INEWHORIZON

ขอบฟ้าใหม่

รถยนต์ เป็นสิ่งที่ปรารถนา

รถยนต์ เป็นสิ่งที่ปรารถนา
ถ้าเราอยู่ในประเทศหนาว สามารถใช้บริการสาธารณะ ไม่ต้องใช้รถของตัวเอง เพราะเวลาเดินหรือขี่จักรยาน เหงื่อไม่ออก กลับทำให้หายหนาว มีเมืองหนาวหลายๆแห่ง ที่ผู้คนทำงานในเมือง แต่บ้านอยู่นอกเมือง ขับรถมาจอดที่สถานีรถไฟ แล้วขึ้นรถไฟเข้าเมือง ต่อด้วยรถใต้ดินไปทำงานทุกๆวัน ที่รอบๆกรุงเทพฯนี้ ก็ มีรถไปจอดตามสถานที่จอดรถ หรือสถานีรถไฟฟ้า แล้วขึ้นรถไฟฟ้าหรือใต้ดินต่อไปทำงาน ซึ่งที่จอดรถแน่นมาก ถ้าไปช้า จะไม่สามารถหาที่จอดรถได้เลย สำหรับคนที่อยู่จังหวัดใกล้เคียง ก็มีหลายคนขึ้นรถไฟมาทำงานที่กรุงเทพฯ

ความนิยมบริการสาธารณะของคนกรุงมีเพิ่มสูงขึ้น โดยเฉพาะคนในวัยที่ยังแข็งแรง แต่สำหรับผู้สูงอายุแล้ว ไม่เหมาะกับรถสาธารณะ เพราะเกรงใจคนที่ลุกให้นั่ง ส่วนใหญ่เป็นผู้หญิงเสียด้วย นอกจากนั้น ถ้าจะซื้อของหนักๆขึ้นรถสาธารณะ เช่น ข้าวกล่อง ผลไม้ สมัยก่อนหิ้วได้สบาย แต่ตอนนี้ หิ้วไม่ไหว ตอนที่ยังแข็งแรงอยู่ นึกภาพไม่ออกเลยว่าคนแก่จะแรงถดถอยแบบนี้ได้ยังไง

ในช่วงเริ่มทำงานใหม่ๆ ที่ต้องนั่งรถเมล์ไปทำงานและกลับบ้าน ขณะที่ยืนบนรถเมล์ที่คนแน่นขนัด สายตาจะมองลอดหน้าต่างออกไปดูรถเก๋งสวยๆที่วิ่งอยู่บนถนน คิดไฝ่ฝันอยากจะนั่งรถเก๋งไปไหนต่อไหนแบบเขาบ้าง มันคือความฝันอันสูงสุด บางวัน ตอนเย็นๆ งานเลิก รถแน่น และติดมาก ก็ไปนั่งรอเวลา ที่ร้านไก่ย่างหลังเวทีสนามมวยราชดำเนิน เพื่อให้คนเบาบางลง ปรากฏว่า เมื่อรถน้อยลงแล้ว ไม่ได้กลับบ้าน เพราะเมามาก ต้องเช่าโรงแรมหลังกระทรวงฯ (โรงแรมสุขนิรันดร์ ) นอน รุ่งเช้าก็เข้าทำงานต่อได้เลย

คนทุกคนใฝ่ฝันที่จะมีรถของตัวเอง เพราะในภูมิภาคบ้านเรา อากาศร้อนมากๆ เดินไกลหน่อยก็เหนื่อยแล้วยังมีอากาศเป็นพิษ ฝุ่นละอองกระจายทั่วๆไป สำหรับเชียงใหม่นั้น ทุกบ้านจำเป็นต้องมีจักรยานยนต์อย่างน้อย ๑ คัน เนื่องจากถนนซอยเข้าหมู่บ้านที่มีมาตั้งแต่สมัยโบราณหลายๆสาย ค่อนข้างแคบ และสถานที่ๆเดินทางทุกๆวัน ก็ดูไม่ไกลเกินไปนัก ราคารถจักรยานยนต์ก็ไม่แพงมาก และที่สำคัญที่สุด คือฝนตกไม่นาน รอหน่อยเดี๋ยวก็หาย ขี่รถได้สบาย ไม่ต้องมีรถยนต์ก็พออยู่ได้

ผมให้ความสนใจกับการขับรถยนต์มานานมาก หัดขับรถยนต์มาตั้งแต่เรียนชั้นประถมฯ สมัยนั้น ไม่ค่อยมีรถบนถนน ก็เลยเรียนรู้ได้ง่าย ต่อมาในเวลาปิดเทอมปลาย ได้ไปอยู่กับย่าและป้า ที่ต่างจังหวัด ซึ่งมีรถเก่าๆให้ใช้งาน สมัยนั้น ถนนยังไม่ดี ขับไปไหนก็โขยกเขยก และฝุ่นกระจายทั่วๆไป จนกระทั่งเข้าเรียนที่เกษตร นอกจากจักรยานที่มีประจำตัวแล้ว พอดีตอนอยู่ ปี ๒ ได้รถเฟียต ๖๐๐ ที่เขาใช้กันแถวท่าน้ำนนท์ มาขับ ๑ คัน เลยได้ทำใบขับขี่ ซึ่งสมัยนั้น ใบขับขี่ตลอดชีวิตต้องเสียค่าธรรมเนียม ๒๐๐ บาท และราย ๕ ปีไม่กี่สิบบาท ซึ่งผมต้องเลือกราย ๕ ปี เพราะ ๒๐๐ บาท คือค่าอาหาร และค่าใช้จ่ายถึง ๒ อาทิตย์ นอกจากรถเฟียต ๖๐๐ แล้ว ยังได้ขับรถจี๊ปของเพื่อนที่เอามาไว้ที่เกษตร เคยขับหรือไปกับเพื่อน ไม่ได้นอนทั้งคืนก็หลายหน ร้านข้าวต้มโต้รุ่งที่ไหนในกรุงเทพฯ ก็รู้จักหมด บางครั้งก็ไปเที่ยวกลางคืนที่ต่างจังหวัดใกล้เคียงกับเพื่อนๆ ซึ่งเพื่อนเจ้าของรถเป็นคนขับ

เมื่อเข้าทำงาน ในปีแรก( ๒๕๑๑) ผมเป็นมือขับรถราชการ เป็นรถจี๊ปแลนด์โรเวอร์ หรือจึ๊ปหน้ากบ หรือ Nissan Patrol ใครจะไปไหนหรือมีงาน ไม่ว่างานราชการ หรือส่วนตัวบ้าง ก็สามารถเรียกบริการให้ผมเป็นสารถีได้ จนได้รับรถจี๊ปไว้ประจำ ๑ คัน ซึ่งในสมัยนั้น ไม่ค่อยเคร่งครัดเรื่องการใช้รถ เพราะคนน้อย ต่อมาได้ไปบรรจุเป็นข้าราชการภูธร ทำงานกับเกษตรกร ยิ่งช่ำชองเรื่องขับรถของหน่วยงาน ไม่ว่ากลางวันกลางคืน สามารถไปทำงานได้สะดวก เพราะงานส่งเสริมการเกษตรไม่มีเวลาที่แน่นอนอยู่แล้ว แต่ก่อนนี้ ขับลำบากกว่าปัจจุบันเพราะถนนมีเลนเดียวไป-กลับ ต้องกะระยะทางและความเร็วของรถที่กำลังสวนมา แต่ก็เอาชีวิตรอด มาจนปัจจุบัน

ในช่วงที่ได้โอกาสไปเรียนทีอังกฤษ เมื่อมีเวลาว่าง ก็ได้เช่ารถขับเที่ยวเป็นประจำสม่ำเสมอ แม้เพื่อนๆนักเรียนไทยจะไปที่ไหน ก็ไปเช่ารถแล้วให้ผมขับก็มีหลายๆครั้ง โดยเฉพาะถ้าไปลอนดอนกันหลายๆคน นอกจากนั้น ยังเคยไปลุย snow แถวScotland ในวันปีใหม่ ซึ่งเป็นวันหยุดยาวมาแล้ว และได้เคยขับรถไปประสบอุบัติเหตุรถเสียหลายครั้ง สมัยนั้น มีระบบประกันภัยรถเป็นรายวัน ถ้ารถเสียหายก็ไม่ต้องจ่ายชดใช้ เพราะประกันดูแลทุกอย่างโดยสมบูรณ์

รถคันแรกในชีวิตผม เป็นรถโฟล์กสวาเก้น หรือรถเต่ารุ่นปี ๑๙๖๖ แต่มาซื้อเมื่อปี ๒๕๑๕ (๑๙๗๒) ในราคา ๓๘,๐๐๐ บาท ด้วยความไม่รู้เรื่องรถ เลยซื้อรถที่ค่อนข้างโทรม ซึ่งก็ได้ใช้รถคันนั้น เป็นเวลาหลายปี เรียกว่ารถมหาสนุก คือ รถคันนี้ไฟไม่สว่าง ใช้แบตเตอรี่เพียง ๖ โวลท์ กลางคืนขับไม่ค่อยเห็นทาง แต่ก็ขับบ่อยๆ เกือบทุกคืน จึงชนแล้วชนอีก จนน่วมไปทั้งคัน สำหรับรถยนต์ใหม่เอี่ยมคันแรกนั้น น้องของผมได้ซื้อไว้แล้วนำมาให้ใช้และได้ใช้ไปตลอดจนรถโทรมลง นับเป็นบุญคุณอันหนึ่งที่จดจำ ไม่เคยลืม

สำหรับอุบัติเหตุนั้น เจอบ่อยมากจนชาชิน เข้าใจว่าเป็นคนใจร้อน ชอบออกซ้ายออกขวา ไม่รักษากฎเกณฑ์ของการขับรถ จนปัจจุบันนี้ระวังมาก แต่ก็เฉียดๆอุบัติเหตุอีกหลายครั้ง เพราะใจไม่มีสมาธิเพียงพอ และไม่รอบคอบ แต่ที่ประสบอุบัติเหตุรถคว่ำถึง ๒ ครั้งนั้น ไม่ได้ขับเอง เป็นคนนั่งแถวหน้า และเลินเล่อไม่คาดเข็มขัดนิรภัย อย่างไรก็ตาม ยังตั้งความหวังไว้ว่าจะขับรถต่อไปเรื่อยๆ อีกหลายๆปี

กล่าวถึงการขับรถในปัจจุบัน ตอนนี้เครียดมากๆ กลัวจะถูกใบสั่งส่งไปที่บ้าน เพราะ ในประเทศเรา ไม่สามารถจะขับรถให้ถูกต้อง ตรงระเบียบทุกอย่างได้ เพราะรถหนาแน่นมาก เช่นขณะที่ขับรถผ่านสี่แยก ไฟกำลังเขียว ก็เร่งอยากให้ผ่านไฟเขียวนั้นไป กลับ เจอเหลืองแดงโดยทันที นอกจากนั้น เรื่องผ่านเส้นทึบ ตรงคอสะพานก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง เพราะถ้าขับรถเปลี่ยนเลน เพื่อขึ้นสะพาน ใช้ความเร็วหนีรถคันหลังที่ตามมา ปรากฏว่าเร็วเกิน เจอเส้นทึบจนได้ สำหรับเรื่องขับรถเร็วนั้น พยายามคุมไม่ให้เกินที่อนุญาต แต่บางครั้ง ลงเนิน หรือ สมองเป๋ไปคิดเรื่องเครียดๆ ก็อดที่จะเผลอขับเร็วเกินกำหนดไปบ้าง

ผมเกลียดกล้องถ่ายรูปจราจร เกลียดใบสั่งที่ได้รับที่บ้าน ทำให้เครียดได้บ่อยๆ อยากกลับไปสู่สภาพเก่าๆที่ขับรถอย่างสบายใจ ผิดนิดหน่อยก็ได้รับการอภัย ถ้าจะเลิกขับรถก็เพราะใบสั่งผิดกฎจราจรเหล่านี้เป็นเหตุ มากกว่าเรื่องขับรถไม่ไหว เพราะขับไปเหนื่อยก็จอดพักผ่อนหรือเปลี่ยนขับได้ ขณะนี้ จะขับรถเข้าจอดไม่ว่าที่ไหน ต้องมีคนไปยืนโบกให้รู้ว่าไม่ชน ถ้านั่งไป ๒ คน ก็ลงไปยืนโบกทั้ง ๒ คน สบายดี แต่ทั้งๆที่โบกอยู่ แล้วยัง ชน ก็ยังมีบ้าง

เกี่ยวกับที่ทำบัตรจอดรถหายนั้น เมื่อไม่กี่วันมานี้ ได้ไปจอดรถ ที่ตลาดรวมโชค เชียงใหม่ และได้ทำบัตรจอดรถหาย ซึ่งครั้งนี้ หายจริงๆ ต้องไปแจ้งกับเจ้าหน้าที่ที่เก็บบัตรตรงทางออก คิดว่าคงต้องเสียค่าปรับแน่ แต่เจ้าหน้าที่ให้ผ่านไปอย่างสบายๆ คิดชอบกฎระเบียบของการจอดรถตลาดรวมโชคนี้ ที่มีการอภัยให้คนแก่ขี้ลืมแบบผม ต้องแบบนี้ ถึงได้อยากไปตลาดรวมโชคทุกๆวัน

กล่าวถึงกฎระเบียบแล้ว ทำให้หวนไปคิดถึงเพื่อนคนหนึ่งในความหลัง สมัยเข้าไปอยู่หอพักที่เกษตร ตอนปีหนึ่ง ก่อนจะผ่านพิธีรับน้องใหม่ ซึ่งมีประเพณีให้รุ่นพี่ เคร่งครัดกับน้องปีหนึ่ง ไม่ทักทายพูดคุยด้วย แม้บางคนจะเป็นเพื่อนกันมาก่อน เนื่องจากให้ปีหนึ่งรุ่นเดียวกันหันมาทักทายพูดคุยสนิทสนมกันเอง ตอนนั้น เพื่อนคนนี้ ซึ่งอยู่ที่หออื่น ได้มาหาเพื่อนที่หอพักที่ผมอยู่ และได้ถอดรองเท้าไว้หน้าห้อง แบบคนไทยทั่วๆไป ที่มักจะถอดรองเท้าเวลาเข้าอาคารหรือเข้าห้องพัก ซึ่งตามระเบียบของหอ ไม่ให้วางรองเท้าไว้หน้าห้อง ในช่วงนั้น เพื่อนอีกคนหนึ่งเห็นรองเท้าวางอยู่ รู้ว่าของเพื่อน จึงแอบเอาไปซ่อน เจ้าของรองเท้าออกมาเห็นรองเท้าหายไปตกใจมาก ขอร้องเพื่อนๆ รุ่นเดียวกันให้ไปขอรองเท้าคืนจากหัวหน้าหอ ใช้เวลาอ้อนวอนเพื่อนอยู่เป็นนาน กว่าจะได้รองเท้าคืน ที่คิดถึงเรื่องนี้ขึ้นมาได้ เพราะ เมื่อวันก่อนได้โทรไปคุยทักทายเขา ที่ไม่ได้เจอกันนานหลายปีแล้ว เขายังแข็งแรงสบายดีอยู่เหมือนกับวันที่รองเท้าหายไป

พออายุ ๘๕ แล้ว คิดว่าคงขับรถไม่ไหว ตอนนี้ก็ป้ำๆเป๋อๆเต็มทีแล้ว ว่าจะเดินรอบโลก ชักชวนพี่ๆน้องๆเดินกัน เดี๋ยวนี้ เทคโนโลยีทันสมัย เดินรอบโลกไม่ยาก แค่ไปซื้อลูกโลกจากร้านขายหนังสือ มาตั้งตรงกลางลานกว้างๆ แล้วเดินกัน เช้า ๑ ชั่วโมง เย็น ๑ ชั่วโมง จะมีไม้เท้าช่วยพยุงด้วย ก็ปลอดภัยดี สวัสดีครับ

บู๊ คนเคยหนุ่ม
เชียงใหม่ ๒๑ มิถุนายน ๒๕๖๓

Facebook Comments

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *