INEWHORIZON

ขอบฟ้าใหม่

ไก่ต้ม จิ้มน้ำปลาพริก

ไก่ต้ม จิ้มน้ำปลาพริก

วันตรุษจีนปีนี้เพิ่งผ่านไปไม่กี่วันนี้เอง คิดถึงลูกคนเล็กสมัยยังเรียนชั้นอนุบาล เรียก ว่าวันก้นจีน คงจำคำว่า ตรุษ (ตูด) เป็นคำว่าก้น ลูกคนนี้ มีคำคมออกมาเสมอๆ เช่น ยืนบนเบาะหลังรถยนต์ ขณะที่แดดส่องร้อนๆ เขาบอกว่า สุข มาก แต่ สุก ก.ไก่ นะ ไม่ใช่สุข ข.ไข่ และลูกคนนี้เองที่เรียกพี่สาว ซึ่งตัวไม่สูง ว่านางสาว ๒ พัน ซึ่ง แปลมาจาก two thousand หรือ เท้าสั้น ๒ ข้าง นั่นเอง

เมื่อผมและพี่น้องยังเด็กๆ ในวันตรุษจีน พ่อแม่จะพาไปบ้านของพ่อ ที่ โคกปีบ อยู่ที่อำเภอศรีมโหสถ จังหวัดปราจีนบุรี ซึ่งเป็นประเพณี ปฏิบัติมาตั้งแต่จำความได้ จนเติบโต เรียนมหาวิทยาลัย และเมื่อทำงานแล้ว ก็จะไปเองทุกๆปี ไม่ค่อยได้ขาด จนผู้ใหญ่ทุกๆคนได้เสียชีวิต จากไปหมด

ทีบ้าน มีย่า ซึ่งมีอายุยืนเกือบ ๙๐ ปี และป้าซึ่งทำหน้าที่เหมือนกับหัวหน้าครอบครัวอยู่ที่นั่น สำหรับก๋ง นั้น ได้เสียชีวิตไปตั้งแต่ผมจำความไม่ได้ มีคนเล่าว่า เมื่อผมเกิด ก๋งดีใจมาก ไปบ้านญาติๆบอกข่าวว่าพ่อผมมีลูกผู้ชายแล้ว และเมื่อผมเดินได้ ก๋งก็จูงผมเดิน และสอนบทกลอนภาษาจีนเกี่ยวกับดวงจันทร์ จำได้แค่ “ เจ็กกวงๆ ……”

ฟังผู้ใหญ่เล่าว่า ก๋ง เป็นจีนแคะ อยู่หมู่บ้านเทียนซิ้ม เมืองท้องคัง อพยพโดยเรือสำเภาจากซัวเถา มาที่กรุงเทพฯ เริ่มแรกเลี้ยงชีวิต โดยเป็นเจ๊กลากรถ ต่อมา มีญาติๆ ที่มาตั้งรกรากก่อนชวนไปอยู่โคกปีบ ก๋งได้ไปทำมาหากินค้าขาย ได้ทราบว่าเดินหาบกระบุงไปซื้อของที่ พนมสารคาม ซึ่งห่างกันเกือบ ๒๐ กิโลเมตร มาขายที่โคกปีบ ไปมาแบบนี้ทุกๆวัน จนสามารถตั้งร้านขายของ และเริ่มสะสมทรัพย์สมบัติ สร้างบ้าน ที่ยังอยู่ในปัจจุบัน เนื่องจากก๋งทำงานหนัก และพักผ่อนโดยการสูบฝิ่น จึงมีอายุสั้น ตามที่กล่าวแล้ว

ย่าผมเกิดทีเมืองไทย เป็นคนม่วงขาว ซึ่งเป็นอีกหมู่บ้านหนึ่งของโคกปีบ จึงมีพี่น้องทางย่าที่โคกปีบ ซึ่งสนิทเป็นครอบครัวเดียวกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง พ่อแม่ได้ส่งผม และน้องๆไปอยู่โคกปีบกับย่าและป้าตอนโรงเรียนปิดเทอม จึงเป็นคนโคกปีบโดยปริยาย เข้าบ้านโน้น ออกบ้านนี้ได้สบาย ในวันตรุษจีน หลังจากเสร็จพิธีเซ่นไหว้ ก็สามารถไปกินข้าวบ้านญาติ บ้านไหนก็ได้ ที่มีไก่ต้มจิ้มน้ำปลา ซึ่งชอบมากๆ ทั้งๆที่บ้านโคกปีบของตัวเอง ก็มีอาหารอยู่พร้อม และมีเพื่อนบ้าน ญาติมิตรมากินข้าวที่บ้านเป็นประจำ อาหารที่บ้าน จะมีปลาร้าเป็นส่วนประกอบอาหารทุกมื้อ เพราะคนที่นั่นเป็นลาวพวน และที่บ้านก็ต้มทำน้ำพริกปลาร้าเป็นประจำทุกมื้อ

พ่อผม เมื่อเติบโตพอสมควร ก็ไปเมืองจีน อยู่กับญาติพี่น้องบ้านของก๋งที่นั่น ต่อจากนั้น ก็ได้ไปเรียนหนังสือต่อที่เซี่ยงไฮ้ โดยไปอยู่กับพี่ชายคนโต หรือลุงของผมนั่นเอง จากการเรียนหนังสือแล้ว ก็ทำงานต่อที่เซี่ยงไฮ้ ซึ่งในระยะเวลาที่ทำงานอยู่นั้น ได้กลับมาเมืองไทย และไปหาเพื่อนของพ่อที่ราชบุรี ไปพบแม่ผมที่นั่น และได้แต่งงานกัน แล้วพาแม่ผมไปอยู่ที่เซี่ยงไฮ้ระยะเวลาหนึ่ง ถึงได้กลับมาเมืองไทย ฉะนั้น พ่อผม จึงภาคภูมิใจในความเป็นคนจีนของตัวเองมาก ด้วยเหตุนี้ ผมจึงได้ไปโคกปีบ รวมญาติพี่น้องและไหว้บรรพบุรุษ (ไหว้เจ้า) เป็นประจำทุกๆปี

เมื่อโตขึ้นเป็นวัยรุ่น เข้าอยู่หอพักในมหาวิทยาลัย หัดดื่มสุรา ณ เวลานั้น ไก่ต้มจิ้มน้ำปลา ไม่ได้ถูกกินกับข้าวสวยร้อนๆอีกต่อไป แต่เป็นอาหารกับแกล้มเหล้า อย่างดี คิดถึงสุราแม่โขง ใส่น้ำแข็ง แล้วรินโซดาผสมให้เข้มข้นกำลังดี ดื่มกับญาติพี่น้องส่วนใหญ่เป็นผู้ชายวัยใกล้กัน สนุกสนานมาก แต่ก็ต้องหลบผู้ใหญ่ เพราะยังไม่ได้โตเต็มที่ ถูกดุ เป็นประจำและสม่ำเสมอ

ประเทศไทยนี้ เป็น amazing Thailand จริงๆ เมื่อไปเดินศูนย์การค้าในวันตรุษจีน จะเห็นผู้หญิงสาวที่ทำงานในห้างหลายๆห้าง แต่งชุดจีนสีแดง ต้อนรับลูกค้า นอกจากนั้น ยังมีสาวๆและเด็กเล็กๆส่วนใหญ่เป็นผู้หญิง แต่งชุดจีนสีแดงน่ารักมากๆ ทำให้เห็นบรรยากาศว่าตอนนี้ตรุษจีนแล้วนะ เหมือนกับตอนสงกรานต์ หลายๆคนก็แต่งชุดไทยตามประเพณี และเมื่อถึงวันคริสต์มาส ซานตาคลอส ก็เดินกัน กร่างไปเลย

แม้ที่ศูนย์การค้าจะมีผู้คนบ้าง แต่ก็ดูเงียบเหงา นักท่องเที่ยวบางตา ธุรกิจที่หวังนักท่องเที่ยวมาใช้จ่ายเงิน คงจะไม่สมหวังนัก แต่สำหรับคนท้องถิ่น คงจะได้ความสงบสุขพอสมควร ไปไหนก็สะดวกรถไม่ค่อยติด รวมทั้งบรรยากาศที่ปีนี้ยังหนาวเย็น ก็ทำให้ โลกนี้ น่าอยู่ แต่ทุกคนก็ทราบดีว่า ธุรกิจคงจะแย่มากๆ ผู้คนตกงานหลายคน เห็นข่าวทีวีที่โรงงาน และเอกชนต่างๆ ต้องหยุดกิจการแล้วสลดใจ ร้านอาหาร โรงแรมหลายแห่งก็ต้องปิด ไม่มีความสมดุลย์ในโลกเล็กๆใบนี้

หลังจากที่ญาติผู้ใหญ่ได้จากไปหมดแล้ว ก็ต้องห่างเหินจากธรรมเนียม ประเพณีตรุษจีน แม้จะเคยลองทำบ้างที่บ้านก็ไม่เต็มรูปแบบ การจัดอาหาร และการไหว้ เป็นส่วนสำคัญอันหนึ่ง แต่ที่สำคัญมากๆสำหรับผม คือความสัมพันธ์ระหว่างญาติพี่น้องได้มาพบ และอยู่ด้วยกัน เขาทั้งหลายทำให้รู้สึกว่า เราต่างก็เป็นส่วนหนึ่งของครอบครัวใหญ่ๆนี้ ต่อๆมาอีกหลายๆปี เราเปลี่ยนวัน พบปะของ สมาชิกครอบครัวของก๋งและย่าที่ยังเหลืออยู่และรวมทั้งสมาชิกใหม่ จากการตั้งครอบครัวใหม่ๆ ต่างก็มาร่วม การเซ่นไหว้ในวันเช็งเม้ง ที่ฮวงซุ้ย(สุสาน )ของก๋งย่า และญาติๆที่จากไป เป็นประจำทุกปี สำหรับบ้านโคกปีบนั้นยังอยู่ โชคดีที่ พี่-น้อง ช่วยกันดูแลปรับปรุงให้อยู่ในสภาพดีเสมอๆ

สำหรับ โควิด ๑๙ แม้มาจากเมืองจีนเหมือนกัน แต่เราไม่นับญาติ ไม่ได้เชิญ ขออย่าได้มาวนเวียนใกล้ๆเราเลย กลัวมากๆครับ
บู๊ คนเคยหนุ่ม เชียงใหม่ ๑๓ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๔

Facebook Comments

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *