INEWHORIZON

ขอบฟ้าใหม่

กิติมา อมรทัต  ไร่นาน อรุณรังษี สองปัญญาชนมุสลิมร่วมสมัย (11)

กิติมา อมรทัต  ไร่นาน อรุณรังษี สองปัญญาชนมุสลิมร่วมสมัย (11)

จรัญ มะลูลีม

กิติมา อมรทัต กับวรรณกรรมอินเดีย (ต่อ)

ประมาณปี 1930 ได้มีความเปลี่ยนแปลงในท่าทีของนักเขียนอย่างช้าๆ กล่าวคือนักเขียนชักมีแนวโน้มไปในทางชาตินิยมมากกว่าอย่างอื่น   เช่นเรื่องของ ร.ว. เดซาย ทุมเกตุ กุนวันท์วยาจารย์และคนอื่นๆ ได้เริ่มเขียนเรื่องที่เกี่ยวข้องกับปัญหาอื่นๆ ออกไปอีกเช่นปัญหาการแต่งงานข้ามวรรณะหรือข้ามถิ่น ปัญหาอาชญากรวัยรุ่น  ปัญหาเสรีภาพของศิลปินในสังคม  ลักษณะที่ผิดศีลธรรมของวรรณกรรม  การแข็งข้อของกรรมกรและปรัชญาเรื่องการปรองดองระหว่างวรรณะ เป็นต้น  เช่นเรื่องสุชีลาชะเดฟ (พระเจ้าของสุชีลา) โดย ว.ม.โยศีและพราหมัณกันยา (สาวพราหมณ์) เป็นต้น

แต่การแหวกทางอย่างจริงจังจากขนบธรรมเนียมโบราณเกิดขึ้นใน ค.ศ. 1934 เมื่อ พ.ย. เทศบัณเฑ ได้เขียนเรื่อง บัณฑะนาศยา (พ้นพันธะ) ส่งเสริมการแต่งงานด้วยความรักระหว่างหนุ่มพราหมณ์ชั้นกลางตระกูลสูงกับหญิงโสเภณีธรรมดา  นักเขียนอื่นๆ เช่น ขัณเฑกัร ภัฏเก มาลาติไบ เวทกัรและวิภาวารี ศีรุกัร ก็ได้นำตัวพระเอกนักสังคมแบบอุดมคติกับนางเอกที่มีวิญญาณของนักปฏิวัติมาสู่นวนิยายของเขา

สำหรับงานวรรณกรรมภาษาฮินดีระยะนี้เป็นสมัยของเปรมจันทร์ และโกชิค ประทาปนารายณ์ ศรีวัสตาวะ ผกาวาติ    จรัญ วรมา สุดาจันทร์ และนักเขียนอื่นๆ อีกมากผู้เดินตามรอยเท้าของเปรมจันทร์

นักเขียนเหล่านี้ได้ใช้นวนิยายสังคมเป็นเครื่องมือปฏิรูปสังคมและโฆษณาปลุกเร้ามนุษยธรรม   ปัญหาที่ว่าศิลปะควรเป็นไปเพื่อศิลปะหรือว่าเพื่อชีวิตนั้น   ใครจะตอบว่าอย่างไรก็ตามที  แต่ความจริงมีอยู่ว่านักเขียนดีๆ ส่วนใหญ่ของอินเดียโดยเฉพาะนักเขียนที่ยิ่งใหญ่ที่สุด   ได้เข้ามาเกี่ยวข้องโดยตรงหรือไม่ก็โดยทางอ้อมกับปัญหาสังคม ซึ่งเขาได้แลเห็นอยู่หรือกำลังต่อสู้อยู่   นักเขียนต่างก็ไขว่คว้าหาอุดมการณ์ที่ตนจะยึดเอาไว้เป็นหลัก

ผลของการไขว่คว้าหาอุดมการณ์นี้ได้จะเรียกให้ถูกต้องก็คือ “โซเชียลลิสท์ เรียลลิสม์” (สัจจนิยมของนักสังคมนิยม) นั่นเอง

ในปลายระยะปี 1930-1940 ได้มีการแปลงานของกอร์กี้ อัพตัน ซินแคลร์ วิคเตอร์ ฮูโก เตอร์ยีเนฟ คนุท แฮมสัน สไตน์เบค ไดรเซอร์ และหลู่ซุ่น ออกมาเป็นภาษาอินเดียหลายภาษา  นวนิยายอย่างเรื่อง กระท่อมของลุงทอม และแนวรบด้านตะวันตกสงบแล้ว  เป็นที่นิยมของคนรุ่นใหม่เป็นอย่างมาก

ในจำนวนนวนิยายรัสเซียที่ได้รับการแปลออกเป็นภาษาอินเดียมากภาษาที่สุดก็คือเรื่องแม่ของกอร์กี้ สานี คุรุญี นักเขียนผู้เป็นนักสังคมนิยมได้เขียนเรื่องศยามชิไอ มีแนวคล้ายเรื่องแม่และทำเป็นบทภาพยนตร์ได้รับรางวัลของประธานาธิบดีอินเดีย

ตรงนี้น่าจะได้กล่าวถึงสมาคมนักเขียนกลุ่มก้าวหน้า เสียด้วยเพราะเหตุว่านวนิยายการเมืองในภาษาอินเดียนั้นมีส่วนเกี่ยวข้องกับสมาคมนี้อยู่เป็นอันมาก   สมาคมนี้เป็นขบวนการที่เกิดขึ้น แรกเริ่มในวงวรรณกรรมเพื่อจะสะท้อนถึงวิญญาณแห่งการปฏิวัติและ “ความเสมอภาค เสรีภาพ และภราดรภาพ” ตามแบบการปฏิวัติในฝรั่งเศส    สงครามประกาศอิสรภาพของอเมริกา และการปฏิวัติของรัสเซีย

นักเขียนในกลุ่มนี้ยึดหลักความมีเสรีและมนุษยธรรม  มักใช้สำนวนภาษาที่รุนแรงมีพลัง   ในบางระยะเช่นตอนปลายปี 1940-50  ขบวนการนี้มาถึงสภาพที่หยุดชะงักเกือบสิ้นลมปราณ  แต่ก็กลับฟื้นขึ้นมาอีกได้ในระยะต่อมา  คำขวัญที่โปรดปรานของนักเขียนกลุ่มนี้ก็คือ วรรณกรรมควรเร้าให้เกิดสงครามระหว่างชนชั้น   และศิลปะควรเป็นผลิตผลของพลังแห่งเรื่องราวจากประวัติศาสตร์

นับตั้งแต่ปี 1934 เป็นต้นมาขบวนการนี้มีแนวโน้มไปในทางนิยมรัสเซียเป็นอย่างมาก   เมื่อรพินทรนารถ ฐากูร กลับจากรัสเซีย ท่านได้เขียนเรื่องที่มีชื่อเสียงมากชื่อว่าจดหมายจากรัสเซีย เป็นภาษาเบงกาลี พรรคคองเกรสโซเซียลลิสท์ ได้ถูกจัดตั้งขึ้นในบอมเบย์  และสหพันธ์นักเขียนกลุ่มก้าวหน้าก็ถูกจัดตั้งขึ้นที่กรุงปารีสโดย ดร.มุลก์ราช อนันต์ สัจจะ  สาหิรและราชา เรา อิกบาล สิงห์ และอะห์มัด อาลีก็ได้เข้าร่วมในขบวนการนี้ด้วย

ระหว่างปี 1935-36 เป็นระยะที่มีความนิยมลัทธิสังคมนิยมเป็นอย่างมากในอินเดีย   ที่เมืองลัคเนาว์อันเป็นเมืองหลวงของแคว้นอุตรประเทศ   เปรมจันทร์ได้จัดตั้งสมาคมนักเขียนกลุ่มก้าวหน้า  ขึ้นในปี 1935 โดยได้รับการสนับสนุนจากรพินทรนาถ ฐากูร และวัลลศัร นักเขียนกลุ่มนี้มีแนวเอียงซ้ายอันจะแลเห็นได้อย่างชัดเจนจากนวนิยายที่เขาเขียนขึ้นมาในสมัยนั้น เช่นเรื่อง ปาเตรดาบี (วิถีแห่งการประท้วง) ของสารัทจันทร์ ฉัตรญี จาร์อธัตยายะ (สี่บท) ของรพินทรนารถ ฐากูร อุลกา (ลูกอุกาบาท) ของ ว.ส.กัณฑกัร มุขตาตมะ (วิญญาณอิสระ) ของมาธุรกัร เปรมาศรมของเปรมจันทร์และเดชโดรหิ (ผู้ทรยศ) ของยัศปาล

ถ้าเราลองวิเคราะห์ดูบทบาทของตัวเอกที่มีลักษณะโรแมนติคผสมกับลักษณะของนักปฏิวัติในเรื่องเหล่านี้   เราก็จะสรุปได้ว่านักเขียนอินเดียระยะนั้นยังไม่แลเห็นภาพพจน์ของสังคมนิยมที่ชัดเจนนัก  พวกเขาต้องการให้มีการเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็วและไม่ต้องการความรุนแรง    ความโกรธแค้นที่เขามีต่อนักจักรวรรดินิยม   นักทุนนิยม นักโบราณนิยม นักคณะนิยมและผู้ที่สนับสนุนการแยกประเทศนั้นจะแลเห็นได้อย่างชัดแจ้ง

ในปี 1936 เราจะแลเห็นร่องรอยของอิทธิพลของมาร์กซิสม์ที่มีอยู่ในวรรณกรรมอินเดียได้อย่างชัดเจน  เปรมจันทร์ซึ่งตอนนั้นเป็นประธานของสมาคมนักเขียนกลุ่มก้าวหน้าได้กล่าวในการประชุมของสมาคมที่ลัคเนาว์ว่า “… ความฟุ่มเฟือยนั้นไม่อาจจะไปกับศิลปะได้ดี   ถ้านักเขียนร่ำรวยและหน้าบาน จงตั้งข้อสงสัยเขาไว้ก่อน  นักเขียนไม่ควรจะเป็นเจ้าของความหวานชื่น   ตะเกียงดินเผานั้นควรจะให้เปลวไฟที่เข้มแข็งและสุกใส  ถ้าเราเอาน้ำมันเติมลงไปมากๆ เปลวไฟของมันก็จะหรี่และจะดับไปเลย ….”

เราจะต้องแน่ใจว่างานวรรณกรรมของเรามีคุณภาพที่จำเป็นเหล่านี้คือมีความคิดที่สูงส่ง   มีลมหายใจของอิสระเสรีภาพ  มีความงามและวิธีเขียนที่กระจ่างชัด   และสะท้อนภาพความสงบและความวุ่นวายของชีวิตได้อย่างแจ่มแจ้ง  … มันต้องให้จุดหมายแก่เรา  มันต้องทำให้เรามีชีวิตอยู่  มันต้องทำให้เราคิด”

ศิลปะเพื่อศิลปะ  สำหรับเปรมจันทร์” ไม่ต้องสงสัยว่างานชิ้นแรกๆ ของเขาจะมีความกระตือรือร้นแบบอุดมคติอยู่มาก    แต่ตอนหลังกลายเป็นลักษณะสังคมสัจจนิยมมากขึ้น  เพราะท่านไม่สามารถจะอยู่ใน “หอคอยงาช้าง” ของนักอุดมคติต่อไปได้นาน

ความเปลี่ยนแปลงของเปรมจันทร์นี้เกิดขึ้นเมื่อเขากลับมาจากการไปทำงานเป็นนักเขียนบทภาพยนตร์ให้บริษัทสร้างภาพยนตร์แห่งหนึ่ง    เขาได้แลเห็นการใช้เงินกดหัวนักเขียนไม่ให้มีอิสระเสรีภาพ  เขาจึงได้ลาออกจากงานนั้น   เปรมจันทร์แลเห็นปัญหารอบตัวซึ่งเขาต้องการจะให้มันหมดไปจึงได้มุ่งหน้าเขียนเรื่องในแนวสังคมนิยม    แต่เขาก็มิได้สั่งสอนถึงความจำเป็นของการปฏิวัติแบบนองเลือดเลย

นักเขียนกลุ่มก้าวหน้าได้รับแรงกระตุ้นอย่างมากในปี 1942  เมื่อมีการประชุมนักเขียนกลุ่มแอนตี้ฟาสซิสม์ ขึ้นที่กรุงเดลี นักเขียนฝ่ายซ้ายจำนวนมากได้มาร่วมประชุมนี้  การแอนตี้ฟาสซิสม์นี้ รวมถึงแอนตี้นาซีเยอรมัน – อิตาลี – และญี่ปุ่นด้วย

เหตุการณ์ใหญ่อีกเหตุการณ์หนึ่งที่ทำให้ความรู้สึกของนักเขียนกลุ่มนี้เข้มข้นมากขึ้นก็คือวิกฤตการณ์ข้าวยากหมากแพงที่แคว้นเบงกอลเมื่อปี 1943 จึงมีการแอนตี้นักกักตุนสินค้า   นิตยสารชื่อฮันส์ ของสมาคมนักเขียนกลุ่มก้าวหน้าออกสู่ตลาดในตอนนี้

มหาเทวี วรมาได้รวบรวมบทกวีที่เขียนโดยกวีใหญ่ๆ หลายคน   อมฤตลาล นาคร เขียนนวนิยายเรื่องมหากาล ดาราศังกร วัณณญี เขียนเรื่องมันวัลตัร (ปลายยุค)  ภวานี ภัฏฏาจารย์ เขียน  So Many Hunger (ร้อยหิว) เหตุร้ายในเบงกอลครั้งนี้ทำให้นักเขียนหลายคนเช่น กฤษาณจันทร์ และควาญา อะห์มัดอับบาส เขียนเรื่องที่เกี่ยวกับการแตกสลายของมนุษยธรรมอย่างน่าบาดใจ

ความขาดแคลนอาหารคราวนั้นเป็นเรื่องที่มนุษย์ก่อขึ้นเองด้วยความละโมบเห็นแก่ตน   พวกนักเขียนฝ่ายซ้ายได้ไหมไฟแห่งสงครามระหว่างชนชั้น  และชี้ให้เห็นว่าสงครามคือต้นเหตุของโศกนาฏกรรมเช่นนี้  ความใจแคบใจร้ายมิใช่ธรรมชาติที่แท้จริงของมนุษย์  แต่มันเกิดขึ้นมาในตัวมนุษย์เพราะแรงดันอย่างหนักจากภายนอก   มนุษย์เริ่มหมดศรัทธาในมนุษย์ด้วยกันเองเสียแล้ว

ต่อมาเมื่อมีการรบกันที่ชายแดนแคว้นกัษมีระ (แคชเมียร์) ก็มีการเขียนเรื่องแอนตี้ผู้รุกรานและการรุกรานทั้งหมดนี้เป็นวิถีทางซึ่งสอดคล้องกับนโยบายต่างๆ ของอินเดีย   เช่นนโยบายไม่รุนแรงไม่ร่วมมือ ไม่เสียภาษี ไม่ต่อต้าน ไม่ร่วมมือในสงคราม ฯลฯ ที่จริงนักเขียนกลุ่มก้าวหน้านั้นไม่ใช่ว่าจะเป็นคอมมิวนิสต์หรือเป็นสมาชิกพรรคการเมืองหรือองค์การทางการเมืองไปเสียทุกคนไป

บทบาทของขบวนการกลุ่มก้าวหน้านี้สำคัญอยู่ไม่น้อย   ไม่สมควรที่เราจะมองดูว่าเป็นเพียงความเห่ออยากเล่นการเมืองปลอมๆ หรือเป็นแฟชั่นชั่วครั้งชั่วคราวเท่านั้น     ความสำเร็จของนักเขียนกลุ่มก้าวหน้านี้อยู่ในความพยายามที่จะวาดภาพ “ก้นนรกชั้นต่ำ” หรือ “เสียงจากนรก”   ออกมาให้ผู้อ่านได้มองเห็น

Facebook Comments

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *