INEWHORIZON

ขอบฟ้าใหม่

การพัฒนาอุตสาหกรรมในประเทศไทย : อดีต

การพัฒนาอุตสาหกรรมในประเทศไทย : อดีต

รศ.ดร.สมศักดิ์ แต้มบุญเลิศชัย

1. ความนำ
“พัฒนา” หมายถึงการทำให้เจริญ ทำให้ดีขึ้น การพัฒนาอุตสาหกรรมจึงหมายถึงการให้ภาคอุตสาหกรรมเจริญขึ้น คำว่าการพัฒนาอุตสาหกรรมในภาษาอังกฤษคือ industrial development แต่ยังมีอีกคำที่ใช้กันมากคือ industrialization ในภาษาอังกฤษสองคำนี้ มีความหมายที่แตกต่างกันบ้าง คำว่า industrial development หมายถึงการพัฒนาอุตสาหกรรม แต่คำว่า industrialization มีความหมายไปในทางทำให้หรือกลายเป็นเศรษฐกิจอุตสาหกรรมมากกว่า ถ้าประเทศใดมี industrialization แล้ว กิจกรรมอุตสาหกรรม เช่น สินค้าที่ผลิตได้และการจ้างงานในภาคอุตสาหกรรมของประเทศจะมีสัดส่วนที่สูงขึ้น เราจึงมักจะเรียกประเทศที่มีความเจริญของอุตสาหกรรมว่าเป็นประเทศอุตสาหกรรม(industrial country) แต่ประเทศที่มีอุตสาหกรรมมาก ก็อาจมีการด้อยพัฒนาของอุตสาหกรรมในบางลักษณะ เช่น มีเทคโนโลยีที่ล้าสมัย หรือมีประสิทธิภาพในการผลิตสินค้าต่ำ อย่างไรก็ตาม คำว่า industrial development กับ industrialization มักจะใช้ปะปนกัน ซึ่งหมายถึงการเจริญเติบโตของอุตสาหกรรม ซึ่งเป็นลักษณะอย่างหนึ่งของการพัฒนาอุตสาหกรรม
ประเทศต่างๆ มักถือเอาการพัฒนาอุตสาหกรรมเป็นเป้าหมายสำคัญประการหนึ่งในการพัฒนานำไปสู่ความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ มีการใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ และทำให้ประชนชนมีรายได้และมีมาตรฐานการครองชีพที่สูงขึ้น การพัฒนาอุตสาหกรรมจึงถือกันว่าเป็นแนวทางสำคัญที่จะทำให้เกิดความเจริญก้าวหน้าทางเศรษฐกิจ และนำไปสู่ความเจริญก้าวทางด้านอื่นๆ เช่นการพัฒนาเทคโนโลยีและคุณภาพของคน ด้วยเหตุนี้เอง คำว่า “การพัฒนาอุตสาหกรรม” กับ “การพัฒนาเศรษฐกิจ” จึงมีการใช้ปะปนกันและบางคนถือว่ามีความหมายอย่างเดียวกัน
2. การเปลี่ยนแปลงในอุตสาหกรรมไทย
เดิมประเทศไทยมีการพัฒนาอุตสาหกรรมในขอบเขตที่จำกัด ในสมัยกรุงศรีอยุธยาและตอนต้นของกรุงรัตนโกสินทร์ อุตสาหกรรมที่สำคัญส่วนใหญ่เป็นการผลิตสินค้าหัตถกรรม และการแปรรูปสินค้าเกษตรอย่างง่ายๆ ต่อมาจึงมีการตั้งโรงสีข้าว โรงเลื่อย โรงเหล้า โรงเบียร์ โรงน้ำตาล และโรงงานปูนซีเมนต์ที่มีลักษณะเป็นโรงงานอุตสาหกรรม ในช่วงเวลาสิบกว่าปีหลังสงครามโลกครั้งที่สอง นโยบายการพัฒนาอุตสาหกรรมเน้นเรื่องการลงทุนโดยรัฐ มีการก่อตั้งรัฐวิสาหกิจเพื่อผลิตสินค้าอุตสาหกรรมหลายแห่ง สินค้าอุตสาหกรรมที่ผลิตโดยรัฐวิสาหกิจมีอยู่หลายอย่าง เช่น สิ่งทอ น้ำตาล กระดาษ การทอกระสอบ การดำเนินนโยบายของรัฐวิสาหกิจโดยทั่วไปไม่มีประสิทธิภาพ และกิจการเอกชนมีความลังเลใจในการลงทุนผลิตสินค้าอุตสาหกรรม เพราะต้องแข่งขันกับรัฐวิสาหกิจ อุตสาหกรรมที่เกิดขึ้นจากการลงทุนของเอกชนในช่วงเวลานั้นจึงมีไม่มาก และส่วนมากมีขนาดเล็ก เช่น โรงสีข้าว โรงเลื่อย และสินค้าหัตถกรรม ต่อมา การศึกษาของธนาคารโลกในปี 1957 มีการแนะนำให้รัฐบาลไทยละเว้นการลงทุนโดยตรงในภาคอุตสาหกรรมและส่งเสริมให้ภาคเอกชนเป็นผู้ลงทุน โดยรัฐบาลให้การสนับสนุนด้านการสร้างสิ่งสาธารณูปโภค เช่น การปรับปรุงด้านพลังงานไฟฟ้า และการคมนาคมขนส่ง ข้อเสนอนี้มีการนำสู่การปฏิบัติโดยรัฐบาลไทยในสมัยต่อมา
ในปี 1960 มีการตรา พ.ร.บ.ส่งเสริมการลงทุนในกิจกรรมอุตสาหกรรมขึ้น เพื่อให้สิทธิประโยชน์แก่ผู้ลงทุนตาม พ.ร.บ.นี้ การศึกษาในเรื่องการพัฒนาอุตสาหกรรมไทย จึงถือกันว่าประเทศไทยเข้าสู่ยุคที่มีอุตสาหกรรมใหม่ตั้งแต่ประมาณปี 1960 เป็นต้นมา เพราะหลังจากนั้นมีอุตสหกรรมใหม่ๆเกิดขึ้นจำนวนมาก มีการลงทุนจากต่างประเทศในหลายอุตสาหกรรม เช่น อุตสาหกรรมเครื่องใช้ไฟฟ้า การประกอบรถยนต์และรถจักรยานยนต์ เคมีภัณฑ์ และสิ่งทอ เป็นต้น
การพัฒนาอุตสาหกรรมในช่วง 10 ปีแรก ตั้งแต่ ค.ศ. 1960 ถึง ค.ศ. 1969 เน้นกลยุทธ์การทดแทนการนำเข้า (import substitution) เป็นสำคัญ มีการผลิตสินค้าเพื่อทดแทนสินค้าที่ก่อนหน้านั้น มีการนำเข้ามาเพื่อจำหน่ายภายในประเทศ รวมทั้งสินค้าที่มีลักษณะเป็นการประกอบชิ้นส่วน เช่น การประกอบรถยนต์และเครื่องใช้ไฟฟ้า ต่อมาตั้งแต่ช่วงแผนพัฒนาเศรษฐกิจฉบับที่ 3 (ค.ศ. 1972-1976) จึงมีการเริ่มส่งเสริมอุตสาหกรรมส่งออกมากขึ้น ทั้งนี้เกิดขึ้นด้วยเหตุผลหลายประการ คือ อุตสาหกรรมทดแทนการนำเข้าบางประเภทเริ่มมีการชะลอตัวลง และมีการวิพากษ์วิจารณ์กันมากว่า การทดแทนการนำเข้าในภาคอุตสาหกรรมมีส่วนช่วยในการประหยัดเงินตราของประเทศได้ไม่มาก เพราะสินค้าทุน สินค้าขั้นกลาง และวัตถุดิบส่วนใหญ่ต้องพึ่งพาการนำเข้า ทั้งยังมีผลก่อให้เกิดการกระจุกตัวของโรงงานอุตสาหกรรมใกล้กรุงเทพฯ เพราะโรงงานจะตั้งอยู่ในแหล่งที่ใกล้ตลาด และในเขตที่มีสิ่งอำนวยความสะดวกพร้อมมูล นักวิชาการสมัยนั้นต่างก็สนับสนุนกลยุทธ์การส่งเสริมการส่งออกในสินค้าอุตสาหกรรม เพราะเห็นว่าการพัฒนาการส่งออกทำให้อุตสาหกรรมมีประสิทธิภาพสูงขึ้น มีการประหยัดจากขนาด (economies of scale) เพราะมีตลาดโลกเป็นตลาดรองรับ และไทยก็มีข้อได้เปรียบทางด้านแรงงาน และวัตถุดิบทางการเกษตร การได้เห็นประเทศอุตสาหกรรมใหม่ เช่น เกาหลีใต้ และไต้หวันที่มีอัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจมากจากการพัฒนาการส่งออก ก็มีผลต่อการเปลี่ยนแปลงแนวคิดในการพัฒนาอุตสาหกรรมด้วย
ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา อุตสาหกรรมส่งออกของไทย ก็มีอัตราการเจริญเติบโตที่สูงมากตลอดระยะเวลาหลายทศวรรษ อุตสาหกรรมส่งออกที่สำคัญของไทยในระยะแรกๆ ได้แก่ สินค้าประเภทอาหาร สิ่งทอ เและเสื้อผ้าสำเร็จรูป ต่อมาสินค้าออกของไทยก็มีความหลากหลายมากขึ้น ทั้งอัญมณี ผลิตภัณฑ์พลาสติกและเซรามิค เฟอร์นิเจอร์ และเครื่องไฟฟ้าบางชนิด ในช่วงตั้งแต่ประมาณปี ค.ศ. 1987 เป็นต้นมา การเปลี่ยนแปลงทางด้านเศรษฐกิจระหว่างประเทศ โดยเฉพาะการปรับเปลี่ยนในค่าของเงินในประเทศญี่ปุ่น ไต้หวัน เกาหลี และประเทศอื่นๆ ประกอบกับการมีบรรยากาศการลงทุนที่ดีของไทย มีส่วนกระตุ้นให้เกิดการลงทุนจากต่างประเทศในประเทศไทยในหลายอุตสาหกรรม ทั้งอิเล็กทรอนิกส์ ชั้นส่วนรถยนต์และเครื่องใช้ไฟฟ้า ตลอดจนสินค้าขั้นกลางและสินค้าอุตสาหกรรมส่งออกอื่นๆ อีกเป็นจำนวนมาก การลงทุนจากต่างประเทศในอุตสาหกรรมไทยมีปริมาณเพิ่มขึ้นมากและมีความหลากหลายมากขึ้น
อย่างไรก็ดี การผลิตและการส่งออกในสินค้าอุตสาหกรรมในตลาดโลก นับวันจะมีการแข่งขันที่ทวีความรุนแรงมากขึ้น ประเทศต่างๆ รวมทั้งประเทศสังคมนิยมที่เคยเน้นตลาดในประเทศ เริ่มหันมาส่งเสริมการส่งออกและชักจูงการลงทุนจากต่างประเทศ ประเทศเหล่านี้บางประเทศ เช่น จีน เวียดนาม และอินเดีย มีทรัพยากรที่อุดมสมบูรณ์ และมีค่าจ้างแรงงานที่ต่ำกว่าไทย การส่งออกในสินค้าอุตสาหกรรมไทยจึงต้องประสบกับการแข่งขันมากขึ้น และสินค้าไทยที่เคยมีข้อได้เปรียบโดยเฉพาะสินค้าที่ต้องอาศัยทรัพยากรและแรงงานที่อาศัยเทคโนโลยีที่ไม่สลับซับซ้อนมากนัก เริ่มต้องสูญเสียส่วนแบ่งการตลาดให้แก่ประเทศอื่นๆ ไปบ้าง
การเปลี่ยนแปลงในยุทธศาสตร์การพัฒนาอุตสาหกรรม จากลยุทธ์การส่งเสริมอุตสาหกรรมทดแทนการนำเข้า สู่การส่งเสริมการส่งออกของไทยประสบความสำเร็จอย่างงดงาม ตั้งแต่เริ่มมีการส่งเสริมอุตสาหกรรมส่งออกในช่วงต้นทศวรรษ 1970 เป็นต้นมาจนถึงต้นทศวรรษ 1990 ประเทศไทยนับว่าเป็นประเทศที่มีอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจที่มีระดับสูงประเทศหนึ่งของโลก การเจริญเติบโตของภาคอุตสาหกรรมมีส่วนสำคัญต่อการขยายตัวอย่างต่อเนื่องของเศรษฐกิจไทยเป็นเวลาติดต่อกัน และการเจริญเติบโตของการส่งออกในสินค้าอุตสาหกรรมที่มีอัตราการเติบโตสูงมากในเวลากว่าสองทศวรรษก็เป็นปัจจัยที่มีความสำคัญมากต่อการเจริญเติบโตของเศรษฐกิจไทย

ในช่วงทศวรรษแรกที่มีการส่งเสริมการส่งออก นโยบายและมาตรการการปกป้องคุ้มครองอุตสาหกรรมทดแทนการนำเข้าหลายอย่าง เช่น การเก็บภาษีศุลกากรในสินค้าอุตสาหกรรมที่มีการนำเข้ามาในประเทศในอัตราสูง และการส่งเสริมการลงทุนในอุตสาหกรรมทดแทนการนำเข้าโดยการให้สิทธิพิเศษโดยคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน(BOI) ยังไม่มีการเปลี่ยนแปลงมากนัก แม้นโยบายส่งเสริมอุตสาหกรรมเริ่มหันไปในทิศทางการส่งเสริมการส่งออก โดยมีมาตรการรองรับหลายประการ ทั้งการคืนอากรในวัตถุดิบนำเข้าสำหรับการผลิตอุตสาหกรรมที่มีการส่งออก และการให้สิทธิประโยชน์การส่งเสริมการลงทุนแก่อุตสาหกรรมส่งออก รวมทั้งการส่งเสริมการลงทุนจากต่างประเทศในอุตสาหกรรมที่ผลิตเพื่อการส่งออก ในเวลาต่อมา เมื่อมีการส่งเสริมการส่งออกในสินค้าอุตสาหกรรมประสบความสำเร็จในการผลิตดันการขยายตัวทางเศรษฐกิจอย่างชัดเจน จึงมีการปรับเปลี่ยนนโยบาย เพื่อลดการคุ้มครองอุตสาหกรรมทดแทนการนำเข้าลง เช่น การลดภาษีศุลกากร การลดการส่งเสริมอุตสาหกรรมทดแทนการนำเข้าโดยคณะกรรมการการส่งเสริมการลงทุน
อย่างไรก็ตาม แม้ภาคอุตสาหกรรมไทยจะมีการเจริญเติบโตมาก จนภาคอุตสาหกรรมกลายมาเป็นภาคเศรษฐกิจที่มีความสำคัญมากในผลิตภัณฑ์มวลรวมประชาชาติ(GDP) แต่การเจริญเติบโตของภาคอุตสาหกรรมก็มีการชะลอตัวลงอย่างมากในช่วงทศวรรษ 1990 หลังจากเกิดวิกฤตเศรษฐกิจในปี 1997 แม้เศรษฐกิจไทยมีการฟื้นตัวขึ้นมาได้ในช่วงเวลาไม่กี่ปี แต่อัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจรวมทั้งการขยายตัวของภาคอุตสาหกรรมการส่งออกก็ได้ชะลอตัวลงไปมาก
3.ปัจจัยที่เอื้อต่อการพัฒนาอุตสาหกรรมไทยในอดีต
ประเทศไทยนับว่าเป็นประเทศที่มีการพัฒนาอุตสาหกรรมช้ากว่าประเทศอื่นๆ หลายประเทศที่มีระดับการพัฒนาเศรษฐกิจที่ใกล้เคียงกัน เช่น เกาหลี ไต้หวัน ฟิลิปปินส์ สาเหตุสำคัญอาจเป็นเพราะประเทศเรามีทรัพยากรธรรมชาติที่อุดมสมบูรณ์ มีสินค้าส่งออกทางด้านการการเกษตรที่สำคัญ เช่น ข้าวและยาง ที่สามารถสร้างรายได้เงินตราต่างประเทศได้ ในตอนต้นของการพัฒนาอุตสาหกรรมสมัยใหม่ประเทศไทยก็มุ่งผลิตเพื่อป้อนตลาดในประเทศ แต่เมื่อมีการพัฒนาอุตสาหกรรมส่งออก ประเทศไทยก็สามารถมีการขยายการส่งออกสินค้าอุตสาหกรรมได้อย่างรวดเร็ว
การพัฒนาอุตสาหกรรมของไทยในช่วงเวลาที่ผ่านมา ตั้งแต่ปี 1960 ถึง 1990 มีปัจจัยเกื้อหนุนที่สำคัญหลายประการ คือ :

ก. การเจริญเติบโตโดยรวมของเศรษฐกิจไทยอยู่ในเกณฑ์สูงและมีเสถียรภาพ ทำให้ตลาดสินค้าอุตสาหกรรมขยายตัวในอัตราสูง นักลงทุนมีความมั่นใจในการลงทุน เพราะไม่ต้องประสบกับความผันผวนด้านราคาสินค้า ค่าเงินและการเปลี่ยนแปลงในนโยบาย
ข. การมีปัจจัยการผลิตในสินค้าอุตสาหกรรม คือ แรงงานมีราคาไม่แพง และทรัพยากรธรรมชาติที่อุดมสมบูรณ์ นับว่ามีส่วนเอื้ออำนวยการพัฒนาอุตสาหกรรมมาก พูดในภาษาใช้ในเศรษฐศาสตร์ระหว่างประเทศก็คือ ประเทศไทยมีความได้เปรียบโดยเปรียบเทียบ (comparative advantage)ในการผลิตสินค้าที่ใช้แรงงานและทรัพยากรความเข้มข้น
ค. นโยบายของรัฐบาลในการพัฒนาอุตสาหกรรม เช่น การสร้างสิ่งสาธารณูปโภค การส่งเสริมการลงทุนโดยเอกชน การปรับเปลี่ยนกลยุทธ์จากการทดแทนการนำเข้าสู่การส่งออก ล้วนมีส่วนทำให้อุตสาหกรรมเจริญเติบโต

ง. สถานการณ์ในตลาดโลก เช่น การจำกัดปริมาณการส่งออกผลิตภัณฑ์สิ่งทอจากประเทศอุตสาหกรรมใหม่ในช่วงต้นของการส่งเสริมการส่งออกสิ่งทอไทย และการปรับเปลี่ยนค่าเงินของสกุลเงินต่างๆ มีผลต่อการขยายตัวของการส่งออกและกระตุ้นให้เกิดการลงทุนจากต่างประเทศในอุตสาหกรรมไทยในปริมาณมาก
จ. ความพยายามของภาครัฐและภาคเอกชนในการส่งเสริมการส่งออกในสินค้าอุตสาหกรรม เช่น การให้สิทธิประโยชน์และสิ่งจูงใจแก่ผู้ส่งออก การพยายามปรับปรุงคุณภาพสินค้าและความพยายามในการหาตลาดต่างประเทศ
กล่าวได้ว่าการพัฒนาอุตสาหกรรมไทยในช่วงห้าทศวรรษที่ผ่านมา ประเทศไทยได้ประโยชน์จากการส่งเสริมอุตสาหกรรมของรัฐบาลในสมัยต่างๆ และจากการเปลี่ยนแปลงสถานการณ์ของเศรษฐกิจโลก ในการพัฒนาอุตสาหกรรม ประเทศไทยสามารถใช้ประโยชน์จากการได้เปรียบโดยเปรียบเทียบทางด้านปัจจัยการผลิตทางด้านแรงงานและทรัพยากร และจากการเป็นผู้มาทีหลัง(late-comer)ในการพัฒนาอุตสาหกรรม ซึ่งสามารถอาศัยเทคโนโลยีที่มีการพัฒนาแล้วจากต่างประเทศมาใช้ประโยชน์ สถานการณ์ของตลาดโลกทั้งการขยายตัวทางการค้าระหว่างประเทศ และการเปลี่ยนแปลงในอัตราแลกเปลี่ยนในเงินตราสกุลต่างๆ ก็มีส่วนช่วยให้มีการขยายตัวในภาคอุตสาหกรรม

ในช่วงแรกของการเปลี่ยนแปลงยุทธศาสตร์การพัฒนาอุตสาหกรรมจากการเน้นการทดแทนการนำเข้ามาสู่การส่งเสริมการส่งออก ประเทศไทยสามารถส่งสินค้าออกที่ประเทศเรามีความได้เปรียบโดยเปรียบเทียบทางด้านต้นทุนการผลิต เช่น อาหาร สิ่งทอและเสื้อผ้าสำเร็จรูป

ในช่วงครึ่งแรกทศวรรษ 1980 เงินบาทมีค่าสูงขึ้นตามค่าเงินดอลลาร์สหรัฐ จึงมีผลกระทบต่อการส่งออก รัฐบาลไทยต้องมีการปรับลดค่าเงินบาทในปี 1981 และ 1984 ในช่วงครึ่งหลังของทศวรรษ 1980 การลดลงของอัตราดอกเบี้ยและราคาน้ำมัน และการปรับตัวของค่าเงินในสกุลสำคัญของโลก ควบคู่กับการปรับค่าเงินบาทในช่วงเวลาก่อนหน้านั้น และการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก ทำให้การส่งออกจากประเทศไทย โดยเฉพาะการส่งออกในสินค้าอุตสาหกรรมมีการขยายตัวในอัตราสูง การปรับตัวสูงขึ้นของค่าเงินเยนญี่ปุ่น และค่าเงินของประเทศอุตสาหกรรมใหม่ ประกอบกับบรรยากาศการลงทุนที่ดีของประเทศไทย ทำให้มีเงินทุนจากต่างประเทศไหลเข้าสู่ประเทศไทยจำนวนมาก ในช่วงปี 1987-1992 นอกจากปริมาณการลงทุนที่เพิ่มมากขึ้นแล้ว โครงสร้างการลงทุนในภาคอุตสาหกรรมในช่วงนี้ก็การเปลี่ยนแปลงไปจากเดิม โดยมีการลงทุนในอุตสาหกรรมการส่งออก อุตสาหกรรมเครื่องจักรกลและชิ้นส่วนมากขึ้น ซึ่งมีส่วนทำให้โครงสร้างของภาคอุตสาหกรรมเกิดการเปลี่ยนแปลง โดยมีการผลิตชิ้นส่วน อุปกรณ์ และสินค้าขั้นกลางมากขึ้น นอกจากการลงทุนโดยตรงแล้ว การลงทุนในตลาดหลักทรัพย์ก็มีปริมาณเพิ่มมากขึ้นในช่วงนี้ สถานการณ์เศรษฐกิจระหว่างประเทศที่เอื้ออำนวยนี้มีผลทำให้เศรษฐกิจไทยมีการขยายตัวในอัตราที่สูง ราคาที่ดิน อสังหาริมทรัพย์และราคาหลักทรัพย์ต่างก็ขยายตัวสูงขึ้นไปมาก ในช่วงปี 1988-1990 เศรษฐกิจไทยมีอัตราการขยายตัวที่สูงมาก มีการเจริญเติบโตในระดับสูงกว่าร้อยละ 10 ต่อปีติดต่อกันถึง 3 ปี
หลังจากนั้น เศรษฐกิจไทยก็มีการขยายตัวอย่างต่อเนื่องเป็นเวลาหลายปี การไหลเข้าของเงินทุนต่างประเทศนับว่ามีส่วนทำให้เกิดการเจริญเติบโตของเศรษฐกิจไทยในช่วงนี้ และนำไปสู่การใช้นโยบายการเปิดเสรีทางการเงินช่วงเวลาต่อมา

สถานการณ์อุตสาหกรรมไทยในช่วง วิกฤตการณ์ทางเศรษฐกิจ

ในทศวรรษ 1990 สถานการณ์เศรษฐกิจโลกที่เปลี่ยนแปลงไปมาก ประกอบกับการใช้จ่ายที่เกินตัวของภาครัฐและภาคเอกชนในช่วงที่เศรษฐกิจไทย ขยายตัวในอัตราสูงได้สร้างปัญหาทางเศรษฐกิจจนลุกลามไปสู่ วิกฤตการณ์ในเวลาต่อมา

ในช่วงกลางทศวรรษที่ 1990 ประเทศไทยต้องประสบกับการขาดดุลในดุลบัญชีเดินสะพัดที่สูงมาก การเปิดเสรีทางการเงินก็ส่งผลให้มีเงินทุนไหลเข้าประเทศเป็นจำนวนมาก ในช่วงเวลานั้นอัตราดอกเบี้ยในประเทศไทยมีระดับที่สูงกว่าอัตราในต่างประเทศมาก จึงทำให้ภาคเอกชนในประเทศไทยมีการกู้ยืมเงินจากต่างประเทศเพิ่มขึ้นมาก การไหลเข้าของเงินตราต่างประเทศทั้งจวกการลงทุนโดยตรง การลงทุนในตลาดหลักทรัพย์และเงินทุนจากการกู้ยืมช่วยทำให้เศรษฐกิจไทยมีการเจริญเติบโตต่อไปโดยยังมีดุลการชำระเงินที่เกินดุล และทำให้ประชาชนมีการใช้จ่ายที่สูงมาก ในปี 1995 และ 1996 การขาดดุลในบัญชีเดินสะพัดเพิ่มสูงขึ้นมากจนถึงขีดอันตราย ในขณะเดียวกัน การส่งออกของสินค้าไทยกลับมีการขยายตัวลดลงไปมาก ในปี 1996 การส่งออกของไทยมีอัตราการขยายตัวที่ติดลบ หลังจากที่มีการขยายตัวในอัตราสูงอย่างต่อเนื่องเป็นเวลานาน ในช่วงเวลานั้น หลายฝ่ายต่างมีความกังวลถึงการลดลงของความสามารถในการแข่งขันของไทย การขาดดุลในดุลการค้าในอัตราสูงประกอบกับความไม่เสถียรภาพในภาคการเงิน ทำให้ นักธุรกิจและประชาชนทั่วไปเริ่มคาดคะเนว่า สถาบันการเงินอาจต้องประสบกับการล้มละลายและรัฐบาลอาจต้องประกลดค่าเงินบาทลง จึงแห่กันไปถอนเงินจากระบบธนาคารและเก็งกำไรในค่าเงินจนมีผลลุกลามเป็นวิกฤตการณ์ทางการเงินครั้งใหญ่ในปี 1997-1998

หลังวิกฤตเศรษฐกิจครั้งใหญ่ หลายฝ่ายตระหนักถึงปัญหาและจุดอ่อนของอุตสาหกรรมไทย และการลดน้อยลงในขีดความสามารถการแข่งขันของสินค้าไทย รัฐบาลไทยด้วยความร่วมมือของภาคเอกชน จึงได้จัดทำแผนปรับโครงสร้างอุตสาหกรรมขึ้นในปี 1998 แผนปรับโครงสร้างอุตสาหกรรมนี้ เป็นผลการระดมความคิดระหว่างเจ้าหน้าที่รัฐบาล นักวิชาการ และผู้ประกอบการเอกชนในสาขาต่างๆ มีการกำหนดวิสัยทัศน์และกลยุทธ์ อภิปรายถึงปัญหาและอุปสรรค และวิเคราะห์ขีดความสามารถในการแข่งขัน โดยระบุถึงจุดแข็งจุดอ่อน ข้อจำกัดและโอกาสในแต่ละกลุ่มอุตสาหกรรม จนกระทั่งมีการกำหนดกลยุทธ์และแผนปฏิบัติการเพื่อการปรับโครงสร้างอุตสาหกรรมขึ้นในอุตสาหกรรม 13 สาขา ซึ่งครอบคลุมกลุ่มอุตสาหกรรมส่วนใหญ่ของประเทศ และมีการกำหนดแผนและโครงการภายใต้แผนปรับโครงสร้าง โดยมีการจัดสรรงบประมาณขึ้นเพื่อดำเนินการตามแผน
ต่อมาในปี ค.ศ. 2000 รัฐบาลไทยก็มีการกำหนดโครงการในแผนการปรับโครงสร้างอุตสาหกรรมในขั้นที่สองขึ้น แต่แผนการปรับโครงสร้างอุตสาหกรรมทั้งสองระยะนี้ส่วนใหญ่ยังไม่มีการนำการปฏิบัติ โดยรัฐบาลในสมัยต่อมาหันไปสนใจปัญหาเศรษฐกิจในด้านอื่น เช่น การพยุงราคาพืชผลทางการเกษตร และการกระตุ้นอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจในระยะสั้น สำหรับนโยบายอุตสาหกรรม ก็มีการกล่าวถึงการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ และมีการกำหนดมาตรการส่งเสริมอุตสาหกรรมเฉพาะกลุ่ม เช่น ยานยนต์ และสิ่งทอ โดยมีคำขวัญว่า กรุงเทพเมืองแฟชั่น และให้ประเทศไทยมีเมืองดีทรอยท์(Detroit)แห่งเอเชีย ทางกระทรวงอุตสาหกรรมก็มีการกำหนดแผนแม่บทอุตสาหกรรมออกมาหลายแผน แต่นโยบายและมาตรการการส่งเสริมการพัฒนาอุตสาหกรรมที่ดูเหมือนว่ามีอยู่เป็นจำนวนมากนี้ กลับไม่มีการแปลงสู่การปฏิบัติ เพราะไม่มีมาตรการรองรับที่ชัดเจน และยุทธศาสตร์หรือนโยบายหลายอย่างก็ไม่มีความต่อเนื่องทั้งในระดับนโยบายและในระดับปฏิบัติ นโยบายและแผนงานที่กำหนดไว้ในสมัยหนึ่ง รวมทั้งแผนการปรับโครงสร้างอุตสาหกรรม ซึ่งเป็นผลจากการระดมความคิดของบุคคลฝ่ายต่างๆที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับภาคอุตสาหกรรม เมื่อมีการเปลี่ยนแปลงรัฐบาลก็ได้หยุดลงโดยไม่มีผู้ใดกล่าวถึงอีก

Facebook Comments

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *