4 ที่มีทักษะของความเป็นผู้นำที่มีประสิทธิภาพ แต่เขาจะผูกพันต่อการส่งเสริมตัวเอง และการป้องกันชื่อเสียงของเขา มากกว่าที่จะสร้างความยั่งยืนแก่อนาคตของไครสเล่อร์ เขาได้ปรับปรุงโชคชะตาของไครสเล่อร์ แต่เขาไม่เคยบรรลุวิสัยทัศน์ระยะยาวของบริษัท จิม คอลลินส์ ได้กล่าวว่า ไครสเล่อร์ จะเป็นตัวอย่างของบริษัทที่ดี ไปสู่ ยิ่งใหญ่ ไปสู่ ระเบิดภายใน เมื่อ ค.ศ 1970 ไครสเลอร์จะอยู่บนขอบของความล้มเหลว ดังนั้นบริษัทได้นำลี ไอเอคอคคา ซีอีโอก่อนหน้านี้ของฟอร์ด มอเตอร์ เข้ามาเป็นซีอีโอ ภายใต้ความเป็นผู้นำของลี ไอเอคอคคา เขาได้ทำการฟื้นฟูไครสเล่อร์ที่มีชื่อเสียงมากที่สุดภายในประวัติศาสตร์ทางธุรกิจ
จิม คอลลินส์ ได้กล่าวว่า ลี ไอเอคอคคา จะมีบุคลิกภาพที่ยิ่งใหญ่ ชีวประวัติ
ของเขาได้ถูกเผยแพร่ออกมาในระยะเริ่มแรกของชีวิต และเต็มไปด้วยเรื่องราวส่วนตัว การยกย่องตัวเองไม่ใช่องค์การ เขาได้ออกรายการทอล์คโชว์ ทำการค้า แม้แต่อยากจะเป็นประธานาธิบดีของอเมริกา แต่เขาได้ถูกมองว่าเป็นไอคอนทางธุรกิจคนหนึ่ง
ระหว่างครึ่งแรกของการดำรงตำแหน่งของเขา ลี ไอเอคอคคา ได้ฟื้นฟูให้
ไครสเล่อร์รอดพ้นจากการล้มละลายและทำกำไร แต่ระหว่างครึ่งหลังของการดำรงตำแหน่งของเขา ลี ไอเอคอคคา ได้เกิดความสับสนและการขาดจุดมุ่ง เขาได้หันเหความสนใจของเขาไปสู่การปฏิรูปตัวเขาเอง เขาได้ออกรายทอล์คโชว์เป็นประจำเหมือนเช่นทูเดย์ โชว์ หรือแลร์รี่ย์ คิง ไลฟ์ และส่งเสริมการขายหนังสือชีวประวัติของเขาได้มากกว่า 7 ล้านเล่มทั่วโลก หุ้นส่วนบุคคลของลี
ไอเอคอคคาได้เพิ่มสูงขึ้น แต่หุ้นของไครสเล่อร์ได้ตกต่ำลง 31% ภายในครึ่ง
ที่สองของการเป็นซีอีโอของเขา
เมื่อลี ไอเอคอคคาได้สะสมชื่อเสียงและสิทธิพิเศษของเขา เขาได้พบความยุ่งยากที่จะก้าวลงจากเวที เขาได้เลื่อนการเกษียณของเขาหลายครั้ง จนบุคคลภายในของไครสเลอร์ ได้กล่าวอย่างตลกว่า ผมจะเป็นประธานบริษัทของไครสเล่อร์ตลอดไป ในที่สุดเมื่อเขาจะต้องเกษียณ เขาได้เรียกร้องว่าคณะกรรมการบริษัทจะต้องให้เครื่องบินเจ็ตส่วนตัวและสิทธิการซี้อขายหุ้น
แก่เขา ต่อมาไครสเล่อร์ได้ตกต่ำลงและต้องเผชิญกับโอกาสของการล้มละลายอีกครั้งหนึ่ง
ผู้บริหารไครสเล่อร์คนหนึ่ง ได้กล่าวว่า ทำนองเดียวกับผู้เจ็บป่วยโรคหัวใจหลายคน เราได้รอดชีวิตจากการผ่าตัดอยู่นานหลายปีก่อนที่จะกลับไปเป็นโรคหัวใจอีกครั้งหนึ่ง ลี ไอเอคอคคา จะเป็นนักส่งเสริมของการถือตัวเองเหนือกว่าอนาคตระยะยาวของไครสเลอร์
ผู้นำระดับ 4 ไม่เคยบรรลุวิสัยทัศน์ระยะยาวและจะเล่นเกมระยะสั้นมากกว่า เมื่อการดำรงตำแหน่งทางองค์การของผู้นำระดับ 4 ได้สิ้นสุด
ลง ภายในช่วงเวลาที่สั้นบริษัทอาจจะต้องเผชิญกับความยุ่งยาก
และความอยู่รอดที่ไม่แน่นอนอีกครั้งหนึ่ง
ความเป็นผู้นำระดับ 5 จะเป็นแนวคิดหนึ่่ง ที่ได้ถูกพัฒนาโดยจิม คอลลินส์ ภายในหนังสือทางธุรกิจคลาสสิคของเขาคือ Good to Great ภายในการเขียนหนังสือเล่มนี้ จิม คอลลินส์ ได้วิเคราะห์บริษัท 1,435 บริษัทภายในช่วงเวลานานกว่า 40 ปี ความมุ่งหมายของการวิเคราะห์คือ การค้นหาบริษัทที่ดีมายาวนาน แต่ภายหลังจากนั้นได้ปฏิรูปเป็นบริษัทที่ยิ่งใหญ่ เขาจะพิจารณาความยั่งยืนภายในช่วงของความยิ่งใหญ่ จาก 1,435 บริษัท สิบเอ็ดบริษัทเท่านั้นที่ได้ถูกค้นพบว่าได้เปลี่ยนแปลงจากดีไปเป็นยิ่งใหญ่ คำถามที่หนังสือได้พยายามจะตอบคืออะไรทำให้บริษัทสิบเอ็ดบริษัทเหล่านี้ยิ่งใหญ่ได้
การค้นพบความเป็นผู้นำระดับ 5 อาจจะขัดกับความรู้สึก ที่จริงแล้วมันจะขัดกับวัฒนธรรม โดยทั่วไปบุคคลเชื่อว่าการปฏิรูปบริษัทจากดีไปสู่ยิ่งใหญ่ ต้องการผู้นำที่โดดเด่น – บุคลิกภาพที่ยิ่งใหญ่เหมือนเช่นลี ไอเอคอคคา หรือแจ็ค เวลซ์ บุคคลที่ได้สร้างข่าวพาดหัวและกลายเป็นมีชื่อเสียง
เมื่อเราได้เปรียบเทียบกับดาร์วิน สมิธ ซีอีโอ ของคิมเบอร์ลี่ย์ คลาค เขาจะเหมือนกับมาจากดาวอังคาร เขาจะขี้อาย ไม่โอ้อวด แม้แต่เชื่องช้า เขาจะหลบหลีกความสนใจ แต่ถ้าเราจะมองดาร์วิน สมิธ ว่า อ่อนแอหรือว่าง่ายแล้ว เราะผิดพลาดอย่างร้ายแรง เขาได้เจริญเติบโตภายในไร่ ณ อินเดียน่า และไปเรียนมหาวิทยาลัยอินเดียน่าภาคค่ำ ด้วยการทำงานกลางวันที่อินเตอร์แนชั่นแนล ฮาร์เวสเตอร์ วันหนึ่งเขาได้สูญเสียนิ้วจากการทำงาน เรื่องราวคือเขาจะต้องไปเรียนหนังสือตอนเย็นและกลับมาทำงานวันต่อไปทุกวัน ในที่สุดเด็กชาวไร่ที่ยากจนแต่มุ่งมั่นคนนี้ได้เข้าเรียนที่คณะนิติศาสตร์ของมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด
ดาร์วิน สมิธ ได้แสดงความมุ่งมั่นที่แข็งเหมือนเหล็ก เมื่อเขาได้ถือหางเสือของคิมเบอร์ลี่ย์ คลาค ที่จริงแล้วภายหลังจากสองเดือนที่เขาได้กลายเป็นซีอีโอ แพทย์ได้ตรวจพบว่าเขาเป็นมะเร็งจมูกและลำคอ และจะมีชีวิตอยู่ไม่ถึงปี เขาได้บอกความเจ็บป่วยของเขาแก่คณะกรรมการบริษัท แต่ได้กล่าวว่าเขาคงจะไม่ตายในไม่ช้า เขาจะมีตารางเวลาการทำงานที่หนักมาก ทั้งที่ทุกสัปดาห์เขาจะต้องเดินทางจากวิสคอนซินไปฮูสตันเพื่อการฉายรังสี เขาได้มีชีวิตอยู่ยาวนานมากกว่า 25 ปี และเป็นซีอีโออยู่ 20 ปี
ผู้นำระดับ 5 จะเป็นการศึกษาการอยู่เป็นคู่ : ความถ่อมตัวและความมุ่งมั่น ความขี้อายและความกล้าหาญ เพื่อความเข้าใจแนวคิดนี้ เราจะพิจารณา
อับราฮัม ลินคอล์น ที่ไม่ยอมให้การถือตัวเองว่าสำคัญของเขาเข้ามาภายในวิถีทางของความทะเยอทะยานที่จะสร้างชาติให้ยิ่งใหญ่ยั่งยืน เขาจะเป็นบุคคลที่เงียบสงบ อ่อนโยน แต่ถ้าใครมองว่าอับราฮัม ลินคอล์นอ่อนแอแล้ว จะผิดพลาดอย่างรุนแรง การทำสงครามด้วยชีวิตของทหารฝ่ายเหนือ 360,000 คน และทหารฝ่ายใต้ 250,000 คน รวมทั้งตัวอับราฮัม ลินคอล์นด้วย

 

ผู้นำระดับ 5 จะสร้างทีมที่แข้มแข็งรายรอบพวกเขาที่ทำให้องค์การบรรลุความสำเร็จ แม้ว่าพวกเขาจะออกไปแล้วแตกต่างจากผู้นำระดับ 4 ที่ใช้วิธีการของ “ผู้นำอัจฉริยะด้วยผู้ช่วยเป็นพันคน” ที่ทำให้องค์การล่มสลายเมื่อพวกเขาได้ออกไป
จิม คอลลินส์ ได้ค้นพบว่าผู้นำระดับ 5 จะมุ่งที่การนำบุคคลที่เหมาะสมขึ้นรถโดยสาร และเอาบุคคลที่ไม่เหมาะสมออกไปจากรถโดยสาร หลังจากนั้นพวกเขาจะคิดว่าจะขับรถโดยสารไปที่ไหน พวกเขาจะไม่คิดก่อนว่าจะขับรถโดยสารที่ไหน จากนั้นนำบุคคลขึ้นรถโดยสารไปที่นั่น ถ้าเรามีบุคคลที่เหมาะสมแล้ว
ปัญหาของผู้นำระดับ 5 ที่จะจูงใจและจัดการบุคคลอย่างไรจะไม่มี ถ้าเรามีบุคคลที่ไม่เหมาะสมแล้ว ไม่ว่าเราจะค้นพบทิศทางที่ถูกต้องหรือไม่ เราจะยังคงไม่เป็นบริษัทที่ยิ่งใหญ่ บริษัทที่เปรียบเทียบหลายบริษัทจะใช้โมเดลของ “อัจฉริยบุคคลด้วยผู้ช่วยเหลือเป็นพันคน” บริษัทจะเป็นแพลทฟอร์ความสามารถของอัจฉริยบุคคล ภายในหนังสือ Good to Great จิม คอลลินส์ ได้อธิบายโมเดลของความเป็นผู้นำนี้ ผู้นำที่มีความสามารถอย่างแท้จริงต่อสิ่งที่เขาได้กระทำอยู่ ดังนั้นเขาจะทำการตัดสินใจทุกอย่าง เขาจะไม่เต็มใจสอนบุคคลอื่น และรักษาความรู้ทุกอย่างของการตัดสินใจขององค์การไว้
เมื่อปัญหาได้เกิดขึ้น บุคคลจะต้องขึ้นอยู่กับทิศทางของผู้นำ เมื่อผู้นำได้ออกไป องค์การจะเผชิญกับความยุ่งยาก
เมื่อสตีฟ จ้อป กลับมาแอปเปิ้ลเพื่อที่จะช่วยชีวิตจากการล่มสลายที่ใกล้จะมาถึง เขาได้ถูกมองอย่างกว้างขวางว่าเป็นอัศวินม้าขาวที่จะช่วยชีวตบริษัท นั่นคือความเป็นผู้นำที่ได้ถูกมองอย่างไรภายในธุรกิจมานานหลายปีผู้นำจะเป็น
วีนบุรุษ ผู้นำอัจฉริยะด้วยผู้ช่วยเป็นพันคน ตรงกันข้ามจิม คอลลินส์ ยืนยันว่าบริษัทที่ยิ่งใหญ่ไม่ได้ขึ้นอยู่กับผู้นำอัจฉริยะ ผู้นำที่ดีที่สุดจะต้องถ่อมตัว
มุ่งมั่น และไมย่อท้อ การบริหารเพื่อยี่สิบห้าปั ไม่ว่าเราจะต้องเผชิญแรงกดดันระยะสั้นแค่ไหน
เราจะต้องสร้างความยิ่งใหญ่ระยะยาว เราไม่ได้บริหารสามเดือน แต่จะเป็นยี่สิบห้าปี ผู้นำจะว้ดความสำเร็จของพวกเขาด้วยการดูองค์การของพวกเขา
ถูกบริหารอย่างไรภายใต้ผู้สืบทอดด้วย

Cr : รศ สมยศ นาวีการ

 

Facebook Comments

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *