INEWHORIZON

ขอบฟ้าใหม่

พระไพศาล วิสาโล’ แนะ เมื่อในร้ายมีดี ในวิกฤตโควิด-19 ก็มี ‘โอกาสแห่งการสร้างสติ

ถอดบทเรียน ‘พระไพศาล วิสาโล’ วิกฤตการแพร่ระบาดเชื้อไวรัส โควิด-19 ให้อะไรกับชาวโลก

จากคลิปธรรมะบรรยาย “วางใจอย่างไร ท่ามกลางวิกฤตภัย COVID-19” ที่สถาบันอาศรมศิลป์ เมื่อวันที่ 12 มีนาคม ที่ผ่านมาพระไพศาล วิสาโล ได้บรรยายโดยสอดแทรกความรู้เรื่องการเกิดวิกฤตโรคระบาดในครั้งนี้ ไว้ว่า
“อย่างที่เราทราบว่าสถานการณ์ในตอนนี้ก็มีแนวโน้ม ที่จะลุกลามไปเรื่อยๆ จนกระทั่ง องค์การอนามัยโลก นิยามว่า เป็น Pandemic คือ วิกฤตโรคระบาดครั้งใหญ่ที่แพร่ระบาดไปทั่วโลก และในสถานการณ์แบบนี้ จากประสบการณ์ที่มนุษยชาติได้เคยเผชิญในรอบศตวรรษ ทำให้รู้ว่าโรคนี้ก็จะลุกลามไปได้เรื่อยๆ ไม่อยู่ในวิสัยที่จะควบคุมให้อยู่ในพื้นที่หรือจำกัดอาณาบริเวณได้ต่อไป เกิดผลกระทบกระจายไปทุกภาคส่วน”
“จากประสบการณ์ที่โลกมีมาตลอดในรอบ 100 ปี ที่ผ่านมา กราฟของสถานการณ์โรคระบาดนี้ นับจากนี้ก็จะขึ้นไปเรื่อยๆในช่วงเวลาเวลาหนึ่ง แล้วมันก็จะลง โดยไม่ต้องทำอะไรเลย อย่างไรมันก็จะลง เพราะเมื่อเชื้อระบาดไปทั่วโลกแล้ว คนเราก็จะสร้างภูมิคุ้มกันขึ้นมา ภูมิคุ้มกันนั้นจะเข้มแข็งขึ้นเรื่อยๆ จนกระทั่งเชื้อนั้นมันทำอะไรใครไม่ได้ เพราะเรามี “ภูมิคุ้มกัน” เชื้อนั้นก็จะค่อยๆ ตาย”
“จริงๆแล้ว ไม่ใช่เฉพาะแค่โรคโควิด-19 ที่ระบาดในรอบนี้เท่านั้น แต่ในโรคติดต่อต่างๆที่เกิดขึ้นในรอบทศวรรษที่ผ่านมา อย่าง 20 ปีที่ผ่านมา ก็มีรูปแบบ หรือ การดำเนินของโรคในรูปแบบนี้เช่นเดียวกัน ซาร์ส ก็ดี อีโบล่า ก็ดี เมอร์ส ก็ดี หรือโรคที่เกิดจากไวรัสซิก้า ล่าสุด ก็ดี เพียงแต่มันไม่ได้เกิดขึ้นทั่วโลก แต่เกิดเฉพาะบางพื้นที่ในโลก”
“แต่ก็ต้องยอมรับว่า โรคติดต่อในรอบทศวรรษที่กล่าวมา เรามีมาตรการป้องกัน เพราะฉะนั้นจึงจำกัดการระบาดได้เฉพาะจุด เฉพาะพื้นที่ ทว่า สำหรับโรคโควิด-19 มันชัดเจนแล้วว่า เราไม่สามารถดำเนินการเพื่อจำกัดพื้นที่การระบาดได้ทั่วทุกประเทศในโลก”

 

“ณ ตอนนี้ (12 มีนาคม2563) สิ่งที่ผู้เชี่ยวชาญทั่วโลกพยายามทำ คือ พยายามถ่วงเวลาให้จุดพีคของโรคนี้เกิดขึ้นช้าที่สุด เพื่อเราจะได้มีเวลาเตรียมตัว เช่น โรงพยาบาลได้เตรียมอุปกรณ์สำคัญ อย่าง เครื่องช่วยหายใจ ที่จะรองรับผู้ป่วยเมื่อมีจำนวนเพิ่มขึ้นได้”
“ในแง่นี้ คือ เราต้องแข่งกับเวลาไปด้วย เพราะจุดพีคนี้ ในที่สุดมันต้องเกิด ห้ามไม่ได้ และการหน่วงเวลาให้การดำเนินของโรคค่อยๆไต่ระดับไปแบบนี้ ก็ต้องใช้เวลา เพื่อลดจำนวนผู้ติดเชื้อ ผู้เสียชีวิต ไม่ให้สูงมาก”

“แต่แน่นอนว่า ในเมื่อวิกฤตครั้งนี้เป็น Pandemic กว่าเส้นกราฟนี้จะค่อยๆราบลงจนกลับคืนสู่ความสงบ ก็ต้องมีคนทั่วโลกประมาณ 25 เปอร์เซ็นต์ เป็นอย่างน้อย หรือ 75 เปอร์เซ็นต์ เป็นอย่างมากที่ต้องติดเชื้อนี้”

“อาตมาได้ฟัง นายกรัฐมนตรีของประเทศเยอรมันนี นางอังเกลา เมอร์เคิล Angela Merkel ที่ออกมาประกาศตามตรงกับชาวเยอรมันนีว่า วิกฤตนี้ จะต้องมีชาวเยอรมันอย่างน้อย 70 เปอร์เซ็นต์ ที่ติดเชื้อไวรัสโควิด-19 นี้ ซึ่งนับเป็นการแสดงความกล้าหาญของผู้นำ ในการบอกความจริงกับประชาชน เพื่อตักเตือนให้ทุกคนดูแลตัวเองอย่างดีที่สุดเพื่อไม่ให้ติดเชื้อโรคนี้ ขณะที่ ผู้นำของหลายประเทศกลับสื่อสารกับประชาชนว่า ไม่มีอะไรและคุมได้”
“แต่ต้องยอมรับว่า การพูดของนายกรัฐมนตรีประเทศเยอรมันนี้ เป็นการพูดกับประชาชนในชาติที่มีวินัยพอสมควร หากคำพูดนี้มาพูดในไทย คงสร้างความตื่นตระหนกให้ประชาชนได้ไม่น้อยเลย ทว่า นี่เป็นความจริงที่อาจจะต้องเกิดขึ้น ไม่ช้าก็เร็ว”
“ที่อาตมาพูดแบบนี้ ไม่ได้มีความมุ่งหมายให้ตื่นตระหนกตกใจกับการระบาดของโรคนี้ แค่อยากให้ทุกคนตั้งอยู่บนความไม่ประมาท และเตรียมตัว เตรียมใจ รวมถึงปรับเปลี่ยนพฤติกรรม มาปฏิบัติตัวให้ถูกต้อง เพื่อดำรงอยู่ในสถานการณ์ที่มีความไม่แน่นอน และเราไม่ได้มีการเตรียมรับมือมาก่อน”
แม้ว่าย้อนกลับไปเมื่อ 101 ปีที่แล้ว จะมีไข้หวัดสเปนแพร่ระบาดทั่วโลก เกือบจะคล้ายกับสถานการณ์การระบาดของโควิด-19 ในตอนนี้ แต่นั่นก็ไม่ได้กระทบกระเทือนกับประเทศไทยมากเท่าการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ในตอนนี้”
“เพราะฉะนั้น สถานการณ์ในตอนนี้มันท้าทายเราอย่างมากตรงที่ว่า เราไม่เคยเจอปัญหาแบบนี้มาก่อน เรามีมาตรการเข้มงวดมากมายหลายด้าน ที่ส่งผลกระทบต่อการดำเนินชีวิตของเรา อย่างการปิดโรงเรียน ยกเลิกกิจกรรม งานเทศกาล ทั้งหมดที่เป็นการมาชุมนุมของคนจำนวนมากเพื่อป้องกันการติดเชื้อ หรือถ้าสถานการณ์ยังไม่ดีขึ้น ต่อไปก็อาจมีการประกาศกักบริเวณผู้คนเหมือนที่ทำที่เมืองอู่ฮั่น ประเทศจีนก็ได้”

ประมาท ก็ไม่ดี ประสาท ก็ไม่ถูก” คติประจำใจ ท่องไว้ รับมือสถานการณ์โรคระบาดครั้งล่าสุด

หลักธรรมเรื่องความไม่ประมาท เป็นเรื่องที่ พระไพศาล หยิบยกมาบรรยายเป็นบทเรียนแรกให้แก่ญาติโยมที่เข้าฟัง ธรรมะบรรยาย ที่สถาบันอาศรมศิลป์ ในวันนั้น
“เวลาเราเจอปัญหาต่างๆ สิ่งแรกที่เราต้องทำเพื่อ “วางใจ” ให้ถูก คือ ต้องไม่ประมาท ขณะเดียวกัน เมื่อเราตื่นตัว ไม่ประมาทแล้ว เราก็ต้องระวังไม่ให้การตื่นตัวนั้นไปถึงขั้น “ประสาท” เรียกว่า “ประมาท ก็ไม่ดี ประสาท ก็ไม่ถูก””
“ประมาท ที่ว่านี้ ยกตัวอย่างได้ เช่น การที่เราออกไปข้างนอก กลับมาบ้านแล้วไม่ล้างมือ หรือเอามือจับหน้าจับตาเป็นประจำ หรือการเดินทางไปประเทศที่มีความเสี่ยง พอกลับมา ก็บอกตัวเองและคนรอบข้างว่าไม่มีอะไร และใช้ชีวิตตามปกติ พฤติกรรมนี้อาจเป็นอันตรายทั้งต่อตนเองและคนอื่นที่มาปฏิสัมพันธ์กับเราได้”

“เพราะทุกคนต้องรู้เท่าทันแล้วว่าตอนนี้การแพร่ระบาดของโรคมันพัฒนาไปถึงว่า เราสามารถจะติดเชื้อโดยไม่รู้ว่าเชื้อที่ติดมานั้นมาจากไหน ไม่ได้เดินทางไปต่างประเทศ หรือสัมผัสใกล้ชิดกับคนเดินทางกลับมาจากต่างประเทศเลย แต่ก็ติดเชื้อได้”
“ดังนั้น เมื่อเป็นเช่นนี้ ถ้าเราประมาท เราก็จะเป็นคนแพร่เชื้อเสียเอง ทั้งแพร่ให้กับคนที่เรารัก คนทั่วไปที่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับเราก็ได้ อย่าง กรณีคุณป้าที่เกาหลี ที่เป็น Super Spreader เป็นบทเรียนที่ดีที่มาสอนว่าในสถานการณ์นี้เราไม่ควรประมาท”
และอย่างที่ได้เกริ่นไปว่า การไม่ประมาทนี้ ก็อย่าให้ถึงขั้น “ประสาท” ด้วย เพราะมันจะสร้างปัญหาอีกแบบหนึ่ง ประสาท คือ การตื่นกระหนก ตกใจ ซึ่งมันสร้างความทุกข์ให้กับตัวเอง สร้างปัญหาให้คนอื่น”
“ที่ผ่านมา เชื้อยังไม่เข้าสู่ร่างกายเลย แต่กินไม่ได้ นอนไม่หลับ มีความวิตกกังวล บางครั้งมีอาการไอขึ้นมาเองแบบอุปทานก็มี นี่เป็นผลมาจากความประสาท ทั้งสิ้น”
“อาตมาคิดว่าเชื้อโควิดมีความอันตราย แต่อย่างไรมันก็มีความน่ากลัวน้อยกว่า “ความกลัวเชื้อโควิด-19” ของผู้คนในตอนนี้
“สิ่งที่ตอนนี้เรายังไม่ตระหนักกัน คือ ปัจจัยที่เกิดขึ้นคู่ขนานไปกับการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 คือ เชื้อความกลัวโควิด-19 ที่แพร่ระบาดไปอย่างหนักมาก ตอนนี้ผู้ติดเชื้อโควิด-19 มีแค่เรือนพัน แต่ผู้ที่ติดเชื้อความกลัวโควิด-19 เล่นงาน มีเป็นสิบล้านคนแล้วนะ”

“แล้วเชื้อความกลัวนี่เอง ที่ทำให้เรามีอาการรังเกียจ เหยียดหยาม คนที่เรากังวลว่าเขาติดเชื้อหรือไม่ อย่างกรณีที่เกิดขึ้นในอิตาลีก่อนหน้านี้ ที่พวกเขารังเกียจคนเอเชีย กลัวว่าจะเป็นคนที่ติดเชื้อโควิดและเอาเชื้อมาแพร่ จนมีชาวจีนคนหนึ่งไปยืนกลางสถานที่ท่องเที่ยวชื่อดังในเมืองฟลอเรนซ์ และแขวนป้ายว่า “ผมคือคน ไม่ใช่เชื้อโรค” เพื่อเป็นการเตือนชาวอิตาลีว่า อย่ามองคนด้วยความรังเกียจเหยียดหยาม จนลืมว่า เขาคือมนุษย์”

“และทันทีที่เรามองเขาว่าเขาไม่เป็นมนุษย์ ความเป็นมนุษย์ในตัวเราก็หายไปด้วย ทำให้เราขาดความเห็นอกเห็นใจเพื่อนมนุษย์ไปโดยไม่รู้ตัว ประเด็นที่กล่าวมานี้อาตมาคิดว่ามันน่าวิตกกว่าเชื้อโควิดที่แพร่ระบาดอยู่ในตอนนี้เสียอีก”

 

“คนเราพอมีความกลัว และไม่รู้ทัน ปล่อยให้มันครอบงำจิตใจ มันไม่เพียงทำให้เราปฏิบัติกับคนรอบตัว ด้วยการแสดงความรังเกียจเหยียดหยามเท่านั้น แต่เรากำลังซ้ำเติมสถานการณ์ให้หนักขึ้นด้วย”
“อย่างความตื่นกลัว ตื่นตระหนกที่ทำให้คนกักตุนหน้ากากอนามัย สถานการณ์นี้ทำให้ผู้ที่ต้องการจะใช้หน้ากากอนามัยจริงๆ ไม่ใช่แต่เพื่อป้องกันโรคติดเชื้อโควิด-19 ก็จะไม่มีหน้ากากใช้ไปด้วย”
“ยกตัวอย่างในสหรัฐอเมริกาที่ในแต่ละปี มีคนเสียชีวิตด้วยโรคไข้หวัดใหญ่ตามฤดูกาลจำนวนไม่น้อย อย่างปี 2560 มีคนเสียชีวิตถึง 60,000 คน ผู้ป่วยเหล่านี้ต้องการหน้ากากอนามัย ในการที่จะดูแลตนเองและคนรอบข้างไม่ให้ติดเชื้อ พอเจอการกักตุนหน้ากากอย่างตอนนี้ ก็ไม่มีหน้ากากใช้”
“ยังไม่นับถึงคนที่เป็นวัณโรค ซึ่งทั้งตัวผู้ป่วยเอง คนดูแล และคนในครอบครัวก็ต้องการหน้ากากอนามัย เพื่อสวมใส่ป้องกันการติดเชื้อ ด้วยเหตุนี้ ศูนย์ CDC ของ สหรัฐอเมริกา จึงได้ออกมาประกาศขอความร่วมมือว่า ถ้าไม่จำเป็นจริงๆ อย่าไปกวาดซื้อ กักตุน หน้ากากอนามัยโดยความกลัวและขาดสติ เพราะจะทำให้คนที่มีความจำเป็นต้องใช้หน้ากากอนามัยจริงๆ ไม่มีใช้”
“คำเตือนในกรณีเดียวกันนี้ ใช้ได้กับประเทศไทยด้วย เพราะในตอนนี้ บุคลากรทางการแพทย์ โดยเฉพาะในโรงพยาบาลของรัฐ ก็ไม่มีหน้ากากอนามัยใช้เหมือนกัน เพราะการกวาดซื้อของคนทั่วไปที่กลัวว่าตัวเองจะติดเชื้อโควิด-19”

 

ใช้สถานการณ์โควิด-19 ระบาด เป็นเวลาแห่งการฝึกสติ สร้างภูมิคุ้มกันร่างกายและจิตใจ

“วิกฤตการแพร่ระบาดของโควิด-19 ยังทำให้เกิดโอกาสที่ทุกคนจะได้ฝึกเจริญสติในชีวิตประจำวันด้วย” พระไพศาล จั่วหัวหลักธรรมที่อยากสอดแทรกในการบรรยายธรรมครั้งนี้อย่างชัดเจน
“อย่างแต่ก่อนนี้เราเอามือแตะใบหน้า เช็ดถู ลูบคลำ เกา ตอนนี้เราทำแบบนั้นไม่ได้แล้ว ต้องพยายามเตือนตัวเอง มีสติรู้ เพียงแค่ยกมือจะจับหน้าก็ต้องรู้แล้วว่าทำไม่ได้ คนที่ฝึกสติในแนวทางหลวงพ่อเทียน จะได้เปรียบและรู้ดีในเรื่องนี้ เพราะได้ผ่านการฝึกสติโดยการเคลื่อนไหวมือ เวลายกมือให้รู้ตัว ให้ชะงัก ยั้งมือไว้ได้ทัน การมีสติจึงเป็นเรื่องสำคัญในการรับมือกับวิกฤตนี้อย่างแท้จริง”
“อย่างไรก็ดี วิกฤตการระบาดของเชื้อโควิดนี้ มันมาเปลี่ยนวิธีการที่ผู้คนจะบริหารจัดการอารมณ์ตัวเองไปด้วย อย่าง ญาติโยมที่จะมาฝึกจิตใจ โดยมาร่วมคอร์สปฏิบัติธรรม ก็ไม่สามารถมาทำได้ เพราะถือเป็นการมาชุมนุมและสร้างความเสี่ยงต่อการแพร่เชื้อ”
“หรือบางคน เมื่อเครียดก็ไปเดินห้าง ไปดูหนัง ในตอนนี้ก็ทำไม่ได้แล้ว หรือแม้แต่ โดยปกติทั่วไปของมนุษย์ หากต้องการกำลังใจ ก็มักจะกอด แตะ สัมผัสตัว หรือไปพบปะพูดคุยกัน เพื่อให้กำลังใจ ตอนนี้ก็ทำไม่ได้ เรียกว่า สถานการณ์โควิดนี้ มันเรียกร้องให้เราทำสิ่งตรงข้ามทั้งหมด”
“ดังนั้น สถานการณ์ที่เป็นอยู่ตอนนี้ จึงเป็นสิ่งที่มนุษย์ไม่คุ้นเคยเท่าไรนัก ขณะเดียวกัน เป็นสิ่งที่เรียกร้องให้เราต้องปฏิบัติตัวแบบใหม่ ซึ่งล้วนแล้วเป็นสิ่งที่เราไม่คุ้นเคย ทั้งการห้ามเอามือสัมผัสใบหน้า ไปจนถึงการเก็บตัวอยู่ในบ้าน ไม่ไปสุงสิงกับใคร ซึ่งไม่ใช่วิสัยหรือธรรมชาติของมนุษย์ โดยเฉพาะเวลามีภัย”

“ที่อาตมาพูดมานี้ ก็อยากจะนำเข้าสู่สิ่งที่อยากสื่อสารว่า สิ่งที่เราต้องทำในเวลานี้ คือ ต้องฝึกสติ ต้องเตรียมตัวรับวิกฤตที่อาจจะรุนแรงขึ้น ในขณะที่เรายังมีเวลา เพราะในตอนนี้เมืองไทยยังไม่เข้าสู่ภาวะวิกฤตระบาดหนักเหมือนทางฝั่งประเทศยุโรป แต่ก็ต้องไม่ประมาท เนื่องจากไม่มีอะไรแน่นอน เราอาจเข้าสู่ภาวะเช่นนั้นได้  ไม่ช้าก็เร็ว”

“และไม่ว่าจะเป็นอย่างไร สถานการณ์โควิด มีเกิดก็ต้องมีดับ ต้องมีวันที่สงบลง นี่คือสิ่งที่แน่นอนเที่ยงแท้ แต่อย่างไรก็ดี เหตุการณ์นี้ มันก็มาบอกชาวโลกว่า วิกฤตโรคติดเชื้อ เป็นปัญหาที่เราทุกคนหลีกไม่พ้น”
“ทั้งที่ก่อนหน้านี้ไม่นาน มีนักวิทยาศาสตร์ออกมาพูดชัดเจนว่า ต่อจากนี้ โรคติดเชื้อจะไม่ใช่ปัญหาของมนุษยชาติแล้ว เราสามารถจัดการกับมันได้ เพราะเราจะมีวัคซีน มียาปฏิชีวนะ ที่ใช้รักษา ต่อจากนี้ คนที่ตายเพราะโรคติดเชื้อจะมีหนทางรักษาแน่นอน ยกเว้นปัจจัยเรื่องความห่างไกล เข้าไม่ถึงบริการทางการแพทย์นั่นเป็นอีกเรื่องหนึ่ง แต่ถ้าอยู่ใกล้หมอก็ไม่มีวันตายเพราะโรคติดเชื้อแน่ เพราะเราชนะมันแล้ว”

 

“ทว่า นับตั้งแต่ที่เกิดโรคเอดส์ และจนมาวันนี้ เกิดโรคติดเชื้อโควิด-19 ก็พิสูจน์แล้วว่าเราไม่สามารถเอาชนะโรคติดเชื้อได้ เพราะมันฉลาดกว่ามนุษย์ สามารถก้าวล้ำหน้าเราไปหนึ่งก้าวเสมอ”
“และหลังจากการระบาดของโรคโควิด-19 ก็คาดการณ์ได้เลยว่า หลังจากสถานการณ์การระบาดของโรคโควิด-19 สงบลง ก็จะต้องมีโรคติดเชื้อใหม่ๆ เกิดขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งสาเหตุก็เกิดขึ้นจากตัวมนุษย์เอง นี่จึงเป็นอุทาหรณ์ให้ได้คิดกันต่อว่า เราจะรับมือกับอุบัติการณ์โรคติดเชื้อนี้อย่างไรต่อไป”
“ทั้งนี้ หลักธรรมที่ซ่อนอยู่ในความจริงนี้คือ เชื้อโรคอยู่คู่กับมนุษย์ฉันใด ความทุกข์มันก็อยู่คู่กับมนุษย์ฉันนั้น ดังนั้น การที่เราจะคาดหวังว่าชีวิตนี้เราจะไม่มีความทุกข์เลย มันเป็นไปไม่ได้ ความทุกข์เป็นเรื่องธรรมดาที่จะเกิดขึ้นกับชีวิตของเราเช่นเดียวกับโรคติดเชื้อก็จะอยู่คู่โลกไปชั่วกาลปาวสาน”
“ที่กล่าวมานี้ แม้จะดูเป็นเรื่องร้าย แต่ในเรื่องร้ายย่อมมีเรื่องดีให้เรียนรู้ คือ เชื้อโรคมันทำอะไรเราไม่ได้ถ้าเรามีภูมิคุ้มกันที่ดี ตอนนี้มีคนมากมายที่มีเชื้อโรคอยู่ในตัวแต่ไม่ล้มป่วย นั่นเพราะคนนั้นมีภูมิคุ้มกันที่ดี ไม่บกพร่อง”
“และเช่นกัน ภูมิคุ้มกันสามารถเกิดขึ้นที่ใจได้ และมีผลช่วยไม่ให้ใจเราทุกข์ได้ด้วย บางครั้ง เกิดความสูญเสีย เจ็บช้ำน้ำใจจากการต่อว่าด่าทอ แต่เราไม่ทุกข์ก็ได้ นั่นเพราะเรามี “ภูมิคุ้มใจ””
“ถามว่าภูมิคุ้มใจ คืออะไร ก็ต้องตอบว่า คือ สติ ที่เป็นเครื่องรักษาจิตใจให้ดีได้ ช่วยทำให้ความทุกข์ไม่สามารถทะลุทะลวงเข้ามาในจิตใจของเราได้ พระพุทธเจ้า พระองค์เปรียบ สติ เหมือน ทหารหรือยามเฝ้าประตูเมือง เมืองนี้คือ “จิตตนคร””
“ดังนั้น สถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 จึงเป็นบทเรียนชีวิตที่มาเตือนให้มนุษย์เราเห็นว่า ต่อไปเราต้องเจอกับเชื้อโรคอีกมากมายที่จะรุกล้ำเข้ามาทำให้เราป่วยได้ทั้งกายและใจ”
“แต่ตราบใดที่เรามีภูมิคุ้มกันร่างกายที่ดีเชื้อโรคก็ไม่สามารถมาทำอันตรายเราได้ เช่นกันกับ ต่อไป เราต้องเจอกับความทุกข์อีกมากมาย ตลอดชีวิตของเรา แต่ความทุกข์นั้นจะไม่สามารถทำให้จิตใจเราหม่นหมองลงได้ ถ้าเรามี ภูมิคุ้มกันจิตใจ หรือ ภูมิคุ้มใจ ที่ดี “มีสติ” แน่นอนว่าเราอาจจะทุกข์แต่พอถึงจุดหนึ่งเราก็จะกลับมาเข้มแข็งได้เหมือนเดิมในอีกไม่ช้าไม่นาน”
Facebook Comments

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *