INEWHORIZON

ขอบฟ้าใหม่

เฮ็ม มอคแทน เราไม่จำเป็นต้องตายที่จะสูญเสียชีวิตของเรา

เฮ็ม มอคแทน เราไม่จำเป็นต้องตายที่จะสูญเสียชีวิตของเรา

บุคคลหลายคนมี “เรื่องราวจุดเปลี่ยนชีวิต ” เรื่องราวเกี่ยวกับเหตุการณ์หรือประสบการณ์ที่เปลี่ยนแปลงทุกสิ่งทุกอย่างแก่พวกเขา ต่อเธอแล้วจะเกิดขึ้นจากบทความของวารสารเกี่ยวกับเด็กชายชื่ออิคบอล มาซี ถูกขายเป็นทาสโดยครอบครัวของเขาเมื่ออายุสี่ปี นินา สมิธ เป็นผู้สนับสนุนสิทธิของแรงงานและเด็ก เธอเป็นซีอีโอของกูดวีฟ อินเตอร์แนชั่นแนล นำภายในสี่ด้านของโครงการที่สำคัญเชื่อมโยงระหว่างกันคือ ใช้พลังตลาด ทำความสะอาดลูกโซ่อุปทาน สร้างโอกาสทางการศึกษา และปรับปรุงสภาวะแก่คนงานทุกคน ในฐานะของผู้เชี่ยวชาญการแก้ปัญหาการละเมิดสิทธิแรงงาน นินา สมิธ ได้ทุ่มเทที่จะสิ้นสุดแรงงานเด็กและเเรงงานบังคับจากมือของผู้ผลิตไปสู่ผู้บริโภค นินา สมิธ เป็นผู้ชนะรางวัลของสโกลล์ต่อการเป็นผู้ประกอบการเพื่อสังคม เป็นทั้งผู้นำภายในการต่อสู้ที่จะกำจัดแรงงานเด็กผิดกฏหมายของลูกโซ่อุปทานโลก และผู้สังเกตุการณ์ของอุตสาหกรรมพรมถักมือตลอดยี่สิบห้าปี นินา สมิธได้มองเห็นอย่างมากมาย
นินา สมิธ เป็นผู้สนับสนุนสิทธิแรงงานและเด็ก เธอเป็นซีอีโอของกูดวีฟ อิน
เตอร์แนชั่นแนล ก่อนหน้านี้จะเรียกกันว่ารักมาร์ก เครือข่ายขององค์การที่ไม่แสวงหากำไรทุ่มเทที่จะยุติแรงงานเด็กผิดกฏหมายภายในอุตสาหกรรมพรม ก่อตั้งโดยนักเคลื่อนไหวสิทธิของเด็กและผู้ได้รับรางวัลโนเบล สาขาสันติภาพไกรลาส สัตยาธิ กูดวีฟได้เสนอโครงการรับรองที่อนุญาติให้บริษัทผ่านการตรวจสอบติดโลโก้รับรองว่าผลิตภัณฑ์ของพวกเขาถูกผลิตโดยไม่ใช้แรงงานเด็ก
ในฐานะของผู้เชี่ยวชาญของการแก้ปัญหาการละเมิดสิทธิแรงงาน นินา สมิธ ได้กล่าวว่า เธอได้ยุ่งเกี่ยวกับการเคลื่อนไหวที่จะยุติการเป็นทาสของเด็ก เพราะว่าเด็กชายชื่ออิคบอล มาซี อิคบอล มาซี เป็นทาสทอพรมเมื่ออายุสี่ปี การเสียชีวิตของเขาได้ช่วยบันดาลใจการกำเนิดของกูดวีฟ นินา สมิธ ได้อ่านเรื่องราวของอิคบอลภายในแวนิตี้ แฟร์ เมื่อวันที่ 16 เมษายน 1995 เด็กชายอายุ 12 ปี อิคบอล มาชี ได้ถูกยิงถึงแก่ชีวิตในขณะที่กำลังขี่จักรยานอยู่ที่บ้านเกิดของเขาภายในปากีสถาน เขาได้หลบหนีจากแรงงานบังคับภายในอุตสาหกรรมทอพรมสองครั้ง และได้เดินทางไปอเมริกาพูดถึงความน่ากลัวที่ได้ขโมยความเป็นเด็กของเขา ด้วยการพิจารณาอย่างกว้างขวางต่อการฆาตกรรมการเคลื่อนไหวของเขา อิกบอล มาซี ได้กลายเป็นสัญลักษณ์ของการต่อสู้ต่อต้านแรงงานเด็กภายในโลกที่กำลังพัฒนา สี่ปีต่อมาและห่างไกลเป็นพันไมล์ เรื่องราวของอิคบอล มาซีได้กลายเป็นความสนใจของนินา สมิธ
นินา สมิธ ได้กล่าวว่า เธอได้อ่านบทความเกี่ยวกับอิคบอล มาซี ภายในบทความของแวนิตี้ แฟร์ ค.ศ 1994 ภายหลังการฆาตกรรมของเขา และเรา
เพิ่งจะเปิดตัวภายใต้ชื่อของรักมาร์ค และได้เตือนเธอว่าเรามีสิทธิแรงงานถูกละเมิดอย่างร้ายแรงภายในลูกโซ่อุปทาน เธอคิดว่าโมเดลที่กำลังพัฒนาที่นี่สมบูรณ์อย่างแท้จริง เพราะว่ามันกำลังทำงานต่อต้านแรงงานเด็กภายในตลาดพรม ด้วยลูกค้าที่เราสามารถสื่อสารได้ง่าย
เรื่องราวของอิคบอล มาซี ได้ผลักดันเธอไปถึงจุดของความต้องการทำงานกับสิ่งนี้ และป้องกีนเด็กคนอื่นภายในการเป็นทาสแรงงานเด็ก อิคบอล มาซี ได้หลบหนีจากแรงงานเด็กและเริ่มต้นกลายเป็นนักเคลื่อนไหวเพื่อเด็กที่ยังคงอยู่กับเครื่องทอ เขาได้รางวัลสิทธิมนุษย์ของรีบอคเมื่อ ค.ศ 1990 เละถูกฆาตกรรมจากการเคลื่อนไหวของเขาเมื่อกลับมาที่ปากีสถาน เขายอมสละชีวิตอย่างแท้จริงเพื่อการต่อต้านแรงงานเด็ก การเล่าเรื่องเขาทำให้เธอรู้สึกต่อสาเหตุนี้ และช่วยเธอเตือนบุคคลอื่นทำไมงานนี้ที่เราทำอยู่มีความสำคัญมาก เรามีเด็กประมาณ 250,000 คนกำลังทำงานเหมือนกับอิคบอล มาซี หน้าตาและเรื่องราวและชื่อคือ สิ่งที่เชื่อมโยงบุคคลอย่างแท้จริงต่อปัญหา และความทรงจำอิคบอล มาซีเตือนเธอทำไมเธอทำสิ่งที่เธอทำ
นินา สมิธ กำลังมีส่วนร่วมภายในการค้าที่เป็นธรรมที่ได้ช่วยเริ่มต้นสมาพันธ์การค้าที่เป็นธรรม สมาคมที่ไม่แสวงหากำไรสนับสนุนธุรกิจการค้าที่เป็นธรรม เธอได้กลายเป็นถูกกระตุ้น เพราะว่าบทความของอิคบอล มาซีได้กล่าวถึงรักมาร์ค ในขณะนี้คือกูดวีฟ และกล่าวถึงผู้ก่อตั้งของพวกเขา ไกรลาส สัตยาธิ
ไกรลาส สัตยาธิ เป็นนักปฏิรูปสังคมชาวอินเดีย รณรงค์ต่อต้านแรงงานเด็ก
และสนับสนุนสิทธิโดยทั่วไปของการศึกษา เขาได้ได้รับรางรางวัลโนเบล สาขาสันติภาพ ร่วมกับมาลาลา ยูซาบไซ เมื่อ ค.ศ 2014 ต่อการเคลื่อน
ไหวการต่อต้านแรงงานเด็กของเขา และต่อสิทธิของเด็กทุกคนภายในการศึกษา เขาได้ก่อตั้งกูดรีฟเมื่อ ค.ศ 1994 ที่จะช่วยยุติแรงงานเด็กภายในอุตสาหกรรมพรมทอด้วยมือที่เอาเปรียบเด็กประมาณ 200,000 คนภายในอินเดีย ปากีสถาน เนปาล และประเทศเอเชียใต้อื่น เด็กได้ถูกขายหรือลักพาตัว ทำงานวันละ 12 ชั่วโมง ทอพรมภายในสภาวะที่อันตราย
เมื่อกลาง ค.ศ 1990 ไกลลาส สัตยาธิ เป็นบุคคลที่ปรากฏขึ้นภายในการเคลื่อนไหวต่อต้านแรงงานเด็ก เมื่อ ค.ศ 1998 ไกรลาสได้คิดแนะนำการเดินขบวนของโลกต่อต้านแรงงานเด็ก การเดินขบวนทางไกล 80,000 กิโลเมตรข้าม 103 ประเทศ ขยายความต้องการของโลกต่อต้านแรงงานเด็ก นี่ได้กลายเป็นการเคลื่อนใหญ่ที่สุดภายในนามของเด็กที่ถูกเอาเปรียบ การเดินขบวนของเขาได้รับการยกย่องด้วยรางวัลโนเบิลที่เขาได้ร่วมอย่างเท่าเทียมกับมาลาลา ยูซาฟไฟ เธอได้รับความสนใจอย่างมากจากโลก และไม่มีใครที่ควรจะลืมอิกบอล มาซี เด็กปากีสถานที่บันดาลใจพวกเขาทั้งสองคน การถูกลอบสังหารของอิกบอลได้เปลี่ยนแปลงโลกของเด็ก เด็กคนนี้ได้ให้อิสระภาพแก่เด็ก 3,000 คน และทำให้อุตสาหกรรมพรมของปากีสถานลดลงมา 37 ล้านเหรียญเพียงภายในไม่ถึงปี
ผลงานของอิกบอล มาซี ได้บันดาลใจหนังสือและภาพยนตร์ชื่อ “Iqbal” เมื่อ ค.ศ 2014 ไกรลาส สัตยาธิ ได้กล่าวถึงอิกบอลภายในการปราศัยรางวัล
โนเบิลของเขา การทุ่มเทต่อเขาและผู้สละชีวิตคนอื่น
พลเมืองของโลกจำนวนมากโดยเฉพาะภายในประเทศยากจนจะประกอบด้วยเด็กและคนหนุ่มสาว เพื่อที่จะบรรลุสันติภาพของโลก สิทธิของเด็กและคนหนุ่มสมควรจะถูกเคารพ ภายในการทำตามประเพณีของมหาตมะ คานธี ไกรลาส สัตยาธ ได้ใช้การต่อสู้อย่างสันติหยุดใช้ประโยชน์เด็กเป็นแรงงานไม่ให้เข้าโรงเรียน
เด็กจะต้องได้รับสิทธิการศึกษา แต่ในขณะนี้เด็กต้องถูกศึกษาเกี่ยวกับสิทธิของพวกเขา นี่คือความท้าทายใหม่เผชิญโดยไกรลาส สัตยาธิ เขาได้อยู่ ณ แถวหน้าของการต่อสู้แรงงานเด็กนับตั้งแต่ ค.ศ 1980 เมื่อเขาได้สร้างขบวนการช่วยเหลือเด็กของเขา ที่ได้ช่วยปลดปล่อยเด็กมากกว่า 85,000 คน
ภายในอินเดียจากการเอาเปรียบ – ผ่านทางการศึกษาและการฟื้นฟู
ไกลลาส สัตยาธิ ได้เล่าว่า เมื่อเขามีอายุห้าปี วันแรกของการไปเโรงเรียน เขาได้มองเห็นเด็กคนหนึ่งอายุใกล้เคียงกับเขา นั่งภายนอกโรงเรียนและมองดูที่รองเท้าของผม เขามีกล่องขัดรองเท้าอยู่ข้างหน้าเขา ผมกระวนกระวายใจมาก คำถามแรกของผมต่อครูคือ ทำไมเด็กชายอยู่ข้างนอกไม่ได้อยู่ข้างในโรงเรียน ครู้ได้กล่าวว่ามันธรรมดามากต่อเด็กยากจนต้องทำงาน
วันหนึ่งผมได้ถามพ่อของเด็กชายคนนี้เกี่ยวกับสิ่งนี้ และเขาได้กล่าวว่าพ่อและลุงของเขาเป็นช่างขัดรองเท้าด้วย คุณไม่รู้ว่าบุคคลเหมือนกับคุณเกิดมาที่จะไปโรงเรียน และบุคคลเหมือนกับเราเกิดมาที่จะทำงาน คำถามนั้นยังคงอยู่กับผม แต่ผมไม่มีคำตอบในฐานะของเด็ก เมื่อผมมีอายุมากขึ้น ผมได้รักษาหนังสือโรงเรียนเล่มเก่าไว้ และรวบรวมเงินจากกระเป๋าของผมจ่ายค่าเล่าเรียนแก่เด็กยากจน ผมได้ฝึกอบรมเป็นวิศวกรไฟฟ้า แต่ความรู้สึกว่าผมควรจะทำบางสิ่งบางอย่างแก่เด็กเหล่านี้ไม่เคยออกไปจากผม ผมได้ออกจากงานของผมที่จะกลายเป็นยุ่งเกี่ยวอย่างแท้จริงกับเด็ก
ตั้งแต่ตอนเริ่มต้น เมื่อผมได้เขียนและพิมพ์ใบปลิวจำนวนมากแจกจ่ายภายในตลาดเพื่อการรณรงค์ครั้งแรกของเรา ผมเชื่อว่าการศึกษาและการปลดปล่อย
เป็นสองด้านของเหรียญเดียวกัน เมื่อผมได้พยายามครั้งแรกนำปัญหาของแรงงานเด็กไปวงสู่สาธารณะ อินเดียไม่มีกฏหมายต่อต้านแรงงานเด็กจนกระทั่ง ค.ศ 1986 ผมได้ต่อสู้หกปีเพื่อกฏหมายนี้ แต่มันยังคงไม่สมบูรณ์ ดังนั้นการต่อสู้จะดำเนินต่อไป
เมื่อผมได้ปลดปล่อยเด็กจากการเป็นทาส และขอให้พวกเขาเข้าโรงเรียน ผมได้ถูกดูหมิ่นหลายครั้ง ผมได้ถูกบอกว่าพวกเขาสกปรก พวกเขาไม่ได้เชิญ เราไม่สามารถมีพวกเขาที่นี่ได้ ผมได้พูดกับนักกฏหมาย เขาได้อธิบายว่าอินเดียไม่มีชั้นการศึกษาเป็นสิทธิมนุษย์ภายในรัฐธรรมนูญ เราได้มีการรณรงค์ของมวลชนนำไปสู่การแก้ไขรัฐธรรมนูญของเรา การทำให้การศึกษาเป็นสิทธิมนุษย์
เราต้องใช้สองทศวรรษก่อนที่แรงงานเด็กจะกลายเป็นปัญหาโลก เมื่อเราได้ก่อตั้งขบวนการช่วยชีวิตเด็กเมื่อ ค.ศ 1990 ภายในอินเดีย สหประชาชาติไม่มีเครื่องมือทางกฏหมายระหว่างประเทศใดเลยที่จะป้องกันแรงเด็ก เมื่อ ค.ศ 1993 ขบวนการช่วยชีวิตเด็ก ได้ริเริ่มการรณรงค์ครั้งแรกด้วยรูปแบบของการเดินขบวนต่อต้านแรงงานเด็กภายในอินเดีย
ห้าปีต่อมาเราได้เปิดตัวการเดินขบวนโลก 80,000 กิโลเมตร ต่อต้านแรงเด็กทั่วทั้ง 103 ประเทศสิ้นสุดหกเดือน เมื่อ ค.ศ 2017 บาร์ราต ยาตรา การเดินขบวน
ที่จะยุติการละเมิดทางเพศและการค้ามนุษย์ บาร์ราต ยาตรา การชุมนุมทั่วประเทศครอบคลุม 11,000 กิโลเมตร ตลอด 36 วัน เป็นเสียงเรียกร้อง ทำให้อินเดียปลอดภัยอีกครั้งหนึ่งเพื่อเด็ก การล่วงละเมิดทางเพศเด็กเป็นปัญหาที่เจริญเติบโตทั่วโลก แต่ภายในอินเดียมันได้กลายเป็นการลุกลามสมัยใหม่
เด็กวัยหนุ่มสาวถูกละเมิด ข่มขืน หรือค้าเป็นประจำวัน
เด็กจะถูกขายทุกสองนาที และการละเมิดทางเพศทุกครึ่งชั่วโมง ภายในกรณีส่วนใหญ่ผู้กระทำผิดเป็นคนขับรถยนต์โรงเรียน ครู และครูพิเศษ เราได้ต่อสู้ตลอดเวลาเพื่อเด็กทุกคนที่จะอยู่ภายในโรงเรียน แต่ที่จริงแล้วเด็กไม่ได้ปลอดภัยที่นี่อยู่้เสมอ วันนี้เรารู้ว่าจำนวนแรงงานเด็กได้ลดลงจากมากกว่า 260 ล้านคนเป็น 152 ล้านคน ดังนั้นเราได้บรรลุความสำเร็จอย่างมากแต่ยังไม่พอ
ถ้าโลกสามารถยื่นไปยังดาวอังคารได้ ทำไมเราไม่ยื่นไปยังเด็กทุกคนที่อยู่ภายในอันตราย
ไกรลาส สัตยาธิ พูด 20 ปี ไม่ได้เป็นเวลาที่ยาวนานภายในประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติ แต่การบรรลุภายในการลดแรงงานเด็กจะไม่ธรรมดา เราจำได้ว่าบุคคลหลายล้านคนออกมาบนถนนได้อย่างไร โดยเฉพาะเด็กและคนหนุ่มสาวกล่าวว่าไม่มีแรงงานเด็ก เรายังจำคำขวัญเหล่านี้ได้
เสียงดังก้องภายในอาคารนี้ เมื่อคนวัยหนุ่มสาว เหยื่อของการเป็นทาส การค้ามนุษย์ แรงงานเด็ก แรงงานบังคับ จำนวนมาก พวกเขาได้เข้ามาด้วยคำขวัญ
ไม่มีเครื่องมือภายในมืออีกต่อไป เราต้องการหนังสือ เราต้องการของเล่น ไม่มีแรงงานเด็กอีกต่อไป เราต้องการการศึกษา
ไกรลาส สัตยาธิ ได้เปิดตัวรักมาร์คที่จะรับรองพรมผลิตโดยไม่มีแรงงานเด็ก ผลงานของเขาได้ปูทางแก่มาลาลา ยูซาปไซ และคนรุ่นต่อไปของนักเคลื่อนไหวดำเนินตามสิ่งที่อิกบอล มาซี ได้เริ่มต้น การต่อสู้ของมาลาลาเองภายในนามของเด็กหญิงเกือบทำให้เธอต้องเสียชีวิตจากกลุ่มตาลิบันมีรากเหง้าภายในเมืองที่อิกบอลถูกฆ่า
ภายใต้ความต้องการใช้ความเฉียบแหลมทางธุรกิจและภูมิหลังการค้าที่เป็นธรรมของเธอทำงานเพื่อการเคลื่อนไหวนี้ นินา สมิธ ได้ติดต่อไกรลาส สัตยาธิ
เพื่อการนำเสนอทักษะของเธอ เธอได้ถูกว่าจ้างเป็นกรรมการผู้บริหารก่อตั้งของกูดรีฟเมื่อ ค.ศ 1999 ปัจจุบันนี้ ไกรลาส สัตยาธิ ทำงานกับสหประชาชาติที่ึนำความสนใจไปสู่ปัญหาของแรงงานเด็กและการเป็นทาสเด็กทั่วโลก
กูดวีฟได้นำเสนอโครงการรับรองห้องทอ ผู้นำเข้า และผู้ส่งออก การรับประกันพรมของพวกเขาได้ถูกผลิตโดยไม่ใช้แรงงานเด็ก

กูดวีฟ อินเตอร์แนชั่นแนล ก่อนหน้านี้คือรักมาร์ค เป็นเครือข่ายขององค์การที่ไม่แสวงหากำไร ทุ่มเทที่จะยุติแรงงานเด็กผิดกฏหมายภายในอุตสาหรรมทำพรม ก่อตั้งเมื่อ 1994 โดยไกรลาส สัตยาธิ นักเคลื่อนไหวสิทธิเด็กและผู้ชนะรางวัลโนเบล สาขาสันติภาพ
ด้วย 25 ปีของประสบการณ์ กูดวีฟ อินเตอร์แนชั่นแนล เป็นองค์การไม่แสวงหากำไรใหญ่ที่สุด ทุ่มเทที่จะสิ้นสุดแรงงานเด็กภายในลูกโซ่อุปทานของโลก
กูดวีฟ ได้แสดงความยินดีต่อสเตฟานี โอดีการ์ด จากการได้รับรางวัลอิคบอล มาซี ต่อการใช้ความพยายามอย่างผิดธรรมดา ด้วยการกำจัดแรงงานเด็ก ความผูกพันของเธอต่อการสิ้นสุดแรงงานเด็กผ่านทางธุรกิจของเธอ
รางวัลได้ถูกตั้งชื่อตามอิคบอล มาซี เด็กชายปากีสถาน ที่ถูกขายเป็นทาส
เป็นแรงงานเด็กทอพรมเมื่ออายุสี่ปี และได้กลายเป็นผู้สนับสนุนเปิดเผยต่อสาธารณะต่อต้านการแสวงหาประโยชน์จากเด็ก ก่อนที่จะถูกฆ่าตายเมื่ออายุสิบสองปี รางวัลได้ยกย่องบุคคลบางคนที่ได้ใช้ความพยายามเกินธรรมดา
ต่อสู้รูปแบบเลวร้ายที่สุดของแรงงานเด็กระหว่างประเทศ และร่วมคุณสมบัติ
ที่แสดงโดยอิคบอล มาชี สิ่งเหล่านี้จะมีทั้งความเป็นผู้นำ ความกล้าหาญ ความซื่อสัตย์ และความผูกพัน ที่จะสิ้นสุดการแสวงหาประโยชน์จากเด็ก ตลอด 25 ปี สเตฟานี่ โอดีการ์ด ได้แสดงคุณสมบัติเหล่านี้อย่างมากมาย เธอได้เพิ่มความตระหนักต่อแรงงานเด็กภายในอุตสาหกรรมพรมทำด้วยมือ และทำงานอย่างไม่รู้จักเหนื่อยต่อสู้กับการปฏิบัติที่น่าละอายนี้ ความพยายามของเธอได้บันดาลใจบุคคลอื่นด้วยการกระทำและให้ความช่วยเหลือที่ต้องการอย่างมากที่จะกำจัดการเอาเปรียบเด็ก
โอดีการ์ด คาร์เพท ได้ถูกใช้เป็นโมเดลเพื่อบริษัทอื่นภายในอุตสาหกรรมพรมของเอเชียใต้ เมื่อ ค.ศ 1987 สเตฟานี่ โอดีการ์ด ได้เริ่มต้นธุรกิจพรมของเธอ และกำหนดเป้าหมายของการรับรองห้องทอพรมที่ปลอดแรงงานเด็ก เธอได้บรรลุความสำเร็จภายในการเป็นหุ้นส่วนกับกูดวีฟ นับแต่นั้นมาเธอได้สนับสนุนอย่างไม่รู้จักเหนื่อยเพื่อการสิ้นสุดแรงงานเด็ก
นินา สมิธ ซีอีโอ ของกูดวีฟ ได้กล่าวว่า สเตฟานี โอดีการ์ด เป็นผู้บุกเบิกอย่างแท้จริงภายในงานของเธอที่จะยุติแรงงานเด็กภายในอุตสาหกรรมพรมของเอเชียใต้ การนำความสนใจต่อปัญหานี้มาสู่ท่ามกลางเพื่อนอุตสาหกรรมของเธอ
และบันดาลใจบุคคลอื่นที่จะกระทำ ปีนี้เป็นการฉลองครบรอบยี่สิบห้าปีของ
กูดวีฟ และวิสัยทัศน์โลกที่ปลดปล่อยแรงงานเด็กของเราได้ดีขึ้นอย่างมากมาย ด้วยการมีส่วนช่วยของสเตฟานี่ โอดีการ์ด เป็นแรงขับเคลื่อนครั้งแรกเหมือน
สเตฟานี่ โอดีการ์ด ที่มีความกล้าหาญผลักดันบรรทัดฐานทางสังคมเปลี่ยนแปลงรากฐานที่โลกมองแรงงานเด็กอย่างไร
สเตฟานี โอดีการ์ด ได้ร่วมพลังกับกูฟวีด และร่วมกับบริษัทอื่น 170 บริษัท มีส่วนช่วยต่อการลดลงเกือบสองในสามของแรงงานเด็กภายในอุตสาหกรรมพรมของเอเชียใต้ การช่วยขีวิตเด็กเกือบ 6,000 คนจากแรงงาน และให้การศึกษาแก่เด็กเกือบ 26,000 คน เธอเป็นคณะกรรมการผู้ก่อตั้งของกูดวีฟนาน 10 ปี ภายใต้ทิศทางของเธอ โอดีการ์ด คารเพท ได้มีส่วนช่วยค่าธรรมเนียมเล็ต่อแต่่พรมแต่ละผืนที่รับรองโดยกูดวีฟ รวมแล้วมากกว่า 500,000 เหรียญทุ่มเทที่จะสิ้นสุดแรงงานเด็ก
การแนะนำครั้งแรกโดยสเตฟานี่ โอดีการ์ด เมื่อ ค.ศ 1987 เธอได้ปฏิรูปโลกของพรมถักด้วยมือร่วมสมัย ด้วยความผูกพันที่ไม่ใครเทียบได้ต่อคุณภาพและการออกแบบที่ก้าวหน้าสลับซับซ้อน โอดีการด คารเพท ได้อยู่ ณ แนวหน้าของการผลิตพรมสมัยใหม่เป็นทศวรรษ โอดีการ์ด คาร์เพท จะไม่เหมือนใคร การเริ่มต้นด้วยขนแกะหิมาลัยคัดเลือกอย่างรอบคอบ สางด้วยมือและทอด้วยมือโดยช่างฝีมือชาวธิเบตและชาวเนปาล การใช้เทคนิคเก่าแก่เป็นศตวรรษ การผลิตโอดีการ์ด คาร์เพท ยึดมาตรฐานสูงสุดของความรับผิดชอบทางสิ่งแวดล้อมและสังคมอย่างเข้มงวด การยกระดับมาตรฐานของการดำรงชีวิตแก่ช่างทอจำนวนมากภายในเนปาล
ผู้นำมายาวนานภายในธุรกิจเพื่อสังคม โอดีการ์ด อิงค์ ได้ถูกตั้งเมื่อ ค.ศ 1987 โดยนักเคลื่อนไหวสิทธิเด็กและนักออกแบบพรมที่มีชื่อเสียง สเตฟานี่ โอดีการ์ด ด้วยการรวมความน่าสนใจของตลาดพรมออกแบบระดับบนกับประเพณีเก่าแก่ของการทอพรมผูกด้วยมือ
โรงงานที่ยากลำบากไม่เพียงแต่ป่าเถื่อนภายในอุตสาหกรรมเสื้อผ้าเท่านั้น
พรมดีที่สุดของโลกบางส่วนได้ถูกผลิตโดยทาสเด็ก แต่เราจะมีป้ายฉลากกูดวีฟแสดงพรมที่ไม่ใช้แรงงานบังคับใดเลย สารคดีของเอชบีโอที่ชนะรางวัล
เอ็มมี่ ได้แสดงความโหดร้ายของการเป็นทาสเด็กและการทำพรม เด็กจำนวนล้านได้ถูกลักพาตัวและบังคับภายในการผลิตพรม แรงงานเด็กได้กลายเป็นปัญหาที่รัฐบาลเนปาลและอินเดียได้เริ่มต้นรักมาร์คสิบปีที่แล้ว รักมาร์ค เป็นการรับรองอย่างดีที่สุดไม่มีแรงงานเด็กเกี่ยวพัน สเตฟานี โอดีการ์ด กล่าวว่าเด็กทุกคนที่ทำงานเพื่อผู้ผลิตพรมรับรอบโดยรักมาร์ค ต้องไปโรงเรียน ชั่วโมงการทำงานที่เหมาะสม และได้รับรายได้ที่ดีจากแรงงานของพวกเขา
สเตฟานี่ โอดีการ์ด ผู้นำเข้าพรมรักมาร์คใหญ่ที่สุดของอเมริกา ได้กล่าวว่าบุคคลหลายคนไม่รู้เกี่ยวกับความลับสกปรกเล็กน้อยของอุตสาหกรรมพรม บุคคลบางคนได้บอกแก่เธอว่า สิ่งที่เธอกำลังทำเพียงแต่หนึ่งหยดภายในมหาสมุทร มันอาจจะเป็นหนึ่งหยดภายในมหาสมุทร แต่อย่างน้อยที่สุดมันเป็นหยดหนึ่ง เราต้องเริ่มต้นที่ใดที่หนึ่ง รักมาร์คมีนักเรียนประมาณ 1,200 คนภายในโครงการเท่าที่ผ่านมา แต่เรามี
ทาสเด็กประมาณ 20 ล้านคนผลิตพรม ความตระหนักของลูกค้ากระตุ้นอุตสาหกรรมที่จะเข้าร่วม ภายในผลิตภัณฑ์ทุกอย่างของเธอ สเตฟานี่ โอดีการ์ด ต้องการการยึดมั่นอย่างเข้มงวดต่อความรับผิดชอบทางสังคมภายในประเทศที่มีการผลิตพรมของเธอ เธอเป็นกรรมการคนหนึ่งของรักมาร์ค รักมาร์ค มูลนิธืของอุตสาหกรรมพรม ได้ให้การรับรองว่าพรมจะถูกผลิตโดยไร้แรงงานเด็ก เงินทุนของพวกเขาได้ถูกใช้เพื่อการศึกษาและสวัสดิการของเด็ก พรมของโอดีการ์ดทุกผืนต้องมีป้ายฉลากรักมาร์ค
คำขวัญของการฉลองครบรอบ 25 ปีของโอดีการ์ด คารเพท คือ การทำลายวงจรของความยากจนผ่านทางการออกแบบอย่างยั่งยืนและความรับผิดชอบทางสังคม เธอไม่ได้เพียงแต่เปลี่ยนแปลงหน้าตาของอุตสาหกรรมพรมธิเบตเก่าแก่
แต่เธอบรรลุความสำเร็จภายในการยกมาตรฐานการดำรงชีวิตของช่างฝีมือและลูกของพวกเขาจำนวนมากด้วย เธอได้ก่อตั้งรักมาร์ค เนปาล องค์การที่ตรวจสอบสภาวะการทำงานภายในโรงงานและพยายามที่จะสิ้นสุดแรงงานเด็ก
วิถีทางใหม่ของเธอต่อศิลปการผลิตพรมเนปาล หมายความว่าช่างฝีมือจำนวนมากพบงานใหม่และถูกรัปประกันรายได้คงที่ พวกเขาสามารถส่งลูกไปโรงเรียน และการให้รากฐานแก่พวกเขาเพื่อชีวิตที่ดีขึ้น ผ่านทางงานของเรา
เราได้บรรลุควาามสำเร็จอย่างมากเพื่อทาสเด็กก่อนหน้านี้ เรารับรองการศึกษา
และงานที่ดีแก่พวกเขา เด็กเหล่านี้ฉลาดอย่างแท้จริง และรู้ว่าจะรักษาไว้อย่างไร กูดวีฟและลูกค้าที่รับผิดชอบได้ต่อสู้กับการค้ามนุษย์ ลูกค้าต้องการจ่ายน้อยลงต่อพรม ดังนั้นแรงงานเด็กภายในการผลิตเป็นปรากฏการที่เจริญเติบโต
แผ่นดินไหวของเนปาลได้เกิดใกล้บ้านของกูดวีฟ ก่อตั้งโดยไกรลาส สัตยาธิ
นักเคลื่อนไหวชาวอินเดียที่ได้รับรางวัลโนเบลร่วมจากผลงานของเขาภายในนามสิทธิของเด็ก กูดวีฟ ได้วิวัฒนาการไปสู่วอชิงตัน ดีซี บนพื้นฐานไม่แสวงหากำไรระหว่างประเทศ มุ่งหมายที่จะสิ้นสุดแรงงานเด็กภายในอุตสาหกรรมพรม
ทำงานภายในอัฟกานิสสถาน อินเดีย และเนปาล เนปาลมีการส่งออกพรมทอด้วยมือเป็นหมายเลข 1
ภายในกาฐฌานฑุ กูดวีฟ ดำเนินงาน ฮาโมร์ การ์ หมายความว่าบ้านของเรา
ศูนย์เพื่อการฟื้นฟูเด็กทอพรม ที่ถูกนำจากบ้านของพวกเขาและบังคับให้ทำงานนานชั่วโมง ด้วยรายได้เล็กน้อยหรือไม่มีเลย ภายใต้สภาวะยากลำบาก
เพื่อการผลิตพรมที่สวยงามแต่ราคาไม่แพงแก่ผู้ค้าปลีกภายในอเมริกาและยุโรป
ภายหลังจากการช่วยขีวิตแล้ว เด็กเหล่านี้จะได้รบอาหาร ที่อยู่อาศัย และการศึกษา แผ่นดินไหวทำลายเล็กน้อยต่อฮาโมร์ การ์ และเด็กดำรงชีวิตที่นี่อย่างปลอดภัย
เมื่อนินา สมิธ ได้เข้าร่วมกับกูดวีฟเมื่อ ค.ศ 1999 องค์การไม่ได้มีสำนักงานภายในอเมริกา มันเป็นขบวนการรากหญ้าภายในอินเดียที่ช่วยชีวิตเด็กทำงานภายในโรงงานทอพรม ในขณะนี้สำนักงานใหญ่อยู่วอชิงตัน ดีซี การริเริ่มป้ายฉลากตรวจสอบซัพพลายเออร์พรมภายในอินเดีย เนปาล และอัฟกานิสถาน พวกเขาได้นำเด็กออกจากโรงงาน และจัดหาการศึกษาแก่พวกเขาในขณะที่ช่วยเหลือพวกเขาให้ฟื้นตัว กูดวีฟ เป็นหุ้นส่วนกับนักออกแบบ ตราสินค้า และผู้ค้าปลีก และรับรอง 5% ของพรมทั้งหมดภายในโลกด้วยป้ายฉลากกูดวีฟ พวกเขาได้มุ่งหมายที่จะรับรอง 17% ภายใน ค.ศ 2020 เพื่อที่จะบรรลุเป้าหมายนี้ องค์การได้เปิดตัวการรณรงค์ “Stand With Sanju” ภาพยนตร์เกี่ยวกับแรงงานเด็กชื่อ ซานจู
สงครามกลางเมืองยาวนานทศวรรษของเนปาลได้นำไปสู่การเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วของแรงงานเด็ก โดยเฉพาะอย่างยิ่งภายในอุตสาหกรรมพรม อุตสาหกรรมรมของเนปาลมีแรงงานเด็กประมาณ 10,000 คน นินา สมิธ ได้เล่าเรื่องราวของเธอ ซานจู อายุ 11 ปีเมื่อเราได้พบเธอภายใน ค.ศ 2012 เมื่อเราได้พบเธอ สิ่งหนึ่งที่ได้ติดอยู่กับเราคือมือของเธอที่ผิดปรกติ เรื่อวราวของซานจูได้แสดงสิ่งที่เกิดขึ้นต่อเด็กจำนวนมาก นายหน้าแรงงานนำพวกเขาไปตรงที่มีความต้องการคนงาน ชั่วโมงการทำงานของเด็กเริ่มตั้งแต่ตีสี่ตอนเช้าไปจนถึงสองทุ่มตอนกลางคืน พวกเขาจะถูกลงโทษเมื่อพวกเขาทำผิด เด็กผู้หญิงจะเสี่ยงภัยกับการละเมิดทางเพศ มันเป็นสิ่งที่ยากต่อบุคคลที่จะเชื่อและเข้าใจแรงงานเด็กดูคล้ายกับอะไร เด็กได้ถูกค้าจากหมู่บ้านไปสู่เมืองใหญ่ผลิตผลิตภัณฑ์ที่พวกเขาซื้อ เรื่องราวของซานจูเป็นวิถีทางหนึ่ง
ที่จะทำให้ปัญหาซับซ้อนและห่างไกลสามารถเข้าใจได้ เราต้องการสร้างภาพยนตร์ที่ควรจะเปลี่ยนแปลงทัศนคติจาก โอ มันเป็นสิ่งที่ดีต่อการช่วยเหลือเด็กถ้าเราสามารถ ถ้าผมสามารถได้ราคาที่เราต้องการ สีที่เราต้องการ ไปสู่ เราจะไม่ไปซื้อผลิตภัณฑ์นี้ถ้ามันไม่มีป้ายฉลากนี้
พรมสวยงามที่เรามองเห็นภายในร้านค้ามาจากไหน ซานจูได้อธิบายต้อนกำเนิดของมันด้วยเรื่อราวของเธอ เมื่อซานจูอายุสิบเอ็ดปี นายหน้าได้นำเธอ
จากพ่อแม่ของเธอภายในชนบทเนปาล ไปทำงานที่โรงงานพรมภายในกาฐฌานฑุ เมืองหลวง พวกเขารับรองว่าเธอจะได้รายได้และการดูแลที่ดี แต่พวกเขาได้บังคับเธอเป็นแรงงานเด็ก เธอต้องทอพรมทุกวัน ตั้งแต่ตีสี่ตอนเช้าจนถึงสองทุ่มตอนกลางคืน เจ็ดวันต่อสัปดาห์ เธอเหนื่อยและหิว ซานจูได้มองมือ
บาดแผลของเธอได้กลายเป็นปุ่มจากการทอเงื่อนอยู่ตลอดเวลา และประหลาดใจ ทำไมชีวิตของเธอต้องเป็นเช่นนี้ สองปีต่อมากูดรีฟได้ช่วยชีวิตซานจู
ในขณะนี้เธอได้ไปโรงเรียน
ทำไมกูดวีฟได้เลือกที่จะมุ่งอุตสาหกรรมพรม มันเป็นภาคเศรษฐกิจที่สำคัญมากภายในประเทศที่เราทำงานอยู่ ภายในอัฟกานิสถาน การทอพรมเป็นภาคการจ้างงานหมายเลข 1 ภายในเนปาลพรมเป็นสามลำดับสูงสุด การศึกษาอย่างหนึ่งได้ประมาณว่า 42% ของพรมผลิตภายในอินเดียจะด่างพร้อยด้วยรูปแบบบางอย่างของการเป็นทาสสมัยใหม่ ถ้าลูกค้าเดินเข้าไปและซื้อพรมโดยไม่มีการรับรองของพรมถูกผลิตอย่างไร พรมจะถูกผลิตโดยแรงงานเด็ก
ในฐานะของอุตสาหกรรม แรงงานเด็กทำให้ประเทศเหล่านี้อยู่ภายในวงจรของความยากจน และว่าจ้างผู้หญิงและเด็กส่วนใหญ่

แรงงานเด็กแพร่หลายภายในอุตสากรรมพรมทำด้วยมือได้ถูกลดลงประมาณ 80% นับตั้งแต่ ค.ศ 1995 แต่กระนั้นเรายังคงมองเห็นกรณีเหล่านี้ทุกวัน ภายใน ค.ศ 2019 เท่านั้นกูดรีฟได้ฟื้นฟูแรงงานเด็กทอพรมมากกว่า 450 คนภายในเนปาล อินเดีย และอัฟกานิสถาน บางกรณีเหล่านี้เป็นตัวอย่างสุดขั้วของการค้ามนุษย์ การแลกเปลี่ยนเพื่องานที่เด็กจะทำ แต่ด้วยอัตราดอกเบี้ยที่สูง และลดการจ่ายเงินลงอย่างสม่ำเสมอ เงินกู้เหล่านี้ไม่เคยถูกชำระคืน ดังนั้นข้อผูกมัดหนี้สินสามารถทำให้สูญเสียความเป็นเด็กทั้งชีวิต
พรมผูกด้วยมือเป็นงานที่ใช้ทักษะสูง ค่าตอบแทนแก่คนงานต่ำอยู่เสมอภายในอุตสาหกรรมนี้ เรามีการเชื่อมโยงโดยตรงระหว่างความยากจน แรงงานเด็ก และการไม่รู้หนังสือ มันเป็นวงจรแห่งความชั่วร้าย ปัจจุบันนี้ชุมชนพรมของอินเดีย เนปาล และอัฟกานิสถาน ยากจนและไม่รู้หนังสือมากที่สุดภายในประเทศของพวกเขา เหตุผลรากฐานที่อุตสากรรมจะไม่เป็นทางการและใช้ แรงงานเด็กที่จะตอบสนองอุปสงค์
ไกรลาส สัตยาธิ ก่อตั้งกูกวีฟเมื่อ 25 ปีที่แล้ว เขาได้ทุ่มเทชีวิตการทำงานของเขาต่อการกำจัดแรงงานเด็ก การเป็นทาส และการค้ามนุษย์ เขาได้ส่งเสริมสิทธิของการศึกษาด้วย ภายในตะวันตก เมื่อพูดเกี่ยวกับแรงงานเด็ก เรามีสมมุติฐานที่ไม่ถูกต้องว่างานของพวกเขาคือ การช่วยเหลือเล็กน้อยภายหลังโรงเรียน แต่กระนั้นภายในอุตสาหกรรมพรม เด็กจำนวนมากได้ถูกขายเป็นทาส อายุอาจจะเป็นตั้งแต่ห้าปี ข้อเท็จจริงพวกเขาถูกบังคับให้ทำงาน 16-17 ชั่วโมงต่อวันโดยไม่มีรายได้
เมื่อกูดวีฟเริ่มต้นครั้งแรกการติดป้ายฉลาก เรามีแรงงานเด็กประมาณหนึ่งล้านคนภายในอุตสาหกรรมพรมของเอเชียใต้ ปัจจุบันนี้กูดวืฟได้ลดตัวเลขลงอย่างมาก
ลูกค้าต้องการรู้ใครผลิตผลิตภัณฑ์ของพวกเขาและอย่างไร ผู้ค้าปลีกกำลังรับรู้ว่าตลาดกำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ดังนั้นเพื่อความสามารถแข่งขันได้ พวกเขาต้องแสดงโมเดลธุรกิจที่รับผิดชอบทางสังคม เราได้ช่วยเหลือชุมชนพรมที่จะเข้าใจพลังของการศึกษาต่อทั้งเด็กและผู้ใหญ่ ด้วยการศึกษา เรามีทางเลือกบางอย่างภายในชีวิต และความสามารถมีอิทธิพลความเป็นอยู่ที่ดีของครอบครัวของเราเอง ข้อเท็จจริงคือเด็กที่กูดวีฟได้ช่วยชีวิตได้รับการศึกษากลายเป็นครู นักสังคมสงเคราะห์ และแพทย์
ทุกฤดูใบไม้ผลิ รักมาร์ค ได้รำลึกถึงการฆาตกรรมน่าเศร้าสลดของอิคลอล มาซี เด็กทอพรมถูกบังคับ ในที่สุดได้กลายเป็นหน้าตาของขบวนการแรงงานเด็ก เราอาจจะรู้เรื่องราวของอิคบอลอายุสี่ปีถูกขายเป็นทาสภายในปากีสถานเพื่อเงินกู้ 12 เหรียญอย่างไร เขาถูกบังคับให้ทอพรมหกปี 14 ชั่วโมงต่อวัน หกวันต่อสัปดาห์ แม้ว่าเขาได้ทำงานหนักอย่างไม่ย่อท้อ หนี้สินได้เพิ่มขึ้นเป็น 260 เหรียญ จำนวนที่ยากจะชำระได้ภายในประเทศที่ 13% ของพลเมืองดำรงชีวิตไม่ถึง 1 เหรียญต่อวัน อิคบอล มาซี ได้ถูกช่วยชีวิตเมื่ออายุ 10 ปี การใช้ครึ่งหนึ่งของชีวิตของเขา ขาดอาหารและอยู่ภายในคอกเครื่องทอที่คับแคบ
อิคบอล มาซี สูงเพียงสี่ฟุตเท่านั้นและน้ำหนักเพียง 60 ปอนด์ ส่วนที่น่าประหลาดใจมากที่สุดของเรื่องราวนี้คือ สิ่งที่ได้เกิดขึ้นจริงต่อไป อิคบอล มาซีได้กลายเป็นฑูตของทาสเด็กและเดินทางไปอเมริกาและยุโรปที่พรมทำโดยเด็กนำเข้ามาและขายอยู่
การยกย่องเป็นวีรบุรุษโดยชุมชนสิทธิมนุษย์ ในขณะที่เพื่อนเด็กยังคงทำงานหนักอยู่ที่เครื่องทอพรม อิคบอลได้ถูกรับรู้เป็นการคุกคามต่ออุตสาหกรรมพรม
เมื่อวันอาทิตย์อิสเตอร์ เมษายน 1995 อิคบอลได้ถูกฆ่าตายในขณะที่กำลังขี่รถจักรยานภายในบ้านเกิดของเขา ตลอดทศวรรษต่อมาคดียังคงไม่ได้ยุติ
รักมาร์ค ได้กำเนิดภายในการปลุกจากการเสียชีวิตของอิคบอล และได้ทุ่มเทที่จะสิ้นสุดแรงงานเด็ก อุตสาหกรรมหนึ่ง ณ เวลานั้น นอกจากการตรวจสอบโรงงานผลิตพรมล้ว และเสนอทางเลือกการศึกษาแก่เด็กที่ช่วยชีวิตแล้ว รักมาร์ค ได้เผชิญกับการมองไม่เห็นแรงงานเด็ก มันยุ่งยากที่จะมองเห็นเด็กเล็กซ่อนตัวภายในคอกเครื่องทอที่มืด
กูดวีฟ กำลังขยายภารกิจของพวกเขาที่จะรวมอุตสาหกรรมอื่นที่ใช้แรงงานเด็ก ความเศร้าสลดของมนุษย์นี้สามารถถูกกำจัดได้และเด็กทั่วโลกสามารถถูกปลดปล่อยที่จะเรียน เล่น และเจริญเติบโต : สิทธิที่ยึดไม่ได้ของเด็กทุกคน
นินา สมิธ ซีอีโอ ได้กล่าวว่า เธอยังคงคิดเกี่ยวกับอิคบอล มาซี และเกิดความเศร้า
โศรกทุกครั้ง แต่เรามีเรื่องราวอื่นที่ทำให้เธอมีความหวัง เธอคิดถึงเกี่ยวกับซานจูด้วย เด็กหญิงที่ฉลาด ที่เราได้ช่วยชีวิตจากโรงงานพรมภายในเนปาล เธอได้ถูกส่งไปทำงานเมื่ออายุ 11 ปี 16 ชั่วโมงต่อวัน เจ็ดวันต่อสัปดาห์ ภายหลังจากการช่วยชีวิตเธอ ซานจูและครอบครัวของเธอได้เป็นเหยื่อจากแผ่นดินไหวทำลายบ้านและโรงเรียนภายในหมู่บ้านของเธอ พ่อแม่ที่คลุ้มคลั่งของซานจูได้กลับไปขอความช่วยเหลือจากกูดวีฟ และภายในหนึ่งสัปดาห์เราสามารถค้นพบโรงเรียนดีที่สุดของเนปาลแก่เธอได้ ในขณะที่พ่อแม่และชุมชนของเธอได้พยายามจะสร้างใหม่
การช่วยชีวิตเด็กหญิงอายุ 13 ปี ลักษมี ผู้คุ้มครองเด็กสองคนได้พยุงแต่ละข้างของเธอเมื่อเธอเดินเข้าไปภายในสถานีตำรวจ เธออ่อนแอและตกใจกลัว
เธอได้ถูกลักพาตัวสี่ปีที่แล้วจากหมู่บ้านของเธอทางอินเดียตะวันออกเฉียงเหนือ เธอต้องทำงานภายในบ้านของบุคคล – ทำอาหาร ทำความสะอาด และดูแลเด็ก เธอไม่ได้ถูกยอมให้พักผ่อน ถ้าเธอทำสิ่งบางอย่างไม่ถูกต้อง หรือมันไม่ได้เป็นสิ่งที่พวกเขาต้องการ พวกเขาจะตีเธอ ถ้าเธอต้องการนั่งครู่เดียว เพราะว่าเธอเหนื่อยมาก พวกเขาจะแผดเสียงที่เธอ เธอไม่เคยถูกยอมให้ออกจากบ้าน ดังนั้นเธอไม่ได้รับรู้ว่าเธออยู่ภายในเดลฮี นายจ้างของเธอบอกเธอว่าเราอยู่ที่มาดราสทางอินเดียใต้ เธอได้บอกตำรวจว่าเธอถูกข่มขืนทางเพศโดยบุคคลที่ลักพาตัวเธอ เธอได้ถูกข่มขู่ว่าถ้าเธอบอกใครก็ตาม พวกเขาจะเล่าบุคคลทุกคนกลับไปยังหมู่บ้านของเธอ และชื่อเสียงของเธอจะถูกทำลาย
เมื่อเธอเริ่มต้นทำงาน นายหน้าที่หางานให้เธอจะยึดค่าจ้างทั้งหมดของเธอ
ไม่เหลืออะไรให้เธอเลย
ตัวอย่างของผลกระทบอย่างมากของกูดวืฟคือ เฮ็ม มอคแทน เขาทำงานเพื่อกูดวีฟภายในเนปาล พ่อแม่ของเขาไม่สามารถรัยภาระส่งเขาไปโรงเรียน และได้ส่งเขาไปทำงานภายในโรงงานพรม เมื่อผู้ตรวจสอบของกูดวีฟได้พบเขา เขากำลังทำงาน 15 ชั่วโมงต่อวัน นอนอยู่บนพื้นห้องแออัดกับแรงงานเด็กคนอื่น และทรมานจากความเจ็บป่วย กูดวีฟ ได้ให้บ้านอาศัย การเข้าโรงงาน และการศึกษาต่อแก่เขา และในขณะนี้เขาทำงานเพื่อมูลนิธิกูดวีฟเนปาล เขาได้แสดงความเห็นใจอย่างแท้จริงกับเด็กที่ช่วยชีวิต และทำงานกับโครงการพัฒนาเด็ก
เฮ็ม มอคแทน ได้ช่วยเหลือเด็กจำนวนมากที่จะได้อิสรภาพคืนมา และชีวิตของพวกเขา
เรื่องราวของเฮ็ม มอคแทน เป็นการเตือนความเข้าใจว่าเสื้อที่เราใส่ พรมใต้ตีนของเรา และหลายสิ่งที่เราสัมผัสทุกว้น อาจจะผ่านมือของเด็กที่ถูกหาประโยชน์เหบ่านี้
ความทุกข์ทรมานของเฮ็ม มอคแทน ได้เริ่มต้นเมื่อนายหน้าแรงงานคนหนึ่ง มาที่หมู่บ้านของเขา พ่อแม่ของเขาเป็นแรงงานเกษตร และไม่สามารถมีรายได้เพียงพอต่อลูกหกคนของพวกเขา ดังนั้นเมื่อชายคนนี้ได้นำเสนอพ่อของเฮ็ม มอคแทน อาหาร เสื้อผ้า และเงินเดือนเพื่องานภายในเมือง เขาได้พิจารณามันเป็นโอกาสที่ยิ่งใหญ่ต่อลูกชายของเขา เฮ็ม มอคแทน และเด็กคนอื่นได้ถูกนำมาที่โรงงานพรมกาฐฌานฑุ ทีี่ความหวังของพ่อแม่ของเขาได้ละลายไปอย่างรวดเร็ว
แต่ละวันเขาทอพรมตั้งแต่ตีสี่หรือตีห้าจนถึงตีหนึ่ง บางครั้งตลอดคืน เส้นด้ายทำให้มือที่เล็กของเขาบาดเจ็บ มันเจ็บปวดที่สุดภายในฤดูหนาว ความเจ็บปวดไม่ได้หายไป เขาได้พักประจำวันสองครั้งที่จะกินข้าวราดถั่วเหลือง เขาอาศัยและทำงานภายในโรงงานที่แออัดและสกปรก ทรมานจากปอดบวม ไทฟอยด์ ท้องร่วง และโรคผิวหนัง ความเลวที่สุดคือการทรมาน นายของผม – หัวหน้าโรงงาน ดีต่อผม แต่คนทออื่นจะเป็นปัญหา พวกเขาทรมานเขา เฮ็ม มอคแทนเป็นเด็กที่สุดแต่ทอพรมช้า พวกเขาตีเขาด้วยท่อนเหล็กยาว เมื่อผมร้องเรียนกับนายของผม พวกเขายิ่งก้าวร้าวมากขึ้น ดังนั้นผมได้หยุดร้องเรียน ภายในสามปี เฮ็ม มอคแทน มีรายได้ 300 รูปีเท่านั้น เทียบเท่า 45 เหรียญ
ผู้ตรวจสอบกูดวีฟ โดรนา อดีคารี ตัวเขาเองเคยเป็นแรงงานเด็ก ได้ช่วยชีวิตเฮ็ม มอคแทน จากโรงงาน และพ่อแม่ยอมให้นำเขาไปอาศัยอยู่ภายในบ้านชั่วคราว
เขาได้รับการให้คำแนะนำ การเข้าโรงเรียน และความเป็นเด็กได้ถูกเรียกคืน
เพียงแต่ออกจากโรงงานเป็นพฤติกรรมที่กล้าหาญแล้ว เฮ็ม มอคแทนได้ถูกคุกคามด้วยข่าวลือว่ากูดวีฟนำเด็กไปสู่สถานที่ที่เลวร้าย แต่เฮ็มเชื่อมั่นเรา เขาได้เข้าไปสู่บ้านชั่วคราว จากวันนั้น ผมได้มีชีวิตใหม่ เฮ็มได้เริ่มต้นชั้นอนุบาลเมื่ออายุ 13 ปี
การเป็นวีรบุรุษต้องเสี่ยงภัย เฮ็ม มอคแทน ทำสิ่งนี้ทุกวัน ได้เผชิญอดีตที่โหดร้ายจากการเป็นเด็กทาส เขาได้ถูกนำแสดงภายในภาพยนตร์สารคดี
ของกูดวีฟ “Hem Moktan : He Made It” เรื่องราวของเขาได้สาดแสงต่อแรงงานเด็ก 152 ล้านคนทั่วโลกที่จะต้องปลดปล่อย เฮ็ม มอคแทน ได้สอนว่าเราไม่จำเป็นต้องตายที่จะสูญเสียชีวิตของเรา ตั้งแต่อายุ 10 ถึง 13 ปี เฮ็ม
มอคแทน ได้ถูกบังคับให้ทอพรมที่จะชดใช้เงินล่วงหน้าที่จ่ายแก่พ่อของเขา เขาต้องอดทนต่อการถูกตีื ความเจ็บป่วย และความหิว เขาทำงานภายในสภาวะที่ระบุโดยองค์การแรงงานระหว่างประเทศเป็นรูปแบบเลวร้ายที่สุดของแรงงานเด็ก เฮ็ม มอคแทน เรียกนี่คือเวลาที่ไม่เป็นมนุษย์ ในขณะนี้เขาได้รับใช้องค์การที่ช่วยเหลือให้เขามีอิสรภาพ

Cr : รศ สมยศ นาวีการ

Facebook Comments

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *